“โสภณ” รับมติพรรคชิงประธานสภา พ่วง “มัลลิกา”
“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติชัดเจนในการผลักดันนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.บุรีรัมย์ ให้ลงชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคมและ ส.ส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องบุรีรัมย์อาจครองอำนาจสองสภา
“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 เวลา 13.35 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายโสภณได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมพรรค โดยยืนยันว่ามติพรรคได้เสนอชื่ออย่างเป็นทางการแล้ว การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2567 หลังพิธีเปิดประชุมสภาสมัยแรกเสร็จสิ้น นายโสภณย้ำว่า ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา แต่ตัวเขาเองพร้อมเต็มที่ 100%
“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เหตุผลคือความเหมาะสม
เหตุผลหลักที่พรรคเลือกทั้งสองคนนี้เพราะเห็นความเหมาะสมและศักยภาพในการทำงาน นายโสภณซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมือง ทั้งในฐานะ ส.ส. รองนายกฯ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมการประชุมสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่น.ส.มัลลิกาก็มีบทบาทสำคัญในกระทรวงคมนาคม แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการ
นายโสภณกล่าวว่า “ไม่ว่าตำแหน่งไหน ผมก็ทำงานเต็มที่ ไม่ใช่คนเล่นๆ” เขายังตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่ว่า บุรีรัมย์จะกินรวบทั้งประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะวุฒิสภาเป็นเรื่องของวุฒิสภา ส่วนตัวเขาเป็นตัวแทนพรรค หากพรรคมีเสียงไม่พอ ก็ไม่มีโอกาสอยู่แล้ว
สำหรับการทำงาน นายโสภณย้ำว่าต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง ไม่ใช่มาจากจังหวัดเดียวกันแล้วจะตีตราว่าไม่เหมาะสม เขากล่าวว่า “ถ้าทำงานดี ก็เป็นประโยชน์ต่อชาติ ถ้าไม่ ก็ให้สังคมตัดสิน” นอกจากนี้ ยังพูดถึงรองประธานคนที่ 2 จากพรรคเพื่อไทยว่าไม่ทราบรายชื่อ แต่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างพรรค
ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรในยุคใหม่
ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นหัวใจของนิติบัญญัติ ประธานต้องเป็นกลาง ควบคุมให้การอภิปรายราบรื่น และรักษาความสมดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในสมัยที่การเมืองไทยมีความหลากหลายมากขึ้น บทบาทนี้ยิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความขัดแย้ง
หากนายโสภณได้เป็นประธาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาลกึ่งกลางอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลร่วมกับเพื่อไทย ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล และอื่นๆ ก็พร้อมตรวจสอบ นายโสภณมั่นใจว่าไม่หนักใจ เพราะแต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง
ตอบคำถามบุรีรัมย์กินรวบสองสภา?
ประเด็นบุรีรัมย์กินรวบถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะประธานวุฒิสภาเป็นคนบุรีรัมย์เช่นกัน นายโสภณชี้ว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะการทำงานไม่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิด “กินรวบหรือไม่ อยู่ที่ผลงาน ถ้าทำงานดีจังหวัดไหนก็ได้” เขายกตัวอย่างว่าถ้าทำงานแบบกินรวบจริง ก็เกิดได้แม้ต่างจังหวัด
- จุดเด่นของนายโสภณ: ประสบการณ์สูง สุภาพ มีวินัยในการประชุม
- จุดเด่นของน.ส.มัลลิกา: ผู้หญิงแกร่ง ทำงานคมนาคมได้ผลดี
- ความท้าทาย: ต้องพิสูจน์ความเป็นกลาง ท่ามกลางเสียงค้าน
- ผลกระทบ: ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่
นอกจากนี้ การเสนอชื่อนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการยึดเก้าอี้สำคัญ เพื่อต่อรองอำนาจในสภา ซึ่งจะช่วยให้พรรคมีบทบาทมากขึ้นในการออกกฎหมาย โดยเฉพาะนโยบายที่พรรคถนัดอย่างเกษตร คมนาคม และสาธารณสุข
ในมุมมองผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผลงานต้องมาก่อนเส้นสาย หาก “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 แล้วได้เป็นจริง คงต้องรอดูการทำงานว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ สุดท้ายแล้ว สภาไทยจะยิ่งเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ อยู่ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน
คุณคิดอย่างไรกับการเสนอชื่อครั้งนี้? คิดว่าโสภณเหมาะสมไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!
ที่มา – “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1