เสี่ยหนู

“เสี่ยหนู” อ้างยังเหลือขั้นตอนเหนือการควบคุม ก่อนได้ชื่อนายกรัฐมนตรี

“เสี่ยหนู” อ้างยังเหลือขั้นตอนเหนือการควบคุม ก่อนได้ชื่อนายกรัฐมนตรี เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอย่างน่าสนใจ

“เสี่ยหนู” อ้างยังเหลือขั้นตอนเหนือการควบคุม ก่อนได้ชื่อนายกรัฐมนตรี

ในที่เกิดเหตุ นายอนุทิน หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “เสี่ยหนู” ได้ชี้แจงถึงไทม์ไลน์และขั้นตอนการได้มาซึ่งชื่อผู้สมัครนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยย้ำว่ายังมีปัจจัยหลายประการที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของรัฐบาลรักษาการในขณะนี้ เช่น การรับรองสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งปัจจุบันรับรองแล้วเฉพาะ ส.ส. แบบแบ่งเขตเท่านั้น แต่ยังค้างอยู่กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน โดยไม่ทราบวันแน่นอนที่จะได้รับการรับรอง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นข้อร้องเรียนต่างๆ ที่ต้องเคลียร์ให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขึ้นอยู่กับพระราชพิธีเปิดสภาครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นายอนุทินเล่าว่า ได้หารือกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 2 วันก่อน และได้รับคำตอบว่าจะแจ้งให้ทราบหลังพระราชพิธีดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด รัฐบาลพร้อมรอรับการประสานงาน และบางเอกสารต้องรอการลงนามจากนายกฯ รักษาการ

เหตุการณ์ตอนรีบขึ้นเครื่อง: เฉไฉบอกสื่อ “รีบขึ้นเครื่อง”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนเรื่องพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ นายอนุทินไม่ได้ตอบตรงๆ แต่เคาะนาฬิกาข้อมือทำท่าทางเหมือนเครื่องบินกำลังทะยานขึ้นฟ้า แล้วกล่าวสั้นๆ ว่า “ประกาศครั้งสุดท้ายแล้ว” พร้อมรีบขึ้นเครื่อง ก่อนจะทิ้งให้สื่อมวลชนงงงวย สร้างกระแสวิเคราะห์กันในโซเชียลมีเดียอย่างมาก

  • ปัจจัยหลักที่ “เสี่ยหนู” อ้าง: การรับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ
  • ข้อร้องเรียนค้างคา
  • พระราชพิธีเปิดประชุมสภา
  • การประสานงานกับเลขาฯ สภา

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลรักษาการที่ต้องรอองค์ประกอบต่างๆ เข้าที่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่ ผู้คนจำนวนมากตั้งตารอชื่อนายกรัฐมนตรีที่จะถูกเสนอชื่อเข้าสภา แต่จากคำพูดของ “เสี่ยหนู” ชัดเจนว่ายังต้องรอขั้นตอนสำคัญเหล่านี้ให้เรียบร้อยก่อน

วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง: อะไรคืออุปสรรคหลัก?

การที่ กกต. ยังไม่รับรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อทั้งหมด สร้างความล่าช้าให้กับพรรคการเมืองหลายพรรค โดยเฉพาะพรรคที่พึ่งพาก๊วนนี้ในการคำนวณที่นั่งนายกฯ ข้อร้องเรียนจากคู่แข่งยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ทุกอย่างค้างอยู่ ส่วนพระราชพิธีเปิดสภา ถือเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกฝ่ายต้องเคารพและรอคอย นี่คือเหตุผลที่นายอนุทินย้ำว่าเป็นเรื่อง “เหนือการควบคุม” ของรัฐบาล

สำหรับพรรคกล้าธรรม ประเด็นนี้กลายเป็นจุดสนใจเพราะเกี่ยวข้องกับพันธมิตรและการจัดสรรเก้าอี้นายกฯ แต่คำตอบแบบเฉไฉของ “เสี่ยหนู” ทำให้เกิดคำถามว่ามีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่? นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า นี่อาจเป็นกลยุทธ์ในการซื้อเวลาให้ฝ่ายตัวเองเตรียมพร้อม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ เช่น การนับคะแนน การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และการเจรจาการเมืองระหว่างพรรคใหญ่ๆ ที่ยังไม่ลงตัว สถานการณ์โดยรวมยังคงตึงเครียด และประชาชนต่างรอคอยความชัดเจน

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ก็เป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความรับผิดชอบ หากรัฐบาลรักษาการสามารถจัดการขั้นตอนเหล่านี้ได้อย่างโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มาก

คุณคิดอย่างไรกับคำตอบของ “เสี่ยหนู”? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “เสี่ยหนู” อ้างยังเหลือขั้นตอนเหนือการควบคุม ก่อนได้ชื่อนายกรัฐมนตรี

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน หนุนภูมิใจไทยเหมือนเดิม

การเมืองวันนี้ยังคงร้อนแรง! นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง ณัฐพงษ์” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เดินทางเข้าสภาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมยืนยันหนักแน่นว่ายังคงสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา ผู้สื่อข่าวได้ดักสัมภาษณ์นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภาในเวลา 09.09 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ถือว่าเป็นมงคล ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงทิศทางการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ในวันนี้ ว่าจะมีการเปลี่ยนใจหรือไม่ และมีความกังวลในเรื่องใดหรือไม่

นายณัฐพงษ์ ได้แต่ยิ้ม พร้อมกล่าวสั้นๆ ขณะที่กำลังจะขึ้นลิฟต์ว่า “ฝากติดตามการประชุมสภาวันนี้ด้วย” เมื่อถูกถามย้ำว่ายังคงสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ หัวหน้าพรรคตอบอย่างหนักแน่นว่า “ยืนยันคำเดิมครับ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นการตอกย้ำจุดยืนของ “เท้ง ณัฐพงษ์” ว่ายังคงให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง

“เท้ง ณัฐพงษ์” ยัน หนุนภูมิใจไทยเหมือนเดิม

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ยังคงมีความผันผวน หลายพรรคการเมืองกำลังจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลกันอย่างเข้มข้น ท่าทีของแต่ละพรรคจึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ “เท้ง ณัฐพงษ์” ออกมายืนยันเช่นนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคอื่นๆ ที่กำลังเจรจาต่อรองกันอยู่

ทำไมการสนับสนุนของ “เท้ง ณัฐพงษ์” ถึงมีความสำคัญ

การสนับสนุนของนายณัฐพงษ์และพรรคประชาชนมีความสำคัญเนื่องจาก:

  • พรรคประชาชนแม้จะเป็นพรรคขนาดเล็ก แต่ก็มีบทบาทในการเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ซึ่งสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้อย่างเข้มข้น
  • การที่หัวหน้าพรรคออกมายืนยันความชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงในจุดยืนทางการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สนับสนุน
  • ท่าทีที่ชัดเจนของนายณัฐพงษ์ อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ สส. ในพรรค รวมถึง สส. จากพรรคอื่นๆ ได้

การเมืองไทยในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลง การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การออกมาให้สัมภาษณ์ของ “เท้ง ณัฐพงษ์” ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ดังนั้น การที่ “เท้ง ณัฐพงษ์” ออกมายืนยันการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ยิ้มให้สื่อ ยันยังหนุนภูมิใจไทยเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

กล้าธรรมดินเนอร์ริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ

ข่าวใหญ่! พรรคกล้าธรรมจัดดินเนอร์หรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนการโหวตนายกฯ พรุ่งนี้ (5 ก.ย.) งานนี้มีเซอร์ไพรส์ เมื่อ “เสธ.หิ-สัญญา” โผล่มาร่วมงานด้วย สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก มาดูกันว่าบรรยากาศในงานเป็นอย่างไร และการปรากฏตัวของทั้งสองท่านมีความหมายสำคัญอย่างไรต่อพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานถึงความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาของพรรคกล้าธรรม (กธ.) โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้นำ สส. ของพรรคมาร่วมรับประทานอาหารค่ำสุดพิเศษ ณ ร้านอาหารชื่อดังริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานที่ที่มองเห็นทัศนียภาพอันงดงามของกรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน การนัดพบครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าการประชุมสภาScheduled for the momentous event of electing the 32nd Prime Minister on September 5th.

แต่ที่สร้างความสนใจเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ นายสัญญา นิลสุพรรณ สส.นครสวรรค์ พรรค รทสช. ที่มาร่วมวงรับประทานอาหารด้วย ทำให้เกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าทั้งสองท่านอาจกำลังพิจารณาที่จะย้ายมาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การเข้าร่วมของบุคคลทั้งสองนี้ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงทิศทางและยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ของพรรคกล้าธรรมในอนาคต

กล้าธรรมดินเนอร์ริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ

การพบปะสังสรรค์ในบรรยากาศสบายๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกพรรคและการเปิดกว้างในการพูดคุยกับบุคคลภายนอกพรรค การมี “เสธ.หิ-สัญญา” มาร่วมงาน ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าการเคลื่อนไหวนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้หรือไม่ และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองโดยรวมอย่างไรบ้าง?

ทำไมการดินเนอร์ของพรรคกล้าธรรมครั้งนี้ถึงสำคัญ?

การดินเนอร์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การพบปะสังสรรค์ธรรมดา แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญหลายประการ ดังนี้:

  • การรวมตัวของสมาชิกพรรค: เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงของสมาชิกพรรคกล้าธรรม ก่อนการลงมติที่สำคัญ
  • การดึงดูดบุคคลภายนอก: การปรากฏตัวของ “เสธ.หิ-สัญญา” บ่งบอกถึงความน่าสนใจของพรรคกล้าธรรม ในสายตาของนักการเมืองจากพรรคอื่น
  • การสร้างพันธมิตร: การพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาจนำไปสู่การสร้างความร่วมมือและพันธมิตรทางการเมืองในอนาคต

สถานการณ์ทางการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ อย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น พรรคกล้าธรรมเป็นอีกหนึ่งพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง และการตัดสินใจของพวกเขามีผลต่อการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ต้องรอดูกันต่อไปว่า พรรคกล้าธรรม จะมีบทบาทอย่างไรในการเมืองไทยหลังจากนี้ และการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่สำคัญ

ความเห็นส่วนตัว: การที่พรรคกล้าธรรมเปิดตัวและสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองจากพรรคอื่นเป็นเรื่องที่ดี เพราะแสดงให้เห็นถึงความเปิดกว้างและพร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของตนเอง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

ที่มา – “กล้าธรรม” ดินเนอร์ร้านริมเจ้าพระยา ก่อนโหวตนายกฯ มี “เสธ.หิ-สัญญา” โผล่แจม

“เฮ้ง” นัดทานข้าว! โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

“สุชาติ ชมกลิ่น” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น เตรียมใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 มีรายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่ม 16 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่มีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ สส.บัญชีรายชื่อ เป็นแกนนำหลัก เมื่อเวลา 18.00 น. กลุ่ม 16 สส. ได้ร่วมรับประทานอาหารเย็นกันอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องอาหารจีนไดนาสตี้ ภายในโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว การนัดพบครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อพูดคุยหารือและเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งมีวาระสำคัญเร่งด่วนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ประเด็นสำคัญของการพูดคุยในครั้งนี้คือ การที่กลุ่มของนายสุชาติจะใช้เอกสิทธิ์ สส. ในการโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 จากพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่ชัดเจนของกลุ่ม 16 สส. ในการสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การประชุมสภาในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ และการใช้เอกสิทธิ์ของ สส. แต่ละคนถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย

สำหรับรายชื่อ สส. ทั้ง 16 ท่าน ที่ร่วมทานมื้อเย็นในครั้งนี้ ประกอบด้วย:

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค
  3. นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ
  4. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ
  5. นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2
  6. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  7. นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5
  8. นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1
  9. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  10. นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  11. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
  12. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  13. จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  14. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  15. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  16. นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2

“เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

จะเห็นได้ว่า สส. ทั้ง 16 ท่านนี้ มาจากหลากหลายพื้นที่และมีบทบาทสำคัญในพรรค แสดงให้เห็นถึงการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญ

ทำไมการ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ จึงสำคัญ

การที่กลุ่ม 16 สส. มารวมตัวกันเพื่อหารือและวางแผนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มและการสร้างความร่วมมือในทางการเมือง การตัดสินใจของกลุ่มนี้อาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต การใช้เอกสิทธิ์ของ สส. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นกระบวนการที่สำคัญตามระบอบประชาธิปไตย และเป็นการแสดงออกถึงเจตจำนงของประชาชนผ่านผู้แทนที่พวกเขาเลือกเข้ามา

การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ นั้น เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคการเมืองอื่นๆ และผลลัพธ์ของการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นอย่างไร การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การตัดสินใจของ สส. แต่ละท่านจะมีความหมายต่ออนาคตของประเทศอย่างแน่นอน

การที่กลุ่ม 16 สส. ตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พวกเขามีต่อนายอนุทิน และความคาดหวังว่าเขาจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ซับซ้อน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

อนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญหรือไม่ เราคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การ “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ แสดงให้เห็นถึงพลังของการรวมกลุ่มและการตัดสินใจร่วมกันในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย

ที่มา – “เฮ้ง” นัดกลุ่ม 16 สส.ทานมื้อเย็น จ่อใช้เอกสิทธิ์ สส. โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ

“ธรรมนัส” ปัดถกโผ “ครม.อนุทิน 1” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ไม่ก้าวก่ายพรรคอื่น ทำพรรคตัวเองให้ดีที่สุด

เมื่อเวลา 16.03 น. วันที่ 4 กันยายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวที่รัฐสภาถึงข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัดส่วนพรรคกล้าธรรม ว่า ไม่มี เป็นเรื่องคาดการณ์ ยังไม่มีการคุยเรื่องนี้กัน และไม่ได้อยู่ในข้อตกลง มีเรื่องเดียวคือหาทางออกให้กับประเทศชาติบ้านเมือง ขอย้ำว่าไม่มีการคุยเรื่องอื่น เราจะทำหน้าที่ของพรรคเราตามที่รับปากเอาไว้

ในประเด็นคำถามกังวลหรือไม่ว่าอาจจะมีการอภิปรายในสภาฯ ขึ้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติ ทุกคนต้องเตรียมพร้อม ในส่วนพรรคกล้าธรรมตนกำชับลูกพรรคแล้ว ผู้สื่อข่าวถามย้ำ พรรคกล้าธรรมจะมีการแตกแถวหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ไม่มีแม้แต่คนเดียว เราพูดคุยและตกลงกันแล้วว่าจะทำตามนั้น

เมื่อถามถึงกรณีนายชัยเกมษ นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เผยแพร่คลิปวิดีโอสัญญาว่า หากได้รับการโหวตเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันที ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ทุกพรรคต่างก็รู้ตัวเองว่า ควรทำอะไร อย่างของพรรคเรานั้นก็ทำให้ดีที่สุด ส่วนของพรรคอื่นตนขอไม่ก้าวก่าย

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามอีกว่ามีความกังวลหรือไม่ว่าเกมจะพลิก หลังมีกระแสข่าวฟรีโหวต ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า เรื่องนี้เราเคารพการตัดสินใจของแต่ละฝ่าย เราพูดถึงเรื่องพรรคเราพรรคเดียว พรรคอื่นเราไม่พูด.

“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงในขณะนี้ หลายฝ่ายต่างจับจ้องไปยังการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยเน้นย้ำว่า พรรคกล้าธรรมจะไม่แตกแถวในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับการหาทางออกให้กับประเทศชาติ และจะทำหน้าที่ของพรรคตามที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงกระแสข่าวการจัดโผคณะรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยหรือตกลงในเรื่องดังกล่าว

จุดยืนของพรรคกล้าธรรมต่อการโหวตนายกฯ

สิ่งที่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำเสมอคือ พรรคกล้าธรรมมีความเป็นเอกภาพ และจะทำตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ นั่นคือการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้จริง ๆ ร.อ.ธรรมนัส แสดงความเชื่อมั่นว่า สมาชิกทุกคนในพรรคเข้าใจถึงความสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้ และจะร่วมกันโหวตไปในทิศทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงกรณีที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยให้สัญญาว่าจะยุบสภาทันทีหากได้รับการเลือกตั้ง โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า แต่ละพรรคต่างก็มีแนวทางของตัวเอง และพรรคกล้าธรรมจะมุ่งเน้นไปที่การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด

ความเชื่อมั่นในความสามัคคีของพรรค

แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเรื่องการฟรีโหวต แต่ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่า พรรคกล้าธรรมจะยึดมั่นในจุดยืนของตนเอง และเคารพการตัดสินใจของพรรคอื่น แต่สำหรับพรรคกล้าธรรมแล้ว จะไม่มีการแตกแถวในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ร.อ.ธรรมนัส เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาคำพูด และการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน

การออกมาการันตีของ ร.อ.ธรรมนัส ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง การ“ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมที่จะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ พรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะยังคงยึดมั่นในหลักการและสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกฝ่ายในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – “ธรรมนัส” การันตี “กล้าธรรม” ไม่แตกแถวโหวตนายกฯ คนที่ 32 ปัดถกโผ ครม.

อนุทิน ชาญวีรกูล กับเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือชื่อที่สื่อมวลชนเรียกอย่างลำลองว่าเสี่ยหนู ถือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองอย่างยาวนาน ก่อนหน้าที่อนุทินจะเข้ามาทำงานการเมือง อนุทินทำงานในธุรกิจก่อสร้างของครอบครัวนั่นคือ บริษัทซิโน-ไทย แล้วเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองอย่างจริงจัง ชื่อของอนุทินก็อยู่บนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

บนเส้นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกูลในวัยเฉียด 59 ปี จะเห็นได้ว่า เขาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ มาแล้วในหลายรัฐบาลในหลากหลายกลุ่มการเมือง เริ่มตั้งแต่ปี 2539 อนุทินเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประจวบ ไชยสาส์น ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อด้วยในช่วงปลายอันรุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย อนุทินได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ

จนกระทั่งปี 2549 ได้เกิดมรสุมการเมือง จากการทำรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จนเกิดเป็นคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง ส่งผลให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน หรือที่เรียกกันว่าบ้านเลขที่ 111 ทำให้อนุทินถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 

หลังพ้นโทษแบนทางการเมือง อนุทินได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ในขณะนั้นมีหัวหน้าพรรคคือชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดาที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ก่อนที่อนุทินจะก้าวมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555

อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ แนวทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยถือได้ว่านี่คือพรรคการเมืองขนาดกลางที่มีทักษะในการต่อรองสูง และพร้อมร่วมรัฐบาลได้หลายสมการการเมืองขึ้นอยู่กับบริบทและช่วงเวลา

ในการทำงานในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม การทำงานของอนุทินในฐานะรมว.สาธารณสุข เขาได้ถูกวิจารณ์ในด้านการทำงานอย่างหนักในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เมื่อปี่กลองแห่งการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 อนุทินในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยที่ตัวของอนุทินได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การทำงานในกระทรวงมหาดไทยของอนุทิน เขาได้กล่าววาทะที่กลายเป็นที่พูดถึงในสังคมว่า “ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ” ซึ่งประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากเคยเจอ จากเหตุการณ์ที่ลูกค้า-เอเจนซี-หัวหน้างาน ที่สั่งงานอย่างเร่งด่วนจนคนทำงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที เพราะกระชั้นชิดเหลือเกิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน

เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเกิดความระหองระแหง ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยต้องการเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโดยอนุทินกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่ง นั่นจึงทำให้อนุทินตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แล้วย้ายลงมานั่งในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีต้นทางที่มาจากคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะชิงไหวชิงพริบ ทำให้พรรคประชาชนเป็นคีย์แมนหลักในการเลือกว่าจะเลือกสนับสนุนพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้ามาเจรจากับพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยใช้เวลาอีกหลายวันหลังจากนั้นกว่าที่จะเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน 

อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน
อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน

ในท้ายที่สุดในช่วงเช้าของวันที่ 3 กันยายน พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ พรรคประชาชนได้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือนและเดินหน้าปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 

หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน อนุทินได้กล่าวดีใจที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่า อาจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

นอกเหนือจากชีวิตการเมืองแล้ว ภาพจำอีกภาพหนึ่งของอนุทิน ชาญวีรกูลก็คือ การเป็นนักขับเครื่องบิน อนุทินเล่าว่า เรื่องการได้พบกับความชอบในการขับเครื่องบิน เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแห่งการถูกเว้นวรรคทางการเมือง ที่ทำให้อนุทินมีโอกาสใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยวันหนึ่งได้ไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ ที่เดินทางด้วยรถยนต์ได้ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งขับเครื่องบินส่วนตัวมาเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เกิดคำถามว่า รถหรูก็มีแล้ว ทำไมเสี่ยหนูจะขับเครื่องบินเองไม่ได้บ้าง จึงเริ่มเรียน ทดสอบ ฝึกบินในวัย 45 ปี และเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวเองได้ในที่สุด

ตามที่อนุทินแจ้งเอาไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในปี 2566 อนุทินได้แจ้งว่าเขามีเครื่องบินทั้งสิ้น 3 ลำ ได้แก่ 

  • Cirrus SR22T ราคาประมาณ 22 ล้านบาท
  • Embraer Legacy 600 ราคาประมาณ 534 ล้านบาท
  • Daher-Socata TBM 930 ราคาประมาณ 139 ล้านบาท

เส้นทางการบินของอนุทินขับมาแล้วทั้งไกลและใกล้ โดยมีหนึ่งในภารกิจที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นคือ “หัวใจติดปีก” ซึ่งเป็นการรับส่งหัวใจให้แก่ผู้ที่รอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”
อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”

อนุทินเล่าว่า ภารกิจหัวใจติดปีก เริ่มต้นจากการที่ชักชวนจากเพื่อนที่รู้จักผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 9 ในช่วงปี 2553 หลังการทดลองขับเลยเกิดความหลงใหลจึงตัดสินใจซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อใช้เดินทางในชีวิตประจำวันและธุรกิจเช่าเหมาลำ 

อนุทินเล่าต่อไปว่าวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นหมอทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ต้องไปรับหัวใจจากคนไข้ที่สมองตายแต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อลมหายใจผู้ป่วยอีกคนโดยใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง อนุทินจึงรีบตอบรับโดยสัญชาตญาณและเกิดภารกิจ “หัวใจดวงแรก” ที่รับ-ส่งหัวใจครั้งแรกสำเร็จ

ทางด้านชีวิตส่วนตัวของอนุทิน ชาญวีรกูล บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า อนุทินเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงดนตรี มีฝีไม้ลายมือในด้านการเล่นเปียโน และอิเล็กโทนเป็นพิเศษ

อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

ชีวิตที่น่าสนใจของ อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนักธุรกิจสู่รัฐมนตรี และนักบินสมัครเล่น สู่ความฝันในตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

Scroll to top