แก้รัฐธรรมนูญ ล่าสุด

สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้

เลขาธิการสภาฯ เผย ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้ แจง 3 สส.ใหม่ “วิสุดา – สมชัย – สุรสิทธิ์” ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะอดีต สส. เหตุยังไม่ได้ปฏิญาณตนในสภาฯ

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ที่อาคารรัฐสภา ว่า หลังจากรัฐสภามีมติเห็นชอบให้ส่งประเด็นคำถามประชามติว่าด้วยการเห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะส่งมติดังกล่าวไปยังรัฐบาลในวันนี้ (12 ธันวาคม) มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามหนังสือ ถือเป็นกระบวนการและขั้นตอนตามที่รัฐสภามีมติไปแล้ว

ส่วนกรณีมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เป็นประเด็นที่ ครม.รักษาการต้องพิจารณาดำเนินการต่อไป ในกรณีที่สภาฯ สิ้นสุดลงเพราะเหตุยุบสภา ตามรัฐธรรมนูญการประชุมวุฒิสภาจะไม่สามารถดำเนินการได้จนกว่าจะมีสภาฯ เว้นแต่เป็นเรื่องจำเป็นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 126

เมื่อถามถึง สส. 3 คน ที่ยังไม่ได้ปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ จะมีสถานะ สส. หรือไม่ นายศิโรจน์ ตอบว่า สส. ทั้ง 3 คนถือว่ามีชื่อเป็น สส. แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะยังไม่ได้ปฏิญาณตน สิทธิประโยชน์ในฐานะอดีต สส. จึงยังไม่ได้รับ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ สส. ที่ กกต. รับรองคือ น.ส.วิสุดา วิเชียร์ศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย และ 2 สส.บัญชีรายชื่อ คือ นายสมชัย อัศวชัยโสภณ ซึ่งแทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ลาออกจาก สส.พรรคเพื่อไทย และนายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ แทน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่ถึงแก่อนิจกรรม.

สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับเรื่อง สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้ หลังจากที่รัฐสภามีมติเห็นชอบให้ส่งประเด็นคำถามประชามติว่าด้วยการเห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ทางสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้ดำเนินการส่งมติดังกล่าวไปยังรัฐบาลในวันที่ 12 ธันวาคม โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่รักษาการประธานรัฐสภา เป็นผู้ลงนามในหนังสือ ซึ่งถือเป็นกระบวนการและขั้นตอนตามที่รัฐสภามีมติไปแล้ว

ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้

นอกจากประเด็นเรื่องการส่งคำถามประชามติแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานะของ สส. 3 คนที่ยังไม่ได้ปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจงว่า สส. ทั้ง 3 คนนั้นมีชื่อเป็น สส. แต่ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากยังไม่ได้ปฏิญาณตน ทำให้ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะอดีต สส.

สำหรับ สส. ทั้ง 3 คนที่กล่าวถึง ได้แก่ น.ส.วิสุดา วิเชียร์ศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคภูมิใจไทย, นายสมชัย อัศวชัยโสภณ ซึ่งเข้ามาแทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่ลาออกจาก สส.พรรคเพื่อไทย, และนายสุรสิทธิ์ นิธิวุฒิวรรักษ์ ที่เข้ามาแทน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ ที่ถึงแก่อนิจกรรม

การดำเนินการ สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า ครม. จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป และจะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร

การยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นที่ ครม.รักษาการต้องพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ การประชุมวุฒิสภาจะไม่สามารถดำเนินการได้จนกว่าจะมีสภาฯ เว้นแต่เป็นเรื่องจำเป็นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 126 นี่จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาในการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่านนี้

การส่งคำถามประชามติไปยัง ครม. ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญ แต่ยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการเพื่อให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จลุล่วง การมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นฉบับที่สะท้อนความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – สภาฯ ส่งคำถามประชามติ รธน. ให้ ครม. วันนี้ แจง 3 สส.ใหม่ ยังไม่ได้ปฏิญาณตน

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

นายกฯ อนุทิน เล่นเฟซบุ๊กกลางดึก โผล่คอมเมนต์ใต้โพสต์พรรคประชาชนสั้นๆ “ตามนั้นครับ” หลังออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่เรียกร้องให้ยุบสภา

วันที่ 12 ธันวาคม 2568 เมื่อเวลา 00.20 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ไปคอมเมนต์ใต้โพสต์ของพรรคประชาชนว่า “ตามนั้นครับ” ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์เป็นอย่างมาก

หลังจากที่พรรคประชาชนออกแถลงการณ์ต่อรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการยุบสภา ที่ระบุว่า

สืบเนื่องจากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2 ในวันนี้ มีสาระประการสำคัญที่สมาชิกรัฐสภามีความเห็นแตกต่างกัน ได้แก่ การต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้อำนาจ สว. ควบคุมเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

ในชั้นกรรมาธิการ พรรคภูมิใจไทยเห็นชอบตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก ให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาในการผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 แต่ในวันนี้กลับโหวตเห็นชอบให้คงอำนาจ สว. ไว้ ซึ่งส่งผลให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ดำเนินการอยู่นี้ไม่สามารถนำไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนต้องการได้อย่างแท้จริง

ก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนได้พยายามประคับประคองและประนีประนอมกับหลายฝ่าย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเปิดทางไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนภายใต้ข้อจำกัดทางการเมืองปัจจุบัน

แต่การแปรญัตติให้ สว. มีอำนาจคุมเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันนี้ ถือเป็นสาระสำคัญที่ขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชนในอนาคตอย่างที่ไม่สามารถจะยอมรับได้

ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงขอให้นายกรัฐมนตรียุบสภาเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน และพรรคภูมิใจไทยควรดำเนินภารกิจสุดท้ายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ คือให้รัฐบาลรักษาการมีมติ ครม. ภายในวันอังคารที่ 16 ธันวาคม เพื่อกำหนดวันออกเสียงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่คำถามที่ 1 เป็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

แล้วพบกันที่คูหาเลือกตั้ง

อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและบทบาทของ สว. ในการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การที่นายอนุทินออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล หรือความเป็นไปได้ในการยุบสภา

ปฏิกิริยาต่อคอมเมนต์ “ตามนั้นครับ” ของอนุทิน

หลังจากที่นายอนุทินแสดงความคิดเห็นดังกล่าว ได้มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อโพสต์ดังกล่าว ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และบ้างก็ตั้งข้อสังเกตถึงนัยยะทางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างผิดแปลกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติทางการเมืองไทย และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคตได้

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความผันผวนเป็นอย่างมาก การเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ และท่าทีของบุคคลสำคัญทางการเมือง ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางและความเป็นไปของประเทศ

การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้ยุบสภา และนายอนุทินตอบกลับด้วยคำว่า “ตามนั้นครับ” สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นภายในรัฐบาลผสม และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น การยุบสภาอาจเป็นทางออกหนึ่งในการคลี่คลายสถานการณ์ แต่ก็อาจนำไปสู่ความวุ่นวายและความไม่แน่นอนที่มากขึ้นเช่นกัน อนาคตทางการเมืองไทยจึงยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การที่อนุทิน โผล่คอมเมนต์ จี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ” นั้น อาจเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างทางการเมืองก็เป็นได้

ที่มา – “อนุทิน” โผล่ คอมเมนต์แถลงการณ์พรรคประชาชนจี้ยุบสภา บอก “ตามนั้นครับ”

ถกแก้รัฐธรรมนูญ: ตัดเสียง สว. วุ่น! สว.ประเทืองขู่

การถกเถียงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นร้อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสิทธิ์ สว. ในการลงมติ ซึ่งนำไปสู่การโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนระหว่าง สส. และ สว. ประเด็นสำคัญอยู่ที่การลดเสียงของ สว. 1 ใน 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความกังวลว่าจะเปิดช่องให้เผด็จการรัฐสภาหวนคืนมา

ถกแก้รัฐธรรมนูญ: โต้กันเดือดเรื่องการตัดเสียง สว.

ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ได้มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ในวาระ 2 โดยมีประเด็นสำคัญคือ มาตรา 256/28 ที่เกี่ยวข้องกับการให้ความเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สว. หลายท่านได้ออกมาอภิปรายโดยมีแนวทางเดียวกันคือ ต้องการให้คงเสียงของ สว. 1 ใน 3 ไว้ในการให้ความเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลเพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไปจนเกิดเผด็จการรัฐสภา และเป็นการยึดหลักการคำนึงถึงเสียงข้างน้อย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ได้อภิปรายว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 จะสร้างดุลยสภาใน 4 ด้าน ได้แก่ ป้องกันเผด็จการรัฐสภา, เป็นหลักประกันคุณภาพในการแก้กติกาประเทศ, รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขยากกว่ากฎหมายทั่วไป, และเป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สว. กล่าวว่า สว. มาจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละกลุ่มอาชีพ ไม่ได้มาจากกลุ่มการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องมีเสียง 1 ใน 3 ของ สว.

ในขณะที่ นายขจิตร ชัยนิคม สส. กล่าวว่า การใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภามีความชอบธรรมแล้ว และไม่ควรตัดสินด้วยเสียงเพียง 1 ใน 3 ของ สว.

นายภัณฑิล น่วมเจิม สส. กล่าวว่า อย่าให้ประชาชนตีตราว่าเป็นตัวถ่วงรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้นับเสียง สส. สว. 1 เสียงเท่ากัน

นางสาวภิญญาพัชร์ ศันสนีย์ชีวิน สว. กล่าวว่า การตัดอำนาจ สว. เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ และจะทำให้เกิดเผด็จการเสียงข้างมาก

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. กล่าวว่า การมีเสียง สว. 1 ใน 3 เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นการขโมยอำนาจประชาชน

สส.-สว. โต้กันเดือด เรื่องถกแก้รัฐธรรมนูญ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. กล่าวว่า สว. ก็เป็นนักการเมือง และอำนาจสูงสุดเป็นของปวงชนชาวไทย

นางสาวรัชนีกร โต้ตอบว่า เพิ่งมาเป็นนักการเมือง และไม่ใช่นักการเมืองที่เป็นตลอดปีตลอดชาติ

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส. กล่าวว่า การที่กรรมาธิการอ้างว่า สส. มองแต่คะแนนเสียง สว. มองแต่บ้านเมือง เป็นการดูถูก สส.

ในการประชุมได้เกิดการประท้วงไปมาระหว่าง สส. และ สว.

นายประเทือง มนตรี สว. กล่าวประท้วงว่า “ซ้ำซาก วนไปวนมา พวกท่านไม่ต้องคิดมาก ไปคิดคืนนี้ คิดว่าในวาระ 3 ถ้าทำอย่างนี้ ท่านคิดว่าจะได้เสียงจาก สว. หรือไม่ ขอให้ไปคิดตริตรองดูให้ดี”

นายจิรัฏฐ์ กล่าวว่า ต้องเคารพเสียงข้างมากของระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นการถกแก้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน

กมธ. ฝ่ายค้านแจง เสียงข้างมากใช้กันทั่วโลก

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส. กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการคงไว้ซึ่งเสียงของ สว. 1 ใน 3 และยืนยันว่าหลักการเสียงข้างมากใช้กันทั่วโลก

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส. กล่าวว่า กติกาที่มีอยู่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากมาก และต้องการให้ประเทศพ้นจากความล้าหลัง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. กล่าวว่า จะต้องมีการทำประชามติถึง 3 ครั้งเพื่อถามความเห็นชอบจากประชาชน

การถกแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลลัพธ์จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศในหลายด้าน การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่ถูกแก้ไขเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง การถกแก้รัฐธรรมนูญยังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับการโต้เถียงที่ดุเดือด

ที่มา – ถกแก้รธน. โต้กันเดือดตัดเสียง สว. 1 ใน 3 “สว.ประเทือง” ขู่ให้รอดู วาระ 3

จับตา! 2 วันจบไหม? แก้รัฐธรรมนูญวาระ 2

ลุ้นระทึก! การประชุมร่วมรัฐสภา วาระ 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังต้องจับตา 2 วันจบหรือไม่? พรรคเพื่อไทยเดินเกม เตรียมขอสงวนและขอแปรญัตติ ที่มา สสร. และสูตร 20 หยิบ 1 หวั่นเกิดรัฐสภาครอบงำ

วันที่ 10 ธันวาคม 2568 ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 ในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568 นั้น นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า ทางที่ประชุมวิปรัฐบาล มีมติว่าในการประชุมวันที่ 10 ธันวาคม 2568 จะเริ่มในเวลา 09.00 – 24.00 น. ส่วนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 จะเริ่มประชุมเวลา 09:00 – ก่อนเที่ยงคืน โดยลงมติ “เห็นด้วย” ทั้ง 2 วัน และหากไม่จบก็จะพิจารณาต่อในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 เพื่อให้การพิจารณาจบ วาระ 2

ขณะที่นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การพิจารณาในวาระ 2 หากจบการพิจารณาวันที่ 12 ธันวาคม ไทม์ไลน์วาระ 3 จะอยู่วันที่ 29 ธันวาคม แต่หากจบวันที่ 11 ธันวาคม วันที่ 26 หรือ 27 ธันวาคม ก็ยังเป็นไปได้อยู่ ต่อให้จะจบวันที่ 12 ธันวาคม ก็ยังไม่กระทบกับไทม์ไลน์

ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา กล่าวว่าจะพิจารณาจับตา 2 วันจบหรือไม่ การพิจารณาวาระ 2 ไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ว่าจะเป็นกี่วัน เพราะขึ้นอยู่กับการสงวนความเห็น การแปรญัตติของสมาชิก และการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ หากชี้แจงและสมาชิกยอมรับได้หรือไม่ติดใจก็จะผ่านไปเร็ว แต่ถ้าติดใจก็จะให้อภิปรายได้ตามสมควร วันนี้ประธานกรรมาธิการก็จะเริ่มชี้แจงก่อนว่าแตกต่างจากวาระแรกมีอะไรบ้าง จึงจะเริ่มให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งสมาชิกอาจจะเห็นชอบที่กรรมาธิการแก้ไขก็ได้ หากไม่เห็นชอบก็ต้องมีการลงมติ ส่วนการลงมติในวาระ 3 ระเบียบระบุว่าต้องทิ้งระยะเวลาอย่างน้อย 15 วัน ซึ่งเมื่อนับวันลงมติแล้วจะลงวันที่ 26 ธันวาคม ซึ่งไม่ใช่วันประชุมสภาฯ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรน่าจะลงมติวาระ 3 ในวันจันทร์ที่ 29 ธันวาคมได้

ส่วนทางด้านพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เตรียมขอสงวน และขอแปรญัตติในประเด็นสำคัญ 2 ประการคือ 1.ควรให้มีการใช้ระบบ สสร. เพราะจะทำให้เกิดสภาเฉพาะขึ้นมาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และสามารถกลั่นกรองร่างรัฐธรรมนูญก่อนนำเสนอสู่รัฐสภาได้ ส่วนประเด็นที่ 2 การใช้สูตร 20 หยิบ 1 นั้น อาจจะนำไปสู่การได้มาซึ่งกรรมาธิการที่เลือกข้าง

พรรคเพื่อไทยจึงสงวนคำแปรญัตติว่า ให้สองกรรมาธิการนี้ มีจำนวน 35 คนเท่าเดิม แต่ในจำนวนนี้ให้มี 10 คนที่มาจากการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และอีก 25 คนที่เหลือมาจากการใช้สูตรคำนวณแบบ 28 หยิบ 1 แทน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลในการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ และจะทำให้กรรมาธิการทั้งสองชุดนี้มีความหลากหลายมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย ไม่ได้มีการแบ่งเวลาอภิปราย แต่จะเน้นเป็นการพูดคุยความเข้าใจ เพราะเปิดประชุมสมัยวิสามัญ 2 วัน สามารถขยายไปวันที่ 12 ธ.ค. ในการประชุมสมัยสามัญได้ แต่ทุกฝ่ายยังเห็นตรงกันต้องการให้จบภายใน 2 วัน

จับตา 2 วันจบหรือไม่ ประชุมร่วมรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้การประชุมไม่จบใน 2 วัน

  • การสงวนความเห็นและแปรญัตติของสมาชิกจำนวนมาก
  • การอภิปรายที่ยืดเยื้อ
  • ความขัดแย้งในประเด็นสำคัญ เช่น ที่มาของ สสร. และสูตรคำนวณ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา การที่ทุกฝ่ายต้องการให้จบภายใน 2 วัน อาจเป็นเรื่องยาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จลุล่วง

สรุปแล้ว การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2 จะจับตา 2 วันจบหรือไม่ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลต่อระยะเวลาในการพิจารณา อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่จะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป ถือเป็นสัญญาณที่ดี

ที่มา – จับตา 2 วันจบหรือไม่ ประชุมร่วมรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 2

Scroll to top