แก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ปิดศูนย์สแกมเมษายน

ในช่วงที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนักทั่วโลก รัฐบาลกัมพูชากำลังลงมือเข้มงวดครั้งใหญ่ โดยกัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตั้งเป้าปิดศูนย์สแกมทั้งหมดภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้ เพื่อหยุดยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้คนนับล้านทั่วโลก

กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์

กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์: ความคืบหน้าปฏิบัติการล่าสุด

นายไชย สินะฤทธิ์ รัฐมนตรีอาวุโสและรองหัวหน้าสำนักเลขาธิการคณะกรรมการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ของกัมพูชา เปิดเผยกับสำนักข่าว AP ว่าตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทางการได้ตรวจสอบสถานที่ต้องสงสัย 250 แห่ง และปิดศูนย์สแกมไปแล้วกว่า 80% หรือประมาณ 200 แห่ง หลังจากนี้ ตำรวจจะยังคงปราบปรามอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้แก๊งเหล่านี้ฟื้นตัว

การปราบปรามครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ครั้งนี้ดูจะจริงจังที่สุด เพราะกัมพูชาเคยพยายามกวาดล้างหลายรอบแต่ปัญหายังคงอยู่ ผู้เชี่ยวชาญ UN ชี้ว่าอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะกัมพูชาและเมียนมา เติบโตเร็วมาก สร้างความเสียหายหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เชื่อมโยงกับค้ามนุษย์

ศูนย์สแกมเหล่านี้ไม่ได้แค่หลอกเงิน แต่ยังเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ แรงงานต่างชาติถูกหลอกด้วยงานดีๆ แต่ถูกบังคับทำงานหลอกลวง เช่น Romance Scam หรือหลอกลงทุนคริปโต สภาพการทำงานเหมือนทาส มีทั้งการทรมานและขัง

ในการดำเนินการล่าสุด รัฐบาลดำเนินคดี 79 คดี จับกุมผู้ต้องหา 697 คน รวมหัวหน้าแก๊ง นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือและส่งแรงงานกลับประเทศต้นทางเกือบ 10,000 คน จาก 23 ชาติ และยังเหลืออีกไม่ถึง 1,000 คนที่กำลังดำเนินการ บางคนหลบหนีเองหรือถูกปล่อยหลังจับกุม

บุกทลายศูนย์สแกมกรุงพนมเปญ

ตัวอย่างการบุกจับล่าสุดในพนมเปญ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ตำรวจบุกอาคารสูงในกรุงพนมเปญ จับผู้ต้องสงสัย 60 คน ทั้งชาวกัมพูชาและจีน พวกมันหลอกชาวยุโรปให้ลงทุนปลอมผ่านแชต ยึดเครื่องแบบและบัตรปลอมที่แอ็บอ้างเป็นตำรวจญี่ปุ่นเพื่อข่มขู่

เครือข่ายนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2012 ใช้ VOIP ซ่อนตัวตน และบูมช่วงโควิดเมื่อคาสิโนปิด ปัจจุบันขยายไปแอฟริกา ลาตินอเมริกาแล้ว

  • ประเภทสแกมยอดนิยม: หลอกลงทุนคริปโต, Romance Scam, แอ็บเป็นเจ้าหน้าที่
  • ผลกระทบต่อไทย: ชาวไทยเสียหายปีละพันล้าน ต้องระวังโทรศัพท์จากต่างประเทศ
  • วิธีป้องกัน: อย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก, ตรวจสอบเว็บไซต์, รายงานตำรวจทันที

การที่กัมพูชาประกาศล้างบางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณดี แต่ปัญหาอาจย้ายฐานไปที่อื่น ชาวไทยเราควรเพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการลงทุนออนไลน์และความสัมพันธ์ทางไกล

คำแนะนำจากเรา: หากเจอข้อความน่าสงสัย อย่าคลิกลิงก์ทันที รอตรวจสอบกับหน่วยงานอย่าง สคบ. หรือตำรวจไซเบอร์ คุณเคยเจอสแกมแบบนี้ไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อเตือนกันนะ!

ที่มา – กัมพูชาประกาศล้างบาง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ตั้งเป้าปิดศูนย์สแกมทั้งหมดภายในเมษายนนี้

อินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น ปลอมตำรวจหลอกผู้สูงอายุ

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงข่าวต่างประเทศ เมื่ออินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่นที่ใช้กลอุบายแสบสันต์ ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหลอกเอาเงินจากผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นข้ามชาติ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้กรุงจาการ์ตา สร้างความฮือฮาเพราะเป็นครั้งแรกที่จับชาวญี่ปุ่นด้วยกันเองในคดีแบบนี้

อินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น

ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย นำโดยนายยูลดี ยูสมาน รักษาการอธิบดีกรมตรวจคนเข้าเมือง โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวญี่ปุ่นจำนวน 13 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 40-45 ปี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา ในย่านเซนตุล เขตโบกอร์ จังหวัดชวาตะวันตก สถานที่นี้เป็นย่านที่อยู่อาศัยผสมธุรกิจบนเนินเขา ใกล้กรุงจาการ์ตา ทำให้เป็นจุดซ่อนตัวที่เหมาะสมสำหรับกิจกรรมผิดกฎหมาย

จุดเริ่มต้นมาจากการร้องเรียนของชาวบ้านในพื้นที่ที่สังเกตเห็นพฤติกรรมน่าสงสัยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ เจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่สืบสวน แฝงตัวเฝ้าติดตาม จนยืนยันได้ว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นฐานปฏิบัติการของอินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่นแก๊งนี้

วิธีการหลอกลวงสุดแสบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น

ผู้ต้องหาใช้เทคนิคทันสมัย โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตและวิดีโอคอล ปลอมตัวเป็นตำรวจญี่ปุ่น สวมเครื่องแบบและตราปลอมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเล็งเป้าไปที่ผู้สูงอายุที่อาจขาดความระแวดระวัง พวกมันกดดันให้เหยื่อโอนเงิน โดยอ้างเรื่องต่างๆ เช่น คดีความหรือปัญหากฎหมาย ทำให้เหยื่อหวาดกลัวและยอมทำตาม สร้างความเสียหายให้เหยื่อหลายร้อยรายในญี่ปุ่น แม้ยังประเมินมูลค่าไม่ได้เต็มที่เพราะผู้ต้องหาปฏิเสธการให้การ

ของกลางสำคัญที่เจ้าหน้าที่ยึดได้

  • เครื่องแบบตำรวจญี่ปุ่นปลอม
  • ตราตำรวจปลอม
  • โทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตจำนวนมาก
  • เราเตอร์อินเทอร์เน็ตสำหรับโทรข้ามชาติ
  • หนังสือเดินทางของผู้ต้องหาทั้งหมด

ของกลางเหล่านี้เป็นหลักฐานชัดเจนว่าแก๊งนี้มีระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ ผู้ต้องหาส่วนใหญ่เดินทางเข้าอินโดนีเซียด้วยวีซ่าท่องเที่ยว บางรายใช้วีซ่าธุรกิจ เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

นี่ถือเป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซียที่จับกุมชาวญี่ปุ่นในข้อหาฉ้อโกงทางโทรศัพท์และออนไลน์แบบนี้ โดยผู้กระทำผิดและเหยื่อเป็นชาวญี่ปุ่นทั้งคู่ ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นที่จาการ์ตา เพื่อตรวจเอกสารและพิจารณาส่งผู้ต้องหาตัวจริงกลับญี่ปุ่น ผู้ต้องหาอาจถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายไซเบอร์ และกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองของอินโดนีเซีย

บทเรียนจากเหตุการณ์อินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ลุกลามข้ามชาติ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นฐานสำคัญ ญี่ปุ่นซึ่งมีประชากรสูงอายุจำนวนมาก มักตกเป็นเป้าหมายเพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างวิดีโอคอลทำให้การหลอกลวงสมจริงยิ่งขึ้น ในไทยเราก็เจอปัญหาคล้ายๆ กันบ่อยๆ อย่างแก๊งคอลเซ็นเตอร์จากกัมพูชาหรือพม่าที่โทรหลอกคนไทย

เพื่อป้องกันตัวเอง ควรทำตามคำแนะนำเหล่านี้:

  • อย่าเชื่อ電話หรือวิดีโอคอลจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะที่อ้างเป็นตำรวจหรือเจ้าหน้าที่
  • ตรวจสอบข้อมูลด้วยการโทรกลับหมายเลขราชการจริง
  • ไม่โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัวทันที
  • แจ้งเบาะแสให้ตำรวจทันทีหากสงสัย

สุดท้ายแล้ว การที่อินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นสัญญาณดีว่าประเทศในภูมิภาคกำลังร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หากคุณเคยเจอการหลอกลวงแบบนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อเตือนภัยกันนะครับ สิ่งสำคัญคือต้องฉลาดรู้ทันกลโกงในยุคดิจิทัล!

ที่มา – อินโดนีเซียทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่น! ปลอมเป็น “ตำรวจ” หลอกเหยื่อผู้สูงอายุข้ามชาติ

บุกรวบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ พัทยา-สัตหีบ

เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ บุกรวบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ที่ตั้งหลักปักฐานในพื้นที่พัทยาและสัตหีบ จังหวัดชลบุรี การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสืบสวนอย่างต่อเนื่องของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) ซึ่งสามารถทลายขบวนการอันตรายที่หลอกลวงประชาชนให้โอนเงินเข้าบัญชีม้า ก่อนตระเวนกดเงินสดออกมาหลักล้านบาท

บุกรวบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้การอำนวยการของผู้บังคับบัญชา CIB ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.1 บก.ปคบ. นำโดย พ.ต.ต.หญิง สมวดี โพธิ์วัฒน์ สว.กก.1 บก.ปคบ. เจ้าหน้าที่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มาอย่างใกล้ชิด จนศาลจังหวัดชลบุรีออกหมายจับ 2 ผู้ต้องหา ได้แก่ นาย SERGEI อายุ 35 ปี สัญชาติรัสเซีย จับกุมได้ที่คอนโดมิเนียมในตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง และนางสาวศศิวิมล อายุ 20 ปี จับกุมได้บริเวณหน้าร้านนวดในตำบลนาจอมเทียน อำเภอสัตหีบ

ของกลางที่ตรวจยึดได้จากการบุกรวบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

จากการกวาดล้างครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดของกลางสำคัญ ได้แก่ บัตรเอทีเอ็มจำนวน 9 ใบ โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ซึ่งใช้ในการดำเนินการหลอกลวง ขบวนการนี้มีพฤติกรรมนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ หลอกให้ประชาชนโอนเงินผ่านช่องทางออนไลน์ จากนั้นใช้บัญชีม้าเพื่อรับเงินและถอนออกอย่างรวดเร็ว เงินที่หมุนเวียนในระบบมีมูลค่าหลักล้านบาท สร้างความเสียหายให้ผู้เสียหายจำนวนมาก

  • บัตรเอทีเอ็ม 9 ใบ จากธนาคารต่างๆ
  • โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง สำหรับติดต่อและสั่งการ
  • คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ใช้จัดการข้อมูลบัญชีม้า
  • เงินสดและทรัพย์สินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

วิธีการทำงานของเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

บุกรวบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ครั้งนี้เผยให้เห็นรูปแบบการทำงานที่ซับซ้อน กลุ่มผู้ต้องหาชาวต่างชาติร่วมมือกับคนไทยในการจัดหาบัญชีม้า ซึ่งมักเป็นบัญชีของบุคคลที่ถูกหลอกหรือสมัครใจรับจ้าง พวกเขาสร้างเว็บไซต์ปลอมหรือแอปพลิเคชันหลอกลงทุน หวยออนไลน์ หรือสินค้าลดราคา เพื่อดึงดูดเหยื่อให้โอนเงิน เมื่อเงินเข้าบัญชี ก็รีบถอนผ่านตู้ ATM หรือโอนต่อไปยังบัญชีอื่นๆ ในต่างประเทศ พื้นที่พัทยาและสัตหีบถูกเลือกเพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีคนต่างชาตินัก และตู้ ATM กระจายตัว ทำให้ง่ายต่อการหลบหนี

หลังจับกุม เจ้าหน้าที่แสดงหมายจับ แจ้งข้อหา และอ่านสิทธิให้ผู้ต้องหาฟัง ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหนองขาม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่จะขยายผลหาหนอนแทะเพิ่มเติม

คำเตือนและวิธีป้องกันสแกมออนไลน์

ตำรวจ ปคบ. เตือนประชาชนให้ระวังกลโกงออนไลน์ โดยเฉพาะการหลอกลงทุน หลอกขายของ หรือขอข้อมูลบัญชี สโลแกนสำคัญคือ “อย่าโอน อย่ากดเงิน อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว หากไม่แน่ใจให้ตัดสายทันที” นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับป้องกันดังนี้

  • ตรวจสอบเว็บไซต์หรือแอปก่อนโอนเงิน ดูรีวิวและที่อยู่จริง
  • อย่าเชื่อข้อความจากคนไม่รู้จัก โดยเฉพาะที่สัญญาผลตอบแทนสูง
  • ใช้แอปธนาคารแจ้งเตือนทุกธุรกรรม
  • แจ้งความทันทีหากถูกหลอก ที่สายด่วน 1155 หรือศูนย์ดำรงธรรม
  • หลีกเลี่ยงบัญชีม้าที่มีชื่อแปลกๆ หรือธนาคารหลายแห่ง

การ บุกรวบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ไทยในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใช้ประเทศเราเป็นฐาน ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากคุณเคยเจอพฤติกรรมน่าสงสัย รีบแจ้งเบาะแสให้ตำรวจทราบ เพื่อช่วยกันหยุดยั้งขบวนการเหล่านี้ให้สิ้นซาก

ข้อมูลนี้เป็นบทเรียนสำคัญ ว่าอาชญากรรมออนไลน์ไม่มีพรมแดน และการตื่นตัวของทุกคนคือกุญแจสำคัญในการป้องกัน

ที่มา – บุกรวบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตระเวนกดเงินสดจากบัญชีม้า พื้นที่พัทยา–สัตหีบ

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา

ในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์กำลังระบาดหนัก โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ที่หลอกลวงคนไทยมานับไม่ถ้วน วันนี้เรามีข่าวดีมาบอก! ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์ที่ลักลอบนำเข้าจากชายแดนจันทบุรี เพื่อมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ และรังสิต เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาให้กับสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา ครั้งใหญ่

เมื่อเวลา 11.00 น. พ.ต.ต.กมลภพ หาญเวช สว.ส.ทล.5 กก.3 บก.ทล. พร้อมทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง สถานี ส.ทล.3 กก.3 ปราจีนบุรี ออกลาดตระเวนตามถนนสาย 359 (ปราจีนบุรี – สระแก้ว) พบรถยนต์ต้องสงสัยขับด้วยความเร็วสูง ท้ายรถห้อยผิดปกติ บรรทุกหนักผิดธรรมชาติ จึงติดตามและเรียกตรวจ รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 5 กฎ 701 กรุงเทพมหานคร คนขับคือ นายชลธิศ มณีโท อายุ 36 ปี ชาว ต.ด่านช้าง อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา รถฟอร์จูนเนอร์ต้องสงสัย

ของกลางในรถคันแรกที่ถูกตรวจค้น

จากการตรวจค้น พบผู้โดยสารชาวจีน 9 คน (ชาย 8 หญิง 1) แต่ละคนมีกระเป๋าเป้ 1 ใบ บรรจุอุปกรณ์ไอทีเพียบ ไม่มีหนังสือเดินทางถูกต้อง

  • โทรศัพท์มือถือ 244 เครื่อง (เปิดเครื่องทั้งหมด)
  • โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง
  • เมาส์ 1 อัน
  • ซิมการ์ด 32 อัน
  • อุปกรณ์เน็ตและของใช้ส่วนตัวจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปสอบสวนที่สถานีตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีทันที

รถคันที่สองถูกสกัดตามคำให้การ

จากปากคำนายชลธิศ สารภาพรับจ้างพาคนจีนจากชายแดน อ.เขาสอยดาว จ.จันทบุรี มาส่งตลาดรังสิต ค่าจ้างเที่ยวละ 10,000 บาท และมีรถคันอื่นร่วมขบวน เจ้าหน้าที่จึงออกตรวจเพิ่ม พบรถมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สีดำ ทะเบียน 4 ขญ 3603 กรุงเทพมหานคร ลักษณะคล้ายกัน คนขับ นายณัฐพงษ์ คำพิลึก อายุ 35 ปี พบชาวจีน 4 คน ในรถมีกระเป๋าเป้บรรจุโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัวเพียบ

ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา รถมิตซูบิชิต้องสงสัย

นายณัฐพงษ์สารภาพ รับจ้างหัวละ 3,000 บาท จากอ.สอยดาว ผ่านช่องทางธรรมชาติ ทำมาแล้ว 3 ครั้ง รวมของกลางโทรศัพท์เกือบ 300 เครื่อง!

เบื้องหลังขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์

พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ เคหะทุ่ม รองผกก.3 บก.ทล. เผยว่า ชาวจีนเหล่านี้น่าจะเป็นเครือข่ายสแกมเมอร์จากกัมพูชา ที่ถูกจีนกดดัน ส่งข้ามแดนมาทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในไทย โดยใช้เส้นทางถนนสาย 359 ซึ่งเป็นจุดเสี่ยง ปัจจุบันปัญหาสแกมเมอร์จีนเท่าในไทยรุนแรงมาก สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับพันล้านบาทต่อปี แก๊งเหล่านี้มักติดต่อเหยื่อผ่านโทรศัพท์ หลอกลงทุน หลอกรัก หรือฟิชชิ่งข้อมูล

เหตุการณ์ ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา ครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ในการลาดตระเวนชายแดนและทางหลวง ป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายที่เชื่อมโยงอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ ยังพบว่าขบวนการนี้มีนายทุนใหญ่หนุนหลัง กำลังขยายผลหาตัวผู้บงการเพิ่มเติม โดยประสาน ตม. และตำรวจกัมพูชา

ปัญหาจีนเทาและสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในปีที่ผ่านมา มีการจับกุมหลายครั้ง เช่น ที่ตราด สระแก้ว และชลบุรี ชาวจีนเหล่านี้มักไม่มีวีซ่า ทำงานผิดกฎหมาย ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการหลอกลวง ประชาชนควรระวังเบอร์แปลก โปรโมชั่นเกินจริง และอย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก

การจับกุมครั้งนี้ไม่เพียงตัดขบวนการขนคน แต่ยังยึดอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการโกงได้อีกมาก แสดงให้เห็นว่างานตำรวจทางหลวงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยชายแดน หากคุณเคยตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ แนะนำให้แจ้งความและรวบรวมหลักฐานทันที เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ขยายผล

สุดท้าย ขอชื่นชมทีมตำรวจทางหลวงปราจีนบุรีที่ทำงานหนักปราบปรามอาชญากรรม หากสนใจติดตามข่าวอาชญากรรมและเคล็ดลับป้องกันสแกม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลยวันนี้!

ที่มา – ตำรวจทางหลวงปราจีนบุรี สกัดจับขบวนการขนจีนเทา เครือข่ายสแกมเมอร์ เข้ากรุงเทพฯ

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบฉากธนาคารโรงพัก

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีข่าวร้อนที่ต้องพูดถึงกันหน่อย เพราะ รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องระวังตัวมากขึ้นกับพวกมิจฉาชีพออนไลน์เลยนะครับ สแกมเมอร์พวกนี้ไม่ได้โกงแบบสุ่ม ๆ แต่จัดเต็มแบบมืออาชีพ จนสูญเงินทั่วโลกไปหลายพันล้านดอลลาร์!

ฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชาที่รอยเตอร์เปิดโปง

รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

ทีมผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สบุกสำรวจฐานที่ถูกทิ้งร้างอย่างเร่งด่วนในกัมพูชา บริเวณใกล้เมืองโอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย พื้นที่ชื่อ Royal Hill ที่นี่เคยเป็นศูนย์กลางสแกมออนไลน์และค้ามนุษย์เลยครับ ภายในอาคารเต็มไปด้วยโต๊ะทำงานที่กระจัดกระจาย เอกสารข้อมูลเหยื่อล้นทะลัก ห้องต่าง ๆ ถูกจัดฉากให้เหมือนสถานีตำรวจสิงคโปร์ ออสเตรเลีย และธนาคารเวียดนาม เพื่อใช้หลอกเหยื่อให้เชื่อว่าน่าเชื่อถือ!

ห้องจัดฉากสถานีตำรวจในฐานสแกมเมอร์กัมพูชา

เอกสารลับที่หลุดรอด: ข้อมูลเหยื่อและสคริปต์หลอกลวง

น่าขนลุกสุด ๆ เลยครับ ในกองเอกสารมีข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อจากทั่วโลก เช่น ชายญี่ปุ่นวัย 73 ปีพร้อมเบอร์โทรและยอดเงินบัญชี หญิงอเมริกันที่เคยโดน虐待ในครอบครัว ยังมีสคริปต์ Romance Scam และบทพูดปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รอยเตอร์สยืนยันข้อมูลบางส่วนโดยติดต่อเหยื่อจริง ๆ ซึ่งเล่าว่าโดนหลอกให้ข้อมูลธนาคารโดยอ้างตัดไฟ!

  • ข้อมูลเหยื่อ: ชื่อ เบอร์โทร ยอดเงิน รายละเอียดชีวิตส่วนตัว
  • สคริปต์หลอก: Romance Scam, เจ้าหน้าที่ไฟฟ้า, ตำรวจ
  • เอกสารบริหาร: แผนฝึกซ้อมทหาร ห้ามส่งอาหาร ห้ามกิจกรรมผิดกฎ
เอกสารสแกมเมอร์ที่พบในกัมพูชา

นอกจากนี้ยังมีเอกสารการเงิน ค่าเช่ากลุ่มสแกมหลายพันดอลลาร์ต่อเดือน ข้อมูลกระเป๋าคริปโตเชื่อมโยงการพนันและฟอกเงิน แม้แต่สมุดบันทึกที่เขียนว่า “วันนี้โทรหลอกโดนด่ากลับหมด เจอแต่คนรู้ทัน” ฮ่า ๆ น่าสงสารพวกมันเหมือนกันนะ

ผลกระทบใหญ่หลวง: สแกมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครองโลก

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นแหล่งสแกมระดับโลก กัมพูชา ลาว ฟิลิปปินส์ ชายแดนไทย-เมียนมา ถูกคุมโดยแก๊งจีน ใช้แรงงานทาสในสภาพโหดร้าย สหรัฐฯ เสียเงินจากสแกมที่นี่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024! ไทยทิ้งระเบิดโดรน กัมพูชากวาดล้าง ทำให้สแกมเมอร์อพยพ 100,000 คน

ภาพภายในฐาน Royal Hill กัมพูชา

รัฐบาลกัมพูชาโต้กลับและแผนปราบปราม

รัฐบาลกัมพูชาแถลงว่า Royal Hill เป็นโรงแรม และกล่าวหาไทยบุกยึด แต่ยืนยันปราบสแกมให้หมดในเมษายนนี้ ข้อมูลกรรมสิทธิ์ที่ดินลึกลับ มีชื่อ “จาง” เป็นผู้เช่าแต่ไม่ตอบสื่อ

วิธีป้องกันตัวเองจากสแกมเมอร์แบบนี้

เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อแบบในข่าว รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก ลองทำตามนี้ครับ

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวทางโทรศัพท์หรือออนไลน์ ถ้าดูแปลก
  • ตรวจสอบเบอร์โทรด้วย Google ก่อนเชื่อ
  • ไม่โอนเงินให้คนไม่รู้จัก โดยเฉพาะ Romance Scam
  • แจ้งตำรวจไซเบอร์ทันที ถ้าถูกหลอก
  • ใช้แอปกันสแกมและอัพเดทความรู้ข่าวสแกมใหม่ ๆ
ภาพเพิ่มเติมฐานสแกมเมอร์ร้าง

เห็นไหมครับว่าสแกมเมอร์พวกนี้ฉลาดและ organized สุด ๆ แต่ถ้าเราตื่นตัว รู้ทัน ก็รอดพ้นได้ ข่าวนี้เป็นเครื่องเตือนใจดี ๆ ว่าอาชญากรรมไซเบอร์กำลังลุกลาม หวังว่ารัฐบาลทุกประเทศจะร่วมมือปราบปรามให้สิ้นซาก

CTA: ถ้าคุณเคยเจอสแกมแบบนี้ แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ ระวังตัวกันด้วยนะครับ อย่าลืมติดตามข่าวอัพเดทสแกมอื่น ๆ จากเรา!

ที่มา – รอยเตอร์เปิดโปงฐานสแกมเมอร์ร้างในกัมพูชา พบจัดฉากเหมือนธนาคารและโรงพัก

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนหาย กระทบสัมพันธ์แน่!


ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาสั่นคลอน! เมื่อทางการจีนออกมาเตือนกัมพูชาอย่างหนักแน่นเกี่ยวกับปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

สถานทูตจีนประจำกัมพูชาได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์ที่ชาวจีนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กลายเป็น “อุปสรรคสำคัญ” ที่บั่นทอนความเชื่อใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ

เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา หวัง เหวินปิน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจังกับธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ ที่แฝงตัวอยู่ภายใต้หน้ากากของการหลอกลวงทางไซเบอร์ โดยเน้นย้ำว่าการเพิกเฉยต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ จะส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างจีนและกัมพูชา

จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

รัฐบาลกัมพูชาก็ได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวและกำลังดำเนินการกวาดล้างอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะจัดการกับอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่ใช้แรงงานข้ามชาติจำนวนมาก ซึ่งคาดการณ์ว่ามีไม่ต่ำกว่า 100,000 คนที่ทำงานอยู่ในวงจรนี้

ในระยะแรก แก๊งอาชญากรรมเหล่านี้มุ่งเน้นไปที่การหลอกลวงผู้ที่พูดภาษาจีน แต่ต่อมาได้ขยายขอบเขตไปยังภาษาอื่นๆ เพื่อโกงเงินจากเหยื่อทั่วโลก ซึ่งมีความเสียหายรวมกันสูงถึงหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

เหยื่อที่ตกเป็นเครื่องมือของแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ บางรายอาจเป็นนักต้มตุ๋นโดยสมัครใจ แต่หลายรายเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่

จีนได้เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและจับกุมตัวการสำคัญในอุตสาหกรรมการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนำตัวกลับไปดำเนินคดีในประเทศ โดยเมื่อไม่นานมานี้ กัมพูชาได้จับกุมและส่งตัว เฉิน จื้อ มหาเศรษฐีชาวจีนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาให้กับทางการจีน

ผลกระทบและความเสียหาย

สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประเมินว่า ความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2567 สูงถึง 3.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจและแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหา

องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้กล่าวหารัฐบาลกัมพูชาว่า “จงใจเพิกเฉย” ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่กระทำโดยแก๊งอาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด

การที่จีนออกมาเตือนกัมพูชาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างยิ่งของจีนต่อปัญหาคนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ และความตั้งใจที่จะปกป้องพลเมืองของตนเอง

สถานการณ์นี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับรัฐบาลกัมพูชา ที่จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับจีน และป้องกันไม่ให้ประเทศของตนเองกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของอาชญากรรมไซเบอร์

การปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องพลเมืองจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของกัมพูชาในสายตาของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย

ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา เราหวังว่าจะเห็นความโปร่งใสและความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งจีนและประชาคมโลก

ที่มา – จีนเตือนกัมพูชา คนจีนสูญหายเพราะสแกมเมอร์ กระทบความสัมพันธ์

กัมพูชาสั่งระงับขายอสังหาฯ Prince Group

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group หลังกลุ่มบริษัทแห่งนี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นฉากหน้าเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กัมพูชาได้สั่งระงับการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ของ Prince Group อาณาจักรธุรกิจยักษ์ใหญ่ในกัมพูชาซึ่งถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร หลังจากนาย เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง ถูกจับกุมและส่งตัวไปจีนในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนเมื่อสัปดาห์ก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม สหรัฐอเมริกาได้สั่งฟ้องนาย เฉิน จื้อ นักธุรกิจเชื้อสายจีน กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้บงการแผนการหลอกลวงลงทุนออนไลน์ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ผ่านกลุ่มมิจฉาชีพซึ่งเชื่อกันว่าส่วนใหญ่ถูกหลอกมาทำงานเยี่ยงทาสในอาคารที่พักของบริษัทในกัมพูชา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่า อสังหาริมทรัพย์ 4 แห่งในเครือ Prince Group ในกรุงพนมเปญ และอีก 1 แห่งในเมืองสีหนุวิลล์ ถูก “สั่งระงับการขาย” ทั้งในส่วนของห้องชุดคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรในโครงการหมู่บ้าน

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของกัมพูชาถือเป็นวิบากกรรมล่าสุดที่เกิดกับ Prince Group ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทข้ามชาติที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าทำหน้าที่เป็นฉากหน้าให้กับ “หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย” เพิ่มเติมจากการถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลวอชิงตันและลอนดอนเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

หน่วยงานกำกับดูแลอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาระบุว่า บุคคลที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายห้องชุดในโครงการทั้ง 5 แห่งนี้ ยังคงมีภาระผูกพันที่จะต้องดำเนินการซื้อขายให้เสร็จสิ้นตามที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ชำระเงินเต็มจำนวนแล้ว จะมีทางเลือกในการขายอสังหาริมทรัพย์ของตนได้ หลังจากจดทะเบียนกรรมสิทธิ์กับทางรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

ที่คอนโดมิเนียม The Pinnacle Residence ซึ่งผู้พัฒนาโครงการคือบริษัท Prince Real Estate Cambodia ในเครือของ Prince Group พนักงานหลายคนบอกว่าสำนักงานขายถูกปิดตัวลงแล้ว โดยทีมขายเริ่มลดขนาดลงตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคม ซึ่งพวกเขาไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

ทั้งนี้ นายเฉินถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหา ฉ้อโกงผ่านการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ (Wire Fraud) และสมคบคิดฟอกเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ที่ถูกยึดได้ประมาณ 127,271 เหรียญ คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.8 แสนล้านบาท) ตามราคาตลาดปัจจุบัน

นับตั้งแต่นั้นมา ทางการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย ต่างมุ่งเป้าไปที่ Prince Group ด้วยการเร่งอายัดและยึดทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางกัมพูชาได้สั่งให้ Prince Bank ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทในเครือที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อปิดกิจการเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ดี กลุ่มบริษัท Prince Group ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

สถานการณ์ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group นี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ซื้อ และพนักงานของบริษัท

ผลกระทบจากกัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

การที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group อาจนำไปสู่ผลกระทบดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชา
  • ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนในกัมพูชา
  • ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชาในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุน

การตัดสินใจของรัฐบาลกัมพูชาที่ กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและประชาชน

ที่มา – กัมพูชาสั่งระงับการขายอสังหาริมทรัพย์ในเครือ Prince Group

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

“ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา” แต่อยากให้ทั่วโลกรวมพลังกันต่อต้านสแกมเมอร์อย่างจริงจัง 

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ตนคิดว่าไม่ใช่การเอาโลกมารวมพลังกันจัดการกับสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอทุกประเทศทั่วโลก จึงเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมกันให้ความร่วมมือ ในรูปแบบที่กฎหมายแต่ละประเทศสามารถรองรับและช่วยจัดการปัญหานี้ได้ 

การที่กระทรวงดีอี ได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (United Nations Convention Against Cybercrime) ที่กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จะทำให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมในระดับนานาประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นทิศทางที่ดีและการจัดการกับปัญหานี้ ที่เป็นปัญหากับหลายชาติ จึงกลายเป็นปัญหาระดับโลก

ส่วนคำถามว่า การแก้ไขปัญหานี้จะเกิดเป็นรูปธรรมอย่างไร ตนมองว่า การจัดประชุมในครั้งนี้ได้ ก็ถือว่าเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุม แจ้งความประสงค์เข้ามาน้อยกว่าที่มาเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่เมื่อถึงงานจริงมีหลายประเทศที่มาเข้าร่วม สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักว่าเป็นปัญหาระดับโลก และความจริงจัง และความจริงใจของประเทศไทย ที่จะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ในเวทีโลก จึงถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างมหาศาลต่อมุมมองโลกที่มองประเทศไทยในเรื่องนี้

ส่วนกระทรวงดีอี จะวางแนวทางในการร่วมมือกับนานาชาติอย่างไรในการปราบอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนก กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เราไม่ได้เจาะจงเฉพาะประเทศกัมพูชา และอยากให้ทุกประเทศรับรู้ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เทคโนโลยีสามารถจะเป็นทางออกได้ แต่ถ้าผู้ใช้ไม่ได้ควบคุมและตรวจสอบผู้ใช้ให้ดี เทคโนโลยีที่ควรจะเป็นตัวตัดวงจรสแกมเมอร์ เช่น การสแกนม่านตา อาจถูกครอบงำ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ จะกลายเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถแก้ได้เลย ตรงนี้หากเรานำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลบนเวทีนี้ และสามารถนำไปใช้ได้เพื่อป้องกันการเกิดภัยแบบเดียวกันในแต่ละประเทศ ก็จะส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อวิวัฒนาการเทคโนโลยี

ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา

จากกรณีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วนระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เน้นย้ำว่าการประชุมครั้งนี้ไม่ใช่การมุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการเรียกร้องให้ทุกประเทศทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์

ความร่วมมือระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านสแกมเมอร์

การลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมระหว่างประเทศสมาชิก การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการจัดการกับอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนากลยุทธ์และมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า การจัดประชุมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความมุ่งมั่นของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ การที่ประเทศต่างๆ ให้ความสนใจและเข้าร่วมการประชุมอย่างคึกคัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในการผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ นายไชยชนกเน้นย้ำว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาได้ หากมีการใช้งานอย่างเหมาะสมและมีการควบคุมดูแลที่ดี การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสแกนและตรวจสอบข้อมูล สามารถช่วยป้องกันการหลอกลวงและลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ได้

การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ ประชาชนควรได้รับการศึกษาและฝึกอบรมให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนามาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ จะช่วยสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ

ดังนั้น ไชยชนกย้ำ! ประชุมต้านสแกมเมอร์ ไม่ใช่โลกล้อมกัมพูชา แต่เป็นการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนเพื่อต่อต้านปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ที่กำลังเป็นภัยคุกคามไปทั่วโลก ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ที่มา – “ไชยชนก” ย้ำประชุมหุ้นส่วนโลกต้านสแกมเมอร์ไม่ใช่ ดึง “โลกล้อมกัมพูชา”

ไทย จีน เมียนมา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์!

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งประวัติศาสตร์ “ไทย-จีน-เมียนมา” จับมือลุยพื้นที่สีเทาชายแดน ทุบทำลายตึกบัญชาการแก๊งสแกมเมอร์ “KK Park” และ “ชเวก๊กโก” จนราบเป็นหน้ากลอง

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย นายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อผนึกกำลังกับทางการเมียนมา ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุด

โดยเปิดภาพการทลายรังสแกมเมอร์ – ตึกหรูสู่ซากปรักหักพัง จุดสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมา ได้นำคณะทำงานของไทยและจีน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลัก 2 แห่ง ได้แก่ KK Park และ ชเวก๊กโก ฐานบัญชาการใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนทั่วโลก

จากการลงพื้นที่พบว่า อาคารตึกสูงและสำนักงานที่เคยเป็นแหล่งกบดานของเหล่าสแกมเมอร์ ได้ถูกทุบทำลายทิ้งอย่างถาวร สภาพปัจจุบันเหลือเพียงความว่างเปล่าและซากอาคาร ยืนยันให้เห็นถึงความร่วมมือและความจริงจังในการตัดรากถอนโคน ไม่ให้เหลือสถานที่สำหรับตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป ส่งผลให้กลุ่มจีนเทาและลูกจ้างสแกมเมอร์แตกฮือ ไม่สามารถทำการหลอกลวงคนในหลายประเทศได้อีกต่อไป

ต่อมาเวลา 14.20 น. ณ ห้องประชุมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา ได้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกันระหว่าง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และคณะ (ผู้แทนประเทศไทย) ,พล.ต.ต.มิน ไทก์ เมียว (Min Htike Myo) รองผู้บัญชาการตำรวจเมียนมา และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) และนายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยได้ข้อสรุปมาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งประเทศไทย จะใช้กลไกของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล/พยานหลักฐานเพื่อขยายผลเครือข่ายร่วมกัน ภายใน 24 ชั่วโมง โดย เน้นย้ำหลักการอาชญากรรมไร้พรมแดน การปราบปรามต้องไร้พรมแดน จะต้องร่วมมือแบบไร้ข้อจำกัดและรวดเร็ว โดยจะยังคงนโยบายประสานงานร่วมกันในการตัดวงจรปัจจัยพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า, สัญญาณอินเตอร์เน็ต ของกลุ่มอาชญากรในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งยังตกลงกันที่จะให้ความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวก และลดขั้นตอน เรื่องการส่งตัวกลุ่มชาวต่างชาติที่หลบหนีออกจากเมียนมากลับประเทศ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว, ลดภาระเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย และ เพื่อความปลอดภัยของชาวต่างชาติ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ผลพวงจากการทุบทำลายตึกและฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนจำนวนมากที่พยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ KK Park และ ชเวก๊กโก ถูกเจ้าหน้าที่เมียนมาจับกุมตัวได้ในที่สุด โดย นายหลิวจงอี้และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบห้องกักตัวในเมืองเมียวดี ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยผู้ต้องหาชาวจีน โดยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ เพื่อรอขั้นตอนการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นจุดจบของขบวนการต้มตุ๋นข้ามชาติที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า พื้นที่ชายแดนจะไม่ใช่เซฟโซนของอาชญากรอีกต่อไป เมื่อ 3 ประเทศร่วมมือกันจนมีผลเป็นรูปธรรมดังกล่าว.

“ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ไทย จีน เมียนมา ในการทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ความสำคัญของความร่วมมือ ไทย จีน เมียนมา

  • แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ตัดวงจรการเงินและแหล่งพักพิงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบังคับใช้กฎหมาย

การผนึกกำลังของ ไทย-จีน-เมียนมา ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทลายตึก แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาชญากรรมทางออนไลน์จะไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและปราบปรามภัยร้ายนี้ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – “ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรัง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ทุบตึก KK Park-ชเวก๊กโก

Scroll to top