แคนดิเดตนายก

ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ รมว.อุดมศึกษา ครม.อนุทิน 2

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เราจะมาพูดถึง ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีหน้าใหม่ที่กำลังจะมารับตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในคณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน 2 กันครับ คุณยศชนัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดร.เชน เป็นบุคคลที่น่าจับตา เพราะทั้งพื้นฐานวิชาการแข็งแกร่งและมีสายเลือดนักการเมืองชัดเจน มาดูกันว่าประวัติยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีอะไรน่าสนใจบ้าง

ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เริ่มต้นจากครอบครัวนักการเมืองชื่อดังครับ เขาเป็นบุตรชายคนโตของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือเจ๊แดง ซึ่งเป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร และพี่สาวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของไทย ดังนั้นสายเลือดของเขาจึงเชื่อมโยงกับตระกูลชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์แบบเต็มๆ เลยครับ

ด้านการศึกษา คุณยศชนัน จบปริญญาโทสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาเอกสาขาคลื่นสมอง โดยดุษฎีนิพนธ์ของเขาพูดถึงการใช้สัญญาณสมองช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งน่าทึ่งมาก! ก่อนเข้าสู่วงการการเมือง เขาเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยของมหิดล และยังสอนอยู่ด้วย เรียกได้ว่าประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในสายวิชาการนั้นแจ่มใสสุดๆ เหมาะกับตำแหน่งรมว.อุดมศึกษาฯ เลยครับ

เส้นทางการเมือง

ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในเส้นทางการเมือง

เส้นทางการเมืองของยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เริ่มจริงจังปี 2557 ที่ลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ผลไม่เป็นทางการเขาชนะ แต่เกิดเหตุชุมนุม กปปส. นำไปสู่รัฐประหาร คสช. ทำให้ไม่ได้เป็น ส.ส. ครั้งนั้น ต่อมาในปี 2568 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการและทรัพยากรบุคคล ในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

ล่าสุดในการเลือกตั้ง 2569 พรรคเพื่อไทยเปิดตัวเขาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 1 และได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 สมัยแรก พรรคได้ ส.ส. 74 เสียง อันดับ 3 รองจากภูมิใจไทยและประชาชน จากนั้นพรรคเพื่อไทยร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย เสียงรวม 291 เสียง ชื่อของเขาจึงติดโผ ครม.อนุทิน 2 ในโควตาเพื่อไทย 5 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ และ 3 เก้าอี้ช่วยว่าการ โดยคาดว่าจะได้กระทรวงอุดมศึกษาเพราะถนัดด้านวิจัย

ก่อนเลือกตั้ง คุณยศชนัน ปาฐกถาในโครงการ Pheu Thai Young Professionals Program หัวข้อ “From Research to Policy” เคยมีข่าวลือจะเป็นหัวหน้าพรรคหรือรมว.ศึกษาฯ แต่ปฏิเสธ ในโอกาสเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เขาเล่าว่าตัวเองเติบโตจากครอบครัวข้าราชการ-พยาบาล ย้ายถิ่นฐานหลายจังหวัด ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 และเชื่อมั่นศักยภาพคนไทย เหมือนยุคไทยรักไทย

วิสัยทัศน์ของเขาชัดเจนมากครับ มุ่งยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูง ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI เป็นแกน โดยมียุทธศาสตร์หลักดังนี้:

  • เพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิม (เกษตร อุตสาหกรรม บริการ) ด้วยเทคโนโลยีใหม่ สร้างเครื่องยนต์ใหม่จากท้องถิ่น+เทค ครอบคลุม climate change สุขภาพ
  • สร้างความมั่นคงรอบด้าน: ทหาร ไซเบอร์ อาหาร พลังงาน Climate Change และทูตสมดุล
  • สร้างความเชื่อมั่น: นิติธรรม Digital Government ป้องกันคอร์รัปชัน AI Transformation One Stop Service
  • วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่: คมนาคม ดิจิทัล พลังงานสะอาด สวัสดิการ การศึกษา วิจัย รองรับคนทุกคนให้โอกาสเท่าเทียม

คำพูดเด็ดของเขาคือ “การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการสร้างประเทศขึ้นใหม่… ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้แน่นอน” สุดยอดเลยครับ!

จากประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่หลากหลายทั้งวิชาการและการเมือง เชื่อว่าเขาจะนำพาการอุดมศึกษาไทยให้ก้าวหน้ากับยุค AI ได้ดี คุณคิดเห็นอย่างไรกับว่าที่ รมว.คนนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากถูกใจ!

ที่มา – ประวัติ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รัฐมนตรีหน้าใหม่ ว่าที่ รมว.อุดมศึกษาฯ ครม.อนุทิน 2

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธซ้ำรอย 66

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ออกมา สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ อย่างหนักแน่น หลังจากพบปัญหาความผิดปกติในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งดูเหมือนจะซ้ำรอยปัญหาเก่าๆ จากปี 2566 โดยเฉพาะเรื่อง “บัตรออกลูกในหีบ” ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งอย่างหนัก

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ ได้แถลงอย่างชัดเจนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ หลายเท่า โดยเฉพาะวิกฤตบัตรเขย่งที่จำนวนบัตรลงคะแนนในระบบสูงกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์จริง ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนอันตรายของการทุจริตเลือกตั้งแบบ “บัตรออกลูกในหีบ” หรือการมีบัตรเลือกตั้งเพิ่มขึ้นมาเองโดยไม่ทราบที่มา เหตุการณ์นี้ไม่ควรเกิดในระบบประชาธิปไตยที่สุจริตและเที่ยงธรรมอย่างที่เราคาดหวัง

คุณหญิงสุดารัตน์ เน้นย้ำว่า กกต. ในฐานะผู้ควบคุมการเลือกตั้ง ต้องรับผิดชอบเต็มที่และแก้ไขทันที มิเช่นนั้นจะนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจจากประชาชน จนอาจปะทุเป็นการชุมนุมใหญ่ได้

สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ: รายละเอียดปัญหาบัตรออกลูกในหีบ

“บัตรออกลูกในหีบ” คือศัพท์ที่ใช้อธิบาย現象ที่จำนวนบัตรที่ลงคะแนนจริงในหน่วยเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ที่บันทึกไว้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ใหญ่หลวง เช่น การยัดเย็บบัตรปลอม การนับผิด หรือแม้แต่การแทรกแซงจากบุคคลภายนอก ในครั้งนี้ปัญหาดังกล่าวกระจายไปทั่วประเทศ ทำให้ผลการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามจากทุกฝ่าย

เทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 ที่เคยมีเคสคล้ายๆ กัน แต่ครั้งนี้จำนวนเคสเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กกต. ถูกวิจารณ์หนักว่ายังไม่เรียนรู้จากอดีต และปล่อยให้ปัญหาคลานคลำต่อไป

ซ้ำรอยปี 66: ทำไมปัญหานี้ถึงรุนแรงขึ้น

ในปี 2566 ปัญหาเลือกตั้งส่อพิรุธเคยสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ ทำให้เกิดการตรวจสอบจากศาลรัฐธรรมนูญและการร้องเรียนนับพันครั้ง แต่ปีนี้กลับดูแย่กว่าเดิม ด้วยเทคโนโลยีที่ควรช่วยตรวจสอบกลับกลายเป็นจุดอ่อน เพราะข้อมูลยังไม่โปร่งใส ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง

  • จำนวนบัตรลงคะแนนเกินผู้มาใช้สิทธิ์ในหลายหน่วย
  • ภาพและหลักฐานจากผู้สังเกตการณ์ที่แพร่กระจายในโซเชียล
  • ความล่าช้าในการนับคะแนนที่ผิดปกติ
  • ขาดการชี้แจงจาก กกต. อย่างทันท่วงที

ทางออกที่คุณหญิงสุดารัตน์เสนอ: เปิด Open Data ด่วน

หัวใจของคำเรียกร้องจากสุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ คือการเปิดข้อมูลแบบ Open Data ทันที! Open Data คือข้อมูลที่เปิดกว้าง ทุกคนดาวน์โหลด ตรวจสอบได้ เช่น ไฟล์ CSV หรือ API ที่แสดงรายละเอียดทุกระดับ ตั้งแต่ผู้มาใช้สิทธิ์ บัตรลงคะแนน ผลนับคะแนน ไปจนถึงภาพถ่ายหีบเลือกตั้ง

หาก กกต. ทำตามนี้ จะช่วยกู้ศรัทธาได้ทันที แสดงถึงความโปร่งใสและเคารพเสียงประชาชน หากยังคลุมเครือต่อไป อาจนำไปสู่วิกฤตใหญ่ ล้มเหลวในการรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ

นอกจากนี้ ยังควรมีการตรวจสอบอิสระจากบุคคลที่สาม และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นรากฐานของประชาธิปไตยไทย หากระบบเลือกตั้งไม่สุจริต เสียงของประชาชนก็ไร้ค่า การเมืองไทยจะยิ่งถดถอย

ในมุมมองของผม การที่สุดารัตน์ จี้ กกต ปมเลือกตั้งส่อพิรุธ ถือเป็นสัญญาณดีที่นักการเมืองยังใส่ใจประชาชน คุณล่ะคิดอย่างไร? ระบบ Open Data จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้จริงหรือไม่? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้ กกต. 行动ด่วน!

ที่มา – “สุดารัตน์” จี้ กกต. รับผิดชอบปมเลือกตั้งส่อพิรุธซ้ำรอยปี 66 แฉยับ “บัตรออกลูกในหีบ”

“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้ง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ โดยเฉพาะประเด็นข้อพิพาทเรื่องผลการนับคะแนนและความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง ล่าสุด “อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย เพื่อคลายข้อกังขาในสังคมและป้องกันไม่ให้ปัญหาบานปลาย

“อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งและกำหนดทิศทางอนาคตของพรรค หลังการประชุม นายอภิสิทธิ์ได้ออกมาเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจน โดยย้ำ 2 เรื่องด่วนที่พรรคให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

หนุน กกต. เร่งสร้างความโปร่งใส เปิดข้อมูลเลือกตั้งรายหน่วย

เรื่องแรกคือปัญหาการจัดการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกรณีบัตรเลือกตั้ง 2 ระบบที่มีจำนวนไม่เท่ากันในหลายพื้นที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยมากมาย นายอภิสิทธิ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด เช่น คะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง จำนวนบัตรทั้งสองระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย

หากปล่อยให้ข้อกังขาค้างคา สังคมจะสูญเสียศรัทธาในกระบวนการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์เตือนว่า กกต. ควรใช้อำนาจสั่งนับคะแนนใหม่หรือลงคะแนนใหม่ในพื้นที่ที่มีปัญหา โดยอ้างระเบียบที่กำหนดให้เปิดผลคะแนนรายละเอียดภายใน 5 วัน แม้ครั้งนี้จะระบุแค่ว่า “โดยเร็ว” แต่ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้

  • เปิดคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง
  • เปรียบเทียบจำนวนบัตร 2 ระบบ
  • นับคะแนนใหม่หากพบความผิดปกติ
  • ป้องกันการลุกลามเป็นวิกฤตการเมือง

พรรคประชาธิปัตย์พร้อมรับข้อมูลร้องเรียนจากผู้สมัครและวิเคราะห์เพื่อให้ความจริงปรากฏ โดยนายอภิสิทธิ์เข้าใจความไม่พอใจของประชาชน แต่ขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังไม่ให้เกิดสถานการณ์ไม่พึงประสงค์

ย้ำจุดยืนพรรค ไม่รอสายชวนร่วมรัฐบาล ยึดเงื่อนไขเดิม

สำหรับเรื่องที่สอง นายอภิสิทธิ์ย้ำจุดยืนของพรรคที่ชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงหาเสียง คือไม่ต้องรอสายเชิญจากพรรคใดๆ เพื่อร่วมจัดตั้งรัฐบาล พรรคจะยึดตามเงื่อนไขและนโยบายที่ประกาศไว้ทุกประการ โดยไม่ร่วมกับพรรคที่ขัดหลักการ

เมื่อถูกถามว่าเป็นการปิดโอกาสร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า ถ้าเงื่อนไขไม่ตรง ก็ไม่ร่วม เมื่อถามถึงบทบาทฝ่ายค้านหากพรรคสีส้มและพรรคฟ้ารวมกัน เขาตอบว่า ถ้าบริหารโปร่งใส ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ที่พรรคติดตามมาตั้งแต่ต้น โดยเรียกร้องให้เร่งอายัดทรัพย์ภายใน 90 วัน ตามมาตรการของรัฐบาลรักษาการณ์ รวมถึงดำเนินการกับสถาบันการเงินและโครงการอื่นๆ เช่น สแกนม่านตา เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินถูกยักย้าย

พรรคยังเตรียมปรับโครงสร้างภายใน จัดทีมนิติบัญญัติเพื่อผลักดันนโยบายหาเสียง และบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากที่กก.บห.ชุดนี้แทบไม่มีเวลาจัดการเพราะหาเสียง

นายอภิสิทธิ์ยังวิเคราะห์สถานการณ์ โดยไม่เห็นด้วยกับการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ เพราะอาจก่อความวุ่นวาย แต่ย้ำว่าการเปิดข้อมูลจะช่วยคลายกระแสได้ดีที่สุด โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ปี 2500 ที่กระบวนการเลือกตั้งถูกตั้งคำถามจนนำไปสู่วิกฤต หากกกต.มั่นใจ ต้องรีบนำข้อมูลออกมา

ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล คาดว่าจะล่าช้าถ้าผลเลือกตั้งไม่ชัดเจน กกต.มีเวลา 60 วัน แต่ยิ่งเร็วชัดเจนยิ่งดี โดยเฉพาะหลังถูกวิจารณ์จากครั้งก่อนที่เอาผิดน้อย

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็วผ่านภาพและคลิป การสร้างความโปร่งใสจึงสำคัญยิ่ง หากกกต.ชะลอ อาจลุกลามเป็นปัญหาระดับชาติ สังคมไทยจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อทุกกระบวนการโปร่งใสทั้งเลือกตั้งและบริหารประเทศ

ความเห็นของเรา: จุดยืนของอภิสิทธิ์สะท้อนหลักประชาธิปไตยที่แท้จริง การเปิดข้อมูลไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นหนทางรักษาศรัทธาประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้กกต.เร่งดำเนินการ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ย้ำจุดยืน ไม่ต้องรอสายชวนร่วมรัฐบาล หนุน กกต. เปิดข้อมูลเลือกตั้งทุกหน่วย

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล ปราบสแกมเมอร์ชายแดน

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังของชาติ โดยเฉพาะการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนเดือดร้อนมานาน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล ลุยแก้ปัญหาสแกมเมอร์และชายแดน

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้ปีจาก original ที่อาจผิด) พล.อ.รังษี ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ย้ำว่าพรรคเศรษฐกิจยังคงมุ่งมั่นทำงานบริหารประเทศเต็มสูบ หากได้รับโอกาสเข้าไปในรัฐบาล จะรับผิดชอบภารกิจสำคัญทันที ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือการปราบอาชญากรรมข้ามชาติ พล.อ.รังษี กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ถ้ามอบความรับผิดชอบให้ผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปราบสแกมเมอร์ เรื่องความมั่นคง ผมรับทันที ผมพร้อมทำงานจริง”

ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์กลายเป็นภัยร้ายที่สร้างความเสียหายให้คนไทยนับพันล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปที่ตกเป็นเหยื่อโทรศัพท์หลอกลวงหรือแอปพลิเคชันปลอม พล.อ.รังษี มองว่าต้องตัดวงจรเหล่านี้ให้สิ้นซาก ด้วยมาตรการเข้มงวดทั้งเทคโนโลยีและกำลังทหาร ขณะที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เป็นจุด nóng ที่มีทั้งการบุกรุกดินแดน การค้าของเถื่อน และอาชญากรรมข้ามชาติซ่อนตัว ทำให้ประชาชนชายแดนเดือดร้อน

พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล เน้นแก้ปัญหาเป็นรูปธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ พรรคเศรษฐกิจของ พล.อ.รังษี ไม่ได้ต้องการอำนาจเชิงสัญลักษณ์ แต่เน้น “แก้ปัญหาเป็นรูปธรรม” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน พรรคมี ส.ส. เพียง 3 คน แต่ทุกคนรวมใจยึดแนวทางเดียวกัน โดยหัวหน้าพรรคเป็นผู้ตัดสินใจหลัก พล.อ.รังษี ยืนยันว่า “ผมคุยกันรู้เรื่องแล้ว เรื่องสำคัญอยู่ที่หัวหน้าพรรค ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน” ด้วยประสบการณ์บริหารบุคลากรจำนวนมากจากอดีตนายทหาร ทำให้มั่นใจในการกำกับดูแลทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ พล.อ.รังษี ยังเลือกอยู่ลำดับที่ 10 ในบัญชีรายชื่อนายกฯ โดยตั้งใจ เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ “ผมอยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน ไม่อยากเอา ส.ส. แก่ ที่ไม่ปล่อยให้รุ่นใหม่ได้ทำงาน” หากอยากยึดอำนาจ สามารถลงลำดับ 1 ได้ แต่เลือกสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบทีมเวิร์ค “ถ้าผมเป็นหัวหน้าพรรคแบบเผด็จการ ผมลงเบอร์หนึ่งไปแล้ว แต่ผมไม่เอา ผมเอาเรื่องงานเป็นหลัก”

แผนงานสำคัญที่ พล.อ.รังษี พร้อมร่วมรัฐบาล

พรรคเศรษฐกิจพร้อมร่วมมือทุกฝ่ายบนหลักโปร่งใส ยึดประโยชน์ชาติเป็นหลัก นี่คือแผนงานเด่น:

  • ปราบสแกมเมอร์: จัดการเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ ตัดเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย ร่วมมือนานาชาติ
  • ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: เสริมกำลังดูแลแนวชายแดน ป้องกันบุกรุก แก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ
  • ฟื้นฟูเศรษฐกิจ: สนับสนุน SME และการท่องเที่ยวชายแดน สร้างงานยั่งยืน
  • ความมั่นคง: ปรับโครงสร้างกองทัพให้มีประสิทธิภาพ ลดการเมืองในกองทัพ

ด้วยวิสัยทัศน์เช่นนี้ พล.อ.รังษี จึงเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามองในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน ท่าทีของ พล.อ.รังษี แสดงถึงผู้นำที่เน้นผลงานจริง ไม่ใช่เกมการเมืองเก่าๆ หากได้ร่วมรัฐบาล น่าจะช่วยลดปัญหาสแกมเมอร์ได้มาก และสร้างความสงบสุขชายแดน คุณคิดเห็นอย่างไร? คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น และกดแชร์หากเห็นด้วย! ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่เว็บไซต์ของเรา

ที่มา – “พล.อ.รังษี” พร้อมร่วมรัฐบาล แก้ปัญหาปราบสแกมเมอร์-ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

“มงคลกิตติ์” บุก กกต. ทวงคืนคะแนนไดโนเสาร์-อวกาศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า นั่นคือเรื่อง “มงคลกิตติ์” บุก กกต. ทวงคืนคะแนนไดโนเสาร์-อวกาศ ที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วประเทศ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567 (ในเนื้อข่าวเขียน 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) ซึ่งนายมงคลกิตติ์ สุขสินธรานนท์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เต้” ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อของพรรคทางเลือกใหม่ ได้บุกยื่นหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อทวงคะแนนที่ถูกหักไปของพรรค โดยเรียกคะแนนเหล่านั้นว่า “คะแนนไดโนเสาร์” และ “คะแนนอวกาศ” ที่นับว่าหายไปแบบลึกลับ เหมือนไดโนเสาร์สูญพันธุ์หรือลอยไปอวกาศเลยทีเดียว

“มงคลกิตติ์” บุก กกต. ทวงคืนคะแนนไดโนเสาร์-อวกาศ

บรรยากาศตั้งแต่เช้าที่สำนักงาน กกต. คึกคักมาก ตำรวจนครบาลนำกำลัง 2 กองร้อยมาควบคุมสถานการณ์ พร้อมกั้นแผงเหล็กหน้าประตู มีมวลชน นักศึกษา และประชาชนทยอยมาร่วมชุมนุมขับไล่ กกต. ตั้งแต่ 8.30 น. เรียกได้ว่าสุดวุ่นวาย พอ 9.30 น. เต้ มงคลกิตติ์ ก็ปรากฏตัว ยื่นหนังสือเข้าไป แต่ตำรวจจำกัดให้เข้าได้แค่ 3 คน เขาต่อรองจนได้ 5 คน พร้อมมีเจ้าหน้าที่ กกต. และตำรวจคอยดูแลใกล้ชิด หลังยื่นเสร็จ ก็เดินออกมาพร้อมแถลงต่อมวลชน

โชว์วิดพื้น 50 ครั้ง เรียกเสียงฮือฮา

นี่แหละครับจุดไฮไลต์! หลังยื่นหนังสือเรียกร้องทวงคะแนนพรรคทางเลือกใหม่และขอเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ นายมงคลกิตติ์ไม่ยอมแพ้ ลงไปวิดพื้นโชว์กลางที่สาธารณะถึง 50 ครั้ง! ทำเอาทุกคนฮือฮา นักศึกษาชุมนุมปรบมือเกรียวกราว ประชาชนและข้าราชการที่มาติดต่องานยังขอเซลฟี่เป็นที่ระลึก เรียกได้ว่าเป็นการแสดงพลังแบบแสนเป็นกันเอง สร้างความประทับใจให้ผู้เห็นเหตุการณ์จำนวนมาก

ข้อเรียกร้องหลักจาก “มงคลกิตติ์” บุก กกต.

  • ทวงคืนคะแนนไดโนเสาร์-อวกาศให้พรรคทางเลือกใหม่ทันที
  • ให้ กกต. ชุดนี้ลาออกภายใน 7 วัน เพื่อรับผิดชอบการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
  • จัดเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ เพื่อให้ได้นักการเมืองที่สุจริต
  • เตือนว่าถ้าไม่คืนคะแนน จะดำเนินคดีฟ้องศาล เพราะแค่หน่วยเลือกตั้งเดียวที่มีปัญหาก็ฟ้องได้

ในส่วนของการสัมภาษณ์หลังเหตุการณ์ เต้ย้ำชัดว่าตนไม่ได้โกรธเคืองนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นการส่วนตัว แต่ กกต. ต้องทำหน้าที่ให้บริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะมีประชาชนยืนอยู่ข้างหลังจำนวนมาก ถ้าทำไม่ได้ก็ลาออกให้ชุดใหม่เข้ามาแทน เงินจัดเลือกตั้งใหม่ 6,000 ล้านบาทไม่แพง ถ้าเทียบกับการได้ ส.ส. สุจริต ถ้าได้คนโกงมา โกงทีเดียวเป็นแสนล้าน ภาษีประชาชนคนละ 100 บาท ทุกคนจ่ายไหวแน่นอน

เขายังชี้ว่า กกต. มีอำนาจยกเลิกเลือกตั้งได้ทันที และเชื่อว่านักศึกษาทั่วประเทศจะมารุมขับไล่ กกต. ภายในสัปดาห์นี้ ส่วนการนับคะแนนใหม่ไร้ประโยชน์เพราะบัตรมั่วหมดแล้ว ต้องเลือกตั้งใหม่ดีกว่า พรรคสุจริตไม่กลัว แต่พรรคทุจริตกลัว!

วิเคราะห์เบื้องหลังคะแนนไดโนเสาร์-อวกาศ

คะแนนไดโนเสาร์-อวกาศ คืออะไร? จากบริบท มันหมายถึงคะแนนที่ถูกตัดออกจากผลการนับ เพราะบัตรลงคะแนนมีรอยหรือรูปแบบที่ กกต. ตีว่าไม่ถูกต้อง เช่น รอยขีดข่วนดูคล้ายไดโนเสาร์ หรือลงคะแนนเบี่ยงไปไกลเหมือนอวกาศ สิ่งนี้ทำให้พรรคเล็กๆ อย่างทางเลือกใหม่เสียคะแนนมหาศาล สะท้อนปัญหาการตรวจบัตรที่อาจไม่โปร่งใสหรือมาตรฐานคลุมเครือ เหตุการณ์ “มงคลกิตติ์” บุก กกต. ทวงคืนคะแนนไดโนเสาร์-อวกาศ จึงเป็นสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นของระบบเลือกตั้งที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดแบบนี้

ส่วนตัวผมคิดว่าประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะการเลือกตั้งคือหัวใจประชาธิปไตย ถ้าไม่ยุติธรรม ประชาชนจะหมดศรัทธา การเรียกร้องของเต้ไม่ใช่แค่เรื่องพรรคตัวเอง แต่เพื่อทุกพรรคที่สุจริต ถ้า กกต. รับผิดชอบจริง ควรตรวจสอบใหม่และปรับปรุงระบบด่วน

คุณล่ะคิดเห็นยังไงกับเรื่อง “มงคลกิตติ์” บุก กกต. ทวงคืนคะแนนไดโนเสาร์-อวกาศ? ควรเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศจริงไหม? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นกันด้านล่างนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “มงคลกิตติ์” บุก กกต. ทวงคืนคะแนนไดโนเสาร์-อวกาศ จี้จัดเลือกตั้งใหม่ทั่วประเทศ

ชาวบ้านประท้วงเลือกตั้งอุบลราชธานี เขต 6 ขอตรวจคะแนนใหม่

ชาวบ้านถือป้ายประท้วง เลือกตั้ง “อุบลราชธานี เขต 6” ขอตรวจสอบผลนับคะแนนใหม่ หลังสงสัยความโปร่งใสในการนับคะแนนที่อำเภอเขมราฐ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ชาวบ้านและผู้สนับสนุนพรรคไทรวมพลังรวมตัวกันจำนวนมาก เรียกร้องให้มีการตรวจสอบใหม่เพราะคะแนนสูสีและยังไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการ

ชาวบ้านถือป้ายประท้วง เลือกตั้ง “อุบลราชธานี เขต 6” ขอตรวจสอบผลนับคะแนนใหม่

เหตุการณ์ประท้วงเกิดขึ้นเวลา 20.00 น. ที่ที่ว่าการอำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เขตเลือกตั้งที่ 6 ครอบคลุมอำเภอนาตาล เขมราฐ และโพธิ์ไทร ชาวบ้านไม่พอใจที่อำเภอเขมราฐล่าช้าในการประกาศผล โดยคะแนนระหว่าง นายกิตติกร เชิดชู ผู้สมัครหมายเลข 2 พรรคไทรวมพลัง ได้ 31,581 คะแนน และ น.ส.ธัญธารีย์ สันตพันธุ์ หมายเลข 3 พรรคเพื่อไทย ได้ 33,248 คะแนน ห่างกันเพียง 1,667 คะแนนเท่านั้น มีผู้มาใช้สิทธิ์ 78,114 คน และบัตรเสีย 4,510 ใบ

นางกนกนุช นุชชม ผู้อำนวยการพรรคไทรวมพลัง เปิดเผยว่า พื้นที่อำเภอโพธิ์ไทรประกาศผลแล้ว แต่เขมราฐยังไม่ประกาศ เจ้าหน้าที่อ้างว่านับคะแนนยังไม่เสร็จ ชาวบ้านจึงมารวมตัว เมื่อเข้าไปดูภายในหอประชุม พบกล่องบัตรเลือกตั้งพับกองทิ้งไว้จำนวนมาก ทำให้เกิดความสงสัยยิ่งขึ้น จึงเรียกร้องให้ กกต. จังหวัดมาตรวจสอบและเลือกตั้งใหม่

ชาวบ้านถือป้ายประท้วง เลือกตั้ง อุบลราชธานี เขต 6

เหตุผลที่ชาวบ้านเรียกร้องตรวจสอบผลนับคะแนนใหม่

  • ล่าช้าค่ำไม่ประกาศผล ขณะที่อำเภอใกล้เคียงเสร็จแล้ว
  • คะแนนสูสีแต่ไม่ให้ตรวจสอบ
  • พบกล่องบัตรเลือกตั้งพับกองทิ้ง สงสัยการเก็บรักษา
  • บัตรเสียจำนวนมาก 4,510 ใบ ผิดปกติ

นางพัชรีภรณ์ ทองสุทธิ์ อายุ 50 ปี ชาวบ้านจากตำบลสารภี อำเภอโพธิ์ไทร กล่าวว่า “เรารักประชาธิปไตย ต้องการเลือกตั้งโปร่งใส ทำไมอำเภอโพธิ์ไทรประกาศได้ แต่เขมราฐไม่ชี้แจง คะแนนประกาศมาก็ไม่ตรงกัน ต้องตรวจสอบและเลือกตั้งใหม่” ชาวบ้านวางแผนรวมตัวร้อง กกต. จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์

ภาพประท้วงที่อำเภอเขมราฐ

เหตุการณ์ชาวบ้านถือป้ายประท้วง เลือกตั้ง “อุบลราชธานี เขต 6” ขอตรวจสอบผลนับคะแนนใหม่ สะท้อนปัญหาความเชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้งท้องถิ่น การนับคะแนนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อรักษาความศรัทธาของประชาชน หากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่ข้อพิพาทใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นบัตรเสียจำนวนมากที่ต้องตรวจสอบ เพราะอาจบ่งชี้ถึงปัญหาการพิมพ์บัตรหรือการโกงเลือกตั้ง ผู้สมัครและพรรคการเมืองควรเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วนเพื่อยื่นร้องเรียน กกต. จะติดตามผลการร้องเรียนนี้อย่างไร คงต้องรอคำชี้ขาดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ชาวบ้านรวมตัวประท้วง

การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือหัวใจของประชาธิปไตย หากคุณสนใจข่าวการเมืองท้องถิ่น ลองติดตามเพิ่มเติมและแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะอัปเดตความคืบหน้าทุกวัน

ที่มา – ชาวบ้านถือป้ายประท้วง เลือกตั้ง “อุบลราชธานี เขต 6” ขอตรวจสอบผลนับคะแนนใหม่

มวลชนด้อมส้มบุกบางละมุง ร้องนับคะแนน สส.ชลบุรี เขต 8

เหตุการณ์มวลชนด้อมส้มบุก อ.บางละมุง ร้อง กกต. ขอนับคะแนนเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 8 ใหม่กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองชลบุรี เมื่อกลุ่มผู้สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคประชาชนรวมตัวกันกว่า 200 คน เพื่อเรียกร้องความโปร่งใสในการนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 8 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอบางละมุงและพัทยา การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดจากข้อสงสัยหลายประการที่ประชาชนพบเห็นระหว่างกระบวนการเลือกตั้ง สะท้อนถึงความตื่นตัวของประชาชนในการตรวจสอบผลการเลือกตั้ง

มวลชนด้อมส้มบุก อ.บางละมุง ร้อง กกต. ขอนับคะแนนเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 8 ใหม่

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณหน้าที่ทำการอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี น.ส.มนัสวิน จันทร์เจริญ หรือที่รู้จักในนาม “ครูเบนซ์” ผู้สมัคร ส.ส. เขต 8 จากพรรคประชาชน ได้นำมวลชนด้อมส้ม กลุ่มผู้ช่วยหาเสียง นักเรียน นักศึกษา และพ่อค้าแม่ค้าพ่อบ้านแม่บ้าน รวมเกือบ 200 คน มาร่วมประท้วงอย่างสงบ พวกเขาต้องการให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนใหม่ และขอคัดสำเนาเอกสารรายงานผลการนับคะแนน หรือใบ ส.ส.5/18 ที่ติดประกาศหน้าหน่วยเลือกตั้ง เพื่อตรวจสอบบัตรดี บัตรเสีย และคะแนนของผู้สมัครแต่ละคน

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการรวมตัว

ครูเบนซ์และมวลชนชี้แจงว่าประชาชนมีข้อเคลือบแคลงใจจากข้อมูลที่ส่งมาให้ โดยพบปัญหาหลายอย่างในหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ดังนี้

  • บัตรลงคะแนนสีเขียวหมดก่อนบัตรสีชมพู: ทำให้เจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ต้องเบิกเล่มใหม่ สร้างความสงสัยในปริมาณบัตร
  • แสงสว่างไม่เพียงพอ: หน่วยนับคะแนนมีไฟเพียงดวงเดียวต่อคูหา ในขณะที่มี 15 คูหา ทำให้ผู้สังเกตการณ์มองสัญลักษณ์และคะแนนไม่ชัดเจน นำไปสู่การขานคะแนนผิดพลาด
  • ผลคะแนนไม่ตรงกัน: เมื่อเปรียบเทียบกับเอกสาร ส.ส.5/18 พบความคลาดเคลื่อน ซึ่งอาจเกิดจากการวินิจฉัยบัตรหรือบันทึกคะแนน

นอกจากนี้ นายนาธนาธาร ประมูลพงษ์ ว่าที่ ส.ส. เขต 10 พรรคประชาชน ก็มาร่วมด้วย เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบ นายอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุง ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้งเขต 8 และนายคำไพร เหลาแสน ปลัดอำเภอ ได้รับเรื่องร้องเรียนและชี้แจงว่า อำเภอไม่มีอำนาจตัดสิน ต้องยื่นต่อกกต.จังหวัด

การชี้แจงจากกกต.ชลบุรี

ครูเบนซ์ได้โทรศัพท์ต่อสายตรงกับกกต.จังหวัดชลบุรี ซึ่งชี้แจงว่า เอกสาร ส.ส.5/18 จะรวบรวมส่งกกต.จังหวัดเพื่อตรวจสอบ ถ่ายสำเนา และเผยแพร่บนเว็บไซต์กกต.จังหวัดและกกต.กลาง หลังประกาศผลอย่างเป็นทางการ ประชาชนสามารถดาวน์โหลดตรวจสอบได้ หากทักท้วงในหน่วยแล้ว ต้องยื่นเอกสารรับรองต่อกกต.จังหวัด สำหรับความคลาดเคลื่อน 1-2 คะแนน อาจเกิดจากการขานหรือวินิจฉัยบัตร แต่หากจำนวนผู้มาใช้สิทธิตรงกับบัตรที่ใช้ จะไม่ถือเป็นบัตรเกิน การนับใหม่ทำได้เฉพาะขั้นตอนตรวจสอบ

เวลา 17.00 น. ครูเบนซ์ชี้แจงขั้นตอนให้มวลชนฟัง ทุกคนลงรายชื่อสนับสนุนร้องเรียน ก่อนแยกย้ายโดยสงบ ไม่มีเหตุรุนแรง

อัปเดตผลคะแนนล่าสุด

ผลนับคะแนน 94% ณ 19.33 น. วันที่ 9 ก.พ. 2569 อันดับ 1 เชาวลิตร แสงอุทัย พรรคภูมิใจไทย 35,060 คะแนน อันดับ 2 ครูเบนซ์ 31,463 คะแนน อันดับ 3 ชาญยุทธ เฮงตระกูล พรรคเพื่อไทย 4,138 คะแนน คะแนนนำสูสีชั้นนำ ทำให้เกิดคำถามถึงความถูกต้อง

เหตุการณ์มวลชนด้อมส้มบุก อ.บางละมุง ร้อง กกต. ขอนับคะแนนเลือกตั้ง สส.ชลบุรี เขต 8 ใหม่นี้เน้นย้ำความสำคัญของกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใส ปราศจากข้อครหา เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตย การเลือกตั้ง ส.ส.ชลบุรี เขต 8 เป็นสนามสำคัญในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างพัทยาและบางละมุง ซึ่งมีผู้มาใช้สิทธิสูง หากกกต.รับเรื่อง อาจนำไปสู่การตรวจสอบลึกซึ้งยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของมวลชนครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการมีส่วนร่วมของประชาชน แสดงถึงพลังของ “ด้อมส้ม” ที่ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่ชัดเจน หากคุณพบข้อสงสัยในการเลือกตั้ง ก็อย่าลังเลที่จะร้องเรียนกกต. เพื่อความยุติธรรม ติดตามอัปเดตล่าสุดและแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – มวลชนด้อมส้มบุก อ.บางละมุง ร้อง กกต. ขอนับคะแนนเลือกตั้ง “สส.ชลบุรี” เขต 8 ใหม่

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 บึงกาฬ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์

หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2569 จังหวัดบึงกาฬกลายเป็นข่าวใหญ่เมื่อสรุปผลการเลือกตั้ง 2569 บึงกาฬเผยว่าพรรคภูมิใจไทยคว้าชัยชนะแบบแลนด์สไลด์ กวาดที่นั่ง ส.ส. ทั้ง 3 เขตอย่างเด็ดขาด แม้จะมีพรรคใหญ่เช่นเพื่อไทยและพรรคประชาชนลงชิงชัยก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีผู้มาใช้สิทธิ์ในระดับสูง สะท้อนถึงความสนใจของประชาชนในพื้นที่

จังหวัดบึงกาฬ ซึ่งมีประชากรผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 332,536 คน ได้มีการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้วกว่า 93.77% ผลออกมาแบบที่ไม่มีใครคาดคิด พรรคภูมิใจไทยนำโด่งในทุกเขต ทำให้พรรคนี้ครองความได้เปรียบชัดเจน หากคุณกำลังตามหาสรุปผลการเลือกตั้ง 2569 บึงกาฬแบบละเอียด บทความนี้มีข้อมูลครบถ้วนทั้งคะแนน ส.ส. และผลประชามติ

สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 บึงกาฬ

ผลการนับคะแนนเบื้องต้นเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. จากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ แสดงให้เห็นถึงกระแสความนิยมที่ถาโถมเข้าหาพรรคภูมิใจไทย โดยกวาด ส.ส. ทั้ง 3 เขต ซึ่งประกอบด้วยอำเภอต่างๆ ดังนี้

เขตเลือกตั้งที่ 1 (อ.เมืองบึงกาฬ และอ.ศรีวิไล)

ผู้มีสิทธิ์ 104,722 คน มาใช้สิทธิ์ 74,217 คน (70.87%) บัตรดี 69,602 บัตร

  • อันดับ 1: นายสยาม เพ็งทอง พรรคภูมิใจไทย 37,171 คะแนน
  • อันดับ 2: นายภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น พรรคเพื่อไทย 17,528 คะแนน
  • อันดับ 3: นายสมชาย โสดากุล พรรคประชาชน 10,981 คะแนน

บัตรเสีย 2,928 บัตร ไม่เลือกผู้สมัคร 1,687 บัตร เขตนี้พรรคภูมิใจไทยชนะขาดลอยเกือบ 2 เท่าของคู่แข่ง

เขตเลือกตั้งที่ 2 (อ.บุ่งคล้า, อ.เซกา, อ.บึงโขงหลง)

ผู้มีสิทธิ์ 109,344 คน มาใช้สิทธิ์ 74,989 คน (68.58%) บัตรดี 72,057 บัตร

  • อันดับ 1: นายสุริยา แป้นสุขา พรรคภูมิใจไทย 26,474 คะแนน
  • อันดับ 2: นางอรอุมา บุญสิริ พรรคกล้าธรรม 19,980 คะแนน
  • อันดับ 3: น.ส.มลฤดี จันทร์แดง พรรคเพื่อไทย 14,689 คะแนน

บัตรเสีย 1,868 บัตร ไม่เลือก 1,064 บัตร แม้พรรคกล้าธรรมจะใกล้เคียง แต่ภูมิใจไทยยังเหนือกว่า

เขตเลือกตั้งที่ 3 (อ.พรเจริญ, อ.ปากคาด, อ.โซ่พิสัย)

ผู้มีสิทธิ์ 118,379 คน มาใช้สิทธิ์ 76,221 คน (64.39%) บัตรดี 70,033 บัตร

  • อันดับ 1: นายวิโรจน์ สาระวงค์ พรรคภูมิใจไทย 34,041 คะแนน
  • อันดับ 2: นายณัฐพงษ์ ป้องปิ่น พรรคประชาชน 15,049 คะแนน
  • อันดับ 3: นายนิพนธ์ คนขยัน พรรคเพื่อไทย 14,313 คะแนน

บัตรเสีย 3,741 บัตร ไม่เลือก 2,447 บัตร พรรคภูมิใจไทยครองเขตนี้ได้อย่างสบาย

ผลการออกเสียงประชามติ จังหวัดบึงกาฬ

ผู้มีสิทธิ์ 332,463 คน มาใช้สิทธิ์ 213,559 คน (64.24%) ผลคือ เห็นชอบ 140,790 คะแนน ไม่เห็นชอบ 51,089 คะแนน ไม่แสดงความเห็น 17,217 คะแนน บัตรดี 208,527 บัตรเสีย 5,032 แสดงถึงเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับประเด็นที่ลงประชามติ

จากสรุปผลการเลือกตั้ง 2569 บึงกาฬครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์ฐานเสียงที่แข็งแกร่งในภาคอีสานตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดบึงกาฬที่เคยเป็นฐานของพรรคเพื่อไทยมาก่อน แต่ครั้งนี้กระแสเปลี่ยนทิศชัดเจน ผู้สมัครของภูมิใจไทยแต่ละคนมีคะแนนนำห่าง ทำให้คาดการณ์ว่าผลอย่างเป็นทางการน่าจะไม่ต่างกันมาก นี่อาจเป็นสัญญาณว่าพรรคนี้มีนโยบายที่โดนใจชาวบ้าน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและโครงสร้างพื้นฐาน

ในมุมมองของผู้เขียน ผลเลือกตั้งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้มีสิทธิ์ที่ให้โอกาสพรรคใหม่ๆ มากขึ้น หากพรรคภูมิใจไทยรักษาคำมั่นได้ ก็น่าจะขยายฐานในอีสานได้อีก หากคุณเป็นคนบึงกาฬหรือสนใจการเมืองไทย คอมเมนต์ด้านล่างแสดงความเห็นของคุณได้เลย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – สรุปผลการเลือกตั้ง 2569 บึงกาฬ “ภูมิใจไทย” แลนด์สไลด์ กวาด สส. ทั้ง 3 เขต

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย เป็นประเด็นร้อนหลังผลการเลือกตั้งทั่วไปล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567 (ตามข้อมูล) ที่พรรคเพื่อไทยได้อันดับ 3 สร้างความสนใจให้กับนักการเมืองและประชาชนอย่างมาก วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์และคำให้สัมภาษณ์สำคัญๆ กัน

“จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

บรรยากาศที่ทำการพรรคเพื่อไทยคึกคักตั้งแต่เช้า แกนนำพรรคทยอยเข้ามา เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้า, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาฯ, นายภูมิธรรม เวชยชัย และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ใช้ประตูหลังเพื่อประชุมประเมินสถานการณ์หลังเลือกตั้ง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ เปิดเผยตอน 13.59 น. ว่า ยังไม่มีการติดต่อจากพรรคภูมิใจไทยเรื่องร่วมรัฐบาล เพียงแค่มา

คุยกันเฉยๆ

ชูศักดิ์ย้ำต้องคิดให้หนักก่อนร่วมรัฐบาล

เวลา 15.06 น. นายชูศักดิ์ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจอะไร วิเคราะห์ผลเลือกตั้งที่ต่ำกว่าคาดจากหลายปัจจัย มีทั้งข้อดีข้อเสียของการร่วมรัฐบาล ต้องฟังทุกฝ่ายรวมถึงกองเชียร์ เพราะมีผลต่ออนาคตการเมืองครั้งหน้า ย้ำว่าต้องตัดสินใจดีๆ ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ต่อมา 15.50 น. นายจุลพันธ์ยอมรับเสียใจผลเลือกตั้งเล็กน้อย แต่ตั้งหลักได้แล้ว พรรคมี ส.ส.เกือบ 80 คน ไม่ใช่น้อย จะเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนต่อ สำหรับข่าวลือพรรคภูมิใจไทยทาบทาม พรรคเพื่อไทยยังไม่ถูกทาบ และรอให้พรรคเสียงมากสุดนำจัดตั้ง จุดยืนเปิดกว้าง หากตรงอุดมการณ์-นโยบาย อะไรก็เกิดขึ้นได้

วิเคราะห์ผลเลือกตั้งและบทเรียนพรรคเพื่อไทย

นายจุลพันธ์ชี้ว่าผลต่ำกว่าคาดเพราะตั้งเป้าสูงเพื่อประชาชน แต่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน แม้มีอุปสรรคจากการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลก่อนหน้า แต่ฐานเสียงยังอยู่ โดยเฉพาะ ส.ส.เกือบ 80 ที่จะทำงานต่อ ในพื้นที่เชียงใหม่ที่แคนดิเดตนายกฯ 2 คนไม่ได้ที่นั่ง ไม่ใช่ปิดฉาก แต่ต้องปรับปรุงนโยบาย ตัวบุคคล ให้ตอบโจทย์มากขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่สูญพันธุ์ เป็นสถาบันการเมืองที่พร้อมสู้ครั้งหน้า

ส่วนปัจจัยแพ้ เช่น กระแสชาตินิยมช่วยภูมิใจไทย คลิปอังเคิลกระทบ หรือยกจังหวัดในพื้นที่แข็ง นายจุลพันธ์บอกมีหลายองค์ประกอบ จะลงพื้นที่ถอดบทเรียนกับเลขาฯประเสริฐ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง ย้ำให้รอหัวหน้าพรรค

  • ยังไม่มีการทาบทามจากภูมิใจไทย
  • ตัดสินใจจากอุดมการณ์-นโยบายเป็นหลัก
  • พรรคเพื่อไทยตั้งหลักได้ รักษาฐานเสียง
  • เตรียมถอดบทเรียนเพื่อเลือกตั้งหน้า

สถานการณ์การเมืองไทยหลังเลือกตั้งนี้ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนนำ จะเป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยในฐานะอันดับ 3 มีบทบาทสำคัญหากถูกเชิญ แต่จุลพันธ์ย้ำ “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย ทำให้อนาคตยังเปิดกว้าง

มุมมองอนาคต: พรรคเพื่อไทยจะกลับมาแข็งแกร่ง?

จากประสบการณ์การเมืองไทย พรรคที่ปรับตัวดีมักคัมแบ็คได้ พรรคเพื่อไทยมีนโยบายประชาชนศูนย์กลาง หากถอดบทเรียนได้ดี โดยเฉพาะพื้นที่แดนไทบ้านอย่างเชียงใหม่ และจัดการปัจจัยภายนอก น่าจะกลับมานำในอนาคต ในมุมนี้ การไม่รีบตัดสินใจร่วมรัฐบาลแสดงถึงความรอบคอบ

ติดตามพัฒนาการการจัดตั้งรัฐบาลได้ที่บล็อกนี้ เราจะอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดเพื่อคุณ! ความเห็นส่วนตัว: การเมืองไทยต้องเน้นนโยบายที่ชัดเจนเพื่อประชาชนจริงๆ ถึงจะยั่งยืน

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยยังไม่ถูกภูมิใจไทยทาบทามตั้งรัฐบาล บอกอะไรก็เกิดขึ้นได้ อยู่ที่อุดมการณ์-นโยบาย

Scroll to top