แคนดิเดตนายก

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

แคนดิเดตนายกฯ กับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ

การดีเบตครั้งแรกก่อนการเลือกตั้งปี 2569 ได้เปิดโอกาสให้แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคต่างๆ แสดงวิสัยทัศน์ โดยเฉพาะประเด็นร้อนอย่างเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งแต่ละคนมีมุมมองที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในการดีเบตที่จัดโดยไทยรัฐทีวี แคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 8 คน จาก 8 พรรคการเมือง ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน), นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย), นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์), นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล (พรรคพลังประชารัฐ), นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ), นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่), คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ) ได้เข้าร่วมแสดงจุดยืนและนโยบายของพรรคตนเอง

คำถามสำคัญในการดีเบตคือเรื่องจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก

จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแต่ละพรรค

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะรอฟังเสียงประชาชน แต่จะเดินหน้าแก้บางเรื่องแน่นอน เช่น วุฒิสภา และการทำให้องค์กรอิสระมีความเป็นกลางมากขึ้น

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เน้นย้ำว่า พรรคไทยก้าวใหม่จะผลักดันให้เรื่องการจัดการภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐโดยตรง

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดมาในช่วงรัฐประหาร การแก้ไขจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

ที่น่าสนใจคือ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประกาศชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะมาตราใด โดยมองว่าปัญหามาจากตัวบุคคลมากกว่า

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เห็นต่าง โดยมองว่ารัฐธรรมนูญ 60 เป็นผลพวงจากการรัฐประหาร การไม่แก้ระบบการเมืองจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาว่าทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือไม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวว่า ไทยสร้างไทยจะไม่แก้หมวด 1 และ 2 แต่จะแก้ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิของประชาชน เช่น การให้ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระได้

จะเห็นได้ว่า แคนดิเดตนายกฯ แต่ละคนมีมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับ จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างทางอุดมการณ์และแนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางใด

การแสดง จุดยืนการแก้รัฐธรรมนูญ ของแคนดิเดตนายกฯ ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการถกเถียงในประเด็นนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – แคนดิเดตนายกฯ เผยจุดยืนการแก้รัฐธรรมมูญ “ธีระชัย” ย้ำชัดไม่เห็นด้วยแน่นอน

ยศชนัน มั่นใจ! เลือกเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

“ยศชนัน” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจเลือกพรรค “เพื่อไทย” เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ พร้อมยกเครื่องประเทศไทย

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ไทยรัฐทีวีเริ่มการดีเบตเป็นเวทีแรกก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2569 โดยมี กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 8 คน จากพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาร่วมดีเบต

ยศชนัน มั่นใจ เลือกเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า เลือกพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจไทยให้เป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อไทยทำได้ ทุกวันนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปและปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย เป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาด้าน Geopolitics ปัญหาด้านเทคโนโลยี Disruption ปัญหาทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม Climate Change สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญมาก และเรามีความจำเป็นต้องสามัคคีกันเพื่อแก้ปัญหานี้ไปด้วยกัน

สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะทำมี 4 เรื่อง เรื่องแรกการเคลื่อนย้ายปิระมิดต้องเคลื่อนจากฐาน รดน้ำต้องรดที่รากก่อน สิ่งสำคัญที่สุดคือการปลดหนี้ทั้งระบบ ลดค่าใช้จ่ายของประชาชนชาวรากหญ้า เรื่องที่ 2 คือการดูแลประชาชนที่ทำธุรกิจอยู่ในปัจจุบันเพิ่ม productivities ขึ้นมาในทุกรูปแบบด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สิ่งสำคัญคือเรื่องการเกษตร การอุตสาหกรรมและการผลิต และเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเซอร์วิส

เรื่องที่ 3 คือการสร้าง New Goal New Engine ใหม่ๆ ให้กับประเทศไทยใน 3 ด้านเกษตรมูลค่าสูงเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร เรื่องเกี่ยวกับทางด้าน Cosmeceuticals เรื่องเกี่ยวกับการผลิตสำคัญเหมือนกันเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ เรื่องเกี่ยวกับบริการมูลค่าสูง และสิ่งนี้เราจะทำไม่ได้ หน้าที่รัฐบาลคือการประคองตรงนี้ไปข้างหน้าให้ได้ด้วย 2 เสาหลัก อย่างแรกคือการสร้างความเชื่อมั่น การสร้างความมั่นคงเป็นหลัก อีกเรื่องหนึ่งคือเกี่ยวกับหลักนิติธรรมที่เราต้องปรับให้เข้ากับทุกรูปแบบ อีกด้านหนึ่งคือการสร้างคนขึ้นมาให้ครบรูปแบบ ความพร้อมที่จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้ครับ.

ทำไมต้องเลือกเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ?

พรรคเพื่อไทยชูนโยบายที่เน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดหนี้ การเพิ่มรายได้ และการสร้างโอกาสใหม่ๆ ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย

การเลือกเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ จึงเป็นการเดิมพันกับอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทยหรือไม่? นี่คือคำถามที่ประชาชนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

หลายคนอาจจะมองว่าการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ยากและต้องใช้เวลานาน แต่ด้วยวิสัยทัศน์และประสบการณ์ของทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมอาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเต็มที่

สุดท้ายแล้ว อนาคตของเศรษฐกิจไทยอยู่ในมือของทุกคน การตัดสินใจเลือกใครและพรรคใดจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

ที่มา – “ยศชนัน” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจเลือกพรรค “เพื่อไทย” เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ

ธีระชัย โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจฟื้นเศรษฐกิจ

“ธีระชัย” แคนดิเดตนายกฯ พรรคพลังประชารัฐ โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต เน้น 2 ประเด็นที่ค่อนข้างกังวล พร้อมชี้แนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้อย่างชัดเจน หรือก็คือ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ไทยรัฐทีวีเริ่มการดีเบตเป็นเวทีแรกก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง 2569 โดยมี กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 8 คน จากพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ, นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และพลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขณะที่อีก 2 พรรคการเมือง คือ พรรคกล้าธรรม และพรรคภูมิใจไทย ไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาร่วมดีเบต

ขณะที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคพลังประชารัฐ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า พลังประชารัฐเป็นพรรคเล็ก ฉะนั้นคงไม่พูดนโยบายแบบครอบจักรวาล แต่อยากจะเน้น 2 ประเด็นที่ค่อนข้างจะกังวล ในความเห็นผมเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการเดิมพันอนาคตของประเทศไทยใน 2 เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ 1 คือเรื่องปัญหาสแกมเมอร์ เรื่องที่ 2 คือเรื่องเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเวลานี้เรากำลังยืนอยู่ปากเหว เพราะเราใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจก็จริง แต่ไปกระตุ้นใช้ยาผิดขนานคือไปเน้นในเรื่องของการอุดหนุนการอุปโภคบริโภค

ฉะนั้น 10 ปีที่ผ่านมา เวลานี้หนี้ดับเบิ้ลเป็นสิบสองล้านล้าน แต่ความสามารถในการแข่งขันของเรายังย่ำอยู่กับที่ เรายังมีทางแก้ วิธีแก้คือเราจะต้องผลักดันในเรื่องของนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เน้นกระตุ้นในเรื่องของการลงทุน investment ทีนี้การลงทุนแทนที่เราจะไปเน้นเรื่องของเมกะโปรเจคหรือเน้นในเรื่องของโครงการน้ำประปาทานได้ 

ผมคิดว่าจะเหมาะสมกว่าถ้าผมจะขอยืมนโยบายเงินผันมาจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และทำเป็นเงินผันและลงไปในชุมชนทั้งหมด ระดับหมู่บ้าน 75,000 ชุมชน 1 ล้าน 2 ล้าน 3 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี แต่บังคับว่าจะต้องเอาไปเพื่อใช้ในการพัฒนาเครื่องมือหากิน ทีนี้เราก็ยังมีโครงการที่จะดูแลผู้สูงวัย มารดาประชารัฐ ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว แต่แนวทางดังนี้ในความเห็นผม จะทำให้ประเทศไทยฟื้นในเรื่องของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน.

“ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

ในการดีเบตครั้งล่าสุด ธีระชัยได้แสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและกระตุ้นการลงทุนในระดับชุมชน นี่เป็นแนวทางที่แตกต่างและน่าจับตามองอย่างยิ่ง

วิสัยทัศน์ของธีระชัยในการฟื้นเศรษฐกิจ

นายธีระชัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนในระดับชุมชน โดยเสนอแนวคิดการใช้เงินผันในลักษณะเดียวกับนโยบายของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช โดยมุ่งเน้นให้ชุมชนนำเงินไปใช้ในการพัฒนาเครื่องมือหากิน ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรากอย่างแท้จริง นี่เป็นแนวทางที่น่าสนใจเพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาว

นอกจากนี้ ธีระชัยยังกล่าวถึงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาสแกมเมอร์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาที่ซับซ้อนและหลากหลายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง

แนวทางการฟื้นเศรษฐกิจที่ “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน นั้นมีความแตกต่างจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ที่เน้นการอุดหนุนการบริโภค ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว การเน้นการลงทุนในระดับชุมชนและการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงเป็นแนวทางที่ยั่งยืนกว่า

ถึงแม้ว่าพรรคพลังประชารัฐจะเป็นพรรคเล็ก แต่แนวคิดของธีระชัยก็สามารถเป็นแรงบันดาลใจและจุดประกายให้เกิดการถกเถียงและพัฒนานโยบายที่สร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้

โดยรวมแล้ว วิสัยทัศน์ของธีระชัยในการดีเบตครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาเศรษฐกิจของประเทศไทยและความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน การเน้นการลงทุนในระดับชุมชนและการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา – “ธีระชัย” โชว์วิสัยทัศน์ดีเบต มั่นใจแนวทางฟื้นเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้ชัดเจน

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

“พิพัฒน์” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ย้ำภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่า 1 แน่ อีก 2 คนรอลุ้นเปิดตัวพรุ่งนี้ ตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ ว่า พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามอย่างถึงที่สุด เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นๆ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่ภาคใต้ควรได้รับการปรับปรุงเรื่องใดบ้าง เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้ขาดโอกาสมากกว่า 30 ปี ฉะนั้นหากคนใต้อยากได้โอกาสกลับคืน ตนก็พร้อมที่จะทวงคืนโอกาส โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค โดยเฉพาะเรื่องการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งมีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะภาคใต้เป็นพื้นที่จังหวัดที่ได้รับการจัดอันดับรายได้ประชากรต่อหัวยากจนที่สุดของประเทศ

ส่วนเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากบอกว่าไม่ส่งผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติต้องรับสภาพ โดยปี 2568 โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นประมาณการผิดพลาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พยายามแก้ไขปัญหาและเยียวยา เพราะที่ผ่านมาการเยียวยาค่อนข้างช้า ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการเร่งรัดโดยได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 97% ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ติดขัดโดยจะพยายามให้จบก่อนสิ้นปีนี้

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้คาดว่าจะได้ สส.กี่เก้าอี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังคงยืนยันเหมือนเดิม จะพยายามทำให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เพราะหากทำได้น้อยกว่านั้นจะเสียความตั้งใจเพื่อนๆ สส. ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สส.เขต ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคขณะนี้มีรวม 32 คน ฉะนั้นการรักษาพื้นที่เดิมถือเป็นเป้าหมาย เนื่องจากตามสถิติการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีผู้สมัครเก่าสอบไม่ผ่าน 30% แต่ต้องพยายาม เพราะมีผู้ที่ตัดสินใจมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย

ส่วนที่ขณะนี้มีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. จากพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเมืองคือการแข่งขันอยู่แล้ว เราเชื่อว่ามีการเตรียมความพร้อมมาก่อน จึงต้องมั่นใจในความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นจะเตรียมความพร้อมขนาดไหนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพรรคที่แถลงไป และทำให้คนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนจากพรรคใด

ส่วนการประชุมพรรคภูมิใจไทย วันที่ 24 ธันวาคม จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นายอนุทิน เป็นเบอร์ 1 ส่วนอีก 2 คน ขอให้รอลุ้นวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งคนเดียว เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาเห็นอยู่แล้วว่าการเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว เป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรม เราก็ไม่ทราบว่าจะพลาด หรือผิดเมื่อใด เพราะในปัจจุบันหรืออดีตหากมีความผิดพลาดขึ้นมา จะได้มีนายกฯ ที่พร้อมขึ้นมาทำงานบริหารประเทศในนามพรรคต่อไป

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ยังคงมั่นใจในศักยภาพของพรรคในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ เช่น สถานการณ์อุทกภัย แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

เป้าหมาย สส.ใต้ 30 ที่นั่งของภูมิใจไทย

การตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการเมือง การที่พรรคสามารถรักษาที่นั่งเดิมและเพิ่มจำนวน สส. ได้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคในการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ และการทำความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

การแข่งขันทางการเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีความเชื่อมั่นในความพร้อมและศักยภาพของตนเอง รวมถึงนโยบายที่ได้นำเสนอต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่าหนึ่งคน แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการบริหารประเทศในระยะยาว การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้พรรคสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศต่อไป การที่นายพิพัฒน์ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคภูมิใจไทยที่มีต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง ลุ้น “ภูมิใจไทย” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พรุ่งนี้

เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์

“ประเสริฐ” รับ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้น เชื่อ “ยศชนัน” ดึงเสียงคนยังไม่ตัดสินใจได้ หลังเปิดตัวไม่ถึงสัปดาห์คะแนนพุ่ง

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบัญชีรายชื่อ สส. ของพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏตามสื่อ โดยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคร่วมอยู่ด้วยว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคได้หารือกันในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคควรจะอยู่ในบัญชีรายชื่อ จึงได้ไปทาบทาม ซึ่งแคนดิเดตนายกฯ ได้ตอบรับ ซึ่งการจัดลำดับจะต้องพิจารณาอีกครั้ง และควรอยู่ลำดับต้น เพราะเป็นบุคคลสำคัญของพรรค แต่ชื่อที่ปรากฏต่อสาธารณะขณะนี้ เป็นรายชื่อที่เรียงตามตัวอักษร ก. – ฮ. เท่านั้น โดยในอีก 1 – 2 วันนี้ จะพิจารณาจัดลำดับอีกครั้ง ก่อนจะไปสมัครในวันที่ 28 ธันวาคมนี้

สำหรับการเปิดตัวผู้สมัครทั้ง สส.เขต และบัญชีรายชื่อนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้สมัครทั้ง 400 เขต เข้าสู่กระบวนการสรรหาของพรรคเรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ จะเปิดตัวทั้ง 400 เขต ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย และจากนั้นพรรคจะเร่งเดินหน้าหาเสียงทันที และมีกำหนดปราศรัยใหญ่ไว้แล้ว โดยเวทีแรกจะเป็นที่กรุงเทพมหานคร

ขณะที่ผลโพลกรุงเทพมหานคร ที่ขณะนี้เกือบ 50% ยังไม่ตัดสินใจ หลังเดินเครื่องหาเสียงแล้วจะสามารถดึงคะแนนเสียงในส่วนนี้มาได้มากน้อยแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า เรามั่นใจ เนื่องจากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่วัน แต่มีคะแนนนิยม มีผลโพลดีขึ้นตลอดเวลา จึงมั่นใจว่า จะสามารถแย่งคะแนนในส่วนนี้มาได้ เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คน ก็เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ คิดว่า จะโดนใจประชาชน

ส่วนได้ประเมิน หรือไม่ หลังคะแนนของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ นายประเสริฐ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ จบศาสตราจารย์ คิดว่า เป็นจุดขายจุดหนึ่ง และการที่มาลงสมัครเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ที่เดิมมีฐานคะแนนอยู่แล้ว ก็เป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ อยู่ในช่วงเวลาที่ที่ใช้พลังขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มที่

นอกจากนโยบายแล้ว นายยศชนัน จะดึงคะแนนจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจได้หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะหลังลงพื้นที่ ก็ได้รับคะแนนตอบรับเป็นอย่างดี เชื่อกระแสนิยมจะดีขึ้น จึงขอให้ติดตามความเคลื่อนไหว และนโยบายของพรรคเพื่อไทย เพราะครั้งนี้มีนโยบายที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรอง และเชื่อว่า ประชาชนให้ความมั่นใจ

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกำหนดการในการลงรับสมัครเลือกตั้งว่า ได้แบ่งให้แกนนำพรรคไปในแต่ละพื้นที่ โดยในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ที่เป็นการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต ในพื้นที่ กทม. จะนำโดยนายยศชนัน, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จังหวัดเชียงใหม่, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะไปที่จังหวัดขอนแก่น, นายประเสริฐ จะไปที่จังหวัดนครราชสีมา, นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรค จะไปที่จังหวัดนนทบุรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำพรรค จะไปที่จังหวัดสุโขทัย ส่วนวันที่ 28 ธันวาคมนี้ จะไปสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพร้อมกัน

ยัน “จาตุรนต์” ยังอยู่พรรค 

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยว่า นายจาตุรนต์ได้ทำหน้าที่นี้มาสักพักหนึ่งแล้ว โดยได้วางยุทธศาสตร์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคมา และขณะนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง จึงได้แจ้งมายังตนเอง และหัวหน้าพรรคว่า มีความประสงค์อยากทำเรื่องประชามติ และรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคก็เห็นด้วย และจะให้การสนับสนุนนายจาตุรนต์ในการขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ยืนยัน นายจาตุรนต์ ไม่ได้ออกจากพรรคเพื่อไทย เพียงแต่ภารกิจหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และขณะนี้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ยังเป็นชุดเดิม โดยมีรองประธานทำหน้าที่รักษาการ ขณะที่ประธานคนใหม่กำลังพูดคุยกันอยู่

เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์

พรรคเพื่อไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยล่าสุดเลขาธิการพรรคได้ออกมาเปิดเผยถึงรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่จะลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการดึงคะแนนเสียงจากประชาชน

ทำไม 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์จึงสำคัญ?

การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 ท่านลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาชนว่า พรรคพร้อมที่จะนำเสนอผู้ที่มีความสามารถและความเหมาะสมเข้ามาบริหารประเทศ การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้สนับสนุนอีกด้วย

นอกจากนี้ การมีชื่อของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีรายชื่อยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความจริงใจของพรรคในการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การที่ เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมและมีความมั่นใจในการแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งนี้

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยที่ เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าจะมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคมากน้อยเพียงใด

พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า เพื่อไทยเผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ จะสามารถดึงคะแนนเสียงจากประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร

ที่มา – เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เผย 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงปาร์ตี้ลิสต์ เชื่อ “ยศชนัน” ดึงเสียงคนยังไม่ตัดสินใจ

ปชป. เปิดแคมเปญ ไทยหายจน สู้ศึกเลือกตั้ง

ปชป. เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต

พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 “อภิสิทธิ์” ย้ำไม่ทนความจน ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชัน พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต “กรุงเทพฟ้าใหม่ไปไกลกว่าเดิม”

วันนี้ 22 ธันวาคม 2568 พรรคประชาธิปัตย์เปิดแคมเปญหาเสียงเลือกตั้งชื่อ “ไทยหายจน” ซึ่งจะเป็นทิศทางนโยบายของพรรคที่อาสามาเปลี่ยนแปลงให้คนไทยและประเทศไทยหลุดพ้นจากภาวะ “ทนหายใจ” ไปสู่ “ไทยหายจน”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ความจนในที่นี้ไม่ใช่จนเงินอย่างเดียว แต่ต้องการสื่อถึงความจนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น จนปัญญา เพราะปัญหาการศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ จนความคิดสร้างสรรค์ จนใจ ไม่เห็นทางแก้ปัญหา จนตรอก ไม่เห็นอนาคตที่ดีขึ้น คนไทยและประเทศไทยมีปัญหามากมาย ตั้งแต่ปัญหาเฉพาะหน้า เฉพาะตัว คือเรื่องปากท้อง รายได้น้อย ค่าครองชีพสูงมีหนี้เยอะ ฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม ภัยจากมิจฉาชีพ

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ปัญหาในระยะยาวที่เป็นปัญหาของประเทศ คือ เศรษฐกิจอ่อนแอ เทคโนโลยีล้าหลัง การศึกษาไม่ดี ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในสังคม ปัญหาสังคมผู้สูงวัย หนักที่สุดและรุนแรงขึ้นทุกวัน คือ การทุจริต คอร์รัปชั่น ปัญหานักการเมืองสีเทาที่ใช้การเลือกตั้งฟอกตัว และทุนเทาที่ใช้ตลาดหุ้นฟอกเงิน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนมองไม่เห็นทางออก ทนกันไปอย่างนี้มากว่าสิบปีแล้ว อยู่ในภาวะจำยอม จำใจ ทนหายใจไปวันๆ

พรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า คนไทยและประเทศไทยต้องไม่ทนอีกต่อไป ไม่ทนความจน ไม่ทนทุนเทา ไม่เอาคอร์รัปชั่น และขออาสามาสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ไทยหายจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังจากเปิดตัวแคมเปญแล้ว ทางพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน จะสื่อสารกับพี่น้องประชาชน ถึงนโยบายที่เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง เพื่อไปสู่เป้าหมาย “ไทยหายจน” ผ่านช่องทางการสื่อสารทุกรูปแบบ

ปัดตอบ “การดี” นั่งแคนดิเดตนายกฯ ปชป.

เมื่อถามว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ของพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการเปิดตัวในช่วงไหนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวสั้นๆ ว่า ภายในสัปดาห์นี้ ส่วน 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาธิปัตย์มี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายอนาคตศึกษา (Chief Foresight Officer) แห่ง FutureTales Lab ด้วยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้นะครับ เมื่อถามย้ำว่าแคนดิเดตนายกฯ 1 ใน 3 จะมีผู้หญิงใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้นะครับ

ปชป. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต สู้ศึกเลือกตั้ง 69

ขณะเดียวกันวันนี้ (22 ธ.ค.) พรรคประชาธิปัตย์ยังได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้ง สส.กทม. ทั้ง 33 เขต โดยก่อนการเปิดตัว พรรคได้เปิดวีทีอาร์ของ นายอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรค และวีทีอาร์ “เปิดตัวกรุงเทพฟ้าใหม่ไปไกลกว่าเดิม” หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นกล่าววิสัยทัศน์ต่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรค

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ อยากจะบอกว่าตัวเองอยู่กับพรรคมาเป็นเวลานาน ครั้งนี้มีผู้แสดงเจตจำนงสมัครลง สส.กทม. เยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งแรกที่ต้องใช้หลายกระบวนการ ตั้งแต่เปิดโอกาสให้ผู้สมัครส่งคลิปแสดงวิสัยทัศน์ แสดงเจตนาถ่ายทอดความมุ่งมั่นว่าต้องการมาทำอะไร จนให้ผู้สมัครตอบคำถาม และให้พูดถึงประเด็นปัญหาของคนกรุงเทพฯ ไล่เรียงจนถึงการสัมภาษณ์ของคณะกรรมการสรรหา ก่อนส่งให้คณะกรรมการบริหารเป็นผู้ตัดสิน

“จุดเริ่มต้นตัวเองอยากให้ทุกคนภาคภูมิใจ เพราะประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าทางพรรคเลือกถูกคนหรือไม่ เมื่อทั้ง 33 คนสวมเสื้อตัวนี้แล้วและกำลังต้องลงสู่สนามการเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร ตัวเองจะใช้เวลาช่วงต้นเพื่อที่จะบอกว่าภารกิจของพวกเราคืออะไร”

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ทั้งความสำคัญของเศรษฐกิจ ความสำคัญในแง่ระบบการบริหารราชการที่ทุกคนทราบกันดี กรุงเทพมหานครตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ทางการเมืองเหมือนกับเป็นหัวใจทางการเมืองด้วย เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะของการนำกระแสไม่มากก็น้อย บางครั้งไม่นำกระแสก็สวนกระแสไปเลย เพราะอยากยืนยันบางสิ่งบางอย่าง หลายครั้งได้เห็นว่าพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นในเขตกรุงเทพมหานคร โดยหน้าที่ สส. คือผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ซึ่งพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร พี่น้องประชาชนดูจะเข้าใจเรื่องนี้ เพราะในอดีตที่ผ่านมาประชาชนชาวกรุงเทพฯ แทบจะพูดได้ว่าเอาเรื่องพรรคการเมืองเป็นตัวตั้งในการตัดสินใจ เราจึงเห็นผลการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครมักจะไปแบบทางใดทางหนึ่ง

พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสครองใจคนมาหลายสมัย ชนะแบบท่วมท้น ทั้งการเลือกตั้ง สส. เราเคยมีผู้ว่าฯ ที่ชนะการเลือกตั้งสองครั้งในระยะเวลาที่ไม่นานมานี้ ซึ่งตัวเองเชื่อว่าหากลงท้ายปี พ.ศ. ด้วยเลข 9 ประชาธิปัตย์จะชนะมาตลอด ซึ่งคะแนนทุกคะแนนได้มาด้วยตนเองและได้รับการสนับสนุน จึงต้องถามว่าตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์มีอะไรให้กับสังคมบ้าง

นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคไป เวลาประมาณ 2 เดือน เราปักธงชัดเจนว่าเรากับพี่น้องประชาชนจะไม่ทนอีกต่อไปและสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือการเมืองสุจริต สำหรับเรื่องอุดมการณ์ความคิด ความซื่อสัตย์สุจริต การยอมรับในกระบวนการประชาธิปไตย อย่ามองว่าเป็นเรื่องนามธรรม ทุกเรื่องย่อมกลับมาสู่ปัญหาที่ใกล้ชิดกับชีวิตของพี่น้องประชาชน โดยช่วงหาเสียง ตัวเองรับรองได้ว่า “ต้องการแข่งขันเรื่องรถไฟฟ้า” ตัวเองยืนยันว่าระหว่างพรรคการเมืองที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝงกับพรรคการเมืองที่ติดขัดเรื่องผลประโยชน์ที่ทับซ้อน ใครจะทำให้พี่น้องประชาชนได้ขึ้นรถไฟฟ้าในเงื่อนไขที่ดีกว่า

จากวันนี้ไปจนถึงวันเลือกตั้งเราต้องเป็นกระบอกเสียงของจุดยืนพรรค และสิ่งที่เราบอกว่าจะไม่ทนจะต้องเริ่มต้น ต้องหาเสียงภายใต้กรอบกฎหมายบนความซื่อสัตย์สุจริต สำหรับตัวเองคนเป็นนักการเมืองที่ดีต้องมีเรื่องกฎกติกาและมารยาท ขอให้ยึดมั่นในแนวทางถูกต้อง สร้างกติกาทางการเมืองที่ดี จึงขอถือโอกาสนี้เปิดตัวผู้สมัครเพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนรู้จักผู้สมัครมากขึ้น

ช่วงท้ายนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวอวยพรให้กับผู้สมัครบอกว่า ขอให้ทุกคนมุ่งมั่นตั้งใจเดินหน้าและประสบความสำเร็จในการทำงาน เอาการเมืองสุจริตมาเปลี่ยนแปลงประเทศต่อไป

ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ปชป. 70% เป็นหน้าใหม่

หลังจากนั้น นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ทั้ง 33 เขต โดยผู้สมัครกว่า 70% เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน และทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามานั้นเข้ามาด้วยความสามารถของตนเอง และแสดงความมั่นใจในศักยภาพของผู้สมัครทั้งหมดที่จะช่วยนำพาให้ “กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ ไปได้ไกลกว่าเดิม”

สำหรับว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ 33 เขต ประกอบด้วย

เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี

เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร

เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช

เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง

เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค

เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร

เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์

เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา

เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์

เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ

เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์

เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ

เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์

เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ

เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร

เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี

เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์

เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล

เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง

เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล

เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ

เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์

เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี

เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย

เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล

เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มลฑาทิพย์ ทิพยธนาพัฒน์

เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา

เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรรณ์

เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา

เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์

เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ

เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร

แคมเปญ “ไทยหายจน” ของพรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นความพยายามในการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชน การเปิดตัวผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงและสร้างความหวังให้กับคนกรุงเทพฯ การจะบรรลุเป้าหมาย “ไทยหายจน” ได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการนำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมและการได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – ปชป. เปิดแคมเปญ “ไทยหายจน” สู้ศึกเลือกตั้ง 69 พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 33 เขต

3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. มีชื่อลูก“ภูมิธรรม-ทวี”

การเมืองไทยกำลังเข้มข้น! พรรคเพื่อไทยเปิดรายชื่อ สส. บัญชีรายชื่อ 100 คน มีชื่อแคนดิเดตนายกฯ ครบ แถมมีลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ลงสมัครด้วย มาดูกันว่าใครบ้างที่มีชื่อในบัญชีนี้ และเบื้องหลังการลาออกของจาตุรนต์คืออะไร

3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. ครบ มีชื่อ ลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ด้วย

พรรคเพื่อไทยเปิดเผยรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน ซึ่งเป็นไปตามลำดับตัวอักษร โดยมีชื่อของ 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย อยู่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าว ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นอกจากนี้ ยังมีแกนนำพรรคคนสำคัญอย่าง นายภูมิธรรม เวชชัย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รวมอยู่ด้วย

ที่น่าสนใจคือ มีบุคคลที่เพิ่งเข้ามาร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยก็มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อ สส. เช่น นายเทวัญ ลิปตพัลลภ และนายต่อศักดิ์ อัศวเหม และที่สร้างความฮือฮาคือการปรากฏชื่อทายาทนักการเมืองชื่อดังที่ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อเป็นครั้งแรก ได้แก่ นายธงธรรม เวชยชัย บุตรชายของนายภูมิธรรม และนายรวิ สอดส่อง บุตรชายของ พล.ต.อ. ทวี สอดส่อง ทำให้เห็นถึงการผสมผสานคนรุ่นใหม่เข้ากับประสบการณ์ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

ทำไมต้อง 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย?

การที่พรรคเพื่อไทยส่ง 3 แคนดิเดตนายกฯ ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมในการนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะมาถึง การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้พรรคสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุม

  • นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ: ผู้บริหารมากประสบการณ์
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: นักการเมืองรุ่นใหม่ไฟแรง
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์: หัวหน้าพรรคที่มากด้วยความสามารถ

การมี 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ทำให้พรรคมีความแข็งแกร่งและมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น หากผลการเลือกตั้งออกมาเป็นที่น่าพอใจ

นอกจากเรื่องรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อแล้ว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังได้ยืนยันถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยว่า ไม่ได้มีปัญหาใดๆ ภายในพรรค และนายจาตุรนต์ยังคงเป็นสมาชิกพรรคและมีบทบาทเหมือนเดิม เพียงแต่จะไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการทำประชามติ ซึ่งที่ผ่านมานายจาตุรนต์ได้ทุ่มเทให้กับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด

การลาออกของนายจาตุรนต์อาจทำให้หลายคนสงสัยถึงความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย แต่การยืนยันจากหัวหน้าพรรคทำให้น่าเชื่อได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทเพื่อไปทำงานที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง

การเปิดเผยรายชื่อ สส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ ถือเป็นการประกาศความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคได้รวบรวมบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การมี 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน จะเป็นจุดแข็งที่สำคัญในการดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน และทำให้พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประเทศ เราหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุด

ที่มา – 3 แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลง สส. ครบ มีชื่อ ลูก “ภูมิธรรม-ทวี” ด้วย

ยศชนัน หาเสียงครั้งแรก! อนุชาหนุนเต็มที่


“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทยลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกที่อยุธยา มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาน้ำและเกษตรกรรมอย่างครบวงจร ด้าน “อนุชา” การันตีความสามารถของยศชนัน พร้อมสนับสนุนให้คนไทยเลือกนายกฯ คนนี้ ขณะที่ “จุลพันธ์” เปิดนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พท. พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. อาทิ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา นาคาศัย ลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นการลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ โดยช่วงหนึ่งมีประชาชนสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบจากน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่รับน้ำ จึงต้องการให้มีการบริหารจัดการกระจายน้ำไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน พร้อมทั้งขอให้พิจารณาเรื่องการเยียวยาที่ผ่านมา ซึ่งมักจะได้รับเงินช่วยเหลือหลังจากน้ำลดลงแล้ว

นายยศชนัน กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข การกำหนดนโยบายจากในห้องประชุมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น การลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการก่อนหลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ เรื่องราคาสินค้าเกษตรเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลอย่างครบวงจร ทั้งในเรื่องราคาตกต่ำและการปลูกพืชนอกฤดูกาล รวมถึงการเจรจากับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม การเยียวยาต้องมีความเหมาะสม และจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา และการแก้ไขปัญหาน้ำไม่ใช่แค่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ต้องพิจารณาถึงต้นน้ำด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการขนาดใหญ่เกี่ยวกับน้ำ แต่ถูกระงับไป

ยศชนัน ลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรก! อนุชาหนุนเต็มที่

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่า แม้จะมีปัญหาที่ชายแดน แต่ไม่ควรละเลยประชาชนที่อยู่เบื้องหลัง ชาวเสนานั่งแช่น้ำมา 3 เดือน เช่นเดียวกับชาวหาดใหญ่ที่ไม่ควรถูกลืม รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและเยียวยาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว สภาพน้ำในเสนาลดลงไม่เกินคืบจากครั้งก่อนที่เคยมา ส่วนการเยียวยาจากรัฐบาล 9,000 บาทได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ 20,000 บาท ยังไม่ได้รับ จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้ สำหรับราคาพืชผล สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีโครงการจำนำข้าวที่ทำให้เงินถึงมือเกษตรกรอย่างแน่นอน แต่ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้แล้ว จึงต้องเปลี่ยนกลไก วันนี้พรรคเพื่อไทยขอนำเสนอนโยบายด้านการเกษตร คือ การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ซึ่งเป็นนโยบายที่จะขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะแก้ไขทั้งราคาพืชผลเกษตรและปัญหาน้ำ หากได้รับโอกาสในการทำงาน

อนุชา การันตี ยศชนัน เป็นคนเก่ง

ขณะที่นายอนุชา กล่าวว่า เข้าใจถึงชีวิตของชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ และเป็นผู้สร้างรายได้แรกของแผ่นดิน เหตุผลที่ทำให้คิดถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะทั้งสองท่านทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีความหวังในอนาคต วันนี้นายยศชนัน คือว่าที่นายกฯ ของเรา จากการพูดคุยพบว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถ ตนยอมรับในสติปัญญาและวิสัยทัศน์ของท่าน ยืนยันได้ว่าเป็นคนเก่งของประเทศ เพราะคิดแบบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ไม่ต้องคาดเดาหรือพยากรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนชื่นชม และรับรองได้ว่าประเทศไทยจะได้คนดีมีความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน จึงขอให้ประชาชนบอกต่อคนไทยทั้งประเทศ ให้สนับสนุนนายกฯ คนนี้มาดูแลประเทศของเรา และนำพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียว เพื่อให้พี่น้องชาวนาอยู่ดีกินดีอย่างแน่นอน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจและอาจเป็นทางออกสำหรับเกษตรกรไทยได้

ที่มา – “ยศชนัน” ลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรก “อนุชา” การันตีคนเก่ง ขอให้คนไทยเอานายกฯคนนี้

“ชญาภา” วอนหยุดโจมตีการเมืองด้วยเรื่องอดีต!

“ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตมาดิสเครดิตโจมตีการเมือง พ้อแค่ความคิดผิดในอดีตก็แย่พอแล้ว ยืนยัน ครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ ไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของตนเองซึ่งเป็นเรื่องในอดีต และได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน ไปเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของนายยศชนัน ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก ขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองว่า ครอบครัวของตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ และไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีต และยืนยันว่าครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ

นางสาวชญาภา เผยต่อไปว่า ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ จึงอยากวอนขอความกรุณาให้งดเว้นการเผยแพร่หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตมาใช้โจมตีในทางการเมือง เพราะเพียงแค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เคยคิดผิดในอดีตไปก็แย่พอแล้ว” และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของนายยศชนัน

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

จากกรณีที่นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ออกมาขอร้องให้หยุดนำเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตของเธอมาใช้ในการโจมตีทางการเมือง กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องส่วนตัวในอดีตจึงถูกนำมาโยงกับการเมืองได้ และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อนายยศชนัน

การออกมาเรียกร้องของนางสาวชญาภา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและครอบครัว รวมถึงต้องการให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยปราศจากการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อื่น

ประเด็นสำคัญที่นางสาวชญาภาย้ำคือ ครอบครัวของเธอเป็นคนไทยที่รักชาติ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากความสัมพันธ์ในอดีต การออกมาพูดในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และต้องการให้สังคมเข้าใจว่า เรื่องส่วนตัวของเธอไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทำความเข้าใจสถานการณ์ “ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการใช้ข้อมูลส่วนตัว หรือเรื่องราวในอดีตมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่เพียงแต่จะทำร้ายผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการเมืองโดยรวมอีกด้วย

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่จุดประกายให้สังคมได้ทบทวนถึงจริยธรรมในการนำเสนอข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ

สำหรับการเลือกที่จะเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้น ผู้บริโภคควรใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การที่นางสาวชญาภาออกมาเรียกร้องให้หยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมืองนั้น สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย และควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเน้นการแข่งขันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ การเมืองควรเป็นการแข่งขันด้วยนโยบายและความสามารถ ไม่ใช่การขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวมาทำลายกัน

ที่มา – “ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

Scroll to top