แถลงนโยบายรัฐบาล

“พริษฐ์” บอก นายกฯ ไม่ทำการบ้าน คดี 44 สส.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองแบบชิลๆ แต่ร้อนแรงกับประเด็น “พริษฐ์” บอก นายกฯ นั่นแหละไม่ทำการบ้าน แบ่งงานตามการเมือง พร้อมรับมือคดี 44 สส. พริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ออกมาแถลงข่าวแบบจัดเต็ม หลังจากถูกประธานสภา “โสภณ” ปิดประชุมกะทันหัน ไม่ให้ใช้สิทธิ์พาดพิงนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หลังแถลงนโยบายเสร็จ ฮ่าๆ เหตุการณ์นี้มันดราม่ามาก!

เพื่อนๆ รู้มั้ย พริษฐ์บอกว่าตัวเองเคารพนายกฯ เลยไม่อยากขัดตอนแถลง แต่ยื่นแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อขอพูดท้ายสุดตามระเบียบสภาแล้วนะ แต่ดันโดนปิดซะก่อน สวนกลับแบบแซ่บๆ ว่าคนที่ไม่ทำการบ้านจริงๆ คือ “นายกฯ นั่นแหละ!” โดยเฉพาะเรื่องแบ่งคลัสเตอร์งานรัฐบาล

“พริษฐ์” บอก นายกฯ นั่นแหละไม่ทำการบ้าน แบ่งงานตามการเมือง พร้อมรับมือคดี 44 สส.

มาดูประเด็นหลักกันเลย พริษฐ์ชี้ 2 เรื่องใหญ่ที่ถูกพาดพิง ประเด็นแรกคือกระทรวงเกษตรฯ ถูกโยนไปอยู่ใต้คลัสเตอร์ของ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ ดูแลอุดมศึกษา วิทย์ฯ แทนที่จะให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ กระทรวงพาณิชย์ดู เพราะเกษตรมันเกี่ยวกับเศรษฐกิจการค้าอาหารนะ ไม่ใช่สวัสดิการสังคม!

พริษฐ์ย้ำ “คนที่ไม่ได้ทำการบ้านไม่ใช่ผม แต่เป็นนายกฯ ที่แบ่งงานตามโจทย์การเมือง เพราะสุริยะ รุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีเกษตรมาจากเพื่อไทย เลยโยนไปคลัสเตอร์สังคม” โอ้โห แบบนี้สะท้อนว่ารัฐบาลคิดถึงพรรคตัวเองมากกว่าประเทศจริงๆ มั้ยล่ะ?

พริษฐ์ พร้อมรับมือคดี 44 สส. แบบทุกสถานการณ์

อีกประเด็นร้อน คดี 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกลที่ ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกาแล้ว พริษฐ์ยืนยันพรรคประชาชนพร้อมทุกอย่าง มีแผนรองรับเต็มที่ ยื่นคำร้องศาลขอไม่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 สส. เพราะไม่กระทบพยานหลักฐาน ชี้แจงว่าประชาชนเลือกมา ต้องทำหน้าที่จนสุดทาง นพ.วาโย รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมายดูแลรายละเอียด

ส่วนเลขาฯ พรรคลาออกแน่ ตามที่เคยให้คำมั่น ไม่เกี่ยวกับคดีนี้ แถมชวนจับตาคดีฮั้ว สว. ที่ค้าง กกต. ว่าความเห็นไหนจะชนะ มีคณะไต่สวนเห็นมูลฟ้อง แต่คณะวินิจฉัยชุดอื่นบอกไม่ต้องฟ้อง ต้องดูว่ากกต.เร่งรัดมั้ยช่วงสงกรานต์

  • การตรวจสอบนโยบาย: พรรคเดินหน้าต่อ ไม่หยุดแค่วันนี้ ผิดหวังที่นายกฯ ชี้แจงแต่พูดถึงตัวเองเยอะ ไม่ตอบนโยบายหายไป เช่น แผนพลังงาน ระยะสั้นยาว
  • ครม.เงา: จะติดตามรัฐบาลแบบเงา ใช้กลไกสภาและประชาชน รอประกาศรายละเอียด
  • กมธ.ตรวจสอบเลือกตั้ง: ยื่นญัตติแล้ว หวังทุกพรรคร่วม หา consensus ปรับกติกาให้โปร่งใส เช่น เปิดใบคะแนนเร็ว สื่อสังเกตได้

พริษฐ์บอกแม้เลือกตั้งผ่านไป แต่ไม่อยากให้ซ้ำรอย ต้องมีกมธ.วิสามัญตรวจสอบย้อนหลังและเสนอแก้ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. ให้ประชาชนเชื่อมั่นครั้งหน้า

เป็นกันเองหน่อยนะเพื่อนๆ ผมว่าประเด็นนี้มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรโฟกัสภารกิจประเทศมากกว่าการเมืองพรรคพวก การแบ่งคลัสเตอร์แบบนี้ เกษตรกรเดือดร้อนนะ! และคดี 44 สส. ก็เป็นบททดสอบกระบวนการยุติธรรม ถ้าพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์แบบพริษฐ์ ก็ให้กำลังใจไปเลย

สุดท้าย อยากชวนทุกคนติดตามต่อ และคิดตามว่าควรมีครม.เงาจริงมั้ย? หรือกมธ.ตรวจเลือกตั้งจำเป็นแค่ไหน คอมเมนต์บอกความเห็นคุณด้านล่างเลยนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน!

ที่มา – “พริษฐ์” บอก นายกฯ นั่นแหละไม่ทำการบ้าน แบ่งงานตามการเมือง พร้อมรับมือคดี 44 สส.

อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน ปิดประชุมหนี

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ร้อนแรงในสภา ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ของวงการการเมืองไทย เมื่อ อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน อย่างไม่ไว้หน้า ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ลุกขึ้นโต้กลับการอภิปรายของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.พรรคประชาชน อย่างดุเดือด โดยชี้ว่าอีกฝ่ายไม่ทำการบ้านมากพอ สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนที่ติดตาม

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 10 เมษายน 2567 ณ อาคารรัฐสภา ในการประชุมวาระด่วนแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายอนุทินเริ่มต้นด้วยการขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายที่ให้ข้อเสนอแนะ แต่ไม่ยอมให้มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลโยนงานหรือไม่รับผิดชอบ เขายืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนถูกคัดเลือกมาอย่างรอบคอบ และพร้อมทุ่มเททำงาน หากใครล้มเหลวก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง

อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน

จุดไคลแมกซ์คือตอนที่ อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน โดยตรง โดยบอกว่านายพริษฐ์ที่เพิ่งอภิปรายปิด ไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดี เช่น การจัดคลัสเตอร์พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ดูแลโดยนายยศชนัน ไม่ใช่โยนให้พรรคเพื่อไทยอย่างที่กล่าวหา นายอนุทินย้ำสไตล์การบริหารของตัวเองที่สั่งงานโดยรู้จักความสามารถของแต่ละคน เหมือนตอนทำธุรกิจเอกชนที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

นายกฯ ยังเล่าว่า รัฐมนตรีที่ล้มเหลวต้อง ‘ไปเก็บของ’ และตัวเขาเองก็ให้ความสำคัญกับสภา โดยไลน์เตือนรัฐมนตรีให้มาร่วมฟังอภิปราย ไม่ใช่โยนงานอย่างที่ถูกกล่าวหา นี่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดนี้ในการทำงานจริงจัง

ลุยน้ำจริง ไม่ใช่สร้างภาพหลัง อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน

อีกประเด็นที่นายอนุทินโต้ว่าลุยงานหนักจริง ไม่ใช่สร้างภาพ เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ที่สั่งการ ร.อ.ธรรมนัส ลุยแก้ปัญหา โดยตัวเขาเองก็ลงพื้นที่จริง น้ำท่วมลึกไม่ใช่แค่หัวเข่าแล้วกดตัวลงถ่ายรูป เขาเน้นย้ำว่า ‘ไปรบก็ไป น้ำท่วมก็ลุย’ เพื่อรู้ปัญหาจริงจากหน้างาน ไม่ใช่รับรายงานอย่างเดียว

ครม.ทุกคนพร้อมทุ่มเทเพื่อประชาชน

นายอนุทินยืนยันว่านโยบาย 23 ข้อจะผลักดันให้สำเร็จภายใน 4 ปี รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ และจะบริหารราชการอย่างเต็มที่เพื่อความก้าวหน้าของชาติ เขาขอให้ทุกฝ่ายพูดความจริง ไม่ปั้นน้ำเป็นตัว และพร้อมขอโทษหากทำพลาด

  • ขอบคุณสภาที่ให้ข้อเสนอแนะ
  • ยืนยันคัดเลือก ครม. อย่างรอบคอบ
  • บริหารแบบรู้จักคน ไม่โยนงาน
  • ลุยหน้างานจริง ไม่สร้างภาพ
  • ทุ่มเททุกสรรพกำลังรับใช้ประชาชน

ประธานสั่งปิดประชุมทันทีหลังขอสิทธิ์พาดพิง

หลังนายอนุทินปิดการปราศรัย นายพริษฐ์ขอใช้สิทธิ์พาดพิงโต้กลับเรื่องไม่ทำการบ้าน แต่ประธานสภา นายโสภณ ซารัมย์ สั่งปิดประชุมทันที เวลา 22.13 น. ทำให้เหตุการณ์จบลงแบบกะทันหัน สร้างกระแสวิจารณ์ในโซเชียล

เหตุการณ์นี้สะท้อนการเมืองไทยที่เข้มข้น รัฐบาลใหม่ของพรรคภูมิใจไทยเริ่มต้นด้วยการตอบโต้ที่แข็งกร้าว แสดงถึงความไม่ยอมแพ้ต่อคู่แข่งอย่างพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตคู่ปรับจากพรรคก้าวไกล ประชาชนคงต้องจับตาว่ารัฐบาลจะทำตามนโยบายที่แถลงไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ น้ำท่วม และชายแดน

สำหรับเราในฐานะประชาชน สิ่งสำคัญคือติดตามผลงานจริง ไม่ใช่คำพูดในสภา คุณคิดว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่ครบเทอมไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” ซัด “พริษฐ์” ไม่ทำการบ้าน ประธานสั่งปิดประชุมหนี หลังขอใช้สิทธิ์พาดพิง

“ไอติม” อัด ครม.อนุทิน “รัฐบาลผู้รับเหมา” 5 พฤติกรรม

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส “ไอติม” อัด ครม.อนุทิน คือ “รัฐบาลผู้รับเหมา” แจงยิบ 5 พฤติกรรมที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ นะครับ ในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไอติม” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้อภิปรายแบบแซ่บๆ สรุปภาพรวมนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชวนศรีนาคินทร์ เปรียบเทียบว่ารัฐบาลนี้เหมือน “ผู้รับเหมาที่จะโดนขึ้นบัญชีดำ” เลยทีเดียว ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่คนไทยกำลังลำบาก รัฐบาลควรแก้ปัญหาได้ตั้งแต่วันแรก แต่ดันทำเหมือนมือใหม่ซะงั้น!

“ไอติม” อัด ครม.อนุทิน คือ “รัฐบาลผู้รับเหมา” แจงยิบ 5 พฤติกรรมที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ

ไอติมชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มืออาชีพ แต่มีพฤติกรรม 5 ข้อ เหมือนผู้รับเหมาที่ผิด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง จะโดนขึ้นบัญชีดำแน่ๆ มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

1. เบี้ยวสัญญา

พรรคภูมิใจไทยเคยโอ้อวดว่า “พูดแล้วทำ” แต่ตอนนี้เบี้ยวสัญญาตั้งแต่วันแรก เช่น ค่าไฟที่สัญญาลดเหลือ 3 บาท/หน่วย สำหรับ 200 หน่วยแรกทุกครัวเรือน แต่สุดท้ายลดให้แค่ครึ่งประเทศที่ใช้ไม่ถึง 200 หน่วย และไม่แม้แต่เขียนในนโยบาย! เรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาชน 20 ล้านคนอยากได้ฉบับใหม่ แต่ไม่ยอมใส่ในแถลงนโยบายสักบรรทัด รัฐมนตรีมืออาชีพก็ตั้งแค่ 3 คนตามเอกสารส่ง กกต. แต่ประชาชนอยากได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมัน ไม่ใช่แค่นับคน!

2. ส่งงานล่าช้า

วิกฤตพลังงาน รัฐบาลตามหลังปัญหาตลอด น้ำมันขาด รอสัปดาห์กว่าจะสั่งรายงานสต๊อก ประชาชนเรียกตรวจกักตุน ดันหาว่าประชาชนกักเอง ภาษีลาภลอยศึกษาตั้งแต่ 2565 ยังไม่ทำ! ปล่อยราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทคืนวันพุธ 25 มี.ค. 2569 ก่อนสภาปิด รอปกป้องตัวเอง แผนเยียวยา 2 สัปดาห์แล้วยังไม่มีเงินถึงมือคน วิกฤต PM2.5 ภาคเหนือรู้ล่วงหน้าเป็นเดือน ยังไม่เตรียมหน้ากากหรืองบดับไฟ!

3. ลดสเปก

นโยบายชอบห้อย “พลัส” แต่จริงๆ เป็นดอกจันทร์ซ่อนเงื่อน! ราคามะพร้าว 7-10 บาท/ลูก แต่จริง 3-5 บาท ล้งกลางกลายเป็นล้งชุมชน ปุ๋ยขาด-ขึ้นราคา แม้บอกควบคุม กองทุนประกันภัยพิบัติ สัญญาเบี้ย 1,000 บาท/ครัวเรือน เยียวยา 100,000 บาท แต่แถลงนโยบายไร้ตัวเลข ชาวบ้านไม่มั่นใจ!

4. โยนงาน

เหมือนพ่อค้าคนกลาง โยนวิกฤตชายแดนให้กองทัพ ฝุ่นให้ผู้ว่าราชการ น้ำท่วมหาดใหญ่ให้คณะกรรมการใหม่ๆ พัฒนาทุนมนุษย์โยนให้พรรคร่วม กระทรวงศึกษาถึงคนที่ 3 จากพรรคอื่น นายกฯ ต้องรับผิดชอบเอง ไม่ใช่คลัสเตอร์เพื่อการเมือง!

5. มีข้อครหาทุจริต

นายกฯ พูดสวยเรื่องโปร่งใส Super Licence แต่ตั้งรองนายกฯ พิพัฒน์ ดูวิกฤตพลังงาน ทั้งถือหุ้นน้ำมัน ผลประโยชน์ทับซ้อน! คดีโกง สว. 134 คนในสำนวนเดียว สว. ไม่ใช่พรรคนายก แต่ฐานอำนาจน่าสงสัย เลือกตั้งสุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทยคะแนนพลิก บาร์โค้ดตรวจได้ ขรก.มหาดไทยโยกย้าย!

ไอติมหวังว่ารัฐบาลจะปรับปรุง ฝ่ายค้านจะเฝ้าติดตาม ถ้าไม่เปลี่ยน สภาต้องขึ้นบัญชีดำ! “ไอติม” อัด ครม.อนุทิน คือ “รัฐบาลผู้รับเหมา” แจงยิบ 5 พฤติกรรมที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ นี่แหละที่ทำให้คนสนใจ คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำได้ดีกว่านี้มั้ย? ลองคอมเมนต์บอกความเห็นด้านล่างนะครับ แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ช่วยกันติดตามการเมืองไทยให้โปร่งใส!

ที่มา – “ไอติม” อัด ครม.อนุทิน คือ “รัฐบาลผู้รับเหมา” แจงยิบ 5 พฤติกรรมที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง”

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจถดถอย “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะจากปากของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

นายอัครเดช ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้เลือกที่จะเข้ามาบริหารท่ามกลางวิกฤต แต่เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจ ก็ต้องทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุด เขาเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจว่า “คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ ฉันใดนั้น การเป็นรัฐบาลก็เลือกที่จะเป็นไม่ได้” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบหลังโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกรและแรงงานรายได้น้อย

จากนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มี 5 นโยบายหลักครอบคลุมเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยว นายอัครเดชจึงฝากหลักการ “4 ตรง” เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือสูตรลับที่เขามั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สูตร “4 ตรง” จาก “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน

  • ตรงเป้า: คัดกรองกลุ่มเดือดร้อนที่สุด เช่น กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานรายได้น้อย ที่กำลังถูกวิกฤตพลังงานบีบคั้น ต้องช่วยเหลือคนที่ต้องการมากที่สุดก่อน
  • ตรงจุด: แก้ปัญหาให้ตรงความต้องการจริง เช่น ลดต้นทุนการผลิต ยกระดับราคาพืชผลเกษตร ทำให้เกษตรกรไม่ต้องขาดทุนจากน้ำมันแพงแต่ผลผลิตราคาตก
  • ตรงเวลา: มาตรการต้องรวดเร็ว ทันท่วงที เพราะวิกฤตพลังงานกำลังกระทบประชาชนเดี๋ยวนี้ อย่ารอช้าเดี๋ยวสถานการณ์ยิ่งแย่
  • ตรงไปตรงมา: ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการคอร์รัปชัน เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ

นายอัครเดช เน้นย้ำว่า “วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน ท่านต้องคัดเป้าหมายว่ากลุ่มไหนเดือดร้อนที่สุดก็นำกลุ่มนั้นมาดูแลก่อน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ราคาพืชผลต่ำลง” คำพูดนี้ชัดเจนและเข้าถึงใจประชาชนที่กำลังลำบาก

นอกจากนี้ เขายังให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักให้เกิดผลจริง และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะปราศจากการทุจริต สูตร “4 ตรง” นี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกกระทรวงควรนำไปใช้ทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาก รัฐบาลอนุทินจึงต้องเร่งมาตรการลดราคาพลังงานชั่วคราวควบคู่กับพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลที่ไทยมีศักยภาพสูง นอกจากนี้ การอุ้มกลุ่มเปราะบางด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเงินอุดหนุนตรง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อ เพิ่มการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผม สูตร “4 ตรง” ที่ “อัครเดช” ฝากไว้เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง หากรัฐบาลนำไปใช้จริง จะเห็นผลชัดเจนภายในปีนี้ โดยเฉพาะการช่วยเกษตรกรที่เป็นฐานรากของชาติ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อีกด้วย

คุณคิดอย่างไรกับสูตร “4 ตรง” นี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญนะครับ เชื่อว่านโยบายดีๆ แบบนี้จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตไปได้!

ที่มา – “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

ในวันที่ 10 เมษายน 2569 น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างดุเดือดในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระแถลงนโยบายรัฐบาล โดยตรงดิ่งไปที่ประเด็นสำคัญคือ พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ที่ประชาชนชัดเจนว่าต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ทันที พรรคประชาชนยืนยันไม่ฝากความหวังกับรัฐบาล แต่จะเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเอง

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

หลังการเลือกตั้งและประชามติเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลออกมาชัดเจน ประชาชนกว่า 21.6 ล้านคนลงคะแนนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทิ้งกติกาเดิมจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกวิจารณ์หนัก น.ส.พนิดา ย้ำว่าจำนวนนี้มากกว่าคะแนนพรรคประชาชนถึงสองเท่า และเหนือกว่าคะแนนเห็นชอบเดิม 5 ล้านเสียง แสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเสียงจากทุกภาคส่วน รวมถึงผู้สนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลด้วย

แต่ที่น่าเสียดายคือ รัฐบาลภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้แม้แต่คำเดียวในแถลงนโยบาย น.ส.พนิดาชี้ว่านี่คือหลักฐานว่ารัฐบาลและองคาพยพได้รับประโยชน์โดยตรงจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้อำนาจมหาศาลแก่กลุ่มคนเดิมๆ

พนิดา ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ชี้กลุ่มประโยชน์ทับซ้อน

น.ส.พนิดาวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจที่บิดเบี้ยว โดยยกตัวอย่างกลุ่มที่ได้ประโยชน์:

  • สว.และองค์กรตรวจสอบ: สว.ที่มาจากเครือข่ายเดียวกันเลือกศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทำให้ตรวจสอบกันเอง
  • กกต.: จัดการเลือกตั้งแบบไม่โปร่งใส แต่ไม่สามารถถอดถอนได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ให้ประชาชนมีอำนาจ
  • สตง.: มีอำนาจตรวจเงินแผ่นดินแต่ไม่รับผิดชอบเหตุตึกถล่ม ตรวจสอบกันเองไม่ได้ผล
  • ศาลรัฐธรรมนูญ: 9 ตุลาการตัดสินยุบพรรค ตัดสิทธินักการเมืองที่มาจากเลือกตั้ง ขณะปกป้องคณะรัฐประหาร
  • รัฐบาล: กำหนดบริการสาธารณะเอง ประชาชนเหลือแค่รอรับ ไม่มีสิทธิเรียกร้องเต็มที่

ทั้งหมดนี้เป็น “คนสีเดียวกัน” ที่ไม่ฟังเสียงประชาชน ชอบขัดหลักการ และเมินความเห็นสาธารณะ นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง

พรรคประชาชนเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา

ไม่รอรัฐบาล พรรคประชาชนลงมือทันที นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอร่างแก้ไขรายมาตราแล้ว โดยมุ่งที่มา อำนาจ และการถอดถอนองค์กรอิสระ หลังกกต.จัดการเลือกตั้งจนดัชนีโปร่งใสตกต่ำ น.ส.พนิดาขอเชิญชวน ส.ส.ที่เคยเห็นด้วยให้โหวตสนับสนุน

นอกจากนี้ยังตั้งคำถามถึงอนาคตรัฐธรรมนูญ จะดึงร่างเดิมกลับมาพิจารณาภายิน 60 วัน? ครม.จะเสนอร่างใหม่ประกบร่างพรรคเพื่อไทยหรือไม่? ท้าทายให้รัฐบาลกล้าขึ้นมาชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญใหม่จะมีเนื้อหาอย่างไร

ความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไทย

รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจคสช. ทำให้การเมืองไทยติดขัด การแก้ไขรายมาตราเป็นทางออกที่เป็นไปได้ โดยไม่ต้องรอร่างใหญ่ทั้งฉบับ ช่วยลดจุดอ่อนเรื่ององค์กรอิสระที่ล้นอำนาจ เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากรัฐบาลยังเมิน จะยิ่งเสียความน่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ประชามติ 21.6 ล้านเสียงคือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน รัฐบาลควรรับฟังและลงมือทำทันที มิเช่นนั้นพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาชนจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเอง

CTA: คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงเรื่องรัฐธรรมนูญใหม่กันเถอะ!

ที่มา – “พนิดา” ซัดรัฐบาลเมินประชามติ 21.6 ล้านเสียง ลั่นปชน.เดินหน้าเสนอร่างแก้ไขรายมาตรา

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” ฟื้นหนองหาร

ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายสิรภพ สมผล ส.ส.สกลนคร พรรคกล้า ได้อภิปรายวิจารณ์นโยบายการเกษตรของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยย้ำว่ารัฐบาลนำเสนอแต่เรื่องสวยหรูอย่าง AI บิ๊กดาต้า สมาร์ทฟาร์มมิ่ง แต่ละเลยปัญหาพื้นฐานของเกษตรกรรายย่อย ท่ามกลางกระแสที่“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

นายสิรภพแสดงความผิดหวังต่อนโยบายเกษตรที่รัฐบาลประกาศ โดยชี้ว่าปัญหาหลักของเกษตรกรคือขาดที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ ทุนทรัพย์ และติดหนี้สิน รัฐบาลแก้ปัญหาแค่พักหนี้ ยืดหนี้ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ยั่งยืน “คำถามคือรัฐบาลกล้าทำจริงหรือไม่ เพราะต้องแตะโครงสร้างและเผชิญหน้ากับกลุ่มทุน” เขากล่าว

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย น้ำมัน แต่รัฐบาลเน้นราคาขายมากกว่าต้นทุนชีวิตชาวบ้าน การช่วยเหลือแบบเหมาเข่งทั่วประเทศก็ล้มเหลว เพราะแต่ละพื้นที่ต่างเงื่อนไขกัน

ปัญหาหนองหาร: ตัวอย่างความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

นายสิรภพยกตัวอย่างจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะพื้นที่รอบหนองหาร ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้ตั้งถิ่นฐานมานาน พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ควรแก้ใน 5 ปี แต่ 85 ปีผ่านไป ปัญหายังค้างคา ชาวบ้านจากเจ้าของกลายเป็นผู้บุกรุก “ชาวบ้านรอเอกสารสิทธิ์จนตาย 2 รอบ ปัญหานี้เกิดทั่วประเทศ รัฐต้องจริงใจ”

ปัญหาวัชพืชในหนองหารกว่า 77,000 ไร่ รัฐใช้งบกำจัดปีละหลายสิบล้าน แต่ไม่สร้างมูลค่า เขาเสนอปลดล็อกผังเมือง สร้างโรงงานปุ๋ยจากวัชพืช ลดต้นทุนเกษตรกร

ยังเรียกร้องเร่งโครงการ “ชีวธรรมเวทย์นคร” พัฒนาหนองหารน้อยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หลังได้งบ 50 ล้านแต่ถูกแช่แข็งจากปัญหาการเมือง

กว๊านพะเยาโมเดล: แนวทางแก้ปัญหาที่พิสูจน์แล้ว

ทางออกที่นายสิรภพเสนอคือ“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร โดยให้รัฐบาลปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เคยพัฒนากว๊านพะเยาจนสร้างรายได้และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง โมเดลนี้สามารถนำมาปรับใช้ฟื้นฟูหนองหารได้ทันที

  • ข้อดีของกว๊านพะเยาโมเดล: สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน
  • แก้ปัญหาน้ำและที่ดิน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
  • ลดการใช้งบกำจัดวัชพืชโดยเปลี่ยนเป็นทรัพยากร

นโยบายเกษตรต้องมองรากเหง้า ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู การนำกว๊านพะเยาโมเดลมาฟื้นหนองหารจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สรุปแล้ว รัฐบาลต้องกล้าทำจริงเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่พูดแล้วทำ แต่ทำแล้วได้ผล เพราะผู้รับผลคือเกษตรกรและชาวบ้าน

ความเห็นของเรา: แนวคิดนี้สมเหตุสมผล หากรัฐนำไปปฏิบัติ จะช่วยพลิกโฉมภาคเกษตรอีสานได้ คุณคิดอย่างไรกับ “กว๊านพะเยาโมเดล” ในการฟื้นหนองหาร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ ต่อไป!

ที่มา – “สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

“สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวธุรกิจญาติ

การเมืองไทยในช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “สิริพงษ์” อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม ออกมาโต้กลับ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หลังถูกอภิปรายพาดพิงเรื่องความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือญาติ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมนักการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน

“สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร”

วันที่ 10 เมษายน 2567 นายสิริพงษ์ได้ลุกขึ้นชี้แจงในที่ประชุมอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า บริษัทที่ “ไอซ์” กล่าวอ้างนั้นเป็นของลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่แม่เดียวกันกับบิดาของตน แม้จะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดในฐานะญาติห่างๆ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในเชิงธุรกิจใดๆ เลย นอกจากนี้ นายสิริพงษ์ยังขอบคุณที่ “ไอซ์” กรุณาโยงประเด็นให้ และชี้ว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียก็เต็มไปด้วยข่าวลือเช่นนี้ แต่ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น นายสิริพงษ์ยกตัวอย่างกรณีของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งเป็นพี่น้องกันแต่ไม่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจเชื่อมโยงกัน คล้ายกับสถานการณ์ของตนเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความเป็นญาติไม่ได้แปลว่าต้องมีธุรกิจร่วมกันเสมอไป

บริบทการอภิปรายของ “ไอซ์” รักชนก

“ไอซ์” รักชนก ซึ่งเป็น ส.ส. จากพรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยพาดพิงถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนายสิริพงษ์ โดยอ้างว่ามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือญาติ ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐมนตรีช่วยคมนาคมคนนี้ ประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีรัฐบาล โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคมที่กำลังมีโครงการใหญ่ๆ มากมาย เช่น รถไฟฟ้า สนามบิน และทางด่วน

ประวัติและบทบาทของนายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ

นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สังกัดพรรครัฐบาล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบนโยบายสำคัญหลายด้าน ก่อนหน้านี้ในปี 2566 เขายังไม่ได้เป็น ส.ส. และในปี 2568 ก็ไม่มีอำนาจบริหารใดๆ ที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวของญาติ การชี้แจงครั้งนี้จึงช่วยคลายข้อกังขาได้ไม่น้อย

  • ไม่มีอำนาจบริหาร: ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา นายสิริพงษ์ไม่มีบทบาทในการตัดสินใจโครงการรัฐ
  • ญาติห่างๆ: ลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่เชื้อสายตรง ไม่มีหุ้นหรือส่วนได้เสีย
  • ตัวอย่างเปรียบเทียบ: คล้ายสุริยะ-ธนาธร ที่ญาติแต่แยกทางธุรกิจชัดเจน
  • โซเชียลมีเดีย: ข่าวลือแพร่กระจาย แต่ข้อเท็จจริงยืนยันไม่เกี่ยว

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

กรณี “สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร” นี้ สะท้อนถึงวัฒนธรรมการตรวจสอบกันในสภา ซึ่งเป็นกลไกประชาธิปไตยที่ดี แต่บางครั้งก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ข่าวลือแพร่เร็ว ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้รัฐมนตรีทุกคนต้องโปร่งใส แสดงเอกสารรับรองผลประโยชน์ทับซ้อนให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ในขณะที่ฝ่ายค้านก็ควรมีหลักฐานหนักแน่นก่อนอภิปราย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการเมืองดราม่าเปล่าๆ

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง แทนการโต้เถียงด้วยอารมณ์ มันช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายสิริพงษ์ในฐานะนักการเมืองที่มั่นใจและมีข้อมูลรองรับ หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นมาก

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร”

“ประเสริฐ” ยันผ่านตรวจคุณสมบัติ รมต. ไม่เกี่ยว MOU ป.ป.ช.

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ เมื่อ“ประเสริฐ” ยันผ่านการตรวจคุณสมบัติ รมต. อย่างดีแล้ว ไม่เกี่ยวทั้ง MOU และ ป.ป.ช. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ขึ้นชี้แจงอย่างชัดเจนในรัฐสภา หลังจากถูก ส.ส.ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับ MOU สแกนม่านตาในสมัยเป็นรัฐมนตรีดีอี และเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เรื่องนี้กลายเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก เพราะสะท้อนถึงความโปร่งใสของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล

“ประเสริฐ” ยันผ่านการตรวจคุณสมบัติ รมต. อย่างดีแล้ว ไม่เกี่ยวทั้ง MOU และ ป.ป.ช.

เมื่อเวลา 18.20 น. วันที่ 10 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายประเสริฐได้ให้ข้อมูลอย่างละเอียด โดยยืนยันว่าตนเองผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างรอบคอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี จึงไม่มีปัญหาใดๆ ในการดำรงตำแหน่ง นอกจากนี้ยังปัดข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ MOU สแกนม่านตาที่เชื่อมโยงกับนายเบน สมิธ ผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมข้ามชาติจากแก๊งสแกมเมอร์ โดยชี้แจงว่า MOU ดังกล่าวเป็นความร่วมมือทางดิจิทัลเพื่อขยายเศรษฐกิจดิจิทัลเท่านั้น และการสแกนม่านตาเกิดขึ้นหลังลงนาม MOU แล้ว ตนไม่เคยมีส่วนรู้เห็นหรือรับผลประโยชน์ใดๆ

MOU นี้ผ่านการตรวจสอบจากสำนักคณะกรรมการกฤษฎีกา อัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ และฝ่ายกฎหมายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อย่างครบถ้วน ไม่มีการผูกมัดให้ราชการเสียหาย ปัจจุบัน MOU ถูกยกเลิกไปแล้ว นายประเสริฐยังย้ำว่าไม่รู้จักกลุ่มบริษัทที่ลงนาม และการเข้าพบ DSI เป็นเพียงในฐานะพยาน ไม่ใช่ผู้ถูกกล่าวหา

ชี้แจงกรณี MOU สแกนม่านตาและ ป.ป.ช. อย่างละเอียด

สำหรับประเด็นที่ ส.ส. รังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วง โดยชี้ว่ามีข่าวส่งเรื่อง ป.ป.ช. แล้ว และสงสัยว่าทำไมนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอีคนปัจจุบันถึงยกเลิก MOU และสแกนม่านตาไปพร้อมกัน นายประเสริฐตอบว่า ตนไม่เคยถูก ป.ป.ช. กล่าวหาในชั้นใดๆ และเรื่องที่นายไชยชนกตัดสินใจนั้น ต้องไปถามนายไชยชนกเอง ตนไม่สามารถตอบแทนได้ การชี้แจงนี้ช่วยคลายข้อกังขาได้มาก

  • ผ่านการสกรีนคุณสมบัติครบถ้วน: จากหลายหน่วยงานรัฐ
  • ไม่เกี่ยวข้องกับสแกนม่านตา: เกิดหลัง MOU และไม่ใช่ส่วนหนึ่งของข้อตกลง
  • MOU ถูกยกเลิกแล้ว: ไม่มีผลผูกพัน
  • ไม่รับผลประโยชน์: ไม่รู้จักคู่สัญญา
  • สถานะกับ DSI: พยานไม่ใช่ผู้ต้องหา

ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีประเสริฐเตรียมข้อมูลมาดี และตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการเมืองที่โปร่งใส คำถามสำคัญคือ ในระบบการเมืองไทย ป.ป.ช. มีบทบาทอย่างไรในการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่ง ป.ป.ช. คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ตรวจสอบทรัพย์สินและพฤติกรรมของนักการเมือง หากมีมูลก็จะชี้มูลความผิด แต่ในกรณีนี้ยังไม่มีข้อกล่าวหาชัดเจน

นอกจากนี้ MOU สแกนม่านตายังเชื่อมโยงกับปัญหาสแกมออนไลน์ที่กำลังรุนแรงในไทย การร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อใช้เทคโนโลยีไบโอเมตริกอย่างสแกนม่านตาเพื่อยืนยันตัวตน เป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้ป้องกันอาชญากรรม แต่กรณีนี้ถูกตั้งคำถามเพราะคู่กรณีมีประวัติไม่ดี สุดท้ายการยกเลิก MOU ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

มุมมองต่อเหตุการณ์นี้

“ประเสริฐ” ยันผ่านการตรวจคุณสมบัติ รมต. อย่างดีแล้ว ไม่เกี่ยวทั้ง MOU และ ป.ป.ช. เป็นการชี้แจงที่ช่วยเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลใหม่ให้ดูมั่นคงยิ่งขึ้น ในยุคที่ประชาชนเรียกร้องความโปร่งใสสูง การตอบคำถามในสภาแบบนี้เป็นสิ่งที่ควรชื่นชม หากฝ่ายค้านมีข้อมูลเพิ่มเติม ก็ควรนำเสนออย่างสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

คุณคิดอย่างไรกับการชี้แจงครั้งนี้? มันคลายกังวลได้หรือยัง? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “ประเสริฐ” ยันผ่านการตรวจคุณสมบัติ รมต. อย่างดีแล้ว ไม่เกี่ยวทั้ง MOU และ ป.ป.ช.

“อรรถวิชช์” แฉยับวิกฤตน้ำมัน จับพิรุธกักตุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแส “อรรถวิชช์ แฉยับวิกฤตน้ำมัน” นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแฉแบบจัดเต็มในที่ประชุมอภิปรายนโยบายพลังงานของรัฐบาล วันที่ 10 เมษายน 2569 ชี้ให้เห็นปัญหาวิกฤตราคาน้ำมันที่ประชาชนอย่างเรากำลังเจอหนักๆ มันไม่ใช่แค่ราคาแพงธรรมดา แต่มีพิรุธซ่อนอยู่เพียบ โดยเฉพาะขบวนการกักตุนน้ำมันและโยกกำไรเข้าห้องกระเป๋าโรงกลั่นใหญ่ๆ ถ้าคุณกำลังบ่นว่ารถติดน้ำมันแพง มาฟังกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

อรรถวิชช์ แฉยับวิกฤตน้ำมัน จับพิรุธขบวนการกักตุน โยกกำไรเข้ากระเป๋าโรงกลั่น

คุณอรรถวิชช์ชำแหละโครงสร้างพลังงานไทยแบบละเอียดยิบ โดยบอกว่าวิกฤตนี้มาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ การกักตุน การขาดแคลน และ ราคาไม่เป็นธรรม อย่างรุนแรง โดยเฉพาะกรณีลดค่าการกลั่น 2 บาทต่อลิตรเมื่อ 9 เมษายน แต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ลดสักเม็ด! เพราะปรับค่าการตลาดจาก 1.50 บาท พุ่งไป 10.50 บาทเลย เหมือน “เตะหมูเข้าปากหมา” โยกเงินจากช่องหนึ่งไปอีกช่อง เพื่อรักษากำไรให้กลุ่มทุนโรงกลั่น น้ำมันไทยยังอิงราคาตลาดสิงคโปร์ทั้งที่เป็นสต็อกเก่า ต้นทุนต่ำแท้ๆ

พิรุธการกักตุนน้ำมันนอกระบบ

ส่วนเรื่องกักตุน คุณอรรถวิชช์แฉข้อมูลเชิงลึกว่ามีผู้ประกอบการหัวหมอ ซุกน้ำมันไว้ในเรือหรือพื้นที่นอกระบบแถวชายฝั่งสุราษฎร์ธานี สงขลา ทำให้สต็อกในระบบไม่ตรงกับจริง เก็งกำไรส่วนต่างแบบชิลๆ รัฐบาลควรฟิกซ์ราคาน้ำมันปลายทางทั้งขายส่งขายปลีกทันที เพื่อตัดแรงจูงใจพวกนี้

  • ปัญหาหลัก 3 ข้อ:
  • การกักตุนน้ำมันนอกระบบ หลบเลี่ยงตรวจสอบ
  • ปรับค่าการตลาดทดแทนค่าการกลั่น โยกกำไรโรงกลั่น
  • ราคาอิงสิงคโปร์เก่า ไม่สะท้อนต้นทุนจริง ประชาชนจ่ายแพง

คุณอรรถวิชช์เสนอให้เก็บ “ภาษีลาภลอย (Windfall Tax)” ดึงกำไรเกินคืนสู่รัฐ นอกจากนี้ยังเตือนเรื่องขาดแคลนเดือนพฤษภาคม ถ้าช่องแคบฮอร์มุซปิด ต้องให้กระทรวงต่างประเทศเจรจาซื้อน้ำมันตรงจากอิหร่าน เหมือนอินเดียทำ และถ้ากู้เงินชดเชยโรงกลั่น ต้องชดเฉพาะต้นทุนจริง ห้ามรวมกำไรเด็ดขาด มิฉะนั้นประชาชนเสียภาษีฟรี

ข้อเสนอเด็ดขาดจากอรรถวิชช์

คุณอรรถวิชช์เคยประสาน รมว.พาณิชย์ให้ใช้กฎหมายราคาสินค้าและบริการคุมราคา แต่บอกไม่มีอำนาจ (ทั้งที่ทำได้นะ) หรือให้ครม.อนุมัติ ฝากความหวังนายกฯ อนุทิน และ รมว.พลังงาน ใช้ พ.ร.ก.แก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมัน กำหนดราคาขายปลีกชัดเจน เพื่ออยู่เคียงข้างประชาชนจริงๆ

ปัญหานี้กระทบทุกคนเลยครับ ไม่ว่าจะขับรถส่วนตัว ส่งของ หรือธุรกิจขนาดเล็ก ราคาน้ำมันแพงทำให้ค่าครองชีพพุ่ง ถ้ารัฐบาลไม่แก้เด็ดขาด วิกฤตจะยิ่งหนัก ในมุมผมเห็นด้วยสุดๆ กับที่คุณอรรถวิชช์แฉ เพราะมันคือการเอาเปรียบประชาชนชัดๆ ควรมีภาษีลาภลอยและฟิกซ์ราคาจริงจัง

คำแนะนำสำหรับคุณ: ตอนนี้ลองเช็คสต็อกน้ำมันใกล้บ้าน และสนับสนุนนโยบายที่เป็นธรรม ถ้าอยากช่วยผลักดัน แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้เลยครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณเจอปัญหาอะไรบ้าง เรามาช่วยกันกดดันรัฐบาลให้แก้ปัญหา “อรรถวิชช์ แฉยับวิกฤตน้ำมัน” ให้จบสวย!

ที่มา – “อรรถวิชช์” แฉยับวิกฤตน้ำมัน จับพิรุธขบวนการกักตุน โยกกำไรเข้ากระเป๋าโรงกลั่น

Scroll to top