แม่ทัพภาค 2

แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ เดินตามรอย พลโทบุญสิน ชื่นชมบริหาร

แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ เดินตามรอย พลโทบุญสิน ชื่นชมบริหาร

ในวันที่ 2 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างพลโทบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 กับพลโทวีระยุทธ รักศิลป์ ซึ่งเป็นแม่ทัพภาค 2 คนใหม่ พิธีนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านหน้าที่เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสืบทอดนโยบายและวิสัยทัศน์เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ได้ยืนยันว่าจะเดินตามรอย “พลโทบุญสิน พาดกลาง” และชื่นชมด้านการบริหารหน่วยงานที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนในพิธีรู้สึกอบอุ่นใจกับความต่อเนื่องนี้

พิธีรับ-ส่งหน้าที่แม่ทัพภาค 2

แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ยืนยันจะเดินตามรอย “พลโทบุญสิน พาดกลาง” ชื่นชมด้านการบริหารหน่วยงาน

พิธีเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ค่ายสุรนารี อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยมีพิธีสักการะพระศรีสัมพุทธโมลี พิธีสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) พิธีสักการะพระพุทธวิชัยเสนีย์นาถ และศาลพระนครราช พิธีสักการะอนุสาวรีย์วีรไทย พิธีถวายสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 และพิธีถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เวลา 07.09 น. การสักการะเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่แสดงถึงความเคารพต่อประวัติศาสตร์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นรากฐานของการปฏิบัติหน้าที่ของเหล่าทหาร

จากนั้น เวลา 09.39 น. พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้ลงนามในเอกสารรับ-ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 ให้แก่พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ ที่ห้องประชุม 1 กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 และเวลา 10.29 น. ได้มีการกระทำพิธีรับ-ส่งหน้าที่อย่างเป็นทางการที่บริเวณลานหน้าสโมสรร่วมเริงไชย โดยพลโทบุญสินได้กล่าวส่งมอบหน้าที่และการบังคับบัญชา พร้อมส่งมอบธงประจำหน่วยให้กับพลโทวีระยุทธ และมีการสวนสนามกองเกียรติยศจากหมู่ธงประจำหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 2 จำนวน 83 หมู่ธง โดยมีข้าราชการกองทัพภาคที่ 2 และสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง พิธีนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจและความสามัคคีของกำลังพลทุกคน

การสวนสนามในพิธี

คำกล่าวจากอดีตแม่ทัพ พลโทบุญสิน พาดกลาง

พลโทบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวอย่างอบอุ่นว่า “ขอให้กำลังพลทุกนายยึดมั่นในการทำหน้าที่ เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนไทยไว้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต มิยอมให้ผู้ใดมาล่วงล้ำแผ่นดินไทยเป็นอันขาด เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน นี่คือสิ่งที่เราต้องธำรงไว้เหนือสิ่งอื่นใด รวมถึงร่วมมือกันสร้างความรัก ความสามัคคี ความมั่นคง และชื่อเสียงอันดีงามของกองทัพภาคที่ 2 ให้ยั่งยืนสืบไป” นอกจากนี้ ท่านยังขอบคุณกำลังพลทุกนายที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจจนประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย พร้อมกล่าวแสดงความยินดีและเชื่อมั่นว่าแม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ซึ่งเป็นนายทหารที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์สูง จะนำพากองทัพภาคที่ 2 ก้าวหน้าและบรรลุภารกิจอย่างสมบูรณ์

พลโทบุญสิน พาดกลาง กล่าวส่งมอบ

คำกล่าวนี้ไม่เพียงแต่เป็นการส่งมอบหน้าที่ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กำลังพลทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชาติ โดยเฉพาะในยุคที่ความมั่นคงของประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การที่อดีตแม่ทัพเน้นย้ำถึงความสามัคคีและชื่อเสียงของหน่วย สะท้อนถึงผลงานที่ผ่านมาในการบริหารจัดการที่ทำให้กองทัพภาคที่ 2 เป็นที่เชื่อถือของประชาชน

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ รับตำแหน่ง

วิสัยทัศน์ของแม่ทัพภาค 2 คนใหม่ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์

ด้านพลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ได้กล่าวแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ในโอกาสที่ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถ รักษาเอกราชและอธิปไตยซึ่งเป็นเกียรติยศสูงสุดของชาติ จะไม่ยอมให้ใครมาละเมิดไม่ว่าด้วยเหตุผลใด และจะรักษาผลประโยชน์และความสงบเรียบร้อยให้ประชาชน แม้ต้องเสียเลือดเนื้อก็ตาม ท่านยังขอให้เพื่อนทหารทุกนายภาคภูมิใจในการรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องธำรงเหนือสิ่งอื่นใด

นอกจากนี้ แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ยังกล่าวชื่นชมอดีตแม่ทัพที่ช่วยเหลือกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 รวมถึงประเทศชาติ ขอขอบคุณที่มอบความรู้และความรักตลอดมา รวมถึงการดูแลบริหารให้กองทัพภาคที่ 2 เป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เป็นหน่วยทหารที่กล้าหาญ ได้รับความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชน จึงจะน้อมจารึกผลงานของท่านเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติราชการต่อไป คำกล่าวเหล่านี้แสดงถึงความเคารพและความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความสำเร็จ โดยเฉพาะด้านการบริหารหน่วยงานที่ผ่านมา

การเปลี่ยนผ่านนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่เสริมสร้างความมั่นคงให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือและประเทศโดยรวม แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ยืนยันจะเดินตามรอย “พลโทบุญสิน พาดกลาง” ชื่นชมด้านการบริหารหน่วยงาน ทำให้คาดหวังว่ากองทัพภาคที่ 2 จะยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในมุมมองของผู้เขียน การสืบทอดวิสัยทัศน์เช่นนี้จะช่วยรักษาความสามัคคีและประสิทธิภาพของกองทัพไทยได้อย่างยั่งยืน หากคุณสนใจข่าวสารด้านความมั่นคงและการทหาร สามารถติดตามบทความเพิ่มเติมจากบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 คนใหม่ ยืนยันจะเดินตามรอย “พลโทบุญสิน พาดกลาง” ชื่นชมด้านการบริหารหน่วยงาน

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วน เคลื่อนจรวด BM-21

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21 ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ต้องจับตาใกล้ชิด พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญในวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่าทหารกัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธเข้าพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ถอนกำลัง แต่การเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

พลโท บุญสิน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งบอกเหตุว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะความขัดแย้งด้วยอาวุธ ซึ่งไทยได้ประท้วงไปแล้ว แม้จะเป็นช่วงที่กำลังมีการรับมอบตำแหน่งแม่ทัพภาค 2 และตำแหน่งสำคัญในกองทัพ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบ เพราะผู้สืบทอดทำหน้าที่อำนวยการยุทธมาอย่างต่อเนื่อง รู้ขั้นตอนการปฏิบัติเป็นอย่างดี รัฐบาลชุดใหม่ก็ทำงานร่วมกันได้ราบรื่น ไม่มีรอยต่อที่ส่งผลเสียต่อความมั่นคงของไทย

การตอบโต้และความอดทนของไทย

สำหรับกรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กและขว้างระเบิดเข้ามาในพื้นที่ ไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง โดยใช้ความอดทนและรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เสียงปืนหรือระเบิดต้องตรวจสอบให้ชัดเจน และผู้นำทหารทั้งสองประเทศต้องพูดคุยกัน เมื่อถามถึงการตอบโต้ พลโท บุญสิน ชี้ว่าต้องตัดสินใจร่วมกันระหว่างทหารและรัฐบาล โดยพิจารณาข้อดีข้อเสียต่อชาติ หากเหตุผลไม่เพียงพอ อาจส่งผลเสีย แต่ถ้ามีเหตุผลไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะในสถานการณ์เฉพาะหน้าทหารมีอำนาจเต็ม

นอกจากนี้ ยังมีกรณีพนักงานขนส่งโพสต์ภาพรถถังชายแดน ซึ่งแม่ทัพขอความร่วมมือจากประชาชนไม่ให้เผยแพร่ภาพหรือพิกัดทางการทหาร เพราะอาจเป็นภาพเก่าและขัดกับข้อตกลงหยุดยิง เพื่อรักษาความลับทางราชการ สำหรับกระแสข่าวระเบิดลงเนิน 498 ช่องบก อุบลราชธานี อยู่ระหว่างตรวจสอบ และจะเก็บหลักฐานเพื่อประท้วงกับคณะผู้สังเกตการณ์หรือ IOT

มุมมองต่อสถานการณ์ชายแดน

พลโท บุญสิน ยิ้มตอบคำถามเรื่องทหารไทยเลิกเป็นสุภาพบุรุษ โดยยืนยันว่ากองทัพต้องรักษาความสุภาพบุรุษ แต่เมื่อมีเหตุและเงื่อนไขที่เหมาะสม จะทำหน้าที่ปกป้องชาติอย่างมีเหตุผล ไม่ตามกระแส ท่านไม่กังวลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะเกษียณในไม่กี่วัน เพราะผู้สืบทอดพร้อมและเคยอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด การทำงานกับรัฐบาลก็ราบรื่น โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยกลาโหมที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น

ท่านเตรียมลงพื้นที่ติดตามจนวันสุดท้าย และหลังเกษียณยังคงเป็นที่ปรึกษา ผบ.ทบ. สำหรับคำสั่งจากนายกฯ อนุทิน ที่ให้ทหารตัดสินใจทันที ถือเป็นเรื่องดี แต่เรื่องสำคัญต้องผ่าน สมช. เพื่อพิจารณาภาพรวม ยืนยันว่ากัมพูชายังใช้อาวุธใหญ่ไม่ได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นรังแก หากเริ่มช้าอาจเสียเปรียบ แต่ต้องดูตามห้วงเวลา

  • การเคลื่อนย้ายจรวด BM-21: สัญญาณเตือนภัยชัดเจน
  • ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง: ความอดทนและการประท้วง
  • การรับมอบตำแหน่ง: ไม่กระทบความมั่นคง
  • บทบาทประชาชน: ช่วยรักษาความลับทางทหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตา แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21 สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ หากคุณสนใจติดตามข่าวสารด้านความมั่นคง ลองแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เพื่อนๆ และอย่าลืมติดตามอัปเดตจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยของชาติ

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

ถ้าได้เป็นนายก แม่ทัพภาค 2 ตอบยากที่สุด

ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้แสดงความชื่นชมต่อทหารกล้า 16 นายที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ในการบรรยายพิเศษเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่หอประชุมกิติขจร กองบัญชาการกองทัพบก แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สดุดีวีรกรรมของเหล่าทหารผู้กล้าหาญเหล่านี้ โดยย้ำว่าพวกเขาคือผู้ที่เกิดมาเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างแท้จริง ชีวิตที่เสียไปนั้นคุ้มค่ากับการเกิดมาในแผ่นดินไทย และเป็นสถานการณ์ที่ต้องการผู้กล้าอย่างพวกเขา

ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้เล่าถึงประสบการณ์ในฐานะผู้บัญชาการรบที่เห็นเหตุการณ์มาตลอด โดยให้กำลังใจทั้งทหารที่เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ สิ่งที่ได้กลับมาคือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และบรรพบุรุษที่เห็นลูกหลานทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ไม่ขี้ขลาด ไม่ถอยร่น ไม่ยอมแพ้ต่อศัตรู ดั่งเช่นบรรพบุรุษในอดีต ทหารเหล่านี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนต่อไป โดยไม่เคยหวาดกลัว หากใจไม่ถึง พวกเขาคงไม่สามารถยืนหยัดต่อหน้าศัตรูได้ แม่ทัพยังขอบคุณครอบครัวที่สนับสนุนให้ทหารเหล่านี้ทำหน้าที่เพื่อแผ่นดิน และยืนยันว่าพวกเขาได้รับเกียรติสูงสุดจากคนไทยทั้งชาติ

เกียรติทหารไทยที่กลับคืนมา

สถานการณ์ชายแดนยังไม่ยุติ และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แม่ทัพภาคที่ 2 เรียกร้องให้รุ่นหลังยึดมั่นในอธิปไตย รักษาเส้นเขตแดนอย่างเข้มแข็ง ขอให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจในทหารที่ปกป้องชาติ แม้ต้องเสียชีวิตก็ยอม สังคมไทยเข้าใจความจริงโดยไม่ต้องอธิบายมาก วีรกรรมของทหาร 16 นายนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนไทยตื่นตัว รักชาติมากขึ้น สิ่งที่ได้ยินได้ฟังบางอย่างไม่จริง แต่การเสียสละของทหารทำให้เกิดความรักสามัคคีในชาติ

พลโทบุญสิน เน้นย้ำถึงการตระหนักในหน้าที่ คุณธรรมจริยธรรม ศักดิ์ศรีของทหารไทยได้กลับคืนมาแล้ว ศักดิ์ศรีของคนไทยที่ซื่อสัตย์สุจริตและปกป้องประเทศก็เช่นกัน เราต้องช่วยกันรักษาสิ่งเหล่านี้ ขับเคลื่อนความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

คำถามสะเทือนใจและการปฏิเสธการเมือง

นอกจากนี้ แม่ทัพยังเผยถึงคำถามที่ตอบยากที่สุด คือ ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร และคำถามสะเทือนใจที่สุดคือการพูดคุยกับญาติของทหารที่เสียชีวิตอย่างไร มีคนชวนตั้งพรรคการเมืองเพราะเห็นความเหมาะสม แต่แม่ทัพขอบคุณและปฏิเสธ โดยเลือกทำหน้าที่ทหารเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ต่อไป เพื่อให้ประเทศเข้มแข็ง

วีรกรรมของทหารกล้าเหล่านี้ไม่เพียงฟื้นฟูเกียรติทหารไทย แต่ยังกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องแผ่นดิน ในยุคที่สถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียด การเสียสละของพวกเขาคือแบบอย่างที่ควรจดจำ

  • ชื่นชมทหาร 16 นายที่ปกป้องชายแดน
  • ย้ำความกล้าหาญและไม่ยอมแพ้
  • เรียกร้องให้รักษาอธิปไตย
  • ปฏิเสธการเมืองเพื่อมุ่งหน้าที่ทหาร

การบรรยายครั้งนี้ทำให้ผู้ฟังซาบซึ้งในความเสียสละของทหารไทย หากคุณชื่นชอบเรื่องราว爱国主义แบบนี้ ลองแชร์บทความนี้เพื่อกระจายความภาคภูมิใจในชาติให้เพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “อนุทิน” แก้ปัญหาชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ที่ไฟเขียวให้อำนาจทหารอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจและดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิด-ปิดด่าน การสร้างรั้วชายแดน หรือการจัดการปัญหาโดรน

แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ไฟเขียวให้อำนาจทหาร แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ที่ผ่านมา กัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 แต่กลับมีการเพิ่มกำลังพลในพื้นที่แทน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทยอยู่ทุกวัน รวมถึงการตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังไว้

ต่อไปนี้ เลิกคุยหากยังยั่วยุ

พล.ท.บุญสิน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า หากกัมพูชายังคงมีพฤติกรรมยั่วยุเช่นนี้ต่อไป จะไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น กองทัพจะดำเนินการตอบโต้และป้องกันอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจเรื่องการเปิด-ปิดด่าน และการสร้างรั้วชายแดนได้อย่างเต็มที่นั้น ถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่นและไว้วางใจในกองทัพอย่างสูง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมจัดการประชุม RBC วาระพิเศษ ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ในวันที่ 24-26 กันยายน 2568 ที่ปอยเปต โดยมีวาระสำคัญคือการนำเสนอแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว

ขณะที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เลื่อนการประชุม RBC ออกไปก่อน เนื่องจากมีกรณีการผ่อนปรนด่านจันทบุรี-ตราด เข้ามาในช่วงนั้น และในวันที่ 30 กันยายน 2568 ทางศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ให้แต่ละพื้นที่สำรวจเพื่อทำแผนไว้ภายใน 1 เดือน แต่ยังไม่เกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นของกองทัพ และการสนับสนุนจากรัฐบาล เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนได้ในที่สุด การได้รับอำนาจเต็มที่จาก “นายกฯอนุทิน” ในการแก้ไขปัญหาชายแดน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กองทัพสามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาชายแดน เป็นไปอย่างราบรื่น และเพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย

การแก้ไขปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ไฟเขียวให้อำนาจทหาร แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ ว่าที่ รมช.กลาโหม

เปิดประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาค 2 สายบูรพาพยัคฆ์ เตรียมดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ดีกรีไม่ธรรมดา แถมเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ “อนุทิน” ที่ วปอ. อีกด้วย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 มีกระแสข่าวว่า พล.ท. อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 มีชื่ออยู่ในโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สำหรับความเป็นมาของ พล.ท.อดุลย์ นั้นเป็นนายทหารหลักในสาย “บูรพาพยัคฆ์” และเป็นผู้ที่คลุกคลีกับการทำงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและชายแดนไทย-กัมพูชามาอย่างยาวนาน โดยมีจุดเด่นในเรื่องยุทธศาสตร์และความมั่นคงชายแดน

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ด้านการศึกษาและการทำงาน: ท่านเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 38 นอกจากนี้ยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 61 กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย ก่อนหน้านี้ พล.ท.อดุลย์ เพิ่งส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ให้กับ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา บทบาทสำคัญที่ผ่านมาคือการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนและการพัฒนาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน การมีข่าวว่าท่านจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าจะเป็นกำลังสำคัญในการดูแลปัญหาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

เส้นทางชีวิตของ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

ตลอดระยะเวลาการรับราชการ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประเทศชาติมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและความสงบสุขของประชาชนชาวไทย

การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถและความทุ่มเทในการทำงานของท่านได้เป็นอย่างดี และเชื่อมั่นว่าด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ท่านมี จะสามารถนำพาประเทศชาติให้ผ่านพ้นความท้าทายต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นที่รู้จักในฐานะนายทหารที่มีความละเอียดรอบคอบ มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน และให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความเข้าใจในสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นอย่างดี ทำให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศชาติจะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของท่านอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนกองทัพไทยให้มีความเข้มแข็งและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

และด้วยความที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ทำให้เชื่อได้ว่าการทำงานร่วมกันจะเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะมีความเข้าใจและไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี

การตัดสินใจเลือก “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาร่วมงานในรัฐบาลครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารประเทศที่มองเห็นถึงศักยภาพและความสามารถของบุคคลากร และพร้อมที่จะให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการเข้ามาบริหารประเทศ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทยอย่างสูงสุด

ที่มา – ประวัติ “บิ๊กดุลย์” อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ว่าที่ รมช.กลาโหม ในครม.อนุทิน 1

มทภ.2 ยัน ทหารไม่ปฏิวัติ: ปล่อยกลไกการเมือง!

แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันหนักแน่น ทหารไม่ปฏิวัติ ปล่อยให้กลไกการเมืองเดินหน้าต่อไป พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ายังมีคนดีที่มีความสามารถพร้อมที่จะเข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ

พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการบรรยายและแสดงวิสัยทัศน์แก่นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยเนื้อหาหลักของการสัมภาษณ์เน้นไปที่สถานการณ์การเมืองปัจจุบันและการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ”

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และการพูดถึงการเลือกคนดีเข้ามาบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พลโทบุญสินตอบว่า “ทฤษฎีที่ผมพูดไป เป็นทฤษฎีที่ผมอยากให้เป็น แต่ความจริงของประเทศไทย ก็ต้องว่าเป็นไปตามระบบของประเทศไทยในห้วงเวลานี้ ยืนยันทหารไม่ปฏิวัติอยู่แล้ว เราปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของพี่น้องประชาชน และเราก็ต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา คัดกรองว่าอะไรถูกไม่ถูก หรือเราจะเสนอแนะอย่างไร นี่คือสิ่งที่ได้คุยกับน้องๆ ที่เราอยากให้เป็นในอนาคต ถือเป็นทฤษฎี แต่ความจริงจะได้ขนาดไหน คนไทยทั้งประเทศต้องช่วยกัน”

เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่มีชื่อปรากฏว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชาได้หรือไม่ พลโทบุญสินกล่าวว่า “คงเป็นเรื่องของการเมือง แม่ทัพฯ ไม่อยากให้ความคิดเห็นสักเท่าไหร่ เป็นเรื่องกลไกของการบริหารประเทศ แต่เดี๋ยวก็พัฒนาไป เชื่อว่าคนไทยดูอยู่ ส่วนแม่ทัพฯ ทำหน้าที่ต่อ แต่ในส่วนการเมือง บางครั้งมันก็มีตัวเลือกที่มีวงจำกัด เราก็ต้องให้เกียรติเขา ได้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป เราคนไทยเจ้าของประเทศ ต้องช่วยกันดู สนับสนุนให้ความเห็นที่ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน บางอย่างในห้วงเวลานี้ก็ต้องช่วยกันก่อน เพื่อรอวันข้างหน้าให้มันลงตัว อยู่ที่เราคัดสรร ผมเชื่อว่านักการเมืองมีคนดีอยู่แล้ว เราต้องให้กำลังใจกัน”

พลโทบุญสินยังกล่าวถึงความสัมพันธ์กับผู้บัญชาการทหารบกว่า “ท่านมองว่าน่าจะมีแนวโน้มทิศทางที่ดี กองทัพบกก็พร้อมทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่ยุ่งกับกระแสการเมือง /ยืนยัน ผบ.ทบ. เป็นทหารอาชีพ ท่านก็คุยกับผมทุกวัน ในเรื่องของสถานการณ์ชายแดนและให้กำลังใจ พร้อมสนับสนุนทุกอย่างที่เราร้องขอ”

อนาคตกองทัพกับการเมือง: มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ”

ในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ พลโทบุญสินเชื่อว่า “ถ้าถูกคัดเลือกมาแล้ว เชื่อว่าผู้ใหญ่คงเลือกที่เหมาะสม และท่านก็ทำหน้าที่ดีที่สุดอยู่แล้ว พร้อมเป็นกำลังใจให้ ผมและกองทัพพร้อมปฏิบัติ ตามคำสั่งที่ถูกต้อง ตอนนี้ไม่มีคนในใจ”

ส่วนประเด็นที่ว่าเหตุใดจึงไม่ได้อยู่ในแนวหน้ากับลูกน้อง พลโทบุญสินอธิบายว่า “ขอบคุณที่มีแนวคิดอย่างงั้น ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้อง จริงๆ มันก็จะมีผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นอยู่ มีรองแม่ทัพฯ ที่อยู่ที่นั่นประจำ ในห้วงนี้เป็นช่วงเวลาปรับสภาพ เสริมความมั่นคง และห้วงการเจรจา ผมจึงถือโอกาสนี้มาพบปะ พูดคุยกับน้องๆ ลูกหลาน ผมก็ทำหน้าที่เมื่อว่างเว้นจากการที่ไม่ได้รบกัน แต่ถ้ามีการรบ ยืนยันว่าไม่ทิ้งแน่นอน เราก็ทำหน้าที่ให้มันครอบคลุมในหลายๆ มิติ พร้อมกันในหลายส่วนที่เราทำได้”

ท้ายสุด พลโทบุญสินยืนยันหลังเกษียณว่าจะไม่เล่นการเมือง และสิ่งที่อยู่ในใจมากที่สุดคือคำพูดที่ว่า “เวลาคนมาฝากความหวัง ว่าอย่าทิ้งพวกเขา”

โดยสรุปแล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของกองทัพในการสนับสนุนกลไกทางการเมือง และความสำคัญของการมีผู้นำที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และยังคงย้ำชัดว่า ทหารไม่ปฏิวัติ จะปล่อยให้การเมืองเป็นไปตามกระบวนการ

การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันเรื่อง ทหารไม่ปฏิวัติ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และยืนยันว่ากองทัพจะยังคงทำหน้าที่ในการปกป้องประเทศและสนับสนุนการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – มทภ.2 ยัน “ทหารไม่ปฏิวัติ” ปล่อยกลไกการเมืองจัดการ เชื่อมีคนดีพร้อมทำงานเพื่อประเทศ

ในหลวงทรงห่วงใย! แม่ทัพภาค 2 เผยความรู้สึก

ในหลวงทรงห่วงใย สถานการณ์บ้านเมืองอยู่เสมอ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทย

ในหลวงทรงห่วงใย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และบทบาทหน้าที่ของกองทัพบก รวมถึงคนไทยทุกคน ในกิจกรรม “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พล.ท.บุญสิน ได้เล่าถึงสถานการณ์ของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าให้เด็กๆ ฟัง โดยกล่าวว่า “พี่เขาฝากมาว่า หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พี่ๆ ทหารก็สู้ พี่ๆ ทหารฝากบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกผม ขอเพียงกำลังใจจากคนไทยเท่านั้น”

ความห่วงใยที่ ในหลวงทรงมีต่อทหารและประชาชน

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวอีกว่า “นี่คือทหารไทย เมื่อถึงเวลามีจิตวิญญาณของพระนเรศวร พวกเราไม่ต้องหวังว่าสถานการณ์ทหารไทยจะสู้หรือไม่ ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อแผ่นดินดี ที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้เราจะต้องปกป้อง ใครรุกล้ำดินแดนของเรา ต้องผลักดันออกไป ยืนยันว่าเราไม่ได้รุกล้ำประเทศอื่น เรารบในประเทศไทยทั้งนั้น”

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ท่านได้สอบถามสถานการณ์ไปยังแม่ทัพทุกวัน โดยกองงานของพระองค์ได้สอบถามสถานการณ์จากแม่ทัพ และได้รายงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นจอมทัพไทยอย่างแท้จริง และตั้งแต่ประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์นำกองทัพ และปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ดังนั้นทหารทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติ และปัจจุบันเรายังคงอยู่หน้าที่หน้าแนว แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็พร้อม ไม่ว่าจะยุติหรือจะรบต่อก็พร้อม

ในช่วงหนึ่งของการบรรยาย พล.ท.บุญสิน ได้ตอบคำถามนักเรียนว่า หากขอพรได้อยากขอสิ่งใด ซึ่งท่านตอบว่า “ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อน มีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง” นอกจากนี้ ท่านยังตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ไทยถูกรุกรานว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยท่านกล่าวว่า จะดำเนินการเหมือนที่เคยทำกับกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการตอบคำถาม มีเด็กตะโกนถึงเครื่องบิน F-16 ทำให้ พล.ท.บุญสิน ยิ้มพร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน ท่านยังกล่าวว่า “แม่ทัพจะบอกว่านี่คือเขตแผ่นดินไทย เอาแผนที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป”

“ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว” พล.ท.บุญสิน กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังตอบคำถามนักเรียนว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุด โดยท่านตอบว่า ไม่เคยเหนื่อยกับการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวคือไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

ท่านยังฝากถึงเด็กๆ เรื่องการเสพสื่อว่า หากเป็นเรื่องแตกความสามัคคี ใส่ร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ให้เกิดปัญหา ขอให้คิดก่อนว่าจริงหรือไม่ อย่าไปเชื่อง่ายๆ ต้องมีสติ หาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และขอให้ยึดมั่นในห้วงเวลาที่ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป อยากให้คนไทยกลับมาดูผืนธงชาติไทย จำให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่กับแผ่นดินไทยชั่วลูกชั่วหลาน เราจะต้องช่วยกันรักษาสีธงชาติให้ครบ แดง คือ ชาติเสียสละเลือดบรรพบุรุษ รักษาแผ่นดิน ขาว คือ ศาสนา ยึดถือยึดมั่นในความดี น้ำเงิน คือ พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ที่ก่อบ้านสร้างเมือง ตั้งแต่โบราณเป็นจอมทัพที่นำคนไทยต่อสู้ จนมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทย และความห่วงใยที่ ในหลวงทรงห่วงใย พสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง พวกเราคนไทยทุกคนควรตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองในการปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองให้สงบสุขสืบไป

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยสถานการณ์ทุกวัน ลั่นไม่เคยเหนื่อยเพื่อแผ่นดินไทย

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

“ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ เตรียมยกหูคุย แม่ทัพภาค 2 หลังเพจกองทัพภาค 2 โพสต์รับบริจาคงบฯ ซื้อลวดหนาม ยืนยันรัฐบาลมีงบให้ ขอให้บอกมา

วันที่ 13 ส.ค. 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการนายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บในการทำหน้าที่ และเห็นใจ ส่วนที่ทหารมีความเห็นว่าจะต้องตอบโต้เพราะจะต้องปกป้องตัวเองนั้น ซึ่งตามสนธิสัญญากฎหมายระหว่างประเทศ สามารถทำได้ถ้าคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กระทบและเป็นปัญหาที่ผิดกับสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กับระเบิดโดยเฉพาะ ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีขั้นตอนจะต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องฟ้องร้องกับสหประชาชาติให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาและสหประชาชาติก็จะมีขั้นตอนแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบและมีกระบวนการดำเนินการต่อ ซึ่งเมื่อเช้าได้คุยกับกระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมที่จะยื่นเรื่องและเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังแต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้และควรจะทำเพราะสิ่งต่างๆ ก็เห็นได้ชัดว่าความประสงค์ของกัมพูชาไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดสันติภาพ ทั้งนี้กองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลได้หารือกันแล้วไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พื้นที่รับทราบ

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่เพจกองทัพภาคที่ 2 ที่ออกมาโพสต์ข้อความขอรับบริจาคงบประมาณซื้อลวดหนามว่าอยากจะทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพราะหากคิดว่างบประมาณไม่พอสามารถแจ้งมาที่ผู้บัญชาการทหารบกหรือกองทัพบกได้เพราะตนเองก็พูดตลอดเวลากับแม่ทัพทั้งสามเหล่าทัพว่าอะไรที่ขาดและจำเป็นให้ยื่นเรื่องเข้ามารัฐบาลจะใช้งบฯ กลางเต็มที่แต่ไม่เคยมีเรื่องเสนอมา และคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะไปขึ้นเพจขอให้ประชาชนมาช่วยซึ่งคิดว่าจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจรัฐบาลไม่ได้มีอะไรขัดขวางตนเองก็อยากจะเรียนให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบซึ่งตนเองจะโทรศัพท์คุยเพราะถ้าขาดจริงแล้วบอกมาเรามีงบประมาณให้อยู่แล้วและก็ได้บอกไปแล้วว่าอะไรที่สามารถเอาจากที่ไหนมาได้ก็ให้เอามาก่อนแล้วถ้าขาดก็ให้บอกมาใช้วิธีพิเศษในการพิจารณาได้เลยขอให้ได้ของ เรื่องนี้ตนเองคิดว่าอาจจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้รัฐบาลยืนยันว่าอะไรที่ขณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กำลังพลและประเด็นในการรักษาอธิปไตยของประเทศรัฐบาลไม่ได้ขัดวันนี้เปิดงบฯ กลางให้ใช้อยู่แล้ว

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้การลาดตระเวนของทหารที่จะดูทุระเบิดจะต้องเปลี่ยนวิธีนั้นเรื่องนี้อยากจะขอความกรุณาและบอกกับประชาชนให้ช่วยกันแก้ปัญหาตนเองก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกันแต่อยู่ในฐานะหน้าที่เราก็พยายามที่จะนิ่งให้มากที่สุดการที่บอกว่าตนเองไปเข้าข้างเขมร บอกว่าระเบิดที่โรงพยาบาลไม่ใช่อย่างโน้น อย่างนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ ตนเองไม่ได้พูด ขอสื่ออย่าเอาไปบิดเบือนและทำลายรัฐบาลสร้างความแตกแยก และที่นักวิจารณ์การเมืองบางคนเอาไปพูดว่าให้ตัดขาผม จะได้รู้ว่าหัวอกทหารเป็นยังไง ซึ่งตนเองเตรียมจะฟ้องหมดซึ่งก็ไม่เคยคิดจะฟ้องใครแต่เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์เหมือนในอดีตที่เคยถูกโจมตี จากคณะของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่องนี้ก็เหมือนกันอย่าพูดอะไรพล่อยๆ และพูดอะไรที่ทำลายคนอื่น และอยากให้สื่อช่วยด้วยในสิ่งที่ตนเองได้พูดไปไม่อย่างนั้นจะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้นจะไม่พูดอะไรที่มากไปกว่านี้แล้วเพราะพูดออกไปแล้วเอาไปทำร้ายกันและบิดเบือนตัดตอนบางส่วนเอาไปนำเสนอซึ่งคิดว่าไม่เป็นธรรมและจะให้ทนายความดำเนินการฟ้องทั้งหมดที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

นายภูมิธรรมยังกล่าวกรณีชาวบ้านแตกตื่นเตรียมอพยพกลางดึกเมื่อคืน(12 ส.ค.2568)ว่าเห็นใจประชาชนที่มีความหวาดระแวงแต่เป็นหน้าที่ของทุกส่วนทั้งกองทัพและกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากให้ไม่ตื่นตระหนกเกินไปแต่เพราะสื่อสมัยนี้เป็นสื่ออิสระจำนวนมากออกมาปั่นข่าวทำให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นจึงอยากขอร้องให้ทุกคนช่วย โดยเฉพาะสื่อสาธารณะและสื่อที่มีสำนักชัดเจนช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนก็จะช่วยได้เยอะ

ต้องเร่งชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่อง ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นอยากให้รัฐบาลยื่นเรื่องนี้ไปถึงศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น  นายภูมิธรรมกล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ทำมาหลายเรื่องที่ผ่านมาได้คุยกับเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะคณะกรรมการออตตาวา ซึ่งเมื่อเช้าตนเองได้คุย ว่าได้ทำไปทุกอย่างก็ดีอยู่ทำอย่างเต็มที่แต่สิ่งที่สำคัญคือการชี้แจงหรือการทำความเข้าใจกับประชาชนและการทำให้นานาชาติได้รับรู้อาจจะช้าไปหรือเสียงดังไม่พอ  แต่ก็ยืนยันว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศเชื่อมั่นว่าต่างประเทศเข้าใจเรามากกว่ากัมพูชาเพราะทุกคนมองเห็น ซึ่งตนเองก็บอกไปว่าสิ่งที่สำคัญก็คือประชาชนในประเทศหากประชาชนในประเทศได้เข้าใจจะดียิ่งขึ้น

จากเหตุการณ์ ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา นี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ

ทบ.โต้! แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้รุกล้ำกัมพูชา

จากกรณีที่ พล.ท.หญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกมาแถลงการณ์ถึงคำสัมภาษณ์ของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องปราสาทตาควาย ล่าสุด พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาตอบโต้และยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา อย่างที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า สิ่งที่ พล.ท.บุญสิน ได้กล่าวถึงนั้นคือ ปราสาทตาควายอยู่ภายใต้อธิปไตยของไทย และในช่วงที่มีการปะทะกันในอดีต ได้มีความพยายามที่จะเข้าไปยึดครองพื้นที่ดังกล่าว แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้มีการวางกำลังบริเวณด้านนอก ห่างจากตัวปราสาทประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ท่านได้กล่าวว่าในอนาคต จะต้องพยายามนำปราสาทตาควายกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของไทยให้ได้ ตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม

แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

โฆษกกองทัพบกยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จะมีการเตรียมการนำเรื่องดังกล่าวไปพูดคุยเจรจาในวงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า และย้ำถึงจุดยืนของประเทศไทยว่า จะไม่ถอยออกจากแนวการวางกำลังเดิม

เพื่อเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้อง พล.ต.วินธัย กล่าวอย่างชัดเจนว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา และไม่ได้มีการใช้กำลังทางทหารในการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีความพยายามที่จะยั่วยุ หรือมีการวางแผนใช้กำลังทางทหารต่อกรณีปราสาทตาควาย จึงไม่เป็นความจริง

ทำไมการยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชาจึงสำคัญ

การที่กองทัพบกต้องออกมาตอบโต้และยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การสื่อสารที่ชัดเจนและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • การยืนยันว่า แม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ
  • ป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด
  • สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และการสื่อสารที่ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงได้ การที่กองทัพบกออกมาแสดงความชัดเจนในประเด็นนี้ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพในภูมิภาค

ในอนาคต หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศจะสามารถพูดคุยและเจรจากันด้วยเหตุผลและสันติวิธี เพื่อหาทางออกร่วมกันในประเด็นที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน และรักษาสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันต่อไป การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจและความร่วมมือจะเป็นหนทางที่ยั่งยืนที่สุดในการสร้างความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – สวนกลับ “มาลี” ทบ. ยันแม่ทัพภาค 2 ไม่ได้พูดเคลื่อนย้ายกำลังรุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา

Scroll to top