โครงการคนละครึ่ง

ธนกร ชี้ คนเรียกร้อง ไทยช่วยไทยพลัส เหน็บคนวิจารณ์ใช้งบไม่ฉลาด

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมือง เมื่อคุณธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงกระแสตอบรับจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศที่เรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าสานต่อโครงการ ธนกร ชี้ คนเรียกร้อง ไทยช่วยไทยพลัส เหน็บคนวิจารณ์ใช้งบไม่ฉลาด อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ธนกร ชี้ คนเรียกร้อง ไทยช่วยไทยพลัส เหน็บคนวิจารณ์ใช้งบไม่ฉลาด

จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คุณธนกรพบว่าพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในระดับชุมชนได้รับอานิสงส์อย่างมากจากโครงการนี้ เม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่เพียงแค่ช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างสภาพคล่องที่จำเป็นในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังไม่กลับมาฟื้นตัวเต็มที่ โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ตัวสำคัญที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปได้ท่ามกลางความท้าทายในปัจจุบัน

เหตุผลที่ประชาชนต้องการให้ไปต่อกับ ไทยช่วยไทยพลัส

ทำไมโครงการนี้ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก? นี่คือเหตุผลหลักๆ ที่ชาวบ้านพูดถึง:

  • ช่วยลดภาระค่าครองชีพในชีวิตประจำวันได้อย่างเห็นผลจริง
  • กระตุ้นการใช้จ่ายในระดับชุมชน ทำให้เงินหมุนเวียนไปสู่ร้านค้ารายย่อย
  • เป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จต่อเนื่องจากโครงการคนละครึ่ง
  • ช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ในมุมมองของคุณธนกร การที่มีคนออกมาโจมตีนโยบายนี้อาจเป็นการมองเพียงแค่เปลือกนอก ท่านได้กล่าวอย่างดุเดือดว่า การทำนโยบายเศรษฐกิจนั้นไม่ได้วัดกันที่ว่าใครแจกเงินเยอะกว่ากัน แต่หัวใจสำคัญคือการบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหรือมีความฉลาดในการใช้งบประมาณเพื่อแลกกับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนมากที่สุด ซึ่งโครงการ ธนกร ชี้ คนเรียกร้อง ไทยช่วยไทยพลัส เหน็บคนวิจารณ์ใช้งบไม่ฉลาด นี้ถือเป็นการพิสูจน์แล้วว่าเงินทุกบาทที่ลงไปถึงมือประชาชนจริงๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเลขเม็ดเงินเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลสามารถเข้าถึงปัญหาและแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนได้ตรงจุดหรือไม่ การรับฟังเสียงสะท้อนจากพื้นที่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้บริหารประเทศต้องนำไปปรับปรุงและต่อยอด ไม่ว่าสถานการณ์การคลังจะเป็นอย่างไร การใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างคือเป้าหมายสูงสุดที่รัฐบาลต้องมุ่งมั่นทำให้สำเร็จเพื่อประโยชน์สุขของคนไทยทั้งประเทศ

ที่มา – “ธนกร” ชี้ คนเรียกร้อง “ไทยช่วยไทยพลัส” เหน็บพวกโจมตี ให้ดูใครใช้งบฯ ฉลาดกว่า

คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังตื่นตัวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ล่าสุดอย่างโครงการ คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต ซึ่งถือว่าเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในขณะนี้ โดยเฉพาะชาวกรุงเทพฯ ที่ได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากมาตรการรัฐช่วยจ่าย 60% และให้เราจ่ายเพียง 40% เท่านั้นครับ

คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต

ล่าสุด “บ้านสมเด็จโพล” ได้เผยผลสำรวจที่น่าสนใจมากว่า ประชาชนชาวกรุงให้คะแนนความพึงพอใจโครงการนี้สูงถึง 55.4% เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อเทียบกับโครงการคนละครึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี หลายคนกลับเทใจให้ตัวใหม่นี้มากกว่า เพราะนอกจากจะจ่ายถูกลงแล้ว ยังช่วยให้ร้านค้าแถวบ้านดูคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ

ทำไมคนไทยถึงเทใจให้ ไทยช่วยไทยพลัส?

การที่คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต เป็นผลมาจากการที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันลดลงจริง โดยข้อมูลจากโพลระบุว่า:

  • 37.1% ของผู้ใช้งาน บอกว่าโครงการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ดีมากที่สุด
  • 33.2% สามารถซื้อของใช้จำเป็นในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม
  • 25.4% มีเงินเหลือไปหมุนเวียนจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ หรือหนี้สินได้ทันเวลา

สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อลดค่าใช้จ่ายลงแล้ว เงินที่เหลือกว่า 53.7% ถูกนำไปใช้ซื้อของจำเป็นอื่นๆ และที่น่ายินดีคือมีคนถึง 20.7% เลือกที่จะนำเงินส่วนนี้ไปเก็บออมเพื่ออนาคตครับ

กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมามีชีวิตชีวา

นอกจากช่วยเรื่องลดค่าครองชีพแล้ว มาตรการนี้ยังเปลี่ยนพฤติกรรมคนเมืองให้หันมาอุดหนุนร้านค้าชุมชนและตลาดสดเพิ่มขึ้นถึง 44.8% โดยสินค้าขายดี 3 อันดับแรกคือ อาหารปรุงสำเร็จ, ของใช้ในครัวเรือน เช่น สบู่ ยาสีฟัน และวัตถุดิบทำอาหารสดๆ ทั้งเนื้อสัตว์และผัก ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ร้านโชห่วยและตลาดสดในชุมชนเติบโตได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะดีมาก แต่ก็ยังมีเสียงสะท้อนเรื่องร้านค้าบางแห่งฉวยโอกาสขึ้นราคา และปัญหาแอปพลิเคชันล่าช้า ซึ่งรัฐบาลควรเร่งแก้ไขจุดบกพร่องเหล่านี้ เพื่อให้โครงการสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นครับ

โดยภาพรวมแล้ว นี่คือสัญญาณบวกของเศรษฐกิจไทยที่น่าจับตามอง หากรัฐบาลปรับปรุงปัญหาจุกจิกเรื่องการใช้งานแอปฯ และคุมราคาพ่อค้าคนกลางได้ดีกว่านี้ ผมเชื่อว่ามาตรการนี้จะกลายเป็นกลไกหลักที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งแน่นอนครับ

ที่มา – คนกรุงเทใจให้ “ไทยช่วยไทยพลัส” ปลื้มช่วยลดค่าครองชีพ กระตุ้นโชห่วยโต

กรณ์ย้ำไม่เร่งด่วน พรก.กู้ 4 แสนล้าน

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวข่าวการเมืองทุกคน! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องร้อนๆ ในวงการรัฐสภาเลยนะครับ นั่นคือ “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ รวมพลังแท็กทีมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอตีความว่าพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ โดยจะยื่นผ่านประธานสภาในวันที่ 11-12 พฤษภาคมนี้เลย!

“กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้

ที่พรรคประชาธิปัตย์เมื่อเช้าวันที่ 8 พ.ค. 2569 นายกรณ์ได้ให้สัมภาษณ์อย่างละเอียด โดยยืนยันว่าพร้อมยื่นคำร้องแล้ว และประสานพรรคก้าวไกลให้ร่วมลงชื่อด้วย (รอเคาะมติ) คาดว่าประธานสภา ‘โสภณ ซารัมย์’ จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 2-3 วัน ทันก่อนสภาฯ พิจารณาพ.ร.ก.ในสัปดาห์หน้าแน่นอนครับ สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลต้องหยุดพิจารณา รอคำวินิจฉัยศาล ไม่เกิน 60 วัน ตามกฎหมาย ถ้ามั่นใจว่าถูกต้อง ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวการตรวจสอบ!

กรณ์ จาติกวณิช พูดถึง พ.ร.ก.เงินกู้

เหตุผลหลักที่ “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน

นายกรณ์ชี้แจงร่างคำร้องของพรรคประชาชนว่ามีประเด็นกังวลชัดเจน โดยเหตุผลรัฐบาลอ้างไม่ใช่ ‘วิกฤติเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้’ ตามมาตรา 172 ที่กำหนดให้ พ.ร.ก. ต้องแก้ปัญหาความมั่นคงเศรษฐกิจทันทีเท่านั้น ลองมาดูกันครับ:

  • วิกฤติพลังงาน-ราคาน้ำมันแพง: แก้ได้ด้วยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือปรับสูตรคำนวณราคา ไม่ต้องกู้ใหญ่!
  • โครงการคนละครึ่ง-ไทยช่วยไทย (1 มิ.ย.): ใช้วงเงินโอนงบประมาณปี 2569 กว่า 4.4 หมื่นล้านบาท ออก พ.ร.บ. โอนงบได้เลย ไม่ต้อง พ.ร.ก. ถ้าช้าเพราะยื่นศาล รัฐบาลจัดการเองได้
  • เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์): นายภราดร ปริศนานันทกุล รมช.ประจำสนช. ยอมรับในสภาวันที่ 7 พ.ค. ว่าจะกู้ 2 ก้อน ปี 2569 กู้ 2 แสนล้าน ปี 2570 อีก 2 แสน! นี่แหละจับได้คาหนังคาเขาว่าไม่เร่งด่วน เพราะกู้ปีหน้าก็ได้ กำหนดใน พ.ร.บ.งบ 2570 ดีกว่า

กรณ์ย้ำชัด ‘ผมไม่คัดค้านโครงการ แต่กังวลวินัยการเงินการคลัง ถ้ากู้เกินจำเป็น เศรษฐกิจชาติเดือดร้อน ประชาชน遭กระทบอนาคต’ มั่นใจศาลรับคำร้องเพราะขัดมาตรา 172 ชัดเจน ถ้าตีตก รัฐบาลต้องรับผิดชอบทางการเมือง ‘ต้องถามรัฐเอง’

น่าสนใจที่ต้นตอ พ.ร.ก. มาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ฝั่งกฎหมาย แต่ปลัดคลังกลับบอก ‘ไม่รู้เรื่อง ไม่เห็นจำเป็น’ เพียง 3 สัปดาห์ก่อน! วันนั้นไม่จำเป็น วันนี้เร่งทำไม? นี่คือเหตุผลที่เราต้องมีกฎหมายกำกับ ไม่ให้รัฐบาลใช้เงินสุ่มสี่สุ่มห้า มิฉะนั้นสถานะการคลังพังได้จริงๆ

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาการเงินรัฐบาลไทยมานาน การออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องรัดกุม เพราะกระทบหนี้สาธารณะ ดอกเบี้ยพุ่ง เศรษฐกิจชะงัก ในอดีตเคยมี พ.ร.ก. ถูกศาลตีตกมาแล้วหลายครั้ง เพื่อปกป้องประชาชน ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบถูกต้องแล้วครับ

สุดท้าย “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ข้ามเส้นวินัยการคลัง สร้างความมั่นคงเศรษฐกิจยั่งยืน คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? รัฐบาลควรรับผิดชอบยังไงถ้าศาลตีตก? มาคุยกันในคอมเมนต์เลยนะครับ ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “กรณ์” ย้ำไม่เร่งด่วน ฝ่ายค้าน แท็กทีมยื่นร้อง พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน 11-12 พ.ค. นี้

“ศิริกัญญา” มองเงินกู้คนละครึ่งกู้คะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบชิลๆ เรื่องการเมืองเศรษฐกิจที่กำลังร้อนฉ่าเลยนะ โดยเฉพาะประเด็นที่ “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า นี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจมาก เพราะตอนนี้รัฐบาลกำลังจะกู้เงินก้อนโต 400,000 ล้านบาท ผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากสงครามและราคาน้ำมันพุ่ง แต่หลายคนตั้งคำถามว่ามันจะช่วยประชาชนจริงหรือแค่ซื้อคะแนน?

“ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

มาดูกันแบบละเอียดเลยนะ วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และหัวหน้าทีมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ด้านปฏิรูปรัฐ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เธอบอกว่ามาตรการเยียวยาที่ผ่านมา มันยังไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง และน้อยเกินไป โดยเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนหนักอย่างคนขับรถขนส่ง หรือชาวประมงพื้นบ้านที่ยังรอไม่เคยได้สักบาท!

ที่สำคัญ รัฐบาลวางแผนใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาท แจกด่วนภายใน 4 เดือน โดยส่วนใหญ่เทลงโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งศิริกัญญามองว่าเป็นการหว่านแหสุดๆ คิดดูสิ เพื่อนๆ คนที่เดือดร้อนจริงๆ อาจพลาดไป แต่คนที่ไม่เดือดร้อนกลับได้รับเต็มๆ แบบนี้มันแก้ปัญหาได้จริงเหรอ? ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าวิกฤตพลังงานยืดเยื้อ สงครามไม่จบ ราคาน้ำมันยังแพง รัฐจะกู้ใหม่รอบสองได้ไหม ในเมื่องบการคลังตอนนี้แทบหมดทางแล้ว ดังนั้น “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ชัดๆ เลย

ครม.เงาเสนอทางออก: เยียวยามุ่งเป้า ไม่หว่านแห

ศิริกัญญาไม่ขัดข้องเรื่องกู้เงินแผนแรก 200,000 ล้าน เพื่อเยียวยาด่วน เพราะจำเป็นจริงๆ แต่แผนสองอีก 200,000 ล้าน สำหรับปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เช่น สนับสนุนพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล นี่ไม่เร่งด่วนขนาดต้องออก พ.ร.ก. ควรทำเป็น พ.ร.บ. ให้สภาฯ ตรวจสอบได้ ใช้เวลาแค่ 3 เดือนเอง

  • ปรับเยียวยาให้มุ่งเป้า: ช่วยเฉพาะกลุ่มเดือดร้อนจริง เช่น ขนส่ง ประมง
  • ไม่หว่านแห: อย่าแจกแบบสุ่ม ต้องมีเกณฑ์ชัด
  • ไม่สอดไส้โครงการยาว: แยกเยียวยาด่วนออกจากโครงสร้างระยะยาว
  • แผนชำระหนี้โปร่งใส: แสดงให้ประชาชนเห็นหมดเปลือก

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะ การกู้เงินครั้งนี้ ถ้าไม่ระวังอาจกลายเป็นภาระหนี้สินก้อนโตให้ลูกหลานแบก ถ้ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริง ควรฟังเสียงครม.เงาบ้าง อย่าคิดแค่อุดหนุนคะแนนก่อนเลือกตั้ง มันจะยั่งยืนกว่าเยอะ

ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับศิริกัญญา เพราะจากประสบการณ์ โครงการแจกเงินแบบคนละครึ่ง มันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ แต่ไม่แก้ต้นตอวิกฤตพลังงาน ถ้าจะเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจริง ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ถูกที่ เช่น ส่งเสริมรถ EV หรือพลังงานหมุนเวียนในท้องถิ่น จะดีกว่าแจกเงินวนลูป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นงบการคลังที่เสี่ยงด้วย ตอนนี้หนี้สาธารณะใกล้เพดานแล้ว ถ้ากู้เพิ่มโดยไม่วางแผนชำระ มันอาจนำไปสู่ปัญหาแบบกรีซหรืออาร์เจนตินาได้นะ คำถามใหญ่คือ รัฐบาลจะรับผิดชอบยังไงถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น?

สรุปแล้ว “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า เป็นมุมมองที่สมเหตุสมผล ช่วยให้เราคิดทบทวนนโยบายได้ คุณคิดยังไงล่ะ? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะ จะได้แลกเปลี่ยนไอเดียสร้างสรรค์ต่อยอดให้ประเทศดีขึ้น!

ที่มา – “ศิริกัญญา” มองรัฐบาลใช้เงินกู้ทำคนละครึ่ง หวังกู้คะแนนนิยม ครม.เงา แนะเยียวยามุ่งเป้า

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายระลอก รัฐบาลไทยจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เปิดเผยแผนการชัดเจนหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติให้กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท โดยลดลงจากกระแสข่าวเดิมที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลังและตอบสนองข้อกังวลจากทุกภาคส่วน แผนนี้ไม่ใช่แค่เยียวยาชั่วคราว แต่เน้นสร้างความยั่งยืนในอนาคต โดยแบ่งเงินกู้เป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนละ 200,000 ล้านบาท

ส่วนแรก: เยียวยาผลกระทบโดยตรง

เงินส่วนแรกจะนำไปช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตปากท้อง ซึ่งเกิดจาก 5 ระลอกใหญ่ ได้แก่ วิกฤตสงคราม, ราคาพลังงานพุ่ง, ต้นทุนการผลิตสูง, ค่าครองชีพแพง และกำลังซื้อถดถอย มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันที เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพหรือสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย

ส่วนที่สอง: เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ส่วนที่สองมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวและป้องกันวิกฤตซ้ำรอย เช่น การลงทุนในโซลาร์เซลล์ ลม หรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ทำให้ประเทศไทยมีพลังงานมั่นคงมากขึ้น

เหตุผลที่ต้องออก พ.ร.ก. เร่งด่วนเพราะงบประมาณปี 2569 คงเหลือไม่ถึง 50,000 ล้านบาท งบกลางเหลือ 20,000 ล้านบาทที่ต้องสำรองไว้ ส่วนงบปี 2570 ต้องรออีก 5 เดือน ซึ่งอาจช้าเกินไป หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ Stagflation หรือเงินเฟ้อคู่กับเศรษฐกิจถดถอย

วินัยการคลังยังมั่นคง

นายเอกนิติ ยืนยันว่าการกู้ครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด โดยระบบธนาคารมีสภาพคล่องเกิน 1 ล้านล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 69% ของ GDP ต่ำกว่าเพดาน 70% ที่กำหนด ขั้นตอนต่อไปคือเสนอ พ.ร.ก. เข้าสภา 14 พฤษภาคมนี้ และตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเงิน โดยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน รัฐบาลตั้งเป้าเริ่มโครงการช่วยเหลือ 1 มิถุนายน

นอกจากนี้ โครงการอย่างคนละครึ่งหรือบัตรสวัสดิการอาจขอใช้เงินส่วนนี้ได้ หากผ่านการพิจารณา “เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก ถือเป็นมาตรการที่สมดุลระหว่างช่วยเหลือระยะสั้นและลงทุนระยะยาว ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือติดตามการดำเนินงานให้โปร่งใส และใช้โอกาสนี้ปรับตัว เช่น ลดการใช้พลังงานฟอสซิล หันมาใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

รัฐบาลเตือนข่าวปลอมคนละครึ่ง 2 พ.ค.

ช่วงนี้ชาวเน็ตแชร์กันสนั่นว่าเริ่มลงทะเบียนคนละครึ่งได้แล้วตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. แต่เอาเข้าจริง รัฐบาล เตือนข่าวปลอม เริ่มลงทะเบียนคนละครึ่ง 2 พ.ค. นะทุกคน! โฆษกรัฐบาลออกมาประกาศชัดเจนว่าเป็นข่าวลือล้วนๆ แต่ไม่ต้องห่วง โครงการคนละครึ่งและไทยช่วยไทยพลัสจะเกิดขึ้นจริงแน่นอน วันนี้เราจะมาอัพเดทข้อมูลจริงๆ ให้ฟังแบบเป็นกันเอง พร้อมบอกวิธีเช็คข่าวปลอมไม่ให้พลาดสิทธิ์

รัฐบาล เตือนข่าวปลอม เริ่มลงทะเบียนคนละครึ่ง 2 พ.ค.

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์แจ้งเตือนผ่านช่องทางโซเชียลเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2569 ว่า ยังไม่มีประกาศเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งแต่อย่างใด ข่าวที่บอกว่าจะเริ่มลงทะเบียนได้วันนี้เป็นข่าวปลอมที่แชร์กันมั่วซั่วในเฟซบุ๊กและไลน์ ประชาชนไม่ต้องรีบไปกดลิงก์หรือกรอกข้อมูลตามนั้นเด็ดขาด เพราะอาจโดนหลอกเอาเงินหรือข้อมูลส่วนตัวได้

ทำไมข่าวแบบนี้ถึงออกมาบ่อย? เพราะโครงการคนละครึ่งเป็นที่นิยมมาก จากรอบก่อนๆ ที่รัฐบาลแจกเงินคนละ 50% สูงสุด 150 บาทต่อวัน ช่วยให้ประชาชนซื้อของถูกขึ้น และร้านค้าขายดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่จากโควิด ทำให้ทุกคนรอคอยรอบใหม่สุดๆ นักข่าวปลอมเลยฉวยโอกาส

รัฐบาล เตือนข่าวปลอม เริ่มลงทะเบียนคนละครึ่ง 2 พ.ค. ยืนยันโครงการเดินหน้า

ถึงจะมีข่าวปลอม แต่รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าโครงการไทยช่วยไทยพลัสและคนละครึ่งจะเกิดขึ้นจริง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก วันเปิดลงทะเบียนจริงๆ ขอให้รอฟังประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลัง ซึ่งสำนักโฆษกจะนำมาอัพเดทให้ทราบทันที ไม่ต้องกลัวพลาด

ย้อนดูประวัติโครงการคนละครึ่ง: เริ่มตั้งแต่ปี 2563 เฟส 1 แจก 1,000 บาท ต่อมาเฟส 2-5 ขยายสิทธิ์ไปถึง 50 ล้านสิทธิ์ ช่วยหมุนเงินในระบบกว่า 2 แสนล้านบาท ร้านค้าที่เข้าร่วมก็พุ่งทะยานยอดขาย บางร้านบอกว่าช่วยรอดตายจากโควิดได้เลย สำหรับรอบใหม่คาดว่าจะมีเงื่อนไขคล้ายเดิม แต่ต้องรอประกาศ

โครงการไทยช่วยไทยพลัสและคนละครึ่งคืออะไร

ไทยช่วยไทยพลัส เป็นโครงการใหม่ที่รัฐบาลวางแผนแจกเงินช่วยเหลือแบบเรียงลำดับ เริ่มจากผู้มีรายได้น้อยก่อน คล้ายยิ่งลาภแต่ปรับปรุงใหม่ ส่วนคนละครึ่งคือแจกเงินให้ประชาชนจ่ายครึ่งราคาเมื่อซื้อสินค้าที่ร้านธงฟ้า ร้าน OTOP หรือร้านค้าทั่วไปที่ลงทะเบียนแล้ว เงื่อนไขหลักคือต้องเป็นผู้ใช้แอปเป๋าตังค์ และไม่ซ้ำสิทธิ์กับโครงการอื่น

  • สิทธิ์ใครได้: ประชาชนทั่วไปที่ยังไม่เคยได้รอบก่อน หรือกลุ่มเป้าหมายใหม่
  • จำนวนเงิน: คาด 1,500-3,000 บาทต่อคน (รอยืนยัน)
  • ระยะเวลา: ใช้ได้ 6 เดือนหรือตามกำหนด
  • ร้านค้า: ต้องลงทะเบียน www.thaikhaothai.com

วิธีเช็คข่าวปลอมไม่ให้โดนหลอก

เพื่อป้องกันรัฐบาล เตือนข่าวปลอม เริ่มลงทะเบียนคนละครึ่ง 2 พ.ค. แบบนี้ มาดูเคล็ดลับกัน:

  • เช็คแหล่งข่าวจากเว็บราชการ เช่น www.mof.go.th หรือ www.thaigov.go.th เท่านั้น
  • อย่ากรอกข้อมูลในลิงก์แปลกๆ ที่ขอ username เป๋าตังค์
  • ดูวันเวลา: ถ้าประกาศจริงจะมี press release จากโฆษก
  • ใช้เว็บตรวจสอบข่าวปลอม เช่น factcheckthai.com
  • แชร์ข่าวดีๆ จากแหล่งจริงเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณข่าวปลอมชัดๆ เช่น ใช้ภาษาเร่งด่วน “รีบลงเดี๋ยวหมด” หรือลิงก์ยาวๆ แปลกๆ ถ้าเจอให้ report เลย

สรุปคือ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับข่าวปลอม แต่กำลังเตรียมโครงการให้ดีที่สุดเพื่อประชาชน สิ่งสำคัญคืออดทนรอประกาศจริง และระวังตัวจากมิจฉาชีพ หวังว่าบทความนี้ช่วยให้ทุกคนไม่พลาดสิทธิ์นะ

มุมมองส่วนตัว: โครงการแบบนี้คือดาบสองคม ช่วยเศรษฐกิจได้จริง แต่ก็ดึงดูดข่าวปลอมเพียบ ถ้ารัฐเพิ่มช่องทางแจ้งเตือนอย่าง app กลางข่าวรัฐบาล คงดีกว่านี้เยอะ ฝากติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทวันเปิดลงทะเบียนคนละครึ่งจริงๆ กดแชร์แจ้งเตือนเพื่อนๆ ด้วยนะ อย่าให้ข่าวปลอมมาหลอก!

ที่มา – รัฐบาล เตือนข่าวปลอม เริ่มลงทะเบียนคนละครึ่ง 2 พ.ค. แต่ยืนยันโครงการเกิดขึ้นแน่

“ภราดร” เผยนัดถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค.

“ภราดร” เผยนัดถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. จ่อคลอดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มิถุนายนนี้ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงสถานการณ์ยากลำบาก โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามและปัญหาเศรษฐกิจโลก ข่าวดีนี้มาจากนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล

ตามที่ทราบกัน คำสั่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ หรือที่เรียกกันว่า ครม.เศรษฐกิจ ได้รับการออกจากนายกรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 28 เมษายน และนัดประชุมครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคมนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. จะหารือประเด็นสำคัญอะไรบ้าง

ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. จะมีวาระหลักที่ทุกคนรอคอย นั่นคือการพิจารณาคลอดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งรวมเอาหลายมาตรการเดิม เช่น นโยบายคนละครึ่ง เข้ามาในแพ็กเกจนี้ เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการหารือเรื่องนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ช่วยพี่น้องประชาชนท่ามกลางสถานการณ์สงครามการค้าและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างยั่งยืน

  • โครงการไทยช่วยไทยพลัส: รวมคนละครึ่งรุ่นใหม่ ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ
  • มาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบสงคราม: ลดภาระค่าครองชีพ
  • นโยบายพลังงานสะอาด: สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน
  • งบประมาณและที่มา: จะกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจน

ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้ 1 มิถุนายน ลงทะเบียนได้ 1 เดือนเต็ม

นายภราดร ระบุว่า ในการประชุมครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. คาดว่าจะเห็นรายละเอียดของ “คนละครึ่งพลัส” แล้ว โดยตั้งเป้าให้เริ่มใช้ได้จริงในวันที่ 1 มิถุนายน 2567 ซึ่งจะมีเวลาลงทะเบียนประมาณ 1 เดือนเต็ม ช่วยให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น โครงการนี้จะเป็นการต่อยอดจาก “ไทยช่วยไทย” และ “คนละครึ่ง” ที่ผ่านมา โดยเพิ่มวงเงินและขอบเขตให้กว้างขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียน

ทำไมโครงการนี้ถึงสำคัญ? ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันผันผวน อัตราเงินเฟ้อ และผลกระทบจากสงครามในต่างประเทศ การมีมาตรการอย่างไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยลดช่องว่างรายได้ กระตุ้นการบริโภคในท้องถิ่น และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มดิจิทัล

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่หารือในที่ประชุม จะมุ่งเน้นการลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ส่งเสริมไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์และลม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนระยะยาวให้กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรม

สำหรับงบประมาณและแหล่งที่มา จะได้รับการยืนยันในการประชุมนี้ เพื่อให้ทุกอย่างพร้อมรอกระทบประชาชนทันทีที่เปิดลงทะเบียน

คาดหวังอะไรจากครม.เศรษฐกิจ ในอนาคต

คณะกรรมการชุดนี้คาดว่าจะเป็นกลไกหลักในการตัดสินใจนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน ช่วยให้รัฐบาลตอบสนองสถานการณ์ได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในปี 2567 ที่เศรษฐกิจไทยตั้งเป้าขยายตัว 2.5-3%

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการไทยช่วยไทยพลัสนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วยให้เงินไหลเวียนสู่ระดับรากหญ้า สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจภายใน ลองคิดดูสิ ถ้าทุกคนช่วยกันใช้จ่ายในชุมชน เศรษฐกิจไทยต้องคึกคักแน่นอน! หากคุณสนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและเตรียมตัวลงทะเบียนได้ที่นี่ หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคาดหวังอะไรจากโครงการนี้บ้าง

ที่มา – “ภราดร” เผยนัดถก ครม.เศรษฐกิจ นัดแรก 4 พ.ค. จ่อคลอด “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มใช้ 1 มิ.ย.

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ได้รับเสียงตอบรับดี

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ของรัฐบาลกำลังได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชน หลังจากผลสำรวจ นิด้าโพล ชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่พอใจกับมาตรการเหล่านี้ โดยเฉพาะสินเชื่อเกษตรและอุดหนุนค่าน้ำมัน ล่าสุดรัฐบาลยังเตรียมลุยช่วยค่าไฟฟ้าเริ่มเดือนมิถุนายนนี้

12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน

วันที่ 27 เมษายน 2567 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลกำลังเกาะติดทุกเสียงสะท้อนจากประชาชน หลัง 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ได้รับคะแนนเสียงตอบรับสูง จากผลโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ที่สำรวจระหว่าง 20-21 เมษายน พบว่าประชาชนกว่า 70% เห็นด้วยกับมาตรการหลักๆ โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระตรงจุด

มาตรการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อบรรเทาค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร ขนส่ง ไปจนถึงพลังงานสะอาด ช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือใช้มากขึ้นในยามเศรษฐกิจผันผวน

สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง มาตรการยอดฮิต

หัวใจของ 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ คือโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับเกษตรกร วงเงินสูงสุด 100,000 บาท ได้รับการโหวตสูงสุดที่ 71.30% จากผู้ตอบแบบสอบถาม ช่วยให้ชาวนาชาวสวนเข้าถึงทุนดอกเบี้ยต่ำ ลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้มั่นคง

อุดหนุนค่าน้ำมันช่วยภาคขนส่ง

  • รถมินิบัส รถตู้โดยสาร และรถสองแถวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล: 68.78% เห็นด้วย
  • รถโดยสารไม่ประจำทางมินิบัส/ตู้: 66.87%
  • รถบัสไม่ประจำทาง: 65.50%
  • รถบรรทุกต่ำกว่า 10 ล้อ (รวมกระบะ): 65.26%
  • แท็กซี่: 64.12%
  • มอเตอร์ไซค์รับจ้าง: 62.14%
  • รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป: 62.51%

มาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันเหล่านี้ช่วยลดต้นทุนการเดินทางและขนส่งสินค้า ทำให้ราคาสินค้าที่消费者จ่ายไม่แพงเกินไป สะท้อนว่าประชาชนเห็นคุณค่าของการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า

สินเชื่อ EV และโซลาร์เซลล์ ดันพลังงานสะอาทิตย์

อีกมาตรการน่าสนใจคือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์และซื้อรถ EV ได้รับการยอมรับ 56.49% แสดงถึงเทรนด์หันมาใช้พลังงานทางเลือก ลดค่าไฟและน้ำมันในระยะยาว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการจาก 300 เป็น 400 บาท และเตรียมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” คล้ายคนละครึ่ง แต่เพิ่มวงเงิน คาดเริ่มใช้เดือนมิถุนายน

รัฐบาลลุยช่วยค่าไฟฟ้าเดือนมิถุนายน

สำหรับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย กว่า 14 ล้านครัวเรือน จะได้ลดค่าไฟ โดยกระทรวงพลังงานเสนอครม. ลดเรต 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ปรับโครงสร้างแบบขั้นบันได ยิ่งใช้มากยิ่งแพง สนับสนุนการประหยัดพลังงาน

ผู้ใช้เกิน 200 หน่วย สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น ผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาษี และรับซื้อไฟส่วนเกิน ลดขั้นตอนราชการให้รวดเร็ว

โพลเหล่านี้ช่วยให้รัฐบาลปรับนโยบายได้ตรงใจประชาชน สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ

ในมุมมองของเรา 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน แนะนำให้ติดตามและใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะ!

ที่มา – รัฐบาลเกาะติดเสียง ปชช. หลัง 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพเสียงตอบรับดี ลุยช่วยค่าไฟ เริ่ม มิ.ย. นี้

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์”

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาปัญหา ล่าสุด น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาโต้แย้งคำวิจารณ์จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่ารัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” หลายเรื่องทำแล้วบรรเทาเดือดร้อนประชาชน และยังมีแผนอีกมากที่กำลังรอคิว

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์”

วันที่ 16 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยเข้าใจถึงความหวังดี แต่ชี้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการหลายเรื่องไปแล้ว เช่น การผลักดันพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการไม่จำเป็นมาช่วยประชาชน อย่างไรก็ตาม กระบวนการต้องรอการพิจารณางบประมาณแผ่นดินปี 2570 ก่อน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และตั้งเป้าใช้งบใหม่ได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูง โดยจะทยอยออกมาตรการใหม่ๆ ขอให้ประชาชนติดตาม ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1 ได้อนุมัติมาตรการพยุงภาคการขนส่งสาธารณะและรถบรรทุก ใช้งบกลางกว่า 2,000 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการรถมินิบัส แท็กซี่ ไรเดอร์ และรถบรรทุกขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” เรื่องแบ่งงาน “ศุภจี”

สำหรับประเด็นการแบ่งงานให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดายืนยันว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดูแลคลัสเตอร์ส่งเสริมการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ส่งเสริม SME พัฒนาสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นี่คือการเชื่อมโยงงานข้ามกระทรวงมากกว่าคุมแค่กระทรวงเดียว ตามที่เคยหาเสียงไว้ และมติครม. ก็ชัดเจนแล้ว ควรโฟกัสที่ผลงานมากกว่าข่าวลือ

รัฐบาลมีมาตรการทั้งเฉพาะหน้า เฉพาะกลุ่ม และระยะยาว เช่น โครงการคนละครึ่งที่ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญ แม้บางฝ่ายจะไม่เห็นด้วย แต่ผลลัพธ์ช่วยประชาชนจริง นอกจากนี้ ยังมีแผนงบประมาณที่คุ้มค่า ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง

ผลกระทบและแนวโน้มมาตรการรัฐบาล

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงบรรเทาค่าครองชีพ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะภาคขนส่งและ SME ที่เป็นเส้นเลือดฝอยของประเทศ การโอนงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้รัฐบาลตอบสนองวิกฤตได้เร็วขึ้น ในขณะที่การมอบหมายงานแบบคลัสเตอร์ช่วยให้การประสานงานระหว่างกระทรวงราบรื่น ลดช่องว่าง bureaucratic

  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง: ลดต้นทุนน้ำมัน ค่าน้ำมันเครื่องจักร
  • ส่งเสริมสินค้าเกษตร: เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เกษตรกร
  • กระตุ้นท่องเที่ยว: ดึงดูดนักท่องเที่ยว ยั่งยืน
  • งบประมาณปี 2570: เร่งรัดเพื่อใช้ทัน Q4 2569

แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าตามแผน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะ

สุดท้าย รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนติดตามมาตรการใหม่ๆ และมีส่วนร่วมแจ้งปัญหา เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” หลายเรื่องทำแล้วบรรเทาเดือดร้อนประชาชน

Scroll to top