โควิด19

โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยไหม

โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยไหม

ในช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในประเทศสิงคโปร์ ทำให้หลายคนเกิดความกังวลใจว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบกลับมายังประเทศไทยหรือไม่ วันนี้เราจะมาเจาะลึกคำตอบจาก ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา เพื่อคลายข้อสงสัยและให้ความกระจ่างแก่ประชาชนครับ

ทำความเข้าใจกับการระบาดของ โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยไหม

สำหรับประเด็นที่ว่า โควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยไหม นั้น หมอยงได้อธิบายว่า แม้สายพันธุ์ที่ระบาดในสิงคโปร์จะเป็นสายพันธุ์ NB.1.8.1 แต่สายพันธุ์นี้เคยระบาดใหญ่ในไทยไปเมื่อปีที่แล้วเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นด้วยภูมิคุ้มกันเดิมที่ประชากรไทยมีอยู่ บวกกับธรรมชาติของไวรัสที่ปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้โอกาสที่จะกลับมาระบาดซ้ำในรูปแบบเดิมนั้นมีน้อยมาก และปัจจุบันสายพันธุ์หลักของโลกได้ขยับไปไกลกว่านั้นแล้ว

หากมองในมุมของฤดูกาล เราจะพบว่าสิงคโปร์มักจะมีการระบาดของไวรัสทางเดินหายใจในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งต่างจากประเทศไทยที่รูปแบบการระบาดมักจะเริ่มต้นหลังสงกรานต์และพีคสุดในช่วงกลางปี ก่อนจะทยอยลดลงตามลำดับ ทั้งนี้ หมอยงได้สรุปแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองในช่วงที่นักเรียนเริ่มเปิดเทอม ดังนี้:

  • ล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลให้ถูกวิธี 5 ขั้นตอนอย่างสม่ำเสมอ
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่ชุมชนที่มีความหนาแน่นสูง เช่น รถไฟฟ้า
  • หมั่นรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด และใช้ช้อนกลางเสมอ
  • ผู้ที่มีอาการป่วยควรรับผิดชอบต่อผู้อื่นด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสังเกตคือในช่วงหลังสงกรานต์ปีนี้ ประเทศไทยไม่ได้เกิดการระบาดใหญ่เหมือนปีก่อนหน้า แต่น่าจะเป็นการระบาดตามฤดูกาลร่วมกับโรคทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่หรือ RSV มากกว่า ดังนั้นประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะภูมิคุ้มกันของคนไทยในปัจจุบันนั้นครอบคลุมและเพียงพอต่อการรับมือกับโควิด-19 ในรูปแบบนี้แล้ว

ในส่วนของวัคซีน หมอยงยังให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า เมื่อโรคลดความรุนแรงลงจนกลายเป็นโรคประจำฤดูกาล ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนโควิด-19 ก็ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าและประวัติการใช้ที่ยาวนานของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ การเฝ้าระวังสุขภาพตนเองและสุขอนามัยส่วนบุคคลจึงยังคงเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคในปัจจุบัน

ที่มา – “หมอยง” ไขข้อสงสัย “โควิด-19” ที่กำลังระบาดอยู่ที่สิงคโปร์ มีผลต่อประเทศไทยไหม

กรมวิทย์ฯ เผยโควิด XFG พบในไทย 33 ราย

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับ กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย ซึ่งเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ สายพันธุ์ XFG หรือที่รู้จักในชื่อ สเตรตัส (Stratus) กำลังกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่กระจายทั่วโลก โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่พบอาการรุนแรง แต่ก็ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย

จากรายงานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 พบว่าสายพันธุ์ XFG กำลังเป็นที่จับตามองทั่วโลก ประเทศไทยตรวจพบครั้งแรกในเดือนเมษายน 2568 และจนถึงวันที่ 24 กันยายน 2568 มีผู้ป่วยสะสม 33 ราย ส่วนใหญ่พบในเขตสุขภาพที่ 13 จำนวน 23 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง เช่น ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกไหล และปวดศีรษะ โดยยังไม่มีรายใดต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ไม่ควรประมาท

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ถอดรหัสพันธุกรรมเชื้อโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ในช่วง 1 เมษายน ถึง 24 กันยายน 2568 ได้ตรวจวิเคราะห์ 608 ตัวอย่าง พบการกระจายของสายพันธุ์ดังนี้

  • สายพันธุ์ NB.1.8.1* ร้อยละ 73.7
  • สายพันธุ์ XEC* ร้อยละ 8.7
  • สายพันธุ์ JN.1* ร้อยละ 6.4
  • สายพันธุ์ XFG* ร้อยละ 5.4
  • สายพันธุ์อื่น ๆ รวมร้อยละ 5.7

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า สายพันธุ์ XFG ยังไม่ใช่สายพันธุ์หลักในไทย แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นนั้นชัดเจน หากเทียบกับข้อมูลสากล นับตั้งแต่เริ่มการระบาดในเดือนมกราคม 2563 ประเทศไทยได้เผยแพร่ข้อมูลจีโนมเชื้อโควิด-19 เข้าสู่ฐานข้อมูล GISAID แล้วกว่า 48,865 ราย ซึ่งช่วยสนับสนุนการเฝ้าระวังโรคระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวโน้มและการป้องกันสายพันธุ์ XFG ในไทย

นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เน้นย้ำว่า แม้ กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย จะยังไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง แต่ประชาชนควรป้องกันตัวเองอย่างสม่ำเสมอ การล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยในสถานที่แออัด หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม และฉีดวัคซีนตามกำหนด เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ไอ หายใจลำบาก หรืออ่อนเพลีย ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจและรักษาที่เหมาะสม

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สายพันธุ์โควิด-19 ยังคงมีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ ดังนั้นการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถืออย่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงเป็นสิ่งจำเป็น สถานการณ์ในไทยยังคงควบคุมได้ดี แต่การเตรียมความพร้อม เช่น การสต็อกยารักษาและเพิ่มจุดตรวจคัดกรอง จะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้

นอกจากนี้ การศึกษาพฤติกรรมของสายพันธุ์ XFG ยังช่วยให้เราเข้าใจการแพร่กระจายได้ดีขึ้น โดยพบว่ามันแพร่เชื้อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็นและชื้น ซึ่งเป็นลักษณะคล้ายสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ผ่านมา ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองและคนรอบข้าง

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือติดตามข่าวจากสื่อที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยที่สุด

สุดท้ายนี้ แม้สถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลง แต่การเฝ้าระวังยังคงสำคัญ หากคุณมีอาการน่าสงสัย อย่าลังเลที่จะไปตรวจและปรึกษาแพทย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน

ที่มา – กรมวิทย์ฯ เผย โควิดสายพันธุ์ใหม่ “XFG” แนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง พบในไทย 33 ราย

Scroll to top