โฆษกพรรคประชาธิปัตย์

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดมีการออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับเจ้าหน้าที่ผู้เสียสละ โดย โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ หลังจากที่เหล่าบรรดาตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด. ภาค 1) ได้ร้องเรียนว่ายังไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนจากการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีสู้รบไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นระยะเวลานานกว่า 5 เดือนแล้ว สร้างความเดือดร้อนและบั่นทอนกำลังใจผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก

เบื้องหลังคำถามถึงความโปร่งใสทำไม โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ

ตามสิทธิที่ควรได้รับนั้น เจ้าหน้าที่ต้องได้รับเบี้ยเลี้ยงวันละ 240 บาท หรือประมาณ 7,200 บาทต่อเดือน เพื่อตอบแทนความเสียสละในการปกป้องอธิปไตยของชาติ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีการอ้างจากต้นสังกัดว่ารัฐบาลยังไม่อนุมัติงบประมาณ นายพงศกร ขวัญเมือง ในฐานะตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์จึงตั้งคำถามสำคัญไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือตัวนายกรัฐมนตรี ว่าติดขัดที่ขั้นตอนใดกันแน่

ประเด็นที่น่าจับตามองและถือเป็นหัวใจสำคัญที่ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ ในครั้งนี้คือเรื่องความโปร่งใส เพราะมีข้อครหาจากกำลังพลหลายร้อยนายว่า:

  • สรุปแล้วรัฐบาลมีการอนุมัติงบประมาณลงมาแล้วหรือไม่?
  • เหตุใดการเบิกจ่ายจึงล่าช้าผิดปกติและไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน?
  • มีการอมเงินเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในแนวหน้าหรือไม่?

การปล่อยให้ผู้ที่เสี่ยงชีวิตในสนามรบต้องมานั่งรอความหวังเรื่องเงินเบี้ยเลี้ยงที่ควรจะเป็นสิทธิพื้นฐาน เป็นภาพสะท้อนที่น่าเศร้าใจของระบบราชการไทย การจวกรัฐบาลว่า “จบศึกทิ้งนักรบ” จึงเป็นคำวิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาและชวนให้คิดว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับรั้วของชาติเพียงใด เมื่อยามเกิดศึกต่างพากันโหนกระแส แต่เมื่อความสงบกลับคืนมา กลับทอดทิ้งคนที่เคยเสี่ยงตายเพื่อประเทศชาติ

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูความคืบหน้าเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเงินเบี้ยเลี้ยงหลักไม่กี่พันบาทสำหรับรัฐบาลอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับครอบครัวของ ตชด. ที่รอคอยเงินก้อนนี้ มันคือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่จำเป็นอย่างยิ่ง หวังว่าคำถามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ทวงถามไปจะได้รับคำตอบที่โปร่งใสและเป็นธรรมโดยเร็วที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ตัวไปวันๆ

ที่มา – โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทวงเงินเบี้ยเลี้ยง ตชด. 5 เดือนอีกรอบ จวกรัฐ จบศึกทิ้งนักรบ

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวทางการเมืองที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เกี่ยวกับการอภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ซึ่งมีการพาดพิงถึงแนวคิดของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าทำไมพรรคประชาธิปัตย์ต้องออกมาตอกย้ำจุดยืนเรื่องการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ อย่างชัดเจนครับ

ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีกระแสข่าวบิดเบือนว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะทำการตัดบำนาญข้าราชการ ทำให้นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ต้องรีบออกมาเคลียร์ประเด็นนี้ทันที โดยเน้นย้ำว่าสิ่งที่อภิสิทธิ์ได้นำเสนอไปนั้น คือการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบการคลังของชาติในระยะยาว ไม่ใช่การล้มล้างสิทธิเดิมที่มีอยู่แล้ว

เปิดมุมมองการปฏิรูประบบงบประมาณที่แท้จริง

หลายท่านอาจสงสัยว่าการ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ นั้นมีใจความสำคัญอย่างไร คำตอบก็คือ:

  • การสร้างระบบใหม่: มุ่งเน้นการวางโครงสร้างงบประมาณใหม่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต
  • ความเป็นธรรม: ยึดหลักการไม่ทำลายสิทธิของคนที่เข้ามาทำงานด้วยกฎเกณฑ์เดิม เพื่อความยุติธรรมของข้าราชการปัจจุบัน
  • ความยั่งยืนทางการคลัง: เพื่อให้ประเทศมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน

พรรคประชาธิปัตย์มองว่า การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสิทธิเดิมนั้นไม่เป็นธรรม แต่การวางแผนใหม่ด้วยวิธีคิดเชิงสร้างสรรค์จะเป็นทางออกที่ดีกว่า การที่กระแสสังคมถูกปั่นหัวให้เข้าใจผิดถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะแนวคิดนี้แท้จริงแล้วคือความปรารถนาดีต่อระบบราชการไทยนั่นเองครับ

นอกเหนือจากเรื่องบำนาญแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังแสดงความห่วงใยถึงการบริหารงบประมาณในภาพรวม โดยเฉพาะการที่รัฐบาลกู้เงินก้อนโตแต่กลับไม่เห็นการลงทุนที่ชัดเจนในโครงการใหญ่ที่ได้ประโยชน์จริง รวมถึงความกังวลเรื่องการจัดการภัยพิบัติที่ควรทำมากกว่าแค่การรอเยียวยา เพราะความสูญเสียเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมไม่คุ้มค่ากับการประหยัดงบประมาณที่ไม่ถูกจุด

ในฐานะประชาชน เราควรพินิจพิเคราะห์ข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะตัดสินใจเชื่อข่าวลือทางการเมือง เพราะการที่ ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพรรคในการเสนอทางออกให้กับบ้านเมือง ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เน้นสร้างความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

ที่มา – ปชป. ย้ำ “อภิสิทธิ์” ชูปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน

บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. ช่วงโค้งสุดท้ายกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน สร้างสีสันและเข้าถึงใจพี่น้องประชาชนได้อย่างดีเยี่ยม โดยงานนี้ นายพงศกร ขวัญเมือง พร้อมด้วยทีมรองโฆษกพรรค ได้ลงพื้นที่ลุยตลาดท่าดินแดงเพื่อขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 5 และนายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ผู้สมัคร สก. เขตคลองสาน เบอร์ 2

ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน ตอกย้ำความพร้อม

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นการเน้นย้ำนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่มุ่งพัฒนาเมืองกรุงอย่างยั่งยืน โดย ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน เพื่อแสดงถึงความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมพันสำคัญอย่างคลองสาน พร้อมชูนโยบายที่จะเปลี่ยนเขตคลองสานให้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของการท่องเที่ยวและระบบขนส่งมวลชนที่ทันสมัยกว่าเดิม

วิสัยทัศน์ของนายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ว่าที่ สก.

นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล ผู้สมัคร สก. เขตคลองสาน เบอร์ 2 ได้เปิดเผยถึงแผนพัฒนาพื้นที่ 3 ด้านหลักที่จะผลักดันหากได้รับโอกาสกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง:

  • สร้างสะพานคนเดินข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา: เชื่อมต่อคลองสานและสัมพันธวงศ์ ให้กลายเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ให้คึกคัก
  • ขยายรถไฟฟ้าสายสีทอง: ผลักดันให้ไปถึงสถานีประชาธิปก เพื่อเชื่อมต่อกับ MRT สายสีม่วง เพิ่มความสะดวกในการสัญจรของคนในเขต
  • พัฒนาโครงข่ายรถเมล์ไฟฟ้า: เพิ่มเส้นทางและเที่ยววิ่งเชื่อมสถานีกรุงธนบุรี วงเวียนใหญ่ และคลองสาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้ง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายพงศกร ขวัญเมือง ยังได้เชิญชวนให้ชาวกรุงเทพฯ ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ เพื่อกำหนดอนาคตของเมืองหลวงร่วมกัน โดยพรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่านโยบายที่นำเสนอจะตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและการเดินทางของพี่น้องชาวไทยได้อย่างแท้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือกตัวแทน แต่คือการเลือกอนาคตของเขตคลองสาน หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้และมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนผู้สมัครที่มีประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่ย่อมส่งผลบวกต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในเขตอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ทีมโฆษก ปชป. ขึ้นรถตุ๊กตุ๊ก หาเสียงเขตคลองสาน ชู “อนุชา” เป็นผู้ว่าฯ เลือก สก.พรรคประชาธิปัตย์

ปชป. แจง อภิสิทธิ์ ไม่ได้วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

“โฆษก ปชป.” ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์ “โครงการคนละครึ่ง” เชิงลบ มองเป็นสิ่งที่ดี แต่ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น ย้ำ ประชาธิปัตย์ เตรียมเสนอพิมพ์เขียว สร้างเศรษฐกิจโตอย่างยั่งยืน

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวชี้แจงกรณีมีการตีความคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นการวิจารณ์โครงการคนละครึ่งของรัฐบาล ว่า ยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาในเชิงลบต่อโครงการดังกล่าว หัวหน้าพรรคมีความเห็นว่าโครงการคนละครึ่งเป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนคือ หากประเทศพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้น โดยปราศจากการต่อยอดในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ อาจเป็นผลให้ประเทศไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในระยะยาว สำหรับแนวทางเศรษฐกิจที่ครบวงจรและยั่งยืนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงได้แสวงหาแนวทางเพิ่มเติม ซึ่งรวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลเพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการยกระดับภาคเกษตรกรรมให้ทันสมัยด้วยการใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูล เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร ซึ่งแนวทางเหล่านี้สิ่งที่พรรคฯ เชื่อมั่นว่าจะช่วยต่อยอดจากโครงการช่วยเหลือชั่วคราวอย่างคนละครึ่งได้ดี และจะทำให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนของสังคม

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการตอกย้ำถึงภารกิจสำคัญที่สุดของพรรคการเมืองที่ต้องมุ่งเน้นไปยังปัญหาและภาพรวมของประเทศชาติบ้านเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงเตรียมจัดเวทีฟอรัมใหญ่ขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและนวัตกรรมระดับประเทศ 3 ท่าน มาร่วมวิเคราะห์และให้มุมมอง ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนแรก นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหารกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานกรรมการบริหารของดับบลิวเอชเอ (WHA) คอร์ปอเรชั่น ทั้งนี้ พรรคมั่นใจว่าทั้งสามท่านจะเข้ามาช่วยบอกกับสังคมถึงสถานะที่แท้จริงของประเทศ และเป็นโอกาสให้พรรคได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์นโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงการแก้ปัญหาระยะสั้นอย่างที่ปรากฏอยู่ในการเมืองปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคการเมืองควรทำ

ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ

ทำไม ปชป. ถึงมองว่าคนละครึ่งไม่ยั่งยืน?

พรรคประชาธิปัตย์มองว่าแม้โครงการคนละครึ่งจะเป็นประโยชน์ในการบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่การพึ่งพาโครงการช่วยเหลือระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืนได้ พวกเขาจึงเสนอแนวทางที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล, ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ, และยกระดับภาคเกษตรกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคงและเป็นธรรมในระยะยาว

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: สร้างโอกาสใหม่ในการค้าขายและบริการ
  • การค้าระหว่างประเทศ: ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
  • ภาคเกษตรกรรม: ใช้เทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลเพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้เกษตรกร

นอกจากนี้ พรรคยังได้จัดเวทีฟอรัมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความเห็นและชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

การมองไปข้างหน้าและการวางแผนระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การพึ่งพาโครงการระยะสั้นอาจช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่การสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืนเท่านั้นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – ปชป. ปัด “อภิสิทธิ์” วิจารณ์คนละครึ่งเชิงลบ แค่ชี้ช่วยประชาชนได้ระยะสั้น

Scroll to top