โซเชียลมีเดีย

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอปดึงผู้ใช้

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการเทคโนโลยีทั่วโลก เมื่อ CEO คนดังของ Meta ต้องมาเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาหนัก ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตเยาวชน เรามาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในศาลลอสแอนเจลิส

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

ในวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ได้ขึ้นให้การต่อศาล หลังถูกฟ้องร้องจากครอบครัวที่อ้างว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำให้ลูกหลานเสพติดและมีปัญหาสุขภาพจิต ทนายฝ่ายโจทก์นำอีเมลเก่า ๆ จากปี 2557-2558 มาพิสูจน์ว่าเคยมีนโยบายเพิ่มเวลาใช้งาน (screentime) มากกว่า 10% แต่ซักเคอร์เบิร์กโต้ว่า “บริษัทเปลี่ยนแนวทางไปแล้ว” และปฏิเสธข้อหาให้การเท็จต่อสภาคองเกรสในปี 2567 อย่างหนักแน่น

นี่เป็นครั้งแรกที่มหาเศรษฐีคนนี้ต้องมาให้การในคดีลูกขุนเกี่ยวกับ Instagram และสุขภาพจิตเด็ก ถ้า Meta แพ้ อาจต้องจ่ายค่าเสียหายมหาศาล และอาจเปิดช่องให้คดีอื่น ๆ ตามมาเพียบ

ประวัติคดีและข้อกล่าวหาที่รุนแรง

โจทก์คือหญิงสาวจากแคลิฟอร์เนียที่เริ่มใช้ Instagram และ YouTube ตั้งแต่เด็ก เธออ้างว่าแอปเหล่านี้ถูกออกแบบให้ติดหนึบเพื่อกำไร โดยรู้ว่าทำลายสุขภาพจิต นำไปสู่ซึมเศร้าและคิดฆ่าตัวตาย Meta และ Google ปฏิเสธ โดยยกผลวิจัยจาก NAS ว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่เอกสารภายในที่รั่วไหลเผยว่า Meta รู้ปัญหา เช่น วัยรุ่นรู้สึกแย่กับรูปร่างจากเนื้อหา

  • อีเมลเก่าของซักเคอร์เบิร์กตั้งเป้าเพิ่ม screentime 10%
  • นักวิจัย Meta พบปัญหาการกินผิดปกติในผู้ใช้ Instagram
  • วัยรุ่นยากลำบากใช้งานแบบนิสัยติด

ทนาย Meta โต้ว่าปัญหามาจากปมชีวิตเด็ก ไม่ใช่แอป แต่แอปช่วยให้เธอแสดงความคิดสร้างสรรค์

กระแสโลกต่อต้านโซเชียลมีเดียกับเด็ก

คดีนี้เป็นตัวอย่างของคลื่นลูกใหญ่ทั่วโลก ออสเตรเลียห้ามเด็กใต้ 16 ปีใช้โซเชียลแล้ว สเปนกำลังตาม รัฐฟลอริดาห้ามเด็กใต้ 14 แต่ถูกอุตสาหกรรมเทคคัดค้าน ในสหรัฐฯ มีคดีพันคดีจากครอบครัว โรงเรียน รัฐ ฟ้อง Meta, Google, Snap, TikTok ว่าเป็นต้นเหตุวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

หัวหน้า Instagram ให้การสัปดาห์ก่อนว่าไม่รู้ผลวิจัยล่าสุดที่บอกการควบคุมผู้ปกครองไม่ได้ช่วยลดการใช้

Meta อ้างพยายามเพิ่มฟีเจอร์ปลอดภัย เช่น การควบคุมเวลาใช้งานสำหรับเยาวชน แต่ฝ่ายโจทก์ชี้ว่าช้าเกินไป

ในไทย เราก็เห็นปัญหาคล้าย ๆ กัน เด็ก ๆ ติด TikTok, IG จนกระทบการเรียนและสุขภาพ ผู้ปกครองควรติดตามใกล้ชิด ใช้เครื่องมือ parental control และพูดคุยเปิดใจ

สุดท้าย แม้ซักเคอร์เบิร์กจะยืนยันเลิกออกแบบแอปดึงเวลาแล้ว แต่คำถามยังค้าง: บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รับผิดชอบได้แค่ไหน? มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ด้วย คุณล่ะคิดยังไง ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวเทคโนโลยีล่าสุดนะ!

ที่มา – มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

UK เล็งสั่งแบน ห้ามเด็กต่ำ 16 เล่นโซเชียล ปิดช่องโหว่แชตบอต AI

UK เล็งสั่งแบน ห้ามเด็กต่ำ 16 เล่นโซเชียล ปิดช่องโหว่แชตบอต AI เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการเทคโนโลยีและการคุ้มครองเด็กทั่วโลก สหราชอาณาจักรกำลังเดินหน้ามาตรการเข้มข้นเพื่อปกป้องเยาวชนจากอันตรายออนไลน์ โดยคาดว่าจะบังคับใช้ได้เร็วสุดภายในปีนี้

UK เล็งสั่งแบน ห้ามเด็กต่ำ 16 เล่นโซเชียล ปิดช่องโหว่แชตบอต AI: รายละเอียดมาตรการใหม่

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ กำลังหารือเรื่องการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียอย่างจริงจัง คล้ายกับที่ออสเตรเลียทำเป็นประเทศแรกของโลก นอกจากนี้ ยังมีแผนปิดช่องโหว่ทางกฎหมายของแชตบอต AI ที่อาจไม่ต้องปฏิบัติตามกฎความปลอดภัย

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดจากความกังวลเรื่องความเสี่ยงทางดิจิทัลต่อเด็กและเยาวชน เช่น การถูกล่อลวง การกลั่นแกล้งทางออนไลน์ และเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แม้สหราชอาณาจักรจะมีพระราชบัญญัติความปลอดภัยออนไลน์ปี 2566 ที่เข้มงวดที่สุดในโลก แต่กฎหมายนี้ยังไม่ครอบคลุมการโต้ตอบส่วนตัวกับ AI เว้นแต่มีการแชร์ข้อมูลกับผู้อื่น

ช่องโหว่แชตบอต AI และตัวอย่างปัญหาจาก Grok

นางลิซ เคนดัลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยี ระบุชัดว่าช่องโหว่เหล่านี้ต้องถูกปิดโดยด่วน เธอกังวลว่าเด็กหลายคนกำลังสร้างความสัมพันธ์แบบตัวต่อตัวกับแชตบอต AI ที่ไม่ได้ออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก ตัวอย่างชัดเจนคือ Grok แชตบอตของอีลอน มัสก์จาก X ที่สามารถตัดต่อภาพผู้ใช้เป็นภาพลามกอนาจารโดยไม่ได้รับอนุญาต สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก

รัฐบาลสหราชอาณาจักรจะแก้ไขกฎหมายอาญาและกฎหมายคุ้มครองเด็กที่รัฐสภากำลังพิจารณา โดยอาจรวมถึง:

  • เก็บรักษาข้อมูลอัตโนมัติของเด็กที่เสียชีวิต เพื่อให้เจ้าหน้าที่สืบสวนเข้าถึงหลักฐาน
  • จำกัดการจับคู่กับคนแปลกหน้าบนแพลตฟอร์มเกมออนไลน์
  • ปิดกั้นการรับ-ส่งภาพลามกอนาจาร

นอกจากสหราชอาณาจักรแล้ว สเปน กรีซ และสโลวีเนีย ก็กำลังดำเนินมาตรการคล้ายกัน หลังจากออสเตรเลียประสบความสำเร็จในการแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงโซเชียลมีเดีย

ข้อถกเถียงและความท้าทายในการบังคับใช้

แม้มาตรการจะเข้มแข็ง แต่ก็มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มคุ้มครองเด็กบางแห่ง พวกเขากังวลว่าการแบนอาจผลักดันกิจกรรมอันตรายไปยังพื้นที่ที่ควบคุมน้อยกว่า หรือสร้าง “หน้าผา” เมื่อเด็กอายุครบ 16 ปีแล้วเข้าถึงได้ทันที นางเคนดัลล์ยอมรับประเด็นนี้ และย้ำว่ารัฐบาลต้องกำหนดนิยาม “โซเชียลมีเดีย” ทางกฎหมายให้ชัดเจนก่อน

บริษัทเทคโนโลยีจะต้องรับผิดชอบเต็มที่ในการปฏิบัติตามกฎอังกฤษ มิเช่นนั้นอาจเผชิญโทษหนัก มาตรการนี้ใช้เวลาเกือบ 8 ปีในการผลักดันพระราชบัญญัติความปลอดภัยออนไลน์ ดังนั้นรัฐบาลจึงเร่งรัดให้เกิดผลเร็วที่สุด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเคลื่อนไหวของ UK เล็งสั่งแบน ห้ามเด็กต่ำ 16 เล่นโซเชียล ปิดช่องโหว่แชตบอต AI จะเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเอเชียที่โซเชียลมีเดียเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ปกครองควรเริ่มสอนเด็กเรื่องการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยตั้งแต่เนิ่นๆ

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเกี่ยวกับกฎหมายเทคโนโลยีเพื่อปกป้องเด็กๆ ของเรา

ที่มา – UK เล็งสั่งแบน ห้ามเด็กต่ำ 16 เล่นโซเชียล ปิดช่องโหว่แชตบอต AI

เลือกตั้ง 2569: ปชป. ปล่อยคลิป “อภิสิทธิ์” ถือกาฟ้า 2 ใบ

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังเข้มข้น พรรคประชาธิปัตย์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ปชป. ปล่อยคลิป “อภิสิทธิ์” ถือกาฟ้า 2 ใบ เพื่อชวนประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มาทายคำและขอคะแนนเสียงทั้งในเขตและพรรค คลิปวิดีโอสั้นๆ นี้กลายเป็นกระแสที่หลายคนพูดถึง เพราะใช้รูปแบบละครใบ้ที่สนุกสนาน แตกต่างจากการหาเสียงแบบเดิมๆ

ปชป. ปล่อยคลิป “อภิสิทธิ์” ถือกาฟ้า 2 ใบ

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคประชาธิปัตย์ได้นำเสนอคลิปวิดีโอโค้งสุดท้าย โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคเป็นตัวเอก คลิปมีความยาวเพียง 12 วินาที แต่สื่อสารได้ชัดเจนและน่าจดจำ เริ่มต้นด้วยภาพคุณอภิสิทธิ์โค้งคำนับ พร้อมข้อความ “โค้งสุดท้าย” จากนั้นเปลี่ยนเป็นท่าทางละครใบ้ โดยถือ “กาน้ำสีฟ้า 2 ใบ” ซึ่งเป็นสีประจำพรรคประชาธิปัตย์ มีป้ายกำกับ “พรรค” และ “เขต” ชัดเจน

ต่อมา คุณอภิสิทธิ์ใช้ใบไม้ทำท่าเครื่องหมายกากบาท เพื่อสื่อถึงการลงคะแนน จากนั้นปรากฏข้อความ “8 ก.พ. 69” วันเลือกตั้งจริง และปิดท้ายด้วยภาพกาน้ำสีฟ้า 2 ใบไขว้กับเครื่องหมายถูก พร้อมปริศนา “กาฟ้า 2 ใบ ทั้งเขต (สีเขียว) และพรรค (สีชมพู)” ซึ่งหมายถึงให้ลงคะแนนผู้สมัคร ส.ส. เขต (กาเขียว) และพรรคประชาธิปัตย์ (กาชมพู) นี่คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการสื่อสารแบบไม่ต้องพูดมาก แต่เข้าถึงใจคนดูได้ทันที

กลยุทธ์เด่นในคลิปปชป. ปล่อยคลิป “อภิสิทธิ์” ถือกาฟ้า 2 ใบ

คลิปนี้ไม่ใช่แค่คลิปหาเสียงธรรมดา แต่ถูกออกแบบมาเพื่อแพร่กระจายบนโซเชียลมีเดีย โดยใช้ความสนุกและปริศนาทายคำ ทำให้คนดูอยากแชร์ต่อ ชวนเพื่อนๆ ทายว่า “กาฟ้าอะไร” สุดท้ายก็ได้ข้อความชัดเจนว่าต้องกา 2 ใบ เพื่อพรรคและผู้สมัครเขต นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของพรรคที่ทันสมัย ไม่แข็งทื่อ เหมาะกับยุคดิจิทัล

  • กาน้ำสีฟ้า 2 ใบ: สื่อถึงคะแนนพรรคและเขต สีฟ้าประจำพรรคประชาธิปัตย์
  • ท่าละครใบ้กากบาท: ย้ำการลงคะแนนให้ถูกต้อง ใช้ใบไม้เรียบง่ายแต่ชาญฉลาด
  • ปริศนาทายคำ: เพิ่ม engagement ทำให้คนรุ่นใหม่สนใจและจดจำ
  • ระบุวันเลือกตั้ง: 8 ก.พ. 2569 ชัดเจน ไม่ให้สับสน

การที่ ปชป. ปล่อยคลิป “อภิสิทธิ์” ถือกาฟ้า 2 ใบ ในช่วงโค้งสุดท้าย แสดงถึงความเข้าใจพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานที่ชอบคอนเทนต์สั้นๆ บน TikTok หรือ Reels คลิปนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มคะแนนเสียงให้พรรคได้มาก โดยเฉพาะในเขตที่แข็งแกร่งของประชาธิปัตย์

บริบทการเลือกตั้ง 2569 และบทบาทของอภิสิทธิ์

การเลือกตั้ง 2569 ถือเป็นศึกใหญ่ที่ทุกพรรคต่างทุ่มสุดตัว พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน มีฐานเสียงที่มั่นคงในภาคใต้และบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ อภิสิทธิ์เองก็มีภาพลักษณ์ที่สุภาพ สุขุม แต่คลิปนี้แสดงด้านสนุกสนาน ทำให้ดูเข้าถึงง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการพลิกภาพเดิมที่บางคนมองว่าพรรคอนุรักษนิยมเกินไป

จากข้อมูลล่าสุด คลิปนี้มียอดวิวพุ่งสูงในโซเชียลมีเดีย และมีคอมเมนต์ชื่นชอบจำนวนมาก ผู้ใช้หลายรายบอกว่า “น่ารักดี ทายถูกเลย กาให้แน่นอน” หรือ “หาเสียงแบบนี้แหละที่อยากดู” แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์นี้เวิร์กจริง

นอกจากคลิปนี้ พรรคยังมีแคมเปญอื่นๆ เช่น การไลฟ์สดตอบคำถามประชาชน และโปสเตอร์ดิจิทัล แต่ ปชป. ปล่อยคลิป “อภิสิทธิ์” ถือกาฟ้า 2 ใบ โดดเด่นที่สุดเพราะ viral เร็วที่สุด หากคุณยังไม่ได้ดู แนะนำให้ค้นหาในเฟซบุ๊กหรือยูทูบของพรรคประชาธิปัตย์เลย

ในมุมมองของผม คลิปนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการหาเสียงยุคใหม่ ที่ผสมผสานความบันเทิงเข้ากับข้อความการเมือง ทำให้ประชาชนไม่รู้สึกเบื่อ แต่กลับอยากมีส่วนร่วม มันช่วยลดช่องว่างระหว่างนักการเมืองกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากพรรคอื่นๆ ทำตาม น่าจะทำให้การเลือกตั้งคึกคักยิ่งขึ้น

เรียกร้องให้คุณ: อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คิดให้ดี กาให้ถูก และแชร์คลิปนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ เพื่อให้เสียงของเรามีน้ำหนัก!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : ปชป. ปล่อยคลิป “อภิสิทธิ์” ถือกาฟ้า 2 ใบ ขอคะแนนให้เขตและพรรค

“ซูชิ พริษฐ์” ยันเหลนหลวงฯ ลาออกพรรค

“รังษี” ตัดไฟแต่ต้นลม สะกิดโฆษกและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 5 พรรคเศรษฐกิจลาออกจากสมาชิกพรรค ด้าน “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

ช่วงเย็นวันที่ 4 ม.ค. 2569 พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 แถลงข่าวด่วน พร้อมนำ นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 และโฆษกของพรรคมาแถลงข่าวการลาออกจากสมาชิก โดยพลเอก รังษี ระบุว่า ขอแจ้งให้ทราบว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรคและผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายพริษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณทีมงานพรรคทุกคนและทีมงานคัดสรรบัญชีรายชื่อ ตนเองไม่เคยคิดว่าจะได้มาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 5 ตนดูแลโซเชียลมีเดียและประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อตนเห็นว่ามีความไม่สบายใจของประชาชนเกี่ยวกับการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อ ตนก็รู้สึกไม่สบายใจและยินดีที่จะออกจากบัญชีรายชื่อของพรรค ไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร แต่เป็นความสมัครใจของตนเอง ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้ขาดสมาชิกภาพการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นอกจากการยื่นลาออกจากสมาชิกพรรค ขอบคุณผู้ที่สนับสนุนพรรคเศรษฐกิจมาโดยตลอดและอวยพรขอให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังในโลกโซเชียลได้ขุดคุ้ยประวัติของนายพริษฐ์ ทายาทของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะราษฎร ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อ 16 เมษายน 2560 พริษฐ์ ได้ เดินทางไปยัง สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ขอให้มีการติดตามหาหมุดกลับคืนมา ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมขุดคุ้ยประวัติและวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เนื่องจากเห็นว่าพลเอก รังษี ก็มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงเลือกบุคคลผู้นี้มาเป็น ผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับต้น ๆ เป็นเหตุให้พลเอกรังษีต้องขอให้นายพริษฐ์ลาออก

“ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์

ล่าสุดนายพริษฐ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจง ว่า ไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นเหลนของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ แต่ตนเป็นเหลนจริงๆที่ตัดสินใจลาออกด้วยตนเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

“ผมเสียสละเพื่อให้ลำดับของพลเอกรังษีขึ้นมาเป็นลำดับที่ 9 และผมไม่คิดมาก่อนว่าผมจะได้อยู่ในลำดับที่ 5 การทำกิจกรรมในวัยมหาวิทยาลัยแล้วนำกลับมาโดน IO ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากครับ ซึ่งเมื่อสมัครปาร์ตี้ลิสต์แล้ว มันไม่สามารถแก้ไขหรือลาออกได้ มีวิธีเดียวคือการลาออกจากสมาชิกพรรคเท่านั้นครับ เมื่อลาออกจากสมาชิกพรรค ทุกตำแหน่งย่อมต้องออกตามไปด้วยอยู่แล้วครับ”

ดังนั้นคำว่า “แอบอ้าง” ผมไม่ค่อยโอเค แต่ถ้าถามว่าวัยรุ่นทำกิจกรรมการเมืองเยอะไหม ไม่ปฏิเสธ

ทำไม “ซูชิ พริษฐ์” ถึงลาออกจากพรรคเศรษฐกิจ?

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประวัติและแนวคิดของนายพริษฐ์ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อพรรคเศรษฐกิจ พลเอกรังษีจึงตัดสินใจให้นายพริษฐ์ลาออกจากสมาชิกพรรค เพื่อลดกระแสความไม่พอใจจากประชาชนและผู้สนับสนุนพรรค

นายพริษฐ์เองก็ยืนยันว่าการลาออกเป็นความสมัครใจของตนเอง และไม่ได้มีความขัดแย้งกับใครในพรรค เขาเห็นว่าการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อสร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชน จึงตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

การลาออกของ “ซูชิ พริษฐ์” ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การที่บุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันสามารถเข้ามาทำงานร่วมกันในพรรคการเมืองได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมและผู้สนับสนุนพรรค

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการคัดเลือกผู้สมัคร และต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางความคิดเห็นของสมาชิกพรรค เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่พรรคสามารถจัดการกับความขัดแย้งภายในพรรคได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

เรื่องราวของ “ซูชิ พริษฐ์” และการตัดสินใจลาออกจากพรรคเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินใจของเขาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตนเองและพรรคเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองไทย

ที่มา – “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

X ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณา หลังถูกปรับ

X ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม เอาคืนหลังถูกปรับ 120 ล้านยูโร กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเทคโนโลยี เมื่อ X สั่งแบนการลงโฆษณาของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) หลังจากที่ X เองเพิ่งถูกปรับเงินจำนวนมหาศาลถึง 120 ล้านยูโร จากกรณีปัญหาเครื่องหมายถูกสีน้ำเงิน

การตอบโต้ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายนิกิตา บีเออร์ เจ้าหน้าที่อาวุโสของ X กล่าวหาว่าคณะกรรมการยุโรปพยายามใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบโฆษณาของ X เพื่อโปรโมทโพสต์เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาถูกปรับ โดยมีการกลับมาใช้งานบัญชีที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อเพิ่มการเข้าถึง และโพสต์ลิงก์ที่อาจหลอกลวงผู้ใช้งานให้เข้าใจผิดว่าเป็นวิดีโอ เพื่อหวังผลให้มียอดคลิกเพิ่มขึ้น

นายนิกิตา บีเออร์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ดูเหมือนว่าคุณ[คณะกรรมาธิการยุโรป]เชื่อว่ากฎไม่ควรนำมาใช้กับบัญชีของคุณ บัญชีโฆษณาของคุณจึงถูกยกเลิกแล้ว” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งของ X ต่อการกระทำของคณะกรรมาธิการยุโรป

ทางด้านโฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรปก็ได้ออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่า พวกเขาใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหมดด้วยความสุจริตใจเสมอมา และกล่าวว่า “เราเพียงใช้เครื่องมือที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้จัดหาไว้ให้กับบัญชีองค์กรของเราเท่านั้น” ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขาพยายามใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบ

X ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ X กลายเป็นบริษัทแรกของโลกที่ถูกสหภาพยุโรปปรับเงินภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act) โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ระบบเครื่องหมายถูกสีน้ำเงินของ X เป็นเรื่องหลอกลวง เนื่องจากบริษัทไม่ได้ตรวจสอบยืนยันตัวผู้ใช้งานอย่างเต็มที่

คณะกรรมาธิการยุโรปให้เหตุผลว่า “การหลอกลวงนี้ทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการหลอกลวง รวมถึงการฉ้อโกง การแอบอ้างบุคคลอื่น เช่นเดียวกับการครอบงำในรูปแบบอื่น ๆ โดยผู้ไม่หวังดี” และยังกล่าวอีกว่า X ล้มเหลวในการให้ความโปร่งใสเกี่ยวกับการโฆษณาของพวกเขา และไม่ได้ให้สิทธิ์นักวิจัยในการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ

หลังจากนี้ X จะมีเวลา 60 วันในการตอบกลับคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับข้อกังวลเกี่ยวกับเครื่องหมายถูกสีน้ำเงิน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับบทลงโทษเพิ่มเติม

หลังจากที่มีคำสั่งปรับเงินดังกล่าว อีลอน มัสก์ ก็ได้โพสต์ข้อความลงบน X ว่า สหภาพยุโรป“ควรถูกยุบ” และรีทวีตข้อความตอบกลับจากผู้ใช้ X รายอื่นที่เปรียบเทียบสหภาพยุโรปกับระบอบฟาสซิสต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเขาต่อการตัดสินใจของสหภาพยุโรป

ทำไม X ถึง ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม

เหตุผลหลักๆ คือ X มองว่า EC พยายามใช้ช่องโหว่ในการโฆษณาเพื่อโจมตี X เอง หลังจากที่โดนปรับเงิน อย่างไรก็ตาม EC ก็ยืนยันว่าทำทุกอย่างตามกฎที่ X กำหนด

ทางด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ และคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ออกมากล่าวหาคณะกรรมาธิการยุโรปว่า กำลังโจมตีและเซ็นเซอร์บริษัทอเมริกัน และเสริมว่า วันเวลาแห่งการเซ็นเซอร์อเมริกันทางออนไลน์นั้นจบลงแล้ว

  • X สั่งห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาหลังถูกปรับ 120 ล้านยูโร
  • EC อ้างว่าใช้เครื่องมือที่ X จัดให้เท่านั้น
  • มัสก์ตอบโต้ด้วยการบอกว่า EU ควรถูกยุบ

จากเหตุการณ์ X ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม นี้ ทำให้เห็นถึงความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่าง X และสหภาพยุโรป ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกฎระเบียบและแนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ในอนาคต การที่ X ตอบโต้กลับอย่างรุนแรงเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของบริษัทในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และพร้อมที่จะต่อสู้กับการตัดสินใจที่พวกเขาเห็นว่าไม่เป็นธรรม

ที่มา – X ห้าม คกก. ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม เอาคืนหลังถูกปรับ 120 ล้านยูโร

เสียงเอกฉันท์! ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วม

จากผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล โดยมองว่าการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นสอบตกในทุกด้าน และเรียกร้องให้เร่งปรับปรุงอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมจากโซเชียลมีเดียมากกว่าช่องทางของหน่วยงานรัฐเสียอีก

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา นายสานิต ศิริวิศิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นอร์ทแบงค็อกโพล” มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากทั่วประเทศ จำนวน 960 คน เกี่ยวกับการจัดการปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาล ผลปรากฏว่า ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจในการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมอย่างมาก โดยเมื่อพิจารณาจากประสิทธิภาพโดยรวมของการจัดการน้ำท่วม ประชาชนกว่า 92% ให้คะแนน “แย่มาก” และระดับความไม่พอใจโดยรวมสูงถึง 92.3%

เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก็ได้รับการประเมินว่า “สอบตก” โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 76.9% ที่มองว่าการช่วยเหลืออยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่” เมื่อพิจารณาถึงปัญหาที่ประชาชนพบเจอ พบว่าการทำงานของรัฐบาลมีข้อบกพร่องในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน ซึ่ง 84.6% มองว่าอยู่ในระดับ “แย่มาก” และ “แย่”

ความเร็วในการแจ้งเตือนภัยก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดย 46.20% มองว่าความเร็วในการแจ้งเตือนอยู่ในระดับ “แย่มาก” เช่นเดียวกัน รวมถึงการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ก็ถูกประเมินว่า “แย่มาก” และ “แย่” รวมกันถึง 67.3% เลยทีเดียว สำหรับข้อเสนอแนะที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลปรับปรุงในการจัดการปัญหาน้ำท่วม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยประชาชน 100% เห็นพ้องกันว่ารัฐบาลต้องปรับปรุงในด้านนี้ ทั้งในแง่ของความรวดเร็วและความทั่วถึงของการช่วยเหลือ

ประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการให้แก้ไข

  • อันดับ 1: ปรับปรุงด้านการช่วยเหลือฉุกเฉินให้รวดเร็วและทั่วถึง (100%)
  • อันดับ 2: ปรับปรุงเรื่องการระบายน้ำ ติดตั้งและลอกท่อ (92.30%)
  • อันดับ 3: ปรับปรุงการจัดการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ (88%)

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ผลสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ถึง 84.60% พึ่งพาโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางหลักในการรับทราบข่าวสารและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสื่อสังคมออนไลน์ในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในยุคปัจจุบัน

จากผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล และต้องการให้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการช่วยเหลือฉุกเฉิน การระบายน้ำ และการจัดการข้อมูล การที่ประชาชนหันไปพึ่งพาโซเชียลมีเดียในการรับข้อมูลข่าวสาร แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์

รัฐบาลควรนำผลสำรวจนี้ไปพิจารณาและปรับปรุงแผนการจัดการน้ำท่วมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเป็นไปอย่างยั่งยืนและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลครั้งนี้ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นต่อไป

ที่มา – เสียงเอกฉันท์ประชาชนไม่พอใจการจัดการน้ำท่วมของรัฐบาล ชี้สอบตกทุกด้าน

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

เหตุการณ์สะเทือนขวัญในอาร์เจนตินาได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงบัวโนสไอเรส เมื่อชาวเมืองนับพันออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับหญิงสาว 3 คนที่ถูกแก๊งค้ายาเสพติดลวงไปสังหารอย่างโหดร้าย และยังถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อข่มขู่สังคม สร้างความโกรธแค้นไปทั่วประเทศ

อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าผู้ประท้วงหลายพันคนได้รวมตัวเดินขบวนบนท้องถนนในกรุงบัวโนสไอเรส ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความอาฆาตและเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและความรุนแรงต่อผู้หญิง การประท้วงนี้มุ่งเน้นไปที่คดีอาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวในการปกป้องพลเมือง โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอย่างผู้หญิงและเยาวชน

ญาติของผู้เสียชีวิตทั้งสาม ได้แก่ ลารา กูเตียร์เรซ วัย 15 ปี, เบรนดา เอล กัสติลโญ่ และโมเรนา เวอร์ดี วัย 20 ปี ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ได้ออกมาเป็นผู้นำขบวน ชูป้ายที่มีชื่อและภาพถ่ายของพวกเธอ ขณะเดินไปยังอาคารรัฐสภา ป้ายข้อความที่โดดเด่น เช่น “มันคืออาชญากรรมฆ่าผู้หญิงและยาเสพติด!” และ “ชีวิตของเราไม่ใช่ของทิ้งขว้าง!” สะท้อนถึงความเดือดดาลของผู้คนที่มองว่านี่เป็นจุดแตกหักของสังคม

รายละเอียดชวนสยองของคดีอาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

ร่างของผู้เสียหายทั้งสามถูกพบฝังในสนามหญ้าของบ้านหลังหนึ่งในชานเมืองทางใต้ของบัวโนสไอเรส เมื่อวันที่ 24 กันยายน หรือห้าวันหลังจากที่พวกเธอหายตัวไป ตำรวจเชื่อว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติดที่ใช้ความรุนแรงเพื่อลงโทษผู้ที่ละเมิดกฎของกลุ่ม โดยหญิงสาวทั้งสามถูกล่อลวงให้ขึ้นรถตู้ที่อ้างว่าจะพาไปงานเลี้ยงเมื่อวันที่ 19 กันยายน แต่กลายเป็นกับดักสยอง

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ การสังหารนี้ถูกถ่ายทอดสดผ่านอินสตาแกรมในบัญชีส่วนตัวที่มียอดผู้ชมถึง 45 คน ในคลิปวิดีโอ หัวหน้าแก๊งพูดว่า “นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่ขโมยยาเสพติดของฉัน” ซึ่งถูกพบหลังจากผู้ต้องหาคนหนึ่งสารภาพระหว่างสอบสวน บริษัทเมตา (Meta) ยืนยันว่าไม่ได้เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มหลัก แต่ยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

เลโอเนล เดล กัสติลโญ่ พ่อของเบรนดา เล่าว่าลูกสาวของเขาถูกทำร้ายอย่างโหดร้ายจนเขาแทบจำศพไม่ได้ “ผู้หญิงจะต้องได้รับการปกป้องมากกว่าที่เคยเป็น” เขากล่าวท่ามกลางฝูงชน ในขณะที่ปู่ของเบรนดา อันโตนิโอ เดล กัสติลโญ่ หลั่งน้ำตาและเรียกฆาตกรว่า “พวกกระหายเลือด” โดยกล่าวว่า “สิ่งที่คุณทำกับพวกเธอ คุณไม่ควรทำกับสัตว์ด้วยซ้ำ” เขายังขอให้ประชาชนยืนหยัดเคียงข้างครอบครัว

การประท้วงนี้จัดโดยกลุ่มสตรีนิยมที่ใช้การตีกลองและร้องตะโกนเพื่อดึงดูดความสนใจ กลายเป็นกระแสที่แพร่กระจายทั่วโซเชียลมีเดีย ทำให้คดีอาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล กลายเป็นหัวข้อร้อนที่ถูกพูดถึงทั้งในและนอกประเทศ

การตอบสนองจากรัฐบาลและการจับกุมผู้ต้องหา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ แพทริเซีย บุลริช ประกาศจับกุมผู้ต้องสงสัยรายที่ 5 เมื่อวันที่ 26 กันยายน ทำให้ตอนนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วยชาย 3 คนและหญิง 2 คน นายฮาเวียร์ อลอนโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงของจังหวัดบัวโนสไอเรส เปิดเผยว่าการสืบสวนยังดำเนินต่อไป โดยมุ่งเน้นไปที่เครือข่ายแก๊งค้ายาเสพติดที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือข่มขู่

  • ผู้เสียหายถูกล่อลวงด้วยข้ออ้างงานเลี้ยง
  • การถ่ายทอดสดเพื่อเป็นคำเตือนแก่สมาชิกแก๊งอื่น
  • ตำรวจพบคลิปวิดีโอจากผู้ต้องหาที่สารภาพ
  • Meta ให้ความร่วมมือแต่ปฏิเสธว่าไม่ได้เกิดบนแพลตฟอร์มหลัก

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงปัญหายาเสพติดที่รุนแรงในอาร์เจนตินา แต่ยังสะท้อนถึงช่องโหว่ของโซเชียลมีเดียในการป้องกันเนื้อหาที่รุนแรง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้มีกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อปกป้องผู้ใช้ โดยเฉพาะเยาวชนหญิงที่ตกเป็นเป้าหมายของอาชญากร

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความปลอดภัยออนไลน์ต้องมาก่อน สังคมควรรวมพลังกันต่อสู้กับความรุนแรงแบบนี้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ที่มา – อาร์เจนตินาประท้วงเดือด กรณีหญิง 3 คนถูกสังหารถ่ายทอดสดทางโซเชียล

จีนเปิดแคมเปญกวาดล้าง “ความสิ้นหวัง” ในโลกออนไลน์

จีนเปิดแคมเปญกวาดล้าง “ความสิ้นหวัง” ในโลกออนไลน์ หวังสร้างโลกอินเทอร์เน็ตที่สดใส เป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในสัปดาห์นี้ สำนักงานบริหารไซเบอร์แห่งประเทศจีน (CAC) ได้ริเริ่มแคมเปญระยะเวลา 2 เดือน เพื่อจำกัดการโพสต์บนโซเชียลมีเดียที่แสดงออกถึงความรู้สึกด้านลบและความสิ้นหวังเกินจริง เป้าหมายหลักคือการแก้ไขอารมณ์ด้านลบ สร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่มีอารยธรรมและมีเหตุผลมากขึ้น

เนื้อหาที่ถูกเพ่งเล็ง ได้แก่ เรื่องเล่าหรือความคิดเห็นเชิงลบ เช่น “เรียนไปก็ไร้ประโยชน์” หรือ “ทำงานหนักไปก็ไร้ประโยชน์” รวมถึงเรื่องราวที่ส่งเสริม “ความเบื่อหน่ายโลก” ซึ่งอาจกระตุ้นให้ผู้ใช้รู้สึกท้อแท้มากขึ้น

จีนเปิดแคมเปญกวาดล้าง “ความสิ้นหวัง” ในโลกออนไลน์

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหลังวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ อัตราการว่างงานของเยาวชนที่สูงถึงระดับน่าตกใจ และการแข่งขันที่รุนแรงในการเข้าศึกษาต่อและหางาน สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจและผิดหวังในหมู่คนรุ่นใหม่จำนวนมาก ทำให้รัฐบาลจีนต้องออกมาตรการเข้มงวดเพื่อควบคุมกระแสทางสังคม

ดร. ไซมอน ซีฮัง ลั่ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง ประเทศสิงคโปร์ ได้ให้ความเห็นกับบีบีซีว่า คนหนุ่มสาวในจีนกำลังมีคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตชีวิต พวกเขาต้องเผชิญความจริงที่ว่าความเป็นอยู่ของตัวเองมีแนวโน้มแย่กว่าคนรุ่นพ่อแม่ ซึ่งเป็นสัญญาณของปัญหาสังคมที่ลึกซึ้ง

ความกังวลของรัฐบาลจีนต่อความไม่พอใจที่กำลังปะทุนี้ สะท้อนผ่านการลงโทษผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรืออินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายแห่ง

กรณีศึกษาการลงโทษผู้สร้างเนื้อหา

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หู เฉินเฟิง ผู้สร้างคอนเทนต์ชื่อดัง ถูกลบโพสต์ทั้งหมดจากบัญชีโซเชียลมีเดีย แม้ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อกันว่ามาจากคอมเมนต์ไวรัลของเขาที่จัดประเภทผู้คนและสิ่งของเป็น “แอปเปิล” หรือ “แอนดรอยด์” โดยใช้คำหลังเพื่ออธิบายสิ่งที่ด้อยกว่า การล้อเลียนความไม่เท่าเทียมเช่นนี้ กลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อน เพราะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่อยากให้ประชาชนสนใจ

นอกจากนี้ จาง ซู่เฟิง ติวเตอร์ออนไลน์ชื่อดังที่มีผู้ติดตามหลายล้านคน ถูกบล็อกไม่ให้เพิ่มผู้ติดตามใหม่ แม้เขาจะเคยสร้างความขัดแย้งด้วยการประกาศบริจาคเงิน 100 ล้านหยวนหากจีนบุกไต้หวัน แต่การลงโทษล่าสุดเชื่อว่ามาจากคำแนะนำของเขาที่ว่า “ในโลกที่ไม่ยุติธรรม คุณต้องเลือกทางเลือกที่เป็นประโยชน์เท่านั้น” ซึ่งอาจแพร่กระจายความสิ้นหวัง

ทางการจีนยังกำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องมีส่วนร่วมในการทำความสะอาดอินเทอร์เน็ตครั้งใหญ่ โดย CAC จะลงโทษอย่างเข้มงวดกับแอปอย่างเสี่ยวหงซู (Xiaohongshu), ไคว่โส่ว (Kuaishou) และเว่ยป๋อ (Weibo) หากล้มเหลวในการควบคุมเนื้อหาเชิงลบ เช่น การโหมกระแสอัพเดตส่วนตัวของดาราหรือข้อมูลที่ไม่สลักสำคัญ

  • เนื้อหาเชิงลบที่ถูกห้าม: โพสต์แสดงความสิ้นหวังเกินจริง
  • เป้าหมาย: สร้างโลกออนไลน์ที่สดใสและมีเหตุผล
  • ผลกระทบ: อาจทำให้ผู้ใช้รู้สึกกดดันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ดร. ลั่ว ให้ความเห็นว่า การกีดกันไม่ให้ประชาชนระบายความรู้สึกหดหู่ อาจทำให้สถานะทางจิตใจโดยรวมแย่ลง ปัจจัยกดดันทางสังคม เช่น เยาวชนที่ต้องกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่เพราะหางานไม่ได้ หรือต้องการพักจากงานหนัก ยังคงอยู่ และการวิจัยล่าสุดยืนยันว่าความสิ้นหวังเกี่ยวกับอนาคตในจีนเพิ่มขึ้นจริง ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ตระหนักดี จึงพยายามปราบปรามหลักฐานเหล่านี้

ดร. ลั่ว สรุปว่า ประวัติศาสตร์จีนร่วมสมัยแสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การรณรงค์ทางอุดมการณ์จากเบื้องบนแทบไม่สามารถกำจัดรากเหง้าของปัญหาสังคมได้ แม้รัฐบาลจะทรงอำนาจ แต่ก็ยากที่จะยับยั้งความรู้สึกมองโลกในแง่ร้าย เมื่อเศรษฐกิจมืดมน ตลาดงานแข่งขันโหดร้าย และอัตราการเกิดต่ำสุด

การเคลื่อนไหวนี้อาจช่วยควบคุมกระแสชั่วคราว แต่เพื่อแก้ปัญหาที่แท้จริง จีนควรหันไปโฟกัสที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและโอกาสสำหรับเยาวชนมากกว่า คุณคิดอย่างไรกับแคมเปญนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – จีนเปิดแคมเปญกวาดล้าง “ความสิ้นหวัง” ในโลกออนไลน์ หวังสร้างโลกอินเทอร์เน็ตที่สดใส

Scroll to top