โปรดเกล้าแต่งตั้ง

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ราชองครักษ์ในพระองค์

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง เป็นข่าวราชการที่น่าสนใจล่าสุดจากราชกิจจานุเบกษา ซึ่งแสดงถึงพระราชประเพณีและการถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายทหารราชองครักษ์ในพระองค์และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ โดยมีเนื้อหาสำคัญว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรทั้ง 93 นาย ปฏิบัติราชการในหน้าที่ดังกล่าวต่อไปอีกวาระ

โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

พระบรมราชโองการนี้ทรงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ประกอบพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2480 พระราชบัญญัตินายตำรวจราชสำนัก พ.ศ. 2495 และระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายที่กำหนดบทบาทของราชองครักษ์ในการถวายความปลอดภัยและรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิด ราชองครักษ์ในพระองค์ถือเป็นหน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่สำคัญยิ่งในการคุ้มกันพระองค์ท่านและราชวงศ์ โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งต้องมีความจงรักภักดีสูงสุดและมีคุณสมบัติเหมาะสม

การโปรดเกล้าฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน สะท้อนถึงพระราชวิสัยในการทรงคัดเลือกบุคลากรที่มีความสามารถเพื่อถวายราชการแผ่นดิน

รายชื่อนายทหารและนายตำรวจที่ได้รับพระราชทาน

รายชื่อแบ่งตามเหล่าทัพและกองทัพตำรวจ ดังนี้

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารบก จำนวน 55 นาย

  • 1. พลเอก กิตติพงศ์ ชื่นใจชน
  • 2. พลเอก เดชาธร สุขแสง
  • 3. พลเอก ไพศาล หนูสังข์
  • 4. พลเอก ร่มเกล้า ปั้นดี
  • 5. พลเอก อมฤต บุญสุยา
  • 6. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์
  • 7. พลเอก อุดม แก้วมหา
  • 8. พลโท ชายแดน กฤษณสุวรรณ
  • 9. พลโท ณุดนัย บูรณสมภพ
  • 10. พลโท ธีรพล ศรีเกษม
  • 11. พลโท พงษ์ศักดิ์ เอี่ยมพญา
  • 12. พลโท พงษ์สวัสดิ์ ภาชนะทิพย์
  • 13. พลโท พิจิตร บุญญสุวรรณ
  • 14. พลโท วรเดช เดชรักษา
  • 15. พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ
  • 16. พลโท ศาสตรา ศรีเพ็ญ
  • 17. พลโท สราวุธ ไชยสิทธิ์
  • 18. พลโท เสรี ตรีครุธพันธุ์
  • 19. พลโท อาจิณ ปัทมจิตร
  • 20. พลตรี กิตติ คงหอม
  • 21. พลตรี กิตติ ประพิตรไพศาล
  • 22. พลตรี เฉลิมพร ขำเขียว
  • 23. พลตรี ณรงค์ ตันติสิทธิพร
  • 24. พลตรี ณรงค์ฤทธิ ปาณิกบุตร
  • 25. พลตรี ณัฏฐ์ ศรีอินทร์
  • 26. พลตรี ธารา เจนตลอด
  • 27. พลตรี ธวัชชัย วรรณดิลก
  • 28. พลตรี ธีระ ผดุงสุนทร
  • 29. พลตรี นิติ ติณสูลานนท์
  • 30. พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
  • 31. พลตรี ไพบูลย์ จุลภาคี
  • 32. พลตรี เรืองพงษ์ วงษ์ศรีสุข
  • 33. พลตรี เรืองศักดิ์ แก่นกำจร
  • 34. พลตรี ศรัณย์ รอดบุญธรรม
  • 35. พลตรี สมใจ คิดเกื้อการุญ
  • 36. พลตรี สิษฐเศรษฐ์ หิรัณญพงศ์
  • 37. พลตรี สุคนธรัตน์ ชาวพงษ์
  • 38. พลตรี สุจินต์ ทรัพย์สิน
  • 39. พลตรี เสกสรรค์ พรหมศักดิ์
  • 40. พันเอก กฤษณ์ สุนสะธรรม
  • 41. พันเอก จรูญ จตุรงค์
  • 42. พันเอก เฉลิมพล นุตรักษ์
  • 43. พันเอก ชาตรี สงวนธรรม
  • 44. พันเอก ชินสรณ์ เรืองศุข
  • 45. พันเอก ฐิติพงษ์ อินวะษา
  • 46. พันเอก ณัฏฐภูมิ หลาวทอง
  • 47. พันเอก ธนิต อิ่มอกใจ
  • 48. พันเอก ธนุตม์ พิศาลสิทธิวัฒน์
  • 49. พันเอก พิเชษฐ์ ชุติเดโซ
  • 50. พันเอก พิพัฒน์ ศรีทองพิมพ์
  • 51. พันเอก ภาณุมาส จีนานุรักษ์
  • 52. พันเอก มีชัย นิลศาสตร์
  • 53. พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง
  • 54. พันเอก รุ่งเพชร คนทัด
  • 55. พันเอก ศตวรรษ อินทร์กง

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารเรือ จำนวน 18 นาย

  • 56. พลเรือเอก ปรีดิวัฒน์ ดิลกนรนารถ
  • 57. พลเรือโท ธวัชชัย พิมพ์เมือง
  • 58. พลเรือโท พนม ควรประดิษฐ์
  • 59. พลเรือโท สุริยา ภักดีเสนา
  • 60. พลเรือโท อนิรุธ สวัสดี
  • 61. พลเรือตรี ชนก สนทราพรพล
  • 62. พลเรือตรี ชานินท์ ศรียาภัย
  • 63. พลเรือตรี ชเนศร์ สิงหชาญ
  • 64. พลเรือตรี ชัย เกตุวัฒนกิจ
  • 65. พลเรือตรี ชัยยุทธ์ คลังเงิน
  • 66. พลเรือตรี โยธิน ธนะมูล
  • 67. พลเรือตรี ศศิน สวรรคทัต
  • 68. พลเรือตรี ศิริพัฒน์ แพงพันธุ์
  • 69. นาวาเอก เกียรติก้อง ปานทอง
  • 70. นาวาเอก บุญมี แก้วสง่า
  • 71. นาวาเอก ไมตรี บุตรบุรี
  • 72. นาวาเอก ไวพจน์ วีระประเสริฐศักดิ์
  • 73. นาวาเอก อมรศักดิ์ ปัทมปราณี

นายทหารสัญญาบัตร เหล่าทหารอากาศ จำนวน 7 นาย

  • 74. พลอากาศตรี เจริญ วัฒนศรีมงคล
  • 75. พลอากาศตรี นรุธ กำเนิดนักตะ
  • 76. พลอากาศตรี พฤทธิ์ ตึกสุอินทร์
  • 77. พลอากาศตรี มณเฑียร หมีโชติ
  • 78. นาวาอากาศเอก ชวภณ ยิ้มพงษ์
  • 79. นาวาอากาศเอก เนาวมรัตน์ ประพัฒน์ทอง
  • 80. นาวาอากาศเอก พรประเสริฐ ผ่านภพ

นายตำรวจชั้นสัญญาบัตร จำนวน 13 นาย

  • 1. พลตำรวจเอก ธัชชัย ปิตะนีละบุตร
  • 2. พลตำรวจโท พิสิฐ ตันประเสริฐ
  • 3. พลตำรวจโท ยิ่งยศ เทพจำนงค์
  • 4. พลตำรวจโท รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ
  • 5. พลตำรวจโท อิทธิพล อิทธิสารรณชัย
  • 6. พลตำรวจตรี ชัยรพ จุณณวัตต์
  • 7. พลตำรวจตรี โชคชัย งามวงศ์
  • 8. พลตำรวจตรี ชัยยะ เพ็ชรปัญญา
  • 9. พลตำรวจตรี พันธนะ นุชนารถ
  • 10. พลตำรวจตรี วัลลพ จำนงค์อาษา
  • 11. พลตำรวจตรี วิวัฒน์ คำชำนาญ
  • 12. พลตำรวจตรี ศรัญญู ชำนาญราช
  • 13. พันตำรวจเอก เดชาวัต ชาวศรีทอง

รายชื่อทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มจากราชกิจจานุเบกษาได้เลยครับ การแต่งตั้งราชองครักษ์ในพระองค์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นระยะ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการถวายงานและรักษาความมั่นคงให้สถาบันพระมหากษัตริย์

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง ครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความเข้มแข็งของกองทัพไทยและตำรวจที่พร้อมถวายชีวิตเพื่อพระองค์ท่าน เหล่าบุคคลสำคัญเหล่านี้ล้วนมีประวัติการรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างดี หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ราชองครักษ์หรือข่าวราชการเพิ่มเติม ลองคอมเมนต์ด้านล่างหรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ทหาร-ตำรวจ 93 นาย ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์ในพระองค์ สืบต่อไปอีกวาระหนึ่ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ถือเป็นข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด ที่กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนและนักการเมืองจำนวนมาก ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการนี้เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เข้ามารับตำแหน่งแทนนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เนื่องจากนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ ได้พ้นจากตำแหน่งเพราะครบวาระ ทำให้ตำแหน่งว่างลง การแต่งตั้งนี้จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

รายละเอียดในพระบรมราชโองการ

ในประกาศระบุชัดเจนว่านายจิรุตม์ วิศาลจิตร มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การโปรดเกล้าฯ นี้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังกำหนดจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการในวันที่ 2 เมษายน 2569 เวลา 10.59 น. ณ ห้องประชุม 201 ชั้น 2 สำนักงาน กกต. เพื่อความเป็นทางการ

บทบาทสำคัญของกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีหน้าที่หลักในการกำกับดูแลการเลือกตั้งทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งสมาชสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย การมีกรรมการใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรนี้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต

  • กำกับดูแลกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด
  • รับเรื่องร้องเรียนและทุจริตเลือกตั้ง
  • จัดทำทะเบียนผู้มาใช้สิทธิ์
  • ประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ซึ่งได้รับการแต่งตั้งนี้ คาดว่าจะนำประสบการณ์มาปรับใช้ในการทำงานของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การลงทะเบียนออนไลน์หรือการตรวจสอบผลแบบเรียลไทม์

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ หลังจากการเลือกตั้งใหญ่ครั้งล่าสุดและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล การมีคณะกรรมการชุดใหม่ที่สมบูรณ์ จะช่วยให้การเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติในอนาคตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ลดข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใสที่มักเกิดขึ้นในอดีต

นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงกระบวนการทำงานของรัฐธรรมนูญที่ให้วุฒิสภามีบทบาทในการเสนอชื่อผู้เหมาะสม ซึ่งช่วยให้เกิดความสมดุลในการตรวจสอบอำนาจ ประชาชนควรติดตามการทำงานของนายจิรุตม์ในตำแหน่งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งไทยจะยั่งยืนและเป็นธรรม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความต่อเนื่องของสถาบันการเมือง หาก กกต. ชุดใหม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตยได้อย่างมาก แนะนำให้ทุกท่านติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาและเว็บไซต์ กกต. เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “จิรุตม์ วิศาลจิตร” เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” นายกฯ สมัย 2

วันนี้เรามีข่าวสำคัญทางการเมืองไทยที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ นั่นคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ซึ่งเพิ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านอำนาจสมบูรณ์แบบแล้ว

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เมื่อเวลา 13.40 น. ของวันที่ 20 มีนาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยมีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

เนื้อหาสำคัญในพระบรมราชโองการระบุว่า ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้นจึงทรงแต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นี่ถือเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล คือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และเป็นสมัยที่ 2 ของท่าน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

เนื้อหาเต็มพระบรมราชโองการ

พระบรมราชโองการมีถ้อยคำเคร่งขรึมตามประเพณีราชการไทย โดยสรุปดังนี้:

  • ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศ
  • สภาเห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งหนึ่ง
  • อาศัยมาตรา 158 รัฐธรรมนูญ แต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกูล
  • มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ลงวันที่ 19 มี.ค. 2569

ประวัติและบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลก่อนหน้า โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขที่ท่านเคยรับผิดชอบ ทำให้เป็นที่รู้จักในนโยบายแคนาบิสการแพทย์และสุขภาพประชาชน

การได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ครั้งนี้ มาจากการเจรจาร่วมรัฐบาลที่เข้มแข็งของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีที่นั่งในสภาไม่น้อย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นจากสมาชิกสภา

ความสำคัญของมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

เหตุการณ์นี้ปิดฉากการเมืองที่ตึงเครียดหลังการเลือกตั้ง โดยนำพาประเทศเข้าสู่เสถียรภาพใหม่ คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะโฟกัสที่เศรษฐกิจฟื้นตัว สุขภาพ และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรคภูมิใจไทย นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจท้องถิ่น และการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ประชาชนจำนวนมากแสดงความยินดีและคาดหวังว่านโยบายประชาชนใจถึงใจจะเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและพัฒนาสาธารณสุขให้เท่าเทียม

ในมุมมองของผู้เขียน การแต่งตั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างประเพณีและความก้าวหน้า คุณคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดพัฒนาการสำคัญ!

ที่มา – มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป เป็นพระราชกรณียกิจที่สร้างความยินดีให้กับวงการสงฆ์ไทยเป็นอย่างยิ่ง โดยเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับนี้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 ซึ่งถือเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระสงฆ์ผู้มีคุณธรรมและอุทิศตนเพื่อศาสนาและประชาชน

ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นราช 1 รูป และชั้นสามัญ 2 รูป โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน การพระราชทานสมณศักดิ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นการยกย่องพระเดชพระคุณของพระสงฆ์ แต่ยังเป็นการส่งเสริมให้พระสงฆ์ทุกรูปเจริญในธรรมและปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นประโยชน์แก่สังคม

รายชื่อพระราชาคณะที่ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร

  • 1. พระโสภณปริยัตยาภรณ์ เป็นพระราชโสภณวัชราภรณ์ สุนทรธรรมานุสิฐ มหาคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี พระราชาคณะชั้นราช สถิต ณ วัดยางเครือ จังหวัดร้อยเอ็ด ท่านมีฐานานุศักดิ์สามารถตั้งฐานานุกรมได้ 4 รูป ได้แก่ พระครูปลัด 1 รูป พระครูสังฆรักษ์ 1 รูป พระครูสมุห์ 1 รูป และพระครูใบฎีกา 1 รูป พระเดชานุภาพของท่านนี้แสดงถึงความเชี่ยวชาญในการศึกษาพระธรรมวินัยและการบริหารวัด
  • 2. พระครูบัณฑิตานุรักษ์ วัดโกศลรังสฤษดิ์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระบัณฑิตวชิราทร ท่านเป็นแบบอย่างของพระสงฆ์นักวิชาการที่อุทิศตนเผยแผ่ความรู้ทางพระพุทธศาสนา
  • 3. พระมหาอรรถพงษ์ สิริโสภโณ (เปรียญธรรม 9 ประโยค) วัดมหาชัย พระอารามหลวง จังหวัดมหาสารคาม เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีนามว่า พระศรีวัชโรกาส ท่านเป็นพระเปรียญธรรมชั้นสูงที่มีความรู้ลึกซึ้งในพระไตรปิฎก สมกับได้รับพระราชทานสมณศักดิ์อันทรงเกียรติ

การพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป ครั้งนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานของพระองค์ในการธำรงรักษาพุทธศาสนาให้มั่นคงในประเทศไทย พระสงฆ์ทั้งสามรูปล้วนมีผลงานโดดเด่นในการเผยแผ่ธรรมะ ฟื้นฟูวัด และพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะในภาคอีสานอย่างจังหวัดร้อยเอ็ดและมหาสารคาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีวัดสำคัญจำนวนมาก สมณศักดิ์ชั้นราชอย่างพระราชโสภณวัชราภรณ์ ถือเป็นระดับสูงที่แสดงถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งในการปกครองคณะสงฆ์

นอกจากนี้ สมณศักดิ์ยังช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพระพุทธศาสนาไทย โดยพระราชาคณะชั้นสามัญสองรูปนี้ จะช่วยสนับสนุนการปฏิบัติธรรมและการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรในวัดของตนเอง ความสำคัญของพระราชกรณียกิจนี้ยังช่วยยึดเหนี่ยวใจพุทธศาสนิกชนให้ศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์และคณะสงฆ์มากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดฉบับเต็มได้ที่ราชกิจจานุเบกษา เพื่อติดตามพระราชกรณียกิจอันเป็นสิริมงคลนี้

การพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนระลึกถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนา ชวนเชิญทุกท่านติดตามข่าวสารพระราชกรณียกิจเพิ่มเติม เพื่อร่วมอนุโมทนาในบุญ

ที่มา – ในหลวงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะ จำนวน 3 รูป

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ ซึ่งเป็นผลจากการลงมติของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 1 สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประกาศดังกล่าวระบุว่า พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

  • นายโสภณ ซารุมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร
  • นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง
  • นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศลงวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน โดยมีนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

รายละเอียดการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมครั้งแรกของสมัยใหม่ โดยที่ประชุมได้ลงมติเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งสำคัญเหล่านี้ โสภณ ซารุมย์ ซึ่งได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ ถือเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงรัฐสภาไทย เคยผ่านการทำงานในคณะกรรมาธิการต่างๆ และมีบทบาทในการผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ส่วนนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ในฐานะรองประธานคนที่หนึ่ง มีพื้นฐานจากพรรคการเมืองหลักและมีส่วนร่วมในการอภิปรายสำคัญหลายครั้ง ขณะที่นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานคนที่สอง ก็เป็นที่รู้จักจากความมุ่งมั่นในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

ความสำคัญของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการประชุม กำหนดวาระ และรักษาความเป็นกลางในการอภิปราย รองประธานทั้งสองคนจะช่วยเหลือในการปฏิบัติหน้าที่เมื่อประธานไม่อยู่ การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นสัญญาณว่าสภาฯ ชุดนี้พร้อมรับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

ในบริบทการเมืองไทยปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงคณะบริหารสภาฯ ครั้งนี้คาดว่าจะนำไปสู่การทำงานที่โปร่งใสมากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และการแก้ไขปัญหาชาติ นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าทีมงานชุดนี้มีศักยภาพในการประสานสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายค้านและรัฐบาลได้ดี

ประชาชนสามารถติดตามเอกสารฉบับเต็มได้จากราชกิจจานุเบกษา เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม นอกจากนี้ การแต่งตั้งนี้ยังสะท้อนถึงกระบวนการตามรัฐธรรมนูญที่โปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสภาชุดใหม่ ผู้สนใจควรติดตามการประชุมสภาฯ ครั้งต่อไปเพื่อดูทิศทางนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หากคุณมีมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่ด้านล่าง

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “โสภณ” เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร “มัลลิกา-เลิศศักดิ์” รองประธานสภาฯ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ วันนี้มีข่าวราชการที่น่าสนใจมากๆ มาอัปเดตให้ฟังกัน โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้กับสองบุคคลสำคัญในวงการทหารไทย นั่นคือ พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ประกาศนี้เพิ่งออกมาในราชกิจจานุเบกษาเมื่อไม่กี่วันก่อน ถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่แสดงถึงพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งใหญ่เลยครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 มีนาคม 2567 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารเป็นกรณีพิเศษนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ข่าวนี้ถูกเผยแพร่ในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ทำให้แฟนข่าวการเมืองและทหารต่างจับตามองกันอย่างคึกคัก

ทำไมถึงเป็นกรณีพิเศษล่ะครับ? ปกติแล้ว ยศพลเรือเอก (Admiral) และพลอากาศเอก (Air Chief Marshal) เป็นยศสูงสุดในกองทัพเรือและกองทัพอากาศ แต่ครั้งนี้พระราชทานให้กับนายทหารจากกองทัพบกสองคนเลย นับเป็นการเชื่อมโยงเหล่าทัพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น แสดงถึงความสามัคคีในกองทัพไทยที่แท้จริง

รายละเอียดผู้ถูกราชทานยศจากโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ

  • พลเอก ธราพงษ์ มะละคำ: ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ท่านมีประวัติการรับใช้ชาติยาวนาน ผ่านตำแหน่งสำคัญหลายแห่งในกองทัพบก เช่น ผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน เคยเป็นแม่ทัพภาคที่ 2 และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนากองทัพไทยให้ทันสมัย
  • พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์: ผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนปัจจุบัน ท่านขึ้นสู่อำนาจสูงสุดในกองทัพเมื่อปีที่แล้ว ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปีในวงการทหาร มีผลงานเด่นในการปฏิรูประบบทหารสูงสุดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งสองท่านนี้เป็นนายทหารสัญญาบัตรที่มีผลงานโดดเด่น ทำให้สมควรได้รับยศอันทรงเกียรตินี้ การพระราชทานยศแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ นะครับ ถือเป็นการยกย่องผลงานและความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และแผ่นดินไทย

มาดูความสำคัญกันหน่อยครับ การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ แบบนี้ สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการส่งเสริมความสามัคคีของกองทัพทั้งสามเหล่า ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว กองทัพไทยต้องเข้มแข็งและรวมเป็นหนึ่งเดียว การยกระดับยศข้ามเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้ทหารทุกคน และยังเป็นสัญญาณบวกต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วย

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ พลเอกที่เคยสวมเครื่องแบบสีเขียวของกองทัพบก ตอนนี้มีสิทธิ์สวมเครื่องแบบสีน้ำเงินของกองทัพเรือ หรือสีฟ้าของกองทัพอากาศในพิธีการต่างๆ มันเจ๋งมากเลยนะ แสดงถึงการหลอมรวมเหล่าทัพให้เป็นครอบครัวเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีเอกสารต้นฉบับให้ดูได้ที่ ราชกิจจานุเบกษา ใครสนใจศึกษาละเอียดเชิญเลยครับ

ในมุมมองของผม การโปรดเกล้าฯ ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ยศ แต่เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ยืนยันความสำคัญของผู้นำทหารทั้งสองท่านในการนำพากองทัพไทยสู่ยุคใหม่ ท่ามกลางความท้าทายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ถือเป็นข่าวดีที่ทำให้คนไทยรู้สึกภูมิใจในสถาบันกองทัพ

สุดท้ายนี้ ชวนเพื่อนๆ ติดตามข่าวสารการเมืองและทหารอัปเดตแบบเรียลไทม์ที่นี่นะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย ช่วยกันกระจายข้อมูลดีๆ ครับ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ พลเรือเอก และ พลอากาศเอก เป็นกรณีพิเศษ ให้ปลัด กห.-ผบ.ทสส.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญที่ทุกคนให้ความสนใจ นั่นคือ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย โดยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อหน่วยทหารเหล่านี้ เพื่อความเหมาะสมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

ประกาศนี้อ้างอิงตามกฎหมายต่างๆ เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้มีความชอบธรรมทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

หน่วยทหารรักษาพระองค์ถือเป็นกำลังสำคัญในการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มีบทบาทสำคัญในการรักษาความปลอดภัยและพระราชพิธีต่างๆ การเปลี่ยนนามครั้งนี้แม้จะดูเป็นการปรับปรุงเล็กน้อย แต่สะท้อนถึงพระราชปณิธานในการพัฒนากองทัพให้เข้มแข็งและมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่เป็นการตัดคำว่า “ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ออกจากชื่อเดิม เพื่อให้ชื่อเรียบง่ายและตรงไปตรงมามากกว่า

รายชื่อหน่วยทหารรักษาพระองค์ที่ได้รับการเปลี่ยนนาม

มาดูรายละเอียดกันเลยครับ สำหรับ 14 หน่วยที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปลี่ยนนาม มีดังนี้:

  1. กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  2. กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  3. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  4. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  5. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์
  6. กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  7. กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  8. กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  9. กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์
  10. กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  11. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 2 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  12. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 12 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  13. กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ 902 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์
  14. กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็น กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 102 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์

การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้การสื่อสารและเอกสารราชการคล่องตัวมากขึ้น โดยไม่กระทบต่อหน้าที่หลักของหน่วยทหารเหล่านี้ที่ยังคงมุ่งมั่นรักษาความปลอดภัยสูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย ครั้งนี้เป็นสัญญาณของการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ขณะที่ยังคงรักษาเกียรติยศและประเพณีทหารรักษาพระองค์ไว้อย่างสมบูรณ์ หากคุณสนใจข่าวสารราชกิจจานุเบกษาและเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามหน่วยทหารรักษาพระองค์ 14 หน่วย

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ทส.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” ให้พ้นจากตำแหน่ง ผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. โดยให้พ้นจากตำแหน่งเดิมคือ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ก.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

การแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช ในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงที่มีบทบาทในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ทำความรู้จัก “รวีวรรณ ภูริเดช” ปลัดกระทรวง ทส. คนใหม่

นางรวีวรรณ ภูริเดช ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านนโยบายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ การเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. จึงเป็นความคาดหวังว่าจะสามารถนำพาองค์กรไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการสับเปลี่ยนตำแหน่ง นายชญานันท์ ออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. ภายหลังจากดำรงตำแหน่งได้เพียง 3 เดือน การเข้ามาของ นางรวีวรรณ ภูริเดช จึงเป็นการเริ่มต้นใหม่ที่น่าจับตามองสำหรับทิศทางการดำเนินงานของกระทรวง

หน้าที่และความรับผิดชอบของปลัดกระทรวง ทส. นั้นครอบคลุมการบริหารงานภายในกระทรวง การกำหนดนโยบายและแผนงาน การกำกับดูแลหน่วยงานในสังกัด และการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การดำเนินงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

ความท้าทายที่ นางรวีวรรณ ภูริเดช จะต้องเผชิญในการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษ ปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการวางแผนและดำเนินงาน

นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้กับประชาชนเกี่ยวกับความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การแต่งตั้ง นางรวีวรรณ ภูริเดช เป็นปลัดกระทรวง ทส. ในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีในการขับเคลื่อนนโยบายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ก้าวหน้า และสร้างอนาคตที่ดีให้กับประเทศไทย

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นางรวีวรรณ ภูริเดช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวและความคืบหน้าในการดำเนินงานของกระทรวง

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้นำที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ การดำเนินงานของ นางรวีวรรณ ภูริเดช ในตำแหน่งปลัดกระทรวง ทส. จึงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “รวีวรรณ ภูริเดช” เป็นปลัด ก.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง โดยใจความสำคัญระบุถึงการพระราชทานยศและแต่งตั้ง พลเรือโท เขมวันต์ สงคราม ให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น

อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเรือโท เขมวันต์ สงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเรือโท) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลเรือเอก) และพระราชทานยศ พลเรือเอก

พระบรมราชโองการนี้มีผลตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 และประกาศ ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2568 ซึ่งเป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

การได้รับพระราชทานยศและแต่งตั้งในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดแก่ พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม และวงศ์ตระกูล แสดงให้เห็นถึงความไว้วางพระราชหฤทัยและความเชื่อมั่นในความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในพระองค์

ความสำคัญของการได้รับพระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก

การโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • เป็นการแสดงถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีต่อข้าราชการในพระองค์
  • เป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และมีความสามารถ
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์

พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม ถือเป็นบุคคลที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยอย่างสูง และได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ การได้รับพระราชทานยศในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันถึงความสามารถและความทุ่มเทในการปฏิบัติหน้าที่ของท่าน

นอกจากนี้ การได้รับพระราชทานยศยังเป็นแรงบันดาลใจให้ข้าราชการทุกระดับ มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณ และสร้างประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติสืบไป

ขอแสดงความยินดีกับ พลเรือเอก เขมวันต์ สงคราม มา ณ โอกาสนี้ และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงดลบันดาลให้ท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ และมีสุขภาพแข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสืบไป

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “เขมวันต์ สงคราม” เป็นพลเรือเอก และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

Scroll to top