โหวตนายกใหม่

ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน: เกิดอะไรขึ้น?

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน ทำให้เกิดความสงสัยถึงสาเหตุของการลาพร้อมกันครั้งนี้ โดยรัฐมนตรีที่แจ้งลาประกอบด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายสุชาติ ตันเจริญ และนายอัครา พรหมเผ่า โดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจ

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน เพื่อขอมติ ครม. ในเรื่องสำคัญหลายประการ ได้แก่ การแต่งตั้งรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี (รรท.) และการขอความเห็นชอบแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม. ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง ซึ่งส่งผลให้ ครม. พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน

การที่รัฐมนตรีพร้อมใจกันลาประชุมถึง 7 คน ทำให้เกิดคำถามถึงเบื้องหลังของการตัดสินใจครั้งนี้ แม้ว่าจะมีการแจ้งเหตุผลว่าติดภารกิจ แต่หลายฝ่ายก็ตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลาประชุมครั้งนี้ด้วย เนื่องจากรัฐมนตรีที่แจ้งลามาจากหลากหลายพรรคการเมือง ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูซับซ้อนมากยิ่งขึ้น การติดตามความคืบหน้าและผลการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เหตุผลที่รัฐมนตรีลาประชุม ครม. นัดพิเศษ

  • นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ
  • นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข
  • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์
  • นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์
  • นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์
  • นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีทั้ง 7 ท่านได้แจ้งเหตุผลของการลาประชุมว่าเป็นเพราะติดภารกิจ แต่ไม่ได้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับภารกิจดังกล่าว ทำให้เกิดการคาดเดาถึงสาเหตุที่แท้จริงของการลาประชุมในครั้งนี้

การลาประชุมของรัฐมนตรีจำนวนมากเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาและตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ อย่างไรก็ตาม รองนายกรัฐมนตรีได้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน และดำเนินการประชุมต่อไปเพื่อให้การดำเนินงานของรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศและการตัดสินใจของรัฐบาล การประชุม ครม. นัดพิเศษในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามอง และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การที่รัฐมนตรีหลายท่านลาประชุมโดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจ ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าภารกิจเหล่านั้นมีความสำคัญเร่งด่วนกว่าการเข้าร่วมประชุม ครม. ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการตัดสินใจเรื่องนโยบายและการบริหารประเทศจริงหรือไม่ การเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละท่าน อาจช่วยคลายความสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้

ที่มา – ครม. นัดพิเศษ รมต.แจ้งลา 7 คน เพื่อไทย 3 กล้าธรรม 3 รทสช. 1

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยทาบทามร่วมรัฐบาล เผยพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชน กรณีมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล รวมถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย

โดยนายเฉลิมชัยกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า วันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) พรรคประชาธิปัตย์จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เวลา 15.00 น.

ข่าวการเมืองวันนี้ยังคงร้อนระอุ เมื่อประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประเด็นที่น่าสนใจคือกรณีที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถูกถามถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ ทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมาว่า ท่าทีที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ต่อการเข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้คืออะไรกันแน่

“เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล

การที่นายเฉลิมชัย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายตีความไปต่างๆ นานา บางส่วนมองว่าอาจเป็นเพราะพรรคประชาธิปัตย์ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและตัดสินใจอย่างรอบคอบ ยังไม่ต้องการเปิดเผยท่าทีที่ชัดเจนในขณะนี้ ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งเชื่อว่าอาจมีดีลลับหรือการเจรจาต่อรองที่ยังไม่ลงตัว ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ในขณะนี้

นอกจากนี้ กระแสข่าวที่ว่ามี สส. พรรคประชาธิปัตย์จำนวน 4 คน เตรียมที่จะไปสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งและไม่ลงรอยกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ในอนาคต

การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์พรุ่งนี้

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้ (31 ส.ค.) ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือและพิจารณาในประเด็นดังกล่าวอย่างละเอียด รวมถึงการตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยผลการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว แต่ยังต้องพิจารณาถึงเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคภูมิใจไทย รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย ซึ่งอาจต้องมีการเจรจาต่อรองและปรับเปลี่ยนท่าทีกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพอใจ

ดังนั้น การเมืองไทยในขณะนี้จึงยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูล เพื่อให้สามารถเข้าใจสถานการณ์และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

สถานการณ์ล่าสุดที่ “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่การประชุมพรรคประชาธิปัตย์ในวันพรุ่งนี้อาจจะไขข้อข้องใจหลาย ๆ อย่างได้ ต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ที่มา – “เฉลิมชัย” ปัดตอบ ถูกภูมิใจไทยดึงร่วมรัฐบาล นัด กก.บห.ประชาธิปัตย์ ถกพรุ่งนี้

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

“ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” ได้ สส. พอรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ ขออย่าด่วนสรุป ปชน.- กล้าธรรม ตอบรับเข้าร่วม เมิน “ศักดา” นั่งโต๊ะร่วมแถลงปูดขน สส.เพื่อไทย หนุนไม่ต่ำกว่า 10 เสียง เชื่อคิดไปเอง

วันที่ 30 ส.ค. 68 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมเสียงและมั่นใจว่า มีจำนวนเพียงพอซึ่งยึดหลักการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิมตามที่ได้แถลงไปเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยแถลงข่าวและนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยบอกว่ารวบรวมเสียง สส. ได้ 288 เสียงนั้น นายประเสริฐกล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุป เพราะทั้งพรรคประชาชนและพรรคกล้าธรรมยังไม่ได้ตอบรับเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ

ส่วนที่ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทยนั้น อย่าเพิ่งสรุปว่าจะมี สส.ของเพื่อไทย ย้ายตามไปกว่า 10 คนตามที่กล่าวอ้าง และเชื่อว่าเป็นการคิดไปเองโดยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งการตัดสินใจทางการเมืองไม่ง่ายเช่นนั้น พร้อมย้ำว่ายังมั่นใจใน สส. ของพรรคเพื่อไทยทุกคน

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงแนวทางการพูดคุยกับพรรคประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยเปิดกว้างและพร้อมจะมีการหารือ ส่วนข้อเสนอเรื่องการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าไม่มีอะไรติดขัดและสามารถพูดคุยในรายละเอียดได้ เนื่องจากนโยบายและแนวทางของทั้งสองพรรคมีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง

นายประเสริฐ ยืนยันว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้คือ นายชัยเกษม นิติศิริ ตามที่ที่ประชุมพรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้มอบหมายให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเสนอชื่อบุคคลอื่นนั้น ขึ้นอยู่กับการพูดคุยกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ สำหรับประเด็นการยุบสภา นายประเสริฐ กล่าวว่า จะต้องมีการตรวจสอบข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อนว่า นายกรัฐมนตรีรักษาการมีอำนาจดังกล่าวหรือไม่

ประเสริฐ มั่นใจ เพื่อไทย รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง แต่พรรคเพื่อไทยยังคงเดินหน้ารวมเสียงตั้งรัฐบาลได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความท้าทายและอุปสรรคต่างๆ เกิดขึ้น การณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่ และจะมีพรรคใดเข้าร่วมรัฐบาลบ้าง

การรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่จะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย เช่น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในชาติ และการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ และการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน หากพรรคเพื่อไทยสามารถทำได้สำเร็จ ก็จะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ความท้าทายในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย

แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะมีความมั่นใจในการรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ แต่ก็ยังมีอุปสรรคและความท้าทายหลายประการที่ต้องเผชิญ:

  • การเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองอื่นๆ: พรรคเพื่อไทยจะต้องเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจต้องมีการประนีประนอมและยอมเสียสละบางส่วน
  • ความขัดแย้งในประเด็นต่างๆ: พรรคการเมืองแต่ละพรรคอาจมีแนวคิดและนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล
  • แรงกดดันจากภายนอก: พรรคเพื่อไทยอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากกลุ่มต่างๆ ในสังคม เช่น กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม และสื่อมวลชน

เพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายเหล่านี้ พรรคเพื่อไทยจะต้อง:

  • มีความยืดหยุ่นและพร้อมที่จะประนีประนอม: พรรคเพื่อไทยจะต้องเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของพรรคการเมืองอื่นๆ และพร้อมที่จะประนีประนอมในประเด็นต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล
  • สร้างความเข้าใจร่วมกัน: พรรคเพื่อไทยจะต้องพยายามสร้างความเข้าใจร่วมกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในประเด็นต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน
  • รักษาความสามัคคีภายในพรรค: พรรคเพื่อไทยจะต้องรักษาความสามัคคีภายในพรรค และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งภายใน

การดำเนินการตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้พรรคเพื่อไทยสามารถเอาชนะอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ และจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพได้

การเมืองไทยยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ประเสริฐ” มั่นใจ “เพื่อไทย” รวมเสียงตั้งรัฐบาลได้ บอกแนวคิด “ปชน.” ใกล้เคียง

“เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100%

“เดชอิศม์” ลั่น ปชป. ยังเหมือนเดิม อยู่กับเพื่อไทย 100% “ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่ครบ 21 เสียง ไม่ถูกดูดซบภูมิใจไทย ย้ำจุดยืน “เข้าใจและไปต่อ” โหวตนายกฯ เอกสิทธิ์ของ สส. แต่ยังต้องยึดตามมติพรรค

วันที่ 30 ส.ค. 68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิมกับพรรคเพื่อไทยว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนเดิม และยังหนึ่งเดียว 

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า มีขั้วตรงข้ามติดต่อมาบ้างหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า มีบ้าง ซึ่งจะอยู่กับฝั่งนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ประชาธิปัตย์ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

“เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100%

“ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่ครบ ไม่ถูกดูดซบภูมิใจไทย

ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยทาบทามพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ว่า “ยังไม่มี” และยืนยันว่า พรรคยังเดินหน้าตามแนวทางของหัวหน้าพรรคภายใต้สโลแกน “เข้าใจและไปต่อ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่ว่า สส. พรรคประชาธิปัตย์ย้ายไปแล้ว 4 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็น สส.นครศรีธรรมราช นายชัยชนะยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง พร้อมระบุว่า สส.นครศรีธรรมราชยังอยู่ครบ และไม่อยากให้เอ่ยชื่อบุคคลใด เพราะทั้งหมดในพรรคยังอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม

ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคเหลือ 21 เสียงนั้น นายชัยชนะย้ำว่า ทุกอย่างเป็นไปตามมติพรรค และมติพรรคยังคงเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปล่อยข่าวดังกล่าว

สำหรับกรณีที่ นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีต สส.ประชาธิปัตย์ รวมถึงนายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา และ สส.รายอื่น ๆ ไปปรากฏตัวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย นายชัยชนะระบุว่า เรื่องนี้ต้องไปสอบถามนายนิพนธ์โดยตรง

เมื่อถามถึงกรณีที่หากการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว และมีการทาบทามพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง นายชัยชนะย้ำว่า พรรคยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยตามที่หัวหน้าพรรคยืนยันไว้แล้ว พร้อมเผยว่า นายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใด ๆ ในพรรค

ทั้งนี้ ในประเด็นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี นายชัยชนะระบุว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. อยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องยึดตามมติพรรคเช่นเดียวกัน

จุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ต่อการร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย

จากคำยืนยันของทั้งนายเดชอิศม์และนายชัยชนะ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังคงเหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทยในการร่วมรัฐบาล แม้จะมีกระแสข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับการถูกทาบทามจากพรรคอื่น หรือการย้ายขั้วทางการเมืองก็ตาม การยืนยันดังกล่าวช่วยลดความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ในรัฐบาลผสม

การที่ ปชป. ยืนยันที่จะอยู่กับเพื่อไทย 100% นั้น ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลผสมอย่างแน่นอน เพราะ ปชป. มี ส.ส. ในสภาถึง 21 เสียง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ไม่น้อย การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของ ปชป. จะช่วยให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันในรัฐบาลผสมที่มีหลายพรรค อาจมีความท้าทายในการประสานงานและหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

เอกสิทธิ์ ส.ส. กับมติพรรคในการโหวตนายกฯ

ประเด็นเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น นายชัยชนะได้เน้นย้ำว่า เป็นเอกสิทธิ์ของ ส.ส. แต่ก็ต้องยึดตามมติพรรคด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของ ส.ส. แต่ละคน กับการเคารพการตัดสินใจของส่วนรวม การรักษาสมดุลนี้เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้พรรคมีความเป็นเอกภาพและสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนยันว่าจะ “เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100% นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการร่วมรัฐบาลและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลผสมต่อไป อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในการบริหารจัดการภายในพรรคและการทำงานร่วมกับพรรคอื่นๆ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

การที่พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ด้วยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

ที่มา – “เดชอิศม์-ชัยชนะ” ยัน ปชป. อยู่กับเพื่อไทย 100% โหวตนายกฯ ยึดตามมติพรรค

“กัณวีร์” หนุน “อนุทิน” บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล

“กัณวีร์ สืบแสง” มาแสดงความยินดี “อนุทิน” ยกเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ บอก ยกมือให้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล ขอคุย กก.บห. “เป็นธรรม” ก่อน ชี้ หากเข้าร่วม จะช่วยแก้ปัญหา แก้รัฐธรรมนูญ-ชายแดนไทยกัมพูชา

วันที่ 29 ส.ค. 2566 นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะเลขาธิการพรรคเป็นธรรม เดินทางมาให้กำลังใจนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย โดยมีการจับมือทักทาย พร้อมระบุว่า วันนี้ตนเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยต้องการเดินหน้า และสิ่งที่ดีที่สุดคือพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน เป็นผู้นำรัฐบาล ก่อนที่นายอนุทินจะกล่าวว่า นี่คือผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขปัญหาชายแดน

จากนั้น นายกัณวีร์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาแสดงความยินดี และต้องมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และความชอบธรรมของพรรคเพื่อไทยก็หมดไป ซึ่งตนเห็นว่าวันนี้มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ประเทศไทยจะมีฝ่ายบริหารที่มีความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา พร้อมยืนยันว่า พรรคเป็นธรรมพร้อมสนับสนุนเต็มที่

อีกทั้ง ยังได้มีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ว่าเราจะต้องเห็นชอบกับการสนับสนุนนายอนุทินในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า การสนับสนุนครั้งนี้ จะถือเป็นการร่วมรัฐบาลไปเลยหรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า ไหนๆ ก็ยกมือให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูง แต่ก็ต้องคุยกับกรรมการบริหารพรรคเป็นธรรมก่อน ว่าเราจะสามารถไปช่วยเหลือตรงไหนได้บ้าง โดยตนมองว่า หากพรรคเป็นธรรมไปเข้าร่วม ซึ่งก็จะร่วมแก้ไขปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ และยุบสภาคืออำนาจให้ประชาชน ตรงกับจุดยืนของเราใช่หรือไม่ นายกัณวีร์ กล่าวว่า ตรงจุดยืนของตน และพรรคร่วมฝ่ายค้าน และที่ผ่านมาเราพูดคุยกันตลอด ว่าประเทศต้องการการเดินหน้า แต่รัฐธรรมนูญทำให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้

อีกทั้ง ตนก็ได้ยินข่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 4-6 เดือน ออกเสียงประชามติ และตั้ง สสร.

“กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายกัณวีร์ สืบแสง เลขาธิการพรรคเป็นธรรม ได้ออกมาแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมทั้งเปิดเผยว่ามีความเป็นไปได้สูงที่พรรคเป็นธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาล

ความเป็นไปได้ในการร่วมรัฐบาลของพรรคเป็นธรรม

การออกมาแสดงความยินดีของนายกัณวีร์ในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทย ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยนายกัณวีร์ระบุว่า พรรคเป็นธรรมพร้อมที่จะสนับสนุนนายอนุทินอย่างเต็มที่ เนื่องจากเห็นว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำที่สามารถนำพาประเทศไปข้างหน้าได้

อย่างไรก็ตาม นายกัณวีร์ยังกล่าวว่า การตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น จะต้องมีการหารือกับกรรมการบริหารพรรคเป็นธรรมก่อน เพื่อพิจารณาถึงแนวทางในการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ

ประเด็นสำคัญที่พรรคเป็นธรรมให้ความสนใจคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งนายกัณวีร์มองว่า หากพรรคเป็นธรรมได้เข้าร่วมรัฐบาล จะสามารถผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

การที่นายกัณวีร์ระบุว่า “กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างพรรคเป็นธรรมและพรรคภูมิใจไทย และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคตอันใกล้นี้ อาจมีพรรคเป็นธรรมเป็นส่วนหนึ่งด้วย

นอกจากนี้ การที่พรรคเป็นธรรมให้ความสำคัญกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าพรรคเป็นธรรมมีจุดยืนที่ชัดเจนและพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ

หากพรรคเป็นธรรมตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลจริง จะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและการดำเนินนโยบายต่างๆ อย่างไรบ้าง คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ การเมืองไทยกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

โดยสรุปแล้ว การที่ “กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล นั้น แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองพรรค และโอกาสที่พรรคเป็นธรรมจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายขึ้นอยู่กับการหารือภายในพรรคเป็นธรรม และการตกลงในรายละเอียดต่างๆ กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ต่อไป

การที่นายกัณวีร์ สืบแสง ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ทำให้เห็นภาพรวมของการเมืองไทยชัดเจนยิ่งขึ้น และสะท้อนให้เห็นถึงความคาดหวังของหลายฝ่ายที่มีต่อรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

“กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที ถือว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาล และจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล

“ธีรรัตน์” ชี้ งูเห่าพรรคเพื่อไทย ต้องคุยกัน!

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุ เมื่อนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามอง นั่นคือเรื่องของ “งูเห่าพรรคเพื่อไทย” และความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรม

จากกรณีที่พรรคกล้าธรรมเปิดรับฟังข้อเสนอจากพรรคภูมิใจไทย นางสาวธีรรัตน์กล่าวว่า “ต้องรอดูการพูดคุยอย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถพูดคุยกันได้ ทุกคนก็น่าจะมีเหตุผล” เธอยังกล่าวเสริมว่า ในช่วงที่อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลก็ได้มีการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมว่าจะทำงานร่วมกันต่อไป แต่ก็ต้องรอการแถลงอย่างเป็นทางการจากทางพรรคกล้าธรรมเอง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นที่พูดถึงอย่างมากคือ กระแสข่าวเรื่อง ส.ส. พรรคเพื่อไทยเป็นงูเห่า ซึ่งนางสาวธีรรัตน์เองก็ยอมรับว่า “มีภาพออกมาหรือมีข้อมูล ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกัน” ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การพูดคุยนี้จะนำไปสู่ความชัดเจนอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของพรรคเพื่อไทยหรือไม่

“ธีรรัตน์” ชี้ งูเห่าพรรคเพื่อไทย ต้องคุยกัน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนางสาวธีรรัตน์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการจัดการกับปัญหาภายใน และรักษาความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ “งูเห่าพรรคเพื่อไทย” จะคลี่คลายอย่างไร?

การปรากฏตัวของ “งูเห่าพรรคเพื่อไทย” ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการการเมืองไทย การที่ ส.ส. บางส่วนอาจมีแนวคิดที่แตกต่าง หรือมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมืองได้เสมอ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชน

การพูดคุยภายในพรรคเพื่อไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับความเข้าใจ การให้โอกาสในการพิสูจน์ตัวเอง หรือแม้กระทั่งการดำเนินการทางวินัยหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรค และประชาชนทั่วไปว่า พรรคมีความเข้มแข็งและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ เพื่อรักษาฐานเสียง และสร้างความมั่นใจในการทำงานร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลมีความมั่นคง การที่ทั้งสองพรรคยังคงยืนยันที่จะทำงานร่วมกันต่อไป ถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ต้องมีการพูดคุยและปรับความเข้าใจกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น

การเมืองไทยในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่พรรคการเมืองต่างๆ สามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในการบริหารประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

ประเด็นเรื่อง “งูเห่าพรรคเพื่อไทย” และความสัมพันธ์กับพรรคกล้าธรรม จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง และอนาคตของประเทศชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญให้กับทุกพรรคการเมือง ว่าการรักษาความสามัคคีภายในพรรค และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพรรคร่วมรัฐบาล เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จ อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – “ธีรรัตน์” ชี้ งูเห่าพรรคเพื่อไทย ต้องคุยกัน – กล้าธรรม ยังยืนยันจะร่วมรัฐบาลด้วย

อนุทิน มั่นใจ จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ ได้!

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุ! นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศความพร้อมในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมั่นใจว่าพรรคของตนมีเสียงสนับสนุนเพียงพอ และพร้อมที่จะเป็นนายกฯ เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ

อนุทิน มั่นใจ จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน พร้อมด้วย ส.ส. ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ได้ร่วมกันแถลงข่าวแสดงจุดยืนของพรรค ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีชุดเดิมสิ้นสุดลง

นายอนุทิน กล่าวอย่างชัดเจนว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มารวมตัวกันในวันนี้ มีความพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเร่งแก้ไขและคลี่คลายปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

และหลังจากที่ได้รับทราบเงื่อนไขต่างๆ จากพรรคประชาชน ในการขอรับการสนับสนุนเพื่อหลีกเลี่ยงช่องว่างในการบริหารราชการแผ่นดิน พรรคภูมิใจไทยก็ได้ทำการพูดคุยหารือกันอย่างละเอียด และเห็นพ้องกันในประเด็นสำคัญทุกประการ

ทำไมอนุทินถึงมั่นใจว่าจะ จัดตั้งรัฐบาล ได้?

นายอนุทิน กล่าวว่า ถึงแม้ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะดูเหมือนเรื่องเล็กน้อย แต่รัฐบาลชุดเดิมอาจไม่สามารถแก้ไขได้ แต่กลุ่มของตนมั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแน่นอน และต้องการที่จะนำความสงบสุขกลับคืนสู่บ้านเมือง การร่วมมือกับพรรคประชาชนจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้อย่างราบรื่น

เงื่อนไขหลักๆ ในการจัดตั้งรัฐบาล คือ เรื่องของการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาความไม่สงบ และการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากดำเนินการในเรื่องเหล่านี้แล้ว จะคืนอำนาจให้กับประชาชนภายใน 4 เดือน โดยการยุบสภา เพื่อให้ประชาชนได้เลือกผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง

นายอนุทินยืนยันว่า ทุกคนที่เข้าร่วมในครั้งนี้มีความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในทุกๆ ด้าน และคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

หน้าที่ของการรวบรวมเสียงสนับสนุนเป็นหน้าที่ของทุกคน และพรรคประชาชนไม่ได้มีข้อขัดแย้งใดๆ อาจมีเพียงรายละเอียดเล็กน้อยที่ต้องการให้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเป็นหลักการทำงานของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะรับเงื่อนไขเหล่านั้น

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงพรรคกล้าธรรม ซึ่งได้มีการพูดคุยกันก่อนหน้านี้ โดยยืนยันว่ามีความจริงใจในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ

“เรามีเสียงเพียงพอที่จะนำเสนอให้พรรคประชาชนวางใจว่า การร่วมมือกันระหว่างพรรคประชาชนและกลุ่มของเรานี้จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมือง” นายอนุทินกล่าว

ด้านนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ส.ส. จำนวน 16 คน ที่เดินทางมาในวันนี้ ใช้เอกสิทธิ์ของ ส.ส. ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐกล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก การผนึกกำลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเป็นสิ่งสำคัญ และเห็นว่านายอนุทินมีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ

นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ส.ส.กาญจนบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย ได้ชี้แจงว่า ตนเองและ ส.ส. อีกประมาณ 10 กว่าคน ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป จึงตัดสินใจให้การสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ โดยยืนยันว่าเป็นเอกสิทธิ์ของตนเอง และไม่ได้มีปัญหากับพรรคเพื่อไทย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีหรือไม่ และอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” มั่นใจจัดตั้งรัฐบาล พร้อมเป็นนายกฯ – งูเห่าเพื่อไทยโผล่ร่วมแถลง

นิพิฏฐ์ชี้! “ยุบสภา” ดาบสุดท้ายเพื่อไทย

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีต สส.พัทลุง ออกมาแสดงความเห็นว่าอำนาจในการ“ยุบสภา”นั้นเปรียบเสมือนดาบสุดท้ายของ “พรรคเพื่อไทย” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังมีความเปลี่ยนแปลง

ภายหลังจากที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้นำทีมพรรคร่วมรัฐบาลแถลงข่าว ณ โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง โดยมีใจความสำคัญว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาของประชาชน เพื่อป้องกันการเกิดสุญญากาศอันอาจนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ โดยได้มีการพูดคุยและยืนยันที่จะร่วมกันเป็นรัฐบาลในช่วงรักษาการนี้ต่อไปอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานต่างๆ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่ส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พัทลุง ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “อำนาจในการยุบสภาคือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย” ข้อความดังกล่าวได้รับความสนใจและถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและสังคมออนไลน์

อำนาจในการ “ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย

การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายนิพิฏฐ์ในครั้งนี้ ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และอำนาจในการ“ยุบสภา” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมืองที่สามารถนำมาใช้ได้ในสถานการณ์ที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ความสำคัญของการ “ยุบสภา” ในระบอบประชาธิปไตย

การ“ยุบสภา” ถือเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา โดยเป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี) ที่จะสามารถยุติวาระของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะครบวาระตามปกติ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ การใช้อำนาจนี้มักเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่รัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ หรือเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง การยุบสภาจึงเป็นการคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจอนาคตของประเทศผ่านการเลือกตั้ง

การที่นายนิพิฏฐ์กล่าวว่าอำนาจในการ“ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยนั้น อาจตีความได้ว่า พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาล อาจพิจารณาใช้อำนาจนี้ในกรณีที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความผันผวนและไม่สามารถควบคุมได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล หรือเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยุบสภาถือเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างรอบคอบ

การวิเคราะห์ของนายนิพิฏฐ์ยังสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองในปัจจุบัน และความเป็นไปได้ที่พรรคการเมืองต่างๆ จะใช้กลยุทธ์และเครื่องมือต่างๆ เพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจทางการเมืองครั้งสำคัญอาจเกิดขึ้นได้เสมอ อย่าลืมติดตามข่าวสารและร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศเรา

ที่มา – “นิพิฏฐ์” เผยอำนาจในการ “ยุบสภา” คือดาบสุดท้ายของ “พรรคเพื่อไทย”

ชลน่านมั่นใจ เพื่อไทยไม่มีงูเห่า ตั้งรัฐบาล

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองล่าสุด โดยมองว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับภายใน 4 เดือนนั้นเป็นไปได้ยาก ยกเว้นจะแก้ไขเพียงบางมาตราเท่านั้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึงสิทธิของพรรคภูมิใจไทยในการเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล พร้อมทั้งแสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีปรากฏการณ์ “งูเห่า” เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ขณะนี้ควรปล่อยให้กลไกของสภาฯ ดำเนินการไป เพื่อให้สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้โดยเร็วที่สุด และจากการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล พบว่าเสียงยังคงแน่นเหมือนเดิม แม้จะมีข่าวลือต่างๆ ออกมา แต่จากการตรวจสอบพบว่าทุกเสียงยังคงอยู่ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามที่เป็นข่าว

ส่วนกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพรรคเพื่อไทยนั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ยังไม่ได้เจอและพูดคุยกัน เนื่องจากวันนี้ตั้งใจมาให้กำลังใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ซึ่งจากการพบเจอกัน นางสาวแพทองธารยังคงเข้มแข็ง แต่เมื่อได้พบกับ สส. และมวลชน ก็ทำให้น้ำตาไหลออกมาเอง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอบอุ่นทางใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน

นพ.ชลน่าน ยืนยันว่า นางสาวแพทองธาร ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป การตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของนางสาวแพทองธารนั้น เป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่หลายคนเชื่อว่าการที่นางสาวแพทองธารยังคงเป็นหัวหน้าพรรค จะทำให้พรรคเพื่อไทยมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ชลน่าน ชี้เป็นสิทธิ “ภูมิใจไทย” เดินหน้าตั้งรัฐบาล มั่นใจเพื่อไทยไม่มีงูเห่า

กรณีที่พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าทาบทามพรรคประชาชนให้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลนั้น นพ.ชลน่าน มองว่าเป็นสิทธิของพรรคภูมิใจไทยที่จะดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงในสภาฯ ตามกลไกของรัฐธรรมนูญ พรรคใดสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ ก็มีสิทธิในการเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลได้

เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 4 เดือนเป็นไปได้ยาก

ส่วนเงื่อนไขของพรรคประชาชนที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับภายในระยะเวลา 4 เดือนนั้น นพ.ชลน่าน มองว่าเป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ เนื่องจากไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่สามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลา 4 เดือน ยกเว้นการแก้ไขในบางมาตราเท่านั้น

สำหรับทิศทางของพรรคเพื่อไทยหลังจากนี้ นพ.ชลน่าน ยังคงหวังว่าเสียงข้างมากในสภาฯ จะสามารถเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนได้ และพรรคเพื่อไทยยังสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้

หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองและพรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า พรรคก็พร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นไปตามระบบ

นพ.ชลน่าน มองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภาวะวิกฤตสำหรับพรรคเพื่อไทย เนื่องจากพรรคเคยเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง พรรคพยายามประคองสถานการณ์และใช้กลไกทุกอย่างที่มีอยู่ โดยเฉพาะกลไกตามระบบรัฐสภา เพื่อเดินหน้าต่อไปให้ได้

นพ.ชลน่าน มั่นใจว่า จะไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคเพื่อไทยเป็น “งูเห่า” และไม่กังวลในประเด็นนี้ เนื่องจาก สส. ของพรรคเพื่อไทยมีความเหนียวแน่นและพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อประชาชน

นอกจากนี้ นพ.ชลน่านยังเชื่อมั่นว่า การที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ยังคงดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค จะส่งผลให้พรรคเพื่อไทยแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น สามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ และเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะปรับตัวและเดินหน้าต่อไป โดยยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ นพ.ชลน่าน และสมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคน มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความเจริญก้าวหน้าและเป็นธรรมสำหรับทุกคน

โดยรวมแล้ว นพ.ชลน่าน แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย และพร้อมที่จะนำพาพรรคก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ทั้งยังคงย้ำว่า ชลน่าน ชี้เป็นสิทธิ “ภูมิใจไทย” เดินหน้าตั้งรัฐบาล มั่นใจเพื่อไทยไม่มีงูเห่า

ที่มา – ชลน่าน ชี้เป็นสิทธิ “ภูมิใจไทย” เดินหน้าตั้งรัฐบาล มั่นใจเพื่อไทยไม่มีงูเห่า

Scroll to top