โหวตนายก 2568

ภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน ตั้งรัฐบาลใหม่

“พรรคภูมิใจไทย” แถลงการณ์ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไข 3 ประการของ “พรรคประชาชน” ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่

ภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ และ ภราดร ปริศนานันทกุล เดินทางมาที่ทำการของพรรคประชาชน เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการ กับหัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารของพรรคนั้น

ล่าสุด วันที่ 29 ส.ค. 2568 พรรคภูมิใจไทย ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “พรรคภูมิใจไทย ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขพรรคประชาชน จัดตั้งรัฐบาลใหม่” โดยระบุว่า

“พรรคภูมิใจไทย โดยมติคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรค และ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค รับข้อเสนอของพรรคประชาชน และดำเนินการรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุดของสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้สนับสนุนหลัก

โดยความชอบธรรมและประเพณีปฏิบัติทางการเมือง พรรคประชาชน ในฐานะพรรคการเมือง ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นอันดับ 1 มีสิทธิที่จะรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเป็นลำดับแรก แต่เนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมาย ทำให้พรรคประชาชนไม่สามารถเสนอบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาชนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีได้

พรรคประชาชน จึงเสนอแนวทางการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล ตามที่ได้ประกาศให้ทราบทั่วกันแล้ว ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้หารือกับพรรคการเมืองบางพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่ง เห็นตรงกันว่าสามารถรับข้อเสนอของพรรคประชาชน เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศและประชาชน จากนั้นจะยุบสภาผู้แทนราษฎร จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองตามกำหนดเวลาที่พรรคประชาชนเสนอ

หลังจากพรรคภูมิใจไทย รับข้อเสนอของพรรคประชาชนในวันนี้แล้ว จะเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาหารือขอรับการสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาล เพื่อบริหารประเทศในสถานการณ์ที่มีปัญหาภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้พ้นจากระยะวิกฤต แล้วจะคืนอำนาจให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไป

พรรคภูมิใจไทย ขอเรียนว่านโยบายและภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ ที่จะจัดตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของพรรคประชาชน มี 3 ประการ ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่จะได้นำไปหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อพิจารณาร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้แก่

1. การแก้ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา

2. การจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญโดยเร็ว

3. การยุบสภาผู้แทนราษฎร คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจทางการเมืองภายในเวลา 4 เดือน นับจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น

พรรคภูมิใจไทย ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่ได้นำเสนอแนวทางจัดตั้งรัฐบาล เพื่อให้การเมืองไทยดำเนินไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้อย่างราบรื่น และขอใช้โอกาสนี้เชิญชวนพรรคการเมืองทุกพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อแก้วิกฤติของประเทศ แก้ปัญหาของประชาชน และคืนอำนาจให้ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ตัดสินใจทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง”.

พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน ตั้งรัฐบาลใหม่

จากแถลงการณ์ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยได้ตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งมีประเด็นสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการคืนอำนาจให้ประชาชนภายใน 4 เดือน การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขวิกฤตของประเทศ แต่คำถามคือพรรคการเมืองอื่นๆ จะเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้หรือไม่

เงื่อนไขและข้อเสนอ พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน

พรรคภูมิใจไทยได้ตอบรับข้อเสนอและเงื่อนไขของพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขหลัก 3 ประการ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาความมั่นคงกรณีพิพาทไทย-กัมพูชา การจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน การตอบรับข้อเสนอนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างเร่งด่วน

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายใต้การสนับสนุนของพรรคประชาชนนั้น มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาภัยความมั่นคง ภัยเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และภัยสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ถือเป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลใหม่

หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยได้ พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเชิญพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมหารือและขอรับการสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาถึงนโยบายและภารกิจหลักของรัฐบาลใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง

การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ จะมีผลต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างแน่นอน การที่ พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน เพื่อการจัดตั้งรัฐบาลนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาของประเทศ และความมุ่งมั่นในการรักษาระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการจัดตั้งรัฐบาลและความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ นั้น ยังคงต้องขึ้นอยู่กับการร่วมมือของทุกฝ่าย

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะการ พรรคภูมิใจไทยรับข้อเสนอ พรรคประชาชน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และยังมีอีกหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อไป เพื่อให้การเมืองไทยกลับคืนสู่ความมั่นคงและสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “พรรคภูมิใจไทย” ตอบรับข้อเสนอ-เงื่อนไข “พรรคประชาชน” จัดตั้งรัฐบาลใหม่

อนุทินดอดพบเท้ง ลุ้นเสียงโหวตนายกฯ

อนุทิน เดินทางมาถึงพรรคประชาชนแล้ว แต่ยังอุบไต๋ไม่ตอบสื่อมวลชน โดยบอกเพียงว่า ขอคุยเงื่อนไขกับหัวหน้าพรรคประชาชนก่อน

วันที่ 29 ส.ค. 68 มีรายงานว่า ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ต่อมา เวลา 17.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และนายภารดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทยเดินทางมาถึงพรรคประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศสื่อมวลชนแทบทุกสำนัก ที่ยืนรอเกาะติดสถานการณ์อยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่ลงจากรถ นายอนุทิน บอกผู้สื่อข่าวว่า มีนัดหารือกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า มาขอเสียงโหวตหนุนเป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ขอขึ้นไปพบท่านหัวหน้าพรรคประชาชนก่อน และพร้อมรับข้อเสนอพรรคประชาชนหรือไม่นั้น ขอคุยกับนายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคก่อน

เมื่อถามย้ำอีกถึงเงื่อนไขที่พรรคประชาชนขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนการเลือกตั้งใหม่ นายอนุทินกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญในบางมาตราที่มันไม่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ส่วนเงื่อนไขการยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน รับได้หรือไม่นั้น นายอนุทินตอบว่า พอมีปัญหาทางการเมืองอะไรแบบนี้ การคืนอำนาจให้ประชาชนก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำ.

อนุทิน ดอดคุยกับ “เท้ง” ที่พรรคประชาชน อุบไต๋ขอเสียงโหวตนายกฯ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางไปที่พรรคประชาชน ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและการจับจ้องของประชาชน

อนุทิน เดินทางไปพรรคประชาชนทำไม?

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ การเดินทางไปพรรคประชาชนของ นายอนุทิน ในครั้งนี้ มีจุดประสงค์อะไรกันแน่? เป็นเพียงการพูดคุยหารือตามปกติ หรือมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่?

แน่นอนว่า ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ เรื่องของการขอเสียงสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคขนาดใหญ่ เดินทางไปพบกับพรรคประชาชน จึงถูกตีความได้ว่า เป็นการดำเนินการเพื่อแสวงหาแนวร่วมและเสียงสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ยังคงอุบไต๋ ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดของการพูดคุย โดยให้เหตุผลว่า ต้องการที่จะพูดคุยกับหัวหน้าพรรคประชาชนก่อน ซึ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งดูน่าติดตามและชวนให้สงสัยมากยิ่งขึ้น

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของอนุทินในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปรับตัวและแสวงหาโอกาสท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ท้ายที่สุดแล้ว จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้หรือไม่ ก็คงต้องติดตามดูกันต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคประชาชน จะมีเงื่อนไขหรือข้อเสนออะไรในการที่จะให้การสนับสนุนอนุทิน หรือพรรคภูมิใจไทย หรือไม่? ประเด็นนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดอนาคตทางการเมืองของอนุทินและพรรคภูมิใจไทยได้เช่นกัน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาได้ยาก การที่นักการเมืองต้องปรับตัวและแสวงหาแนวร่วมอยู่เสมอ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เพื่อให้การเมืองเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และยั่งยืน

การที่ อนุทิน ดอดคุยกับ “เท้ง” ที่พรรคประชาชน อุบไต๋ขอเสียงโหวตนายกฯ แสดงให้เห็นถึงการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น และการแสวงหาพันธมิตรเพื่อสร้างความได้เปรียบ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ

ที่มา – “อนุทิน” ไวจัด ดอดคุยกับ “เท้ง” ที่พรรคประชาชน อุบไต๋ขอเสียงโหวตนายกฯ

รวมพลังฯ เฮ! “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัด 31 ส.ค.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” ถูกวินิจฉัยให้พ้นตำแหน่งนายกฯ คดีคลิปเสียง พร้อมนัดชุมนุมใหญ่ 31 ส.ค. อนุสาวรีย์ชัย ตั้งแต่เที่ยงวัน ย้ำจุดยืนไม่เอาแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นพ.วรงค์ เดชวิกรม นายพิชิต ไชยมงคล นายแก้วสรร อติโพธิ นัดแถลงข่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง กลุ่มมวลชนที่มารอ ได้ปรบมือ ส่งเสียงเฮ และตะโกนว่า “อุ๊งอิ๊งออกไป ชัยเกษมไม่เอา ไม่เอาเพื่อไทย”

จากนั้นเวลา 16.00 น. นายพิชิต กล่าวว่า แม้ว่า น.ส.แพทองธาร จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีผลทันทีและย้อนหลังกลับไปนั้น แต่เนื่องจากพรรคเพื่อไทย (พท.) ยังมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคน และอยู่ภายใต้การบงการและสั่งการได้จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ข้อกล่าวหาและคำพิพากษาที่เราได้ยินมาก่อนหน้านี้ว่าวันนี้ยังมีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าของประเทศนั้น เราจึงมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ และไม่ไว้วางใจคือผลประโยชน์ทับซ้อนที่อยู่เหนือเกียรติภูมิของประเทศชาติภายใต้การนำของนายทักษิณ เราจึงไม่ไว้วางใจพรรค พท. ที่มีการแทรกแซงจากนายทักษิณ ในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะก็ยังมีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่

“ดังนั้น จึงขอนัดหมายพี่น้องประชาชนมาร่วมกันแสดงพลังเพื่อคัดค้านและไม่เห็นด้วยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน รวมถึงเราไม่เห็นด้วยที่จะให้พรรคเพื่อไทย เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งในและต่างประเทศ ฉะนั้น จึงเชิญชวนพี่น้องมาแสดงพลังในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวต่อว่า ส่วนการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีคนอื่น ก็ขอให้เป็นไปตามกลไกของรัฐสภา แต่เรามีเงื่อนไขที่ต้องแถลงต่อไป แต่เบื้องต้น ขอนัดหมายพี่น้องมาแสดงพลังเรื่องการคัดค้านผลประโยชน์ทับซ้อนของพรรคเพื่อไทย

ด้านนายจตุพร กล่าวว่า ตนทราบข้อมูลเบื้องต้นที่ศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยนายกรัฐมนตรี พ้นจากตำแหน่งในเรื่องมาตรฐานจริยธรรมเสียงข้างมาก 6:3 เป็นบุคคลใดนั้น เราคงได้ทราบในคำแถลงต่อไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา หลายวันนี้ตนเชื่อว่าพี่น้องประชาชนได้ติดตามเรื่องนี้ด้วยความไม่สบายใจ เต็มไปด้วยข่าวลือ และเรื่องราวต่างๆ แม้กระทั่งก่อนการวินิจฉัยก็เต็มไปด้วยข่าวที่สร้างความไม่สบายใจ แต่เมื่อมีมติเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเป็นทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมถึงความสงบเรียบร้อยของประเทศ เราจึงต้องขอขอบคุณตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากทั้ง 6 คน และเมื่อ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ถามว่าทำไมพวกเราจึงต้องมีการจัดชุมนุม ก็แสดงพลังเพื่อไม่ให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคเพื่อไทย คือนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกฯ คนต่อไป

ทั้งนี้ คณะรวมพลังแผ่นดินฯ เราเห็นว่าการจะให้นายชัยเกษมมาเป็นนายกรัฐมนตรี จะทำให้สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาไม่มีความจบสิ้น ไม่ใช่การรบไม่ขลาด แต่จะเป็นการรบไม่ขาด เพราะไม่รู้ว่าฝั่งนั้นจะเปิดข้อมูลอะไรมาอีก อีกทั้งการเจรจาก็ไม่ขาด เพราะมีอำนาจอื่นใดที่พร้อมจะงัดขึ้นมาได้ตลอดเวลา 

“เราไม่สนใจว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่คนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่อยู่ภายใต้อาณัติของกัมพูชา หลายคนถามว่าไม่เอานายชัยเกษม ไม่เอาพรรคเพื่อไทยแล้วจะเอาใคร เอาใครก็ได้ที่รับเงื่อนไขของประชาชนได้ โดยเงื่อนไขแรกคือต้องยกเลิก MOU ปี 43 และปี 44 ทันที สองคือต้องยกเลิกเอนเตอร์เทนคอมเพล็กซ์ทันที สามคือยกเลิกการขายแผ่นดิน 99 ปีทันที สี่คือแลนด์บริดจ์ที่แอบไปซุกที่จะต้องถูกยกเลิกโดยทันที รวมถึง พ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน ที่จะสร้างสกุลทางการเงินขึ้นมาใหม่ ก็จะต้องยกเลิกโดยทันที ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของชาติบ้านเมือง ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี หากรับเงื่อนไขนี้ไม่ได้ ก็จะต้องเจอการขับไล่ต่อไป ไม่ว่าหน้าไหนทั้งนั้น” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวต่อว่า คณะรวมพลังแผ่นดินฯ เดินมาถึงจุดที่ต้องการให้คนไทยยึดหลักประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก การนัดชุมนุมใหญ่ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 31 สิงหาคม ก็เพื่อแสดงจุดยืน หากพี่น้องไม่ออกมา พรรคร่วมรัฐบาลที่เราบอกว่าพายเรือให้โจรนั่ง แต่ต่อมากลับเป็นโจรพายเรือให้โจรนั่งนั้น เขาอาจพายเรือกันต่อ แล้วเชิดนายชัยเกษมขึ้นมา ฉะนั้นเราอย่ารอให้สถานการณ์เดินไปถึงจุดนั้น ย้ำว่าการมาร่วมแสดงพลังของประชาชนในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ จะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ไม่เช่นนั้นนักการเมืองก็จะคิดประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ย้ำว่าอยากให้พี่น้องประชาชนมารวมพลังกันในวันที่ 31 สิงหาคมตั้งแต่เที่ยงวัน เราจึงจะสามารถหยุดการสืบทอดอำนาจที่จะเอาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคเพื่อไทยได้

ขณะที่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า เราต้องสู้ต่อไป แม้เราจะต่อสู้กันมาตลอด การต่อสู้ทุกอย่างยังไม่จบ นี่เป็นเพียงแค่แสงไฟที่ปลายอุโมงค์เท่านั้น ฉะนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งประชาชนจะเป็นผู้ชนะทั้งหมด และตนย้ำเสมอว่าตระกูลชินวัตรกับพวกเราไม่มีอะไรกัน แต่เราทนไม่ได้ที่ระบบทักษิณจะสร้างพรรคการเมืองหุ่นเชิดเข้ามาในประเทศไทย วันนี้ไปแล้วสองคนคือนายเศรษฐา และ น.ส.แพทองธาร เราจะยอมให้นายชัยเกษมเข้ามาหรือไม่

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ชัยชนะเรื่องการต่อสู้คลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่สิ่งที่เราต้องเจออีกหลายอย่างคือเราต่อสู้กับระบบทักษิณยังไม่จบ ตัวใหญ่ของระบอบทักษิณต้องจบในวันที่ 9 กันยายน เราต้องเกี่ยวก้อยกันไปเพื่อให้ระบอบทักษิณสูญสิ้นไปจากประเทศไทย ทั้งที่ทหารบาดเจ็บไปหลายคน เรายังมีอีกหลายคนที่ต้องต่อสู้ และหวังว่ารัฐบาลใหม่ต้องอย่าเกรงใจเขมร อย่าเกรงใจสมเด็จฮุน เซน หากเกรงใจอีก ก็จะถูกไล่อีกแน่นอน หากเกิดอะไรขึ้นกับเขมร รัฐบาลใหม่ต้องไฟเขียวให้กองทัพจัดการ และอนุญาตให้กองทัพจัดตั้งรั้ว

ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัด 31 ส.ค.

เกิดอะไรขึ้นเมื่อ “แพทองธาร” พ้นนายกฯ และการนัดชุมนุม 31 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองร้อนระอุ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้กลุ่มรวมพลังแผ่นดินออกมาแสดงความยินดีและประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป

การนัดชุมนุมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย โดยอ้างเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและความไม่ไว้วางใจในการบริหารประเทศภายใต้อิทธิพลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลุ่มผู้ชุมนุมยังเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ยกเลิกข้อตกลงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรก

การพ้นจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร และการนัดชุมนุม 31 ส.ค. นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด อนาคตการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจและการแสดงออกของประชาชน

สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วมการชุมนุม 31 ส.ค.นี้ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โปรดตรวจสอบข้อมูลและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อร่วมกันแสดงพลังและเสียงของประชาชนให้ดังกระหึ่ม

ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัดชุมนุม 31 ส.ค. นี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย มาร่วมติดตามสถานการณ์ไปด้วยกัน!

ที่มา – ม็อบรวมพลังฯ เฮลั่น หลัง “แพทองธาร” พ้นนายกฯ นัดชุมนุม 31 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ชัย

อิ๊งค์ ไหว้ขอบคุณ: ทักษิณเครียด ไม่ตอบสื่อ

“แพทองธาร ชินวัตร” ยิ้มรับพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจ หน้าตึกพรรคเพื่อไทย ด้าน “ทักษิณ” สีหน้าเครียดก้มหน้าคุยโทรศัพท์ ไม่ตอบคำถามสื่อ

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศที่หน้าที่ทำการพรรคเพื่อไทยเป็นไปอย่างคึกคัก กลุ่มมวลชนผู้สนับสนุนพรรคจำนวนมากปักหลักรอฟังคำวินิจฉัยของศาล และภายหลังศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง กลุ่มมวลชนดังกล่าวได้เคลื่อนย้ายมารวมตัวที่หน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อรอให้กำลังใจนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” ที่คาดว่าจะเดินทางมาที่ทำการพรรค โดยหลายคนสวมเสื้อสีแดงเป็นสัญลักษณ์ พร้อมเตรียมพวงมาลัยเพื่อแสดงการสนับสนุน

บรรยากาศภายในพรรคเพื่อไทยที่ประตูทางเข้า มีแกนนำและ ส.ส.คนสำคัญมารอต้อนรับ อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์, นายชลนาน ศรีแก้ว, นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานวิปรัฐบาล รวมถึงนายจาตุรนต์ ฉายแสง และสมาชิกพรรคอีกหลายคน

กระทั่งเวลา 17.25 น. นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงที่ทำการพรรคเพื่อไทย และตรงขึ้นไปยังห้องประชุมชั้นบนทันที โดยไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนที่รอสัมภาษณ์ มีเพียงก้มหน้าพูดคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ต่อมาไม่ถึง 5 นาที นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เดินทางมาถึงที่ทำการพรรค โดยเปิดประตูรถลงมาพร้อมยกมือไหว้ขอบคุณมวลชนที่มาให้กำลังใจ พร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า “ขอบใจ ไม่เป็นอะไร ขอบใจมาก ขอบคุณทุกกำลังใจ” ก่อนจะทักทายกลุ่มผู้สนับสนุน รับพวงมาลัย กอดพูดคุยกับมวลชนอย่างเป็นกันเอง และมีสีหน้ายิ้มแย้ม ไม่ปรากฏความเคร่งเครียด

จากนั้น นางสาวแพทองธารได้เดินเข้าสู่ภายในที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะและพูดคุยกับแกนนำและสมาชิกพรรคที่รอต้อนรับอยู่ภายใน

ภาพ : ธนัท ชยพัทธฤทธี

อิ๊งค์ ไหว้ขอบคุณมวลชนให้กำลังใจ – ทักษิณ เครียดไม่ตอบคำถามสื่อ

เหตุการณ์วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย แสดงให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการกลับมาของคุณทักษิณและการให้กำลังใจจากมวลชนที่มีต่อนางสาวแพทองธาร หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือสีหน้าเคร่งเครียดของคุณทักษิณขณะเดินทางมาถึงพรรค ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ที่คุ้นเคย ในขณะที่นางสาวแพทองธารแสดงความขอบคุณมวลชนอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

แพทองธาร ชินวัตร ไหว้ขอบคุณมวลชน

การปรากฏตัวของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวน ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มผู้สนับสนุน การที่เธอลงจากรถและยกมือไหว้ขอบคุณมวลชน แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความผูกพันที่มีต่อผู้สนับสนุนพรรค การกระทำนี้สร้างความประทับใจและเป็นภาพที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์

นอกจากนี้ การที่นางสาวแพทองธารกล่าวขอบคุณด้วยถ้อยคำสั้น ๆ แต่แสดงถึงความจริงใจ ทำให้ผู้สนับสนุนรู้สึกถึงความห่วงใยและการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน การรับพวงมาลัย การกอด และการพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับมวลชน เป็นภาพที่แสดงถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักการเมืองกับประชาชน

ในขณะที่การเดินทางมาถึงของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับเป็นไปอย่างเงียบ ๆ และเคร่งเครียด สีหน้าของทักษิณที่ก้มหน้าคุยโทรศัพท์และไม่ตอบคำถามสื่อ แสดงให้เห็นถึงความกดดันและความกังวลที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น ความแตกต่างระหว่างท่าทีของทักษิณและแพทองธาร ทำให้เกิดการวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

โดยรวมแล้ว เหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองไทย การที่มวลชนยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเหนียวแน่น แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อพรรคในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา – “อิ๊งค์” ไหว้ขอบคุณมวลชนให้กำลังใจ – “ทักษิณ” เครียดไม่ตอบคำถามสื่อ

อนุทินหารือพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการแล้ว

“อนุทิน” พร้อม “ไชยชนก-ภราดร” ตัวแทนจาก “พรรคภูมิใจไทย” เดินทางไปหารือ “พรรคประชาชน” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เผยว่า ภายหลังจากการที่ได้ฟังคำแถลงจากหัวหน้าพรรคประชาชนในการพูดถึงเงื่อนไขในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ และ ภราดร ปริศนานันทกุล จะเดินทางไปที่ทำการของพรรคประชาชน เพื่อพูดคุยอย่างเป็นทางการ กับหัวหน้าพรรคประชาชนและคณะผู้บริหารของพรรค

ทั้งนี้ ในการที่ทั้ง 3 ท่านเดินทางไปพูดคุยกับพรรคประชาชนนั้น ทางสมาชิกพรรคภูมิใจไทยได้มีการพูดคุยกันและมีมติพรรค ที่ให้ทั้ง 3 ท่านไปพูดคุยกับพรรคประชาชนในวันนี้ โดยสมาชิกจะยังคงปักหลักอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยจนกว่าจะมีคำแถลงการยืนยันอีกครั้งจากหัวหน้าพรรค

อนุทินหารือพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ

การเดินทางไปหารือ “พรรคประชาชน” อย่างเป็นทางการของนายอนุทินและคณะในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเจรจาจัดตั้งรัฐบาล หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยได้รับฟังเงื่อนไขและข้อเสนอต่างๆ จากพรรคประชาชน การพูดคุยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจและหาจุดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้ เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การที่พรรคการเมืองต่างๆ หันมาพูดคุยเจรจากันอย่างเปิดเผยและจริงใจ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางออกร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน การหารือระหว่าง “อนุทิน” ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย กับ “พรรคประชาชน” จึงเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย และคาดหวังว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในเร็ววัน

อนาคตการเมืองไทยหลังอนุทินหารือพรรคประชาชน

การหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน จะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองไทยอย่างไร? เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้ การเจรจาต่อรอง การหาจุดร่วม และการประนีประนอม ถือเป็นสิ่งสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น การที่พรรคภูมิใจไทยแสดงความตั้งใจที่จะพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างเปิดกว้าง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย ยังมีปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จะมีผลต่ออนาคตของประเทศในระยะยาว ดังนั้นการหารือระหว่าง “อนุทิน” และ “พรรคประชาชน” จึงต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วนในสังคม

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือการเจรจาและพูดคุยกันด้วยความจริงใจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหาทางออกให้กับประเทศ

ที่มา – “อนุทิน” ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ไปหารือ “พรรคประชาชน” อย่างเป็นทางการ

“อนุทิน-ไชยชนก” จ่อขอเสียงพรรคประชาชน

สถานการณ์การเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อมีข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยเตรียมเดินเกมเร็วหลังมีกระแสข่าวลือนักการเมืองดังพ้นจากตำแหน่ง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจอย่างรวดเร็ว โดยมีรายงานว่า “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน เพื่อผลักดันให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

แหล่งข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทยวางแผนที่จะพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลทันที โดยการรวมเสียงจากพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง และแสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคภูมิใจไทยในการช่วงชิงความได้เปรียบ

“อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน

ตามรายงานข่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายไชยชนก ชิดชอบ และนายภราดร ปริศนานันทกุล เตรียมเดินทางไปเจรจากับพรรคประชาชนในเร็ว ๆ นี้ การเจรจามุ่งเน้นไปที่การขอเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนในการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขสำคัญ: การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ พรรคประชาชนต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หากพรรคภูมิใจไทยยอมรับเงื่อนไขนี้ ก็มีโอกาสสูงที่พรรคประชาชนจะสนับสนุนนายอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม รายละเอียดและขอบเขตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงต้องมีการหารือกันต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน จะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะมีการประกาศยุบสภา การมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยในการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับประเทศ

การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยและการเจรจากับพรรคประชาชนเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวน และผลลัพธ์ของการเจรจาครั้งนี้จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทย

การที่ “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน นั้นแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างแนวร่วมทางการเมืองที่เข้มแข็ง และการแสวงหาเสียงสนับสนุนจากหลากหลายฝ่าย การเจรจาต่อรอง และการประนีประนอมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในกระบวนการทางการเมือง และการตัดสินใจของพรรคประชาชนจะมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศอย่างมาก

การจับมือกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ และอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายและการบริหารประเทศในอนาคต การติดตามข่าวสารและการวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ทั้งนี้ การที่นายอนุทิน และ นายไชยชนก เดินทางไปพบปะกับพรรคประชาชน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการที่จะรวบรวมเสียงสนับสนุน และสร้างความมั่นใจให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การที่จะได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคประชาชนก็มีเงื่อนไขและข้อเรียกร้องที่ชัดเจน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของพรรคประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น และทุกพรรคการเมืองจะต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตในสภาพแวดล้อมใหม่นี้

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักการเมืองและพรรคการเมืองต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การที่ “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน นั้น ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ และทุกฝ่ายจะต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อนุทิน-ไชยชนก” จ่อเดินสายขอเสียงสนับสนุนพรรคประชาชน

Scroll to top