ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

สระแก้วเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย กองทุนหทัยทิพย์

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวัง กองทัพภาคที่ 1 สรุปภาพรวมเหตุการณ์ทั่วไปปกติ แต่ยังคงมีการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับแผนรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักของทหารและเครือข่ายฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเขตแดนไทย

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว พบว่าสถานการณ์ด้านความมั่นคงชายแดนยังคงมีประชาชนในพื้นที่แสดงออกถึงความรักชาติและหวงแหนอธิปไตย ส่วนฝั่งกัมพูชายังไม่มีการเคลื่อนไหวของมวลชนเพิ่มเติม

ที่บ้านเปรยจัน พบมวลชนพักคอยร่วมกับทหารและ ตชด. ประมาณ 20-25 คน ทำหน้าที่ตรวจการณ์และบันทึกภาพความเคลื่อนไหวจากฝั่งไทย เหตุการณ์โดยรวมยังคงเป็นปกติ

ภารกิจสำคัญในขณะนี้คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่บ้านหนองจาน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน กกล.บูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 ยังคงปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม 1 ในการสำรวจและเก็บกู้วัตถุระเบิดอย่างต่อเนื่อง

ส่วนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่พักของทหารและเครือข่ายฝั่งกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยนั้น ยังอยู่ในระหว่างการปรับแผนการดำเนินงาน

เริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

ไฮไลท์สำคัญของข่าวนี้คือการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว ซึ่งเป็นโครงการที่กองทัพบกให้ความสำคัญ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

กองกำลังบูรพา โดยกองพันทหารช่างที่ 2 ได้เริ่มดำเนินการโครงการนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยเริ่มจากการสร้างหลุมหลบภัยจำนวน 3 หลุม ในพื้นที่บ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านเขาลูกช้าง

นอกจากนี้ ยังมีการเริ่มสร้างบังเกอร์จำนวน 10 จุด ในพื้นที่อำเภอตาพระยาและอำเภอโคกสูง ปัจจุบันการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณร้อยละ 10

ความคืบหน้าการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

การเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว ถือเป็นมาตรการสำคัญในการดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนมีที่หลบภัยที่มั่นคงและปลอดภัยในช่วงเวลาฉุกเฉิน

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 1 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติและการดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่

การสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความห่วงใยและความพร้อมที่จะช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

โครงการนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างกองทัพบกและกองทุนหทัยทิพย์ ในการสนับสนุนและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การที่กองทัพบกให้ความสำคัญกับการเริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว สะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกคน

ในอนาคต คาดว่าจะมีการขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่ชายแดนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยง เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลและปกป้องอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา – เริ่มสร้างบังเกอร์หลบภัย ภายใต้โครงการสนับสนุน “กองทุนหทัยทิพย์” ที่ชายแดนสระแก้ว

กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน คืนความปลอดภัย

เปิดภารกิจกองกำลังบูรพาในการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน เคลียร์พื้นที่ศูนย์อพยพกัมพูชาเดิมให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดและสิ่งก่อสร้างต่างๆ เพื่อเตรียมคืนพื้นที่ให้เจ้าของคนไทยตัวจริง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ได้สนธิกำลังนำเครื่องจักรกลหนักเข้าดำเนินการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นพื้นที่ศูนย์อพยพชาวกัมพูชาเดิม ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของประเทศไทย พื้นที่หมู่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านโจกเจย อำเภอโอโจโลว จังหวัดบันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา

การเข้าปฏิบัติการครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิด และสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการส่งมอบพื้นที่ให้กับชาวบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ที่แท้จริง โดยการดำเนินงานเป็นไปตามแผนการ จัดระเบียบบ้านหนองจาน เพื่อให้การใช้ประโยชน์พื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้องและเกิดความมั่นคงในระยะยาว

ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่เพื่อทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเก่า กำจัดเศษวัสดุเหลือใช้ และปรับสภาพพื้นที่ให้ราบเรียบ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารและชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดระหว่างปฏิบัติงาน

บรรยากาศโดยรอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดควบคุมการเข้าออกของบุคคลและยานพาหนะ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ระหว่างการทำงาน ขณะเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ และผู้ใหญ่บ้านหนองจานร่วมสังเกตการณ์การดำเนินงานอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พื้นที่ดังกล่าวจะผ่านการจัดระเบียบและตรวจสอบความปลอดภัยโดยหน่วยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนจะมีการส่งมอบพื้นที่คืนให้กับชาวบ้านหนองจานในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในที่ดินของตนเองได้อย่างถูกต้องตามสิทธิ์ และเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนชายแดนไทย–กัมพูชา

กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน เตรียมคืนพื้นที่ปลอดภัย

การดำเนินการในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองกำลังบูรพาในการดูแลรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการให้ความสำคัญกับการคืนสิทธิให้แก่ประชาชนชาวไทย การ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ไม่เพียงแต่เป็นการเคลียร์พื้นที่ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

เป้าหมายของการจัดระเบียบบ้านหนองจาน

  • เคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยจากทุ่นระเบิดและสิ่งก่อสร้างอันตราย
  • ส่งมอบพื้นที่คืนให้ชาวบ้านหนองจาน
  • สร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับชุมชนชายแดน

การ จัดระเบียบบ้านหนองจาน ถือเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การคืนสิทธิในที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาได้อย่างยั่งยืน และเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้านหนองจานเป็นสัญญาณที่ดีว่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่ดินและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินการนี้จะเป็นต้นแบบให้กับการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไป

ที่มา – กลล.บูรพา จัดระเบียบบ้านหนองจาน เตรียมคืนพื้นที่ปลอดภัย ให้เจ้าของคนไทยตัวจริง

กองทัพไทย เปิดรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพไทย น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ “กรมพระศรีสวางควัฒนฯ” พระราชทานกองทุนหทัยทิพย์ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 น.อ.จงเจต วัชรานันท์ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในนามของกองทัพไทย นำคณะผู้บังคับบัญชากองบัญชาการกองทัพไทย เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 16 ต.ค. ที่ผ่านมา

โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดกราบบังคมทูลสำนึกในพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ที่ทรงพระกรุณาโปรดจัดตั้ง “กองทุนหทัยทิพย์” อันเป็นศูนย์รวมแห่งพลังความสามัคคี ความรัก และความหวงแหนแผ่นดินของพสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ ถือเป็นขวัญกำลังใจอันยิ่งใหญ่แก่กำลังพลกองทัพไทยในการธำรงรักษาและปกป้องอธิปไตยของชาติ

กองทัพไทย เปิดรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา

ในโอกาสนี้ กองทัพไทยได้กราบบังคมทูลรายงานความก้าวหน้าโครงการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

  1. การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนไทย–กัมพูชา โดยกรมแผนที่ทหาร
  2. การกำหนดจุดและแนวทางการก่อสร้างรั้วชายแดน โดยกรมกิจการชายแดนทหาร
  3. แบบการก่อสร้างรั้วชายแดน ถนนตรวจการณ์ และบังเกอร์บุคคล โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา

รูปแบบรั้วชายแดน ถนนตรวจการณ์ และบังเกอร์บุคคล ได้รับการออกแบบให้มีความมั่นคง แข็งแรง และสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ โดยใช้วัสดุคุณภาพสูง ผลิตสำเร็จรูปจากภายในประเทศ เพื่อความรวดเร็วและคงทนถาวร

รั้วชายแดนไทย–กัมพูชา

กองบัญชาการกองทัพไทย ยืนยันว่า จะน้อมนำพระดำรัสและพระราชปณิธานแห่ง “กองทุนหทัยทิพย์” ไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงชายแดนของราชอาณาจักรไทย “ปกป้องผืนแผ่นดินไทย ด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดี”

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ได้เปิดแบบแผนการดำเนินการโครงการสร้างรั้วคอนกรีตสำเร็จรูป ครึ่งตะแกรงเหล็กชุบอลูซิงค์ติดลวดหนามหีบเพลง ที่จะสร้างกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย พร้อมถนนตรวจการณ์ โดยติดตั้ง

  • ลวดหนามหีบเพลง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 45 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 210 บาท
  • รั้วตะแกรงเหล็กชุบอลูซิงค์ระยะห่าง 2 เซนติเมตร พร้อมอุปกรณ์ ป้องกันปีนป่าย ราคาเมตรละ 3,100 บาท
  • ทับหลังสำเร็จรูป ขนาดหน้าตัด 20×15 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 420 บาท
  • แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป ขนาด 3.00 X 0.25 เมตร หนา 7.5 ซม. (5แผ่น) ราคาเมตรละ 1,020 บาท
  • คานคอดินสำเร็จรูป ขนาด 65×20 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 620 บาท
  • ตอม่อขนาด 1.00 x 1.00 เมตร ราคาชุดละ 550 บาท
  • เสาสำเร็จรูป ขนาดหน้าตัด 20×20 เซนติเมตร ราคาเมตรละ 1,260 บาท
  • ค่าปรับพื้นที่ถากถาง ขุดดิน ทำตอม่อ และ คานคอดิน ราคาเมตรละ 180 บาท

รวมค่าก่อสร้างรั้ว ราคาเมตรละ 7,360 บาท ราคาต่อกิโลเมตรละ 7,360,000 บาท

ถนนตรวจการณ์ชายแดน

พร้อมทั้งสร้างถนนตรวจการณ์ ที่มีผิวจราจรเป็นลูกรังกว้าง 5 เมตร เป็นพื้นลูกรังบดอัดแน่น 3 ชั้น ราคา 1,300,000 บาทต่อกิโลเมตร เมื่อรวมค่าก่อสร้างทั้งหมด กิโลเมตรละ 8,660,000 บาท

กองทัพไทย สำนึกในพระกรุณาธิคุณ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

รายละเอียดโครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา

โครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความมั่นคงของประเทศ โดยมีการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพภูมิประเทศและใช้วัสดุที่แข็งแรงทนทาน การมีถนนตรวจการณ์ควบคู่ไปด้วยจะช่วยให้การดูแลรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชาเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และยังเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

เชื่อว่าการดำเนินการโครงการรั้วชายแดนไทย–กัมพูชานี้ จะเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศในระยะยาว และจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ที่มา – กองทัพไทย สำนึกในพระกรุณาธิคุณ พร้อมเปิดแบบรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา มีถนนตรวจการณ์คู่ขนาน

อัปเดตบ้านใหม่พลทหารโก้ สร้างใกล้เสร็จแล้ว!

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านหลังใหม่ของ พลทหารโก้ ผู้กล้าที่เสียสละจากเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิด! กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตความคืบหน้าโครงการสร้างบ้านให้ พลทหารโก้ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งขณะนี้บ้านใกล้จะแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว

อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ภาพความคืบหน้าผ่านทางเฟซบุ๊กเพจ กองทัพภาคที่ 2 พร้อมข้อความที่สร้างความประทับใจว่า “บ้านหลังใหม่ใกล้เสร็จแล้ว ตอบแทนกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด พื้นที่ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์” โดยกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 23 ได้จัดกำลังพลชุดช่าง ร่วมกับผู้นำชุมชน และประชาชนจิตอาสา ร่วมแรงร่วมใจกันสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับครอบครัวของ พลทหาร อดิศร ป้อมกลาง ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิด

การก่อสร้างในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความร่วมมืออันดีระหว่างทหาร ส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการจากทุกภาคส่วน ที่ต่างร่วมกันเป็นพลังจิตอาสา ทำให้การก่อสร้างดำเนินไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างบ้านให้เสร็จทัน เพื่อให้พลทหารและครอบครัวได้เข้าพักอาศัยและฟื้นฟูร่างกายและจิตใจต่อไป ซึ่งเป็นการตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติจนได้รับบาดเจ็บ

ความคืบหน้าล่าสุดของบ้านใหม่พลทหารโก้

จากภาพที่เผยแพร่ออกมา เราจะเห็นได้ว่าตัวบ้านนั้นเป็นรูปเป็นร่างเกือบสมบูรณ์แล้ว โครงสร้างหลักเสร็จเรียบร้อย หลังคามุงเสร็จแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนของการตกแต่งภายในและภายนอก คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นานบ้านหลังนี้ก็จะพร้อมให้ พลทหารโก้ และครอบครัวได้เข้าอยู่

เรื่องราวของ พลทหารโก้ เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละของทหารหาญที่ปกป้องประเทศชาติ และแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยที่ไม่ทอดทิ้งกันในยามยากลำบาก การสร้างบ้านหลังใหม่นี้จึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพลทหารและครอบครัว ให้พวกเขามีกำลังใจที่จะต่อสู้และดำเนินชีวิตต่อไป

การอัปเดตบ้านใหม่ของ พลทหารโก้ ในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ และเป็นกำลังใจให้กับทหารทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติของเรา

หวังว่า พลทหารโก้ และครอบครัว จะมีความสุขกับบ้านหลังใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยความรักและความปรารถนาดีจากทุกภาคส่วน และขอเป็นกำลังใจให้พลทหารหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววันครับ

ที่มา – อัปเดตบ้านใหม่ “พลทหารโก้” เหยียบทุ่นระเบิดขาขาด ล่าสุดสร้างใกล้เสร็จแล้ว

เก็บกู้ทุ่นระเบิดหนองหญ้าแก้ว: พบแล้ว 7 ทุ่น!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 รายงานว่ามีการใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่นแล้ว

เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ประจำวัน ณ เวลา 18.00 น. พบว่ามีการฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนใน 4 อำเภอชายแดน และจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง รองรับผู้ประสบภัยได้ประมาณ 4,200 คน นอกจากนี้ยังมีการจัดระเบียบพื้นที่และจุดตรวจบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่

ในส่วนของปฏิบัติการจิตวิทยา ฝ่ายไทยได้ฉายสารคดี “แคมป์ 511” บริเวณชายแดน เพื่อเผยแพร่เรื่องราวการช่วยเหลือผู้อพยพชาวกัมพูชาในอดีต

ฝั่งกัมพูชามีการรวมตัวของประชาชนในพื้นที่บ้านโจกเจยและบ้านเปรยจัน โดยใช้กลุ่มเปราะบางเป็นโล่มนุษย์เพื่อกดดันฝ่ายไทย พร้อมทั้งเพิ่มกำลังพลเฝ้าระวังแนวชายแดน และสังเกตการณ์การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ความคืบหน้าการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กองกำลังบูรพา ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ยังคงเดินหน้าตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้อุปกรณ์และกำลังพลสนับสนุน เช่น รถถากถางหุ้มเกราะ D5, เครื่องจักร GCS-200 และเครื่องจักรสนับสนุนกวาดล้างทุ่นระเบิด BearCat

ล่าสุดได้ตรวจพบทุ่นระเบิดจำนวน 2 ทุ่น ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ MN79 จำนวน 1 ทุ่น และทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 1 ทุ่น ซึ่งได้ดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว

สรุปผลการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. 68 ถึงปัจจุบัน สามารถตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลรวม 7 ทุ่น (PMN 6 ทุ่น และ MN79 1 ทุ่น) ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดเก่าทั้งหมด

นอกจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว ยังได้มีการเคลียร์พื้นที่ปฏิบัติการโดยใช้รถถากถาง จำนวน 1,393 ตร.ม. และรื้อถอนเพิงพักชาวกัมพูชาที่ไม่มีผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่จำนวน 1 หลัง เพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่อธิปไตยของไทย

พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้ลงพื้นที่ชายแดนเพื่อติดตามสถานการณ์และให้กำลังใจกำลังพล พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบูรณาการกับทุกภาคส่วนในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การทำงานอย่างต่อเนื่องและระมัดระวังของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จะช่วยให้พื้นที่ชายแดนกลับมาปลอดภัยและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ที่มา – เก็บกู้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ตั้งแต่ 10 ต.ค. ถึงปัจจุบันได้ 7 ทุ่น

ไทยแจง! เปิดหนังให้กำลังพล ไม่ได้ยั่วยุ

จากกรณีที่มีข้อร้องเรียนจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้านเกี่ยวกับการเปิดเสียงดังจากฝั่งไทย ล่าสุดเจ้าหน้าที่ไทยได้ออกมาชี้แจงถึงเหตุผลที่มาของการเปิดภาพยนตร์สารคดีและเพลงปลุกใจบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ากิจกรรมดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล ไม่ได้มีเจตนาที่จะยั่วยุหรือสร้างความรำคาญแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว หลังจากที่มีกลุ่มชาวกัมพูชาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับการเปิดเสียงดังรบกวนในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อคลายความเข้าใจผิด

ฝ่ายไทยชี้ ไม่ได้มีเจตนายั่วยุ เปิดภาพยนตร์สารคดี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกล่าวว่า การเปิดภาพยนตร์สารคดีและเพลงปลุกใจเป็นกิจกรรมภายในพื้นที่ควบคุมของกองกำลังบูรพา มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องเผชิญกับความตึงเครียดและความเหน็ดเหนื่อยจากการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

ทั้งนี้ เนื้อหาที่นำมาเปิดเผยแพร่ มีความหลากหลาย ทั้งภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์ สารคดีให้ความรู้ และบทเพลงปลุกใจที่มุ่งเน้นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังมีการสอดแทรกข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของข้อพิพาทแนวชายแดน รวมถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ประเทศไทยเคยให้ความช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านในด้านต่างๆ

วัตถุประสงค์หลัก: สร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

แหล่งข่าวจากกองกำลังบูรพายืนยันว่า การเปิดภาพยนตร์และสื่อต่างๆ ดำเนินการบนผืนแผ่นดินไทย 100% และจัดขึ้นในพื้นที่ควบคุมของหน่วยทหาร ซึ่งห่างจากแนวชายแดนในระยะที่ไม่เป็นการละเมิดเขตแดน การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายและหลักสากล

การเปิดสื่อในลักษณะนี้ถือเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายความเครียดจากสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความเปราะบาง เจ้าหน้าที่ทุกนายมีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจในการปฏิบัติภารกิจเพื่อชาติและแผ่นดิน

นอกจากนี้ การที่ทหารได้ดูภาพยนตร์หรือสารคดีที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย หรือเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ก็เป็นการช่วยปลูกฝังความรักชาติ และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเองให้มากยิ่งขึ้น การตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน

บรรยากาศล่าสุดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ยังคงสงบเรียบร้อย เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน ตรวจตราพื้นที่ และใช้โดรนบินสำรวจตลอดแนว เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงหรือการปลุกระดมจากฝั่งตรงข้าม

แม้ว่าการเปิดภาพยนตร์และเพลงปลุกใจอาจสร้างความไม่พอใจให้กับบางกลุ่ม แต่สิ่งสำคัญคือการทำความเข้าใจถึงเจตนาที่แท้จริงของกิจกรรมดังกล่าว ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อดูแลและสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ การสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความยากลำบาก เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ

ที่มา – ฝ่ายไทยชี้ ไม่ได้มีเจตนายั่วยุ เปิดภาพยนตร์สารคดี เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพล

ทภ.1 ย้ำ! เปิดเครื่องเสียงเป็นจิตวิทยา

กองทัพภาคที่ 1 (ทภ.1) สรุปสถานการณ์พื้นที่ชายแดนสระแก้ว บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ย้ำเจ้าหน้าที่ยังตรึงกำลังตามมาตรการ โดยการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวัน บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จังหวัดสระแก้ว สรุปได้ดังนี้:

สถานการณ์บ้านหนองจาน

ฝั่งไทยมีมวลชน พ่อค้าแม่ค้า นักข่าว ราว 150 คน และมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ นำตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ มาวางบริเวณ จต.ส.40 ฝั่งกัมพูชามีประชาชน สื่อ ทหาร ตำรวจ คอยติดตามการเคลื่อนไหวของไทย ประมาณ 30-40 คน สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

สถานการณ์บ้านหนองหญ้าแก้ว

ฝั่งไทยมีมวลชน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวสำคัญ ฝั่งกัมพูชามีประชาชน มวลชน ผู้สื่อข่าว ประมาณ 30-40 คน ในวัดเปรยจัน เป็นศูนย์กลางในการแสดงจุดยืน แจ้งข่าวสาร รับ-ส่งเสบียง สถานการณ์ทั่วไปปกติ กกล.บูรพา ยังคงตรึงกำลังตามมาตรการ

กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่า คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่ตรวจสอบการเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาของไทย อ้างว่าเป็น การข่มขู่ คุกคามทางจิตใจ สร้างความรำคาญ ทีมงานไทยได้ทำการกระจายเสียงสารคดีประวัติศาสตร์ในค่ายอพยพ เมื่อประชาชนกัมพูชาหนีภัยสงคราม และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้บุกรุกชาวกัมพูชาในพื้นที่อธิปไตยไทย ในข้อหาบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มีโทษสูงสุดคือจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

นอกจากนี้ ฝกร.ศปก.ทภ.1 ร่วมกับจังหวัดสระแก้ว กกล.บูรพา และ มทบ.19 ซักซ้อมแผนอพยพประชาชน จาก 4 อำเภอชายแดน ได้แก่ อ.ตาพระยา, อ.โคกสูง, อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด เข้าพื้นที่พักพิงชั่วคราว 10 แห่ง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และ ผบ.กกล.บูรพา ให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

ภารกิจเก็บกู้ระเบิด กกล.บูรพา ยังคงดำเนินการตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้กำลังพล ยุทโธปกรณ์ พร้อมอุปกรณ์ตรวจค้น และได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หากตรวจพบทุ่นระเบิดเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบ

ทภ.1 ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือ และขอบคุณกำลังใจจากประชาชน ขอให้เชื่อมั่นว่าจะดำเนินการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อทวงคืนพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยาเป็นหนึ่งในเเผนการนี้

การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน แม้ว่าการดำเนินการบางอย่าง เช่น การเปิดเครื่องเสียงเป็นปฏิบัติการจิตวิทยา อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นการดำเนินการภายใต้แผนที่วางไว้ และมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ย้ำการเปิดเครื่องเสียง เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา ตามแผนจากเบาไปหาหนัก

กัน จอมพลัง โต้ปมเปิดเครื่องเสียงชายแดน ยันทำต่อ

“กัน จอมพลัง” โต้กลับนักสิทธิมนุษยชน ปมเปิดเครื่องเสียงที่ชายแดน จ.สระแก้ว ยันจะทำต่อ หายุทธวิธีที่สร้างสรรค์ ย้อนถามตอนอีกฝ่ายนำเด็ก ผู้หญิง คนแก่และพระ มาอยู่หน้าแนวปะทะ ทำร้าย-ด่าทอทหารไทย ไม่เห็นมีใครท้วงติง

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศ บริเวณบ้านหนองจาน ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง พร้อมทีมงานลงพื้นที่ร่วมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร พร้อมเขียนข้อความให้กำลังใจบนป้ายไวนิลที่ติดตั้งบนตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเตรียมนำไปใช้เป็นแนวรั้วชายแดน

โดยกัน จอมพลัง กล่าวว่า ข้อความที่ตนเขียนบนป้ายฝั่งไทย มีใจความขอให้ทหาร–ตำรวจทุกคนปลอดภัย ได้กลับบ้านเจอลูกเมียทุกคน เป็นความรู้สึกที่ตนได้รับจากการลงพื้นที่ และการพูดคุยกับครอบครัวทหารซึ่งสูญเสียจากการปะทะช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจได้ร่วมกันเขียนข้อความเพิ่มเติมบนป้ายด้วย

สำหรับป้ายไวนิลฝั่งตรงข้ามที่เตรียมติดตั้งบนตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งมีข้อความฝากถึงชาวบ้านและทหารกัมพูชา กัน จอมพลัง ได้เขียนข้อความว่า “เขมรสันดานเนรคุณ” ข้อความดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับยุทธวิธีเปิดเครื่องเสียงในช่วงสองคืนที่ผ่านมา ซึ่งในคืนแรกเป็นการเปิดเสียง ที่สร้างความรบกวนไปยังพื้นที่บ้านเปยจันทร์ อ.ออโจโร จ.บันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฝ่ายกัมพูชาส่งตัวแทนพร้อมเจ้าหน้าที่ IOT ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบในค่ำคืนที่ผ่านมา 

ขณะที่เมื่อคืนต่อมาได้มีการเปลี่ยนยุทธวิธีเป็นการเปิดประวัติความเป็นมาของบ้านหนองจาน และหนองหญ้าแก้ว รวมถึงการบรรยายการให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม ที่ฝ่ายไทยเคยปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย โดยกัน จอมพลัง ระบุว่า คืนนี้ก็จะเปิดอีก แต่ว่าจะแตกต่างกันออกไป 

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถาม ถึงกรณีนักสิทธิมนุษยชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของฝ่ายไทย กัน จอมพลัง ตอบโต้ว่า เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไทยคำนึงถึงมาโดยตลอด แต่ในความเป็นจริง ฝ่ายกัมพูชาก็เคยนำเด็ก ผู้หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และพระสงฆ์ไปตั้งอยู่หน้าแนวปะทะ พร้อมกล่าวหาว่ามีการทำร้ายและด่าทอทหาร แต่กลับไม่มีนักสิทธิฯ ออกมาท้วงติงฝ่ายกัมพูชา ส่วนเมื่อฝ่ายไทยดำเนินการบางเรื่อง กลับมีนักสิทธิฯ ออกมาปกป้องชาวกัมพูชา จึงเป็นเหตุให้ตนยังยืนยันจะดำเนินกิจกรรมต่อไป และหายุทธวิธีที่สร้างสรรค์ในลักษณะที่กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บรรยากาศที่บริเวณดังกล่าว มีประชาชนทยอยเดินทางมาให้กำลังใจและนำสิ่งของมอบให้กับเจ้าหน้าที่ ส่วนความเคลื่อนไหวด้านการทหารและการตอบโต้จากฝั่งกัมพูชายังคงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไป

กัน จอมพลัง โต้กลับ ปมเปิดเครื่องเสียงที่ชายแดน ยันจะทำต่อ

ทำไมกัน จอมพลังถึงยืนยันจะเปิดเครื่องเสียงต่อไป?

จากกรณีที่ กัน จอมพลัง ยืนยันที่จะดำเนินการเปิดเครื่องเสียงที่ชายแดนต่อไปนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะตอบโต้และแสดงออกถึงการไม่เห็นด้วยต่อการกระทำของฝ่ายกัมพูชา แม้ว่าจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนก็ตาม การกระทำดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองทำ และความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งต้องอาศัยความเข้าใจ และการเจรจาบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน

ที่มา – “กัน จอมพลัง” โต้กลับ ปมเปิดเครื่องเสียงที่ชายแดน ยันจะทำต่อ – หาวิธีสร้างสรรค์

แม่ทัพภาค 2 ไม่นิ่งนอนใจ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความไม่นิ่งนอนใจต่อกรณี ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามของประเทศไทย พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ หลังจากที่ กกล.บูรพา ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN เพิ่มเติมอีก 3 จุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่นิ่งนอนใจ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า ทางกองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเข้าไปวางแนวรั้วลวดหนามใหม่ยังไม่สามารถทำได้ในทันที เนื่องจากต้องให้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าไปเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ EOD เร่งเข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด แม้ว่าจะยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีความกังวลว่าทหารกัมพูชาอาจมีการวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อกำลังพลไทย และอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

หากการตรวจสอบพื้นที่แล้วเสร็จและปลอดภัย แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะส่งกำลังพลเข้าไปวางแนวรั้วลวดหนามในพื้นที่เดิมทันที นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ทันที หากพบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามารื้อรั้วลวดหนามอีก

การตรวจพบทุ่นระเบิด PMN เพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน กกล.บูรพา โดย ฉก.12 ได้รายงานผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 3 ทุ่น ในพื้นที่ปฏิบัติการ บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 13.12 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P 0255119
  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 16.39 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P0255122
  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 16.48 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P0255122

ทุ่นระเบิดทั้ง 3 ทุ่นมีสภาพพร้อมใช้งาน และเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บกู้ตามขั้นตอนที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความตึงเครียดนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ การดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังของกองทัพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่นิ่งนอนใจ “ทหารกัมพูชา” รื้อรั้วลวดหนามไทย พบทุ่นระเบิด PMN 3 จุด

Scroll to top