ไทยกัมพูชา

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

เรื่องราวสุดระทึก! หนุ่มดัตช์เขยไทย พร้อมภรรยา เข้าพบทูตประจำชาติ เล่าความจริงเหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน ที่เกิดขึ้นกับตนเองและชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ณ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วย พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก นำคณะทูตานุทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด จำนวน 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ รวมถึงสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อสังเกตการณ์พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา

การลงพื้นที่ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อชี้ให้ประชาคมโลกได้เห็นความจริงด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการของไทยที่แสดงให้เห็นว่า กัมพูชาจงใจละเมิดอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออนุสัญญาออตตาวา คณะฯ ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการเหยียบทุ่นระเบิด ก่อนเข้าห้องประชุมเพื่อรับฟังการบรรยายสรุป

ในขณะเดียวกัน นางพิศมัย อังคณา พร้อมด้วย มิสเตอร์รูจ ชาวเนเธอร์แลนด์ แฟนหนุ่ม ได้เดินทางมารอพบกับทูตประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเองและคนในพื้นที่ โดยนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจได้ย้ายมาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี และได้เผชิญกับเหตุการณ์ปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่วันแรก (24 กรกฎาคม 2568) ทั้งคู่ต้อง หนีตายหัวซุกหัวซุน จากจรวดที่ทหารกัมพูชายิงเข้ามายังฝั่งไทยในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

เขยไทยแฉ! กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน

นางพิศมัยกล่าวว่า หลังจากทราบข่าวว่าท่านทูตเนเธอร์แลนด์จะเดินทางมายังจังหวัดศรีสะเกษ ตนจึงปรึกษาแฟนและตัดสินใจเดินทางมาพบท่านทูต เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งสิ่งที่ตนเองได้ประสบพบเจอ และสิ่งที่ชาวไทยต้องเผชิญจากการกระทำของกัมพูชาที่มีต่อประเทศไทย เเละต้องการให้ท่านทูตทราบว่า มีประชากรของประเทศตนเองอาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

ทำไมเขยไทยถึงต้องแฉ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน?

เหตุผลที่นางพิศมัยเเละเเฟนหนุ่มชาวดัตช์ ตัดสินใจเข้าพบท่านทูต ก็เพื่อต้องการให้ท่านทูตได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เเท้จริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายเเดน เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งชาวไทยเเเละชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นางพิศมัยได้มีโอกาสพบปะกับทูตประจำชาติเนเธอร์แลนด์ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทางทูตก็ได้ส่งยิ้มและโบกมือทักทาย

เหตุการณ์ กัมพูชาโจมตีไทย หนีตายหัวซุกหัวซุน เป็นเรื่องที่กระทบจิตใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างมาก การที่นางพิศมัยและมิสเตอร์รูจออกมาเล่าเรื่องราว ทำให้สังคมได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง และอาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไปได้

เรื่องราวของนางพิศมัยและมิสเตอร์รูจ เป็นอุทาหรณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และผลกระทบที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน เราควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อให้เกิดความสงบสุขและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้อีก

ที่มา – หนุ่มดัตช์ เขยไทย บุกพบทูตประจำชาติ แฉกัมพูชาโจมตีไทย ต้องหนีตายหัวซุกหัวซุน

โฆษกรัฐบาลเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี ทัวร์ทุ่งระเบิด

จากกรณีที่นายไมเคิล อัลฟาโร ชาวสหรัฐฯ ได้ทำการไลฟ์สดจากชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยมีการกล่าวหาประเทศไทยในลักษณะที่ไม่เป็นความจริง ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้และเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี เพื่อพิสูจน์ความจริงอีกด้าน

โฆษกรัฐบาลเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี พร้อมพาทัวร์ทุ่งกับระเบิดของกัมพูชา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเองได้รับการยืนยันจากสื่อมวลชนในสหรัฐฯ ว่านายไมเคิล ไม่ใช่ผู้ประกาศข่าวทางการของทำเนียบขาว และยังไม่ทราบสังกัดที่แน่ชัด นอกจากนี้ยังพบว่าการรายงานข่าวของนายไมเคิลในชายแดนกัมพูชานั้น ได้รับการสนับสนุนจากนายซอนโซเพียบ ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทพีอาร์ที่ทำงานให้กับรัฐบาลกัมพูชา โดยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดทริป

“วันนี้ ผมขอเชิญ“ไมเคิล” มาไทยฟรี ผมจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่าเดินทาง และค่าอาหาร” นายจิรายุ กล่าว

ทัวร์สุดพิเศษ: จากทุ่งกับระเบิด สู่เซเว่นชายแดน

นายจิรายุยังกล่าวอีกว่า จะเป็นไกด์ทัวร์พานายไมเคิลไปเยี่ยมชมชายแดนไทย-กัมพูชา ใน 7 จังหวัด โดยจะเริ่มต้นที่การเยี่ยมทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิด จากนั้นจะพานายไมเคิลไปที่ “ทุ่งกับระเบิด” เพื่อให้นายไมเคิลได้ไลฟ์สดและเห็นกับตาว่าสถานการณ์ที่ฝั่งไทยเป็นอย่างไร

“ผมจะพานายไมเคิลไปที่บริเวณจุดที่มีการวางกับระเบิดเป็นจำนวนมาก เพื่อให้นายไมเคิล ได้ไลฟ์สด ๆ กลางทุ่งกับระเบิด จะได้เห็นกับตาว่าสิ่งที่เห็นฝั่งกัมพูชากับฝั่งไทย มันคือหนังคนละม้วน” นายจิรายุ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะพานายไมเคิลไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกกองทัพเขมรถล่มด้วยจรวดหลายลำกล้อง รวมถึงร้านเซเว่นอีเลฟเว่นในปั๊มน้ำมัน ปตท. และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดนที่มีความเสี่ยงสูง

  • เยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากกับระเบิด
  • ชม“ทุ่งกับระเบิด” ณ ชายแดน
  • เยี่ยมชมโรงพยาบาลที่ถูกโจมตี
  • สำรวจพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน

“ขอให้นายไมเคิลรีบตอบรับ จะได้จองตั๋ว จอง รร. พร้อมจัดแพ็คเกจทัวร์ชายแดน ให้ได้มาไลฟ์สดฝั่งไทยบ้างจะได้รู้แจ้งเห็นจริงกับการกระทำของกัมพูชาที่ผ่านมาต่อเป้าหมายพลเรือน คนไทย” นายจิรายุ กล่าวเพิ่มเติม

และยังเรียกร้องให้นายไมเคิลช่วยบอกให้กัมพูชารับข้อตกลง 2 ข้อ คือ การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์ ยาเสพติด และการเก็บกู้กับระเบิดที่กัมพูชาฝังไว้ ตามข้อเสนอของไทยเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

การเชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี ครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างรอบด้าน และเป็นการตอบโต้การให้ข้อมูลที่บิดเบือนซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดในระดับนานาชาติ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เชิญ “ไมเคิล” มาไทยฟรี พร้อมพาทัวร์ทุ่งกับระเบิดของกัมพูชา ดูความจริงอีกด้าน

“พงศ์กวิน” เตือน! แรงงานกัมพูชา ระวังถูกหลอก

“พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ” แนะแรงงานกัมพูชารอบคอบ ตรวจสอบข้อมูลการจ้างงาน ก่อนเดินทางกลับประเทศ หลังพบตกเป็นเหยื่อข่าวลวง ทำตกงาน เสี่ยงคดีลักลอบเข้าเมือง ย้ำรัฐบาลไทยพร้อมดูแลแรงงานถูกกฎหมาย

วันที่ 16 ส.ค. 2568 นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวเตือนแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยว่า ขอให้ใช้ความรอบคอบในการตรวจสอบข้อมูลการจ้างงานจากประเทศต้นทางและปลายทาง โดยเฉพาะข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นข่าวปลอมที่กลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้ล่อลวง ตลอดเดือนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและแรงงานจังหวัดบริเวณชายแดนว่า มีแรงงานกัมพูชาหลายพันคนตัดสินใจเดินทางกลับประเทศ หลังเชื่อข้อมูลจากเพจและแอปพลิเคชันที่อ้างว่ามีงานรายได้สูงรออยู่ แต่เมื่อเดินทางกลับไป กลับพบว่าไม่มีงานจริงตามที่อ้าง บางรายสูญเสียเงินค่าเดินทางและค่าดำเนินการเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องประสบปัญหาขาดรายได้และความเป็นอยู่ลำบาก แรงงานจำนวนไม่น้อยจึงตัดสินใจลักลอบกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกครั้งอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลให้ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ดำเนินคดี และส่งกลับประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วและจันทบุรี ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการลักลอบเข้าเมือง

“ขอให้แรงงานกัมพูชาทุกคนตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่ใช้ข่าวปลอมล่อลวง ซึ่งนอกจากจะเสียโอกาสทางอาชีพแล้ว ยังอาจสูญเสียเงินทอง และเสี่ยงต่อการถูกจับกุม ดำเนินคดี และส่งกลับประเทศ โทษฐานลักลอบเข้าเมือง” นายพงศ์กวิน กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานยังย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมดูแลแรงงานต่างด้าวที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยปัจจุบันประเทศไทยยังมีความต้องการแรงงานในหลายสาขา เช่น ก่อสร้าง เกษตรกรรม อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และบริการ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแรงงานทุกคนที่ผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตทำงานถูกต้อง

“พงศ์กวิน” เตือน! แรงงานกัมพูชา ระวังถูกหลอก

สถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทำให้แรงงานกัมพูชาต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงมากยิ่งขึ้น การตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันปัญหาและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

คำแนะนำสำหรับแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย

เพื่อให้แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในประเทศไทยสามารถป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง มีข้อแนะนำดังนี้:

  • ตรวจสอบข้อมูลการจ้างงานจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ
  • อย่าหลงเชื่อข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างง่ายดาย ควรตรวจสอบความถูกต้องก่อนเสมอ
  • หากมีข้อสงสัย ให้สอบถามจากผู้รู้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • ขึ้นทะเบียนและขอใบอนุญาตทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย
  • ระมัดระวังการลักลอบเข้าเมือง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการถูกจับกุมและดำเนินคดี

การทำงานในต่างประเทศอาจมีอุปสรรคและความท้าทาย แต่หากเตรียมตัวและระมัดระวังอย่างรอบคอบ ก็จะสามารถประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ข้อควรระวังสำหรับนายจ้าง: นายจ้างควรตรวจสอบเอกสารและสถานะทางกฎหมายของแรงงานกัมพูชาให้ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อเป็นการสนับสนุนการจ้างงานที่เป็นธรรม

เราหวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานกัมพูชาและนายจ้างทุกท่าน หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลือได้

ที่มา – “พงศ์กวิน” เตือนแรงงานกัมพูชา ระวังเป็นเหยื่อ ถูกโซเชียลหลอกให้กลับประเทศอ้างมีงานทำ

ทร. เผยผลประชุมชายแดนไทย-กัมพูชา กู้ทุ่นระเบิดยังไร้ผล

ทร. เผยผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังนิ่งเฉยข้อเสนอ “กู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์”

กองทัพเรือ (ทร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราด โดยประเด็นสำคัญอย่างการขอความร่วมมือในการกู้ทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างตามแนวชายแดน และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายกัมพูชา

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ แถลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ว่า พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พร้อมด้วย พล.ต.อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของกัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคของทั้งสองประเทศ ได้จัดการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ณ บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารือและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยยึดหลักสันติวิธี ผลจากการประชุมได้นำไปสู่การลงนามในบันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) สมัยวิสามัญ

รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากกรอบการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามหลักสากล ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมล่าสุดยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา กองทัพเรือยังคงหวังว่ากัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามตามแนวชายแดน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในการประชุมครั้งต่อไป

ทำไมการกู้ทุ่นระเบิดถึงสำคัญ?

การกู้ทุ่นระเบิดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตและความพิการได้ นอกจากนี้ ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนั้น

ความท้าทายในการปราบปรามสแกมเมอร์

การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุม RBC แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีและกลวิธีที่ซับซ้อนในการหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและจิตใจให้กับผู้คนจำนวนมาก การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและสแกมเมอร์ต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างไทยและกัมพูชา
  • เทคโนโลยีและงบประมาณ: การกู้ทุ่นระเบิดต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางและงบประมาณที่เพียงพอ
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การปราบปรามสแกมเมอร์ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาเป็นเวทีสำคัญในการหารือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน แม้ว่าในการประชุมครั้งล่าสุดจะยังไม่มีความคืบหน้าในประเด็นสำคัญอย่างการกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์ แต่กองทัพเรือยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอเหล่านี้อาจสะท้อนถึงความท้าทายในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ทร. เผยผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังนิ่งเฉยข้อเสนอ “กู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์”

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศต้อนรับคณะ ICRC ลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 68 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11-14 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในภารกิจลงพื้นที่เพื่อรับทราบข้อมูลความเสียหายของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากกัมพูชา โดยมีส่วนราชการจังหวัดเป็นผู้ให้ข้อมูล และประสานงานในการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย รวมถึงการเข้าสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงของคณะฯ ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

พ.อ.ริชฌา กล่าวว่า สำหรับวิธีการปฏิบัติของ ICRC จะมีขั้นตอนตามหลักสากล ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ไม่ได้ตัดสินถึงความถูก-ผิด ในการสู้รบของแต่ละฝ่าย โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จะเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่โดยตรง และสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้หัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้น โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ICRC มีบทบาทสำคัญในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไร?

ICRC มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลางและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา การที่ ทบ. และ กต. ให้ความร่วมมือกับ ICRC แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เป็นขั้นตอนตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา สำหรับบรรยากาศโดยรวมตลอดการดำเนินการ เห็นภาพของความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าต้องมีการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด

การดำเนินการของ ICRC ที่เน้นความเป็นกลางและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายไว้วางใจและให้ความร่วมมือ การที่กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศให้การสนับสนุนการทำงานของ ICRC ในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

การที่ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นว่ามีองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนตามแนวชายแดน การที่ ICRC เข้ามาช่วยเหลือและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การดำเนินการของ ICRC ยังเป็นการยืนยันถึงหลักการด้านมนุษยธรรมสากลที่ควรได้รับการยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น การสนับสนุนการทำงานของ ICRC และการให้ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีมนุษยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมโลก

การที่ ทบ. และ กต. ร่วมกันนำคณะ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบในครั้งนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรมอย่างจริงจัง

ที่มา – ทบ.-กต. นำคณะ ICRC ลงพื้นที่ชายแดน สำรวจผลกระทบโดนโจมตีจากกัมพูชา

“มาริษ” นำทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะทูตจาก 33 ประเทศ เยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน คณะทูตได้สังเกตการณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด และรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ทุ่นระเบิดในพื้นที่

“มาริษ” นำคณะทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ และองค์กรภาคประชาสังคมด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อชี้แจงข้อมูลและเหตุผลเกี่ยวกับการดำเนินการของประเทศไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ โดยมีคณะทูตและผู้แทนจำนวน 36 คน แบ่งเป็น 33 ประเทศ 1 องค์กร 2 องค์การระหว่างประเทศ สื่อมวลชนไทยและสื่อต่างประเทศเข้าร่วม

ก่อนออกเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศได้บรรยายข้อมูลให้แก่คณะ โดยนายมาริษกล่าวขอบคุณที่คณะทูตให้ความสนใจและเดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ และหวังว่าทุกท่านจะได้รับข้อมูลโดยตรงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ก่อนที่จะเดินทางไปยังจังหวัดศรีสะเกษ คณะได้แวะที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อำเภอกันทรลักษ์ เพื่อรับฟังบรรยายสรุปจากกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย

จากนั้น คณะทูตและสื่อมวลชนได้เดินทางขึ้นไปยังภูมะเขือและฐานปฏิบัติการ เพื่อสำรวจภูมิประเทศและเยี่ยมชมการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ของหน่วยปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ คณะทูตได้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ รวมถึงความสำคัญของการสนับสนุนด้านการเงินและเทคนิคเพื่อการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ แต่ยังมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชุมชน การกำจัดทุ่นระเบิดทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินได้อย่างเต็มที่ สนับสนุนการเกษตร การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ นอกจากนี้ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบของประเทศไทยต่อประชาคมโลกในการแก้ไขปัญหาสงครามและความขัดแย้ง

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนำคณะทูตมาเยี่ยมชมการปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลไทยให้กับการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิด และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่า ประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะทำให้พื้นที่ชายแดนปลอดภัยจากทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน การสนับสนุนและความร่วมมือจากนานาชาติเป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้

ที่มา – “มาริษ” นำคณะทูต 33 ประเทศ ดูเก็บกู้ทุ่นระเบิดภูมะเขือ

กพท. คลายล็อกบินโดรนทั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ประกาศคลายล็อกการบินโดรนทั่วประเทศแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมนี้ ภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่ห้ามบินที่กำหนดไว้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ขอความร่วมมือให้งดบินโดรนในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

ประกาศฉบับที่ 4 นี้ อนุญาตให้ทำการบินหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภทได้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน ตั้งแต่วันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2568 หลังจากได้ขอความร่วมมืองดบินในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามที่หน่วยงานด้านความมั่นคงขอความร่วมมือเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต่าง ๆ

กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

เงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้บินโดรนครั้งนี้:

  • โดรนทุกประเภทสามารถทำการบินได้ ยกเว้นพื้นที่ที่กำหนดตามประกาศ, จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (สระแก้ว ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จันทบุรี สุรินทร์ และอุบลราชธานี) อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินและจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง และพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบพื้นที่อนุญาตได้ที่แอปพลิเคชัน UAS Portal
  • โดรนทุกประเภทต้องแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง โดยสามารถแจ้งที่ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และแจ้งต่อศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) อีเมล [email protected] 
  • ทำการบินได้เฉพาะเวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น (งดบินในเวลากลางคืนทุกกรณี)
  • ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่ห้ามบินตามประกาศสามารถขอปฏิบัติแตกต่างจากเงื่อนไขได้ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 และ 2567 โดยจะต้องขออนุญาตจาก CAAT ผ่านช่องทาง UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มคลี่คลายลงในระดับที่สามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการใช้โดรนของพลเรือนได้บางส่วน โดยยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้การดำเนินชีวิตของประชาชนและการประกอบกิจการต่าง ๆ สามารถกลับมาดำเนินได้ใกล้เคียงภาวะปกติ ฝ่ายความมั่นคงจึงประสานให้ปลดล็อกการบินโดรนทุกประเภทภายใต้เงื่อนไข

เตรียมพร้อม! กพท. คลายล็อกบินโดรนแล้ว

CAAT ขอขอบคุณผู้ใช้งานโดรนทุกท่านที่ปฏิบัติตามคำขอความร่วมมือของหน่วยงานความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา และย้ำว่าพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน นำไปพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนและการขออนุญาตบิน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายโดรน โดยเฉพาะโดรนเพื่อการเกษตรในอนาคตมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ใช้งานโดรนเกษตรทุกรายขึ้นทะเบียนตัวโดรนและผู้บังคับในระบบ UAS Portal ให้เรียบร้อย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านระเบียบกฎหมายในอนาคต

สำหรับโดรนของราชการทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้เฉพาะโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน ขอความร่วมมือแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และ ศตอ.น. [email protected] และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เกี่ยวข้อง

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง ที่ฝ่าฝืนประกาศนี้ ให้แจ้งข้อมูล ได้แก่ วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็วผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

การที่ กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานโดรน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนเเละความมั่นคงของชาติ หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน อย่าลืมตรวจสอบพื้นที่ที่สามารถบินได้ และแจ้งข้อมูลการบินล่วงหน้าตามที่กำหนด เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างราบรื่นเเละถูกต้องตามกฎหมายนะครับ

ที่มา – กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน

สภาฯ ห่วงใย สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

ประธานอนุกรรมาธิการสุขภาพจิต สภาฯ เรียกร้องกองทัพใส่ใจภาวะจิตใจของกำลังพลในพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ ชี้กองทัพไม่ควรชี้แจงแค่ทหารส่วนน้อย เพราะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตกำลังพลในระยะยาว

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา น.ส.สิริภัส กองตระการ สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการปรับปรุงระบบบริการสุขภาพจิตของประชาชนในทุกช่วงวัย สภาผู้แทนราษฎร แสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บจากกรณีพลทหารก่อเหตุยิง 2 พลเรือนจนได้รับบาดเจ็บและยิงตัวเองเสียชีวิต โดยระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มทหารชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน หรือพื้นที่มีความตึงเครียดสูง ทำให้เกิดภาวะเครียดสะสมในกำลังพล การสูญเสียชีวิต ทั้งของพลทหารและพลเรือนบาดเจ็บเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการดูแลสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นระบบ แม้ปัจจุบันจะมีทีมแพทย์และทีมสนับสนุน เช่น ทีม MCAT (Mental Health Crisis Assessment and Treatment) ลงพื้นที่ดูแลกลุ่มเสี่ยงทั้งทหารและประชาชน แต่เมื่อเทียบกับความต้องการและจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในพื้นที่จริงแล้ว ยังไม่เพียงพอและไม่ครอบคลุมเพียงพอที่จะรองรับความต้องการทั้งหมด

สภาฯ ห่วงใย สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

ย้ำผลกระทบทหารระยะยาว

“อีกปัจจัยสำคัญคือ ทหารที่อยู่ในภาวะเครียดสูงอาจไม่เลือกที่จะปรึกษาแพทย์หรือพยาบาล แม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์ประจำอยู่ในพื้นที่ เพราะขาดความไว้วางใจ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเปิดเผยความรู้สึกของตน ซึ่งการประเมินสุขภาพจิตไม่สามารถดูได้จากภายนอก แต่ต้องอาศัยการพูดคุย การติดตามจากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงานอย่างใกล้ชิด แม้ว่ากองทัพจะออกมาชี้แจงว่า มีทหารเพียง “ส่วนน้อย” แต่ตนเห็นว่าปัญหานี้ไม่ควรถูกลดทอนความสำคัญลง และไม่ควรแก้ไขเพียงชั่วคราวเฉพาะหน้าหลังเกิดเหตุเท่านั้น เพราะมีผลกระทบส่งผลระยะยาวต่อคุณภาพชีวิตของกำลังพล

ทั้งนี้อนุกรรมาธิการฯ จะพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน และจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับมาตรการด้านสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจังเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย

ทำไมต้องใส่ใจ สุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน?

การที่กำลังพลต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความเครียดสูงในพื้นที่ชายแดน ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิตได้มากกว่าคนทั่วไป ปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ ประสิทธิภาพในการทำงาน และคุณภาพชีวิตส่วนตัว ดังนั้นการให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การดูแลสุขภาพจิตอย่างยั่งยืน: สิ่งที่กองทัพควรทำ

  • เพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์และทีมสนับสนุน: จัดสรรบุคลากรให้เพียงพอต่อความต้องการในพื้นที่ เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลอย่างทั่วถึง
  • สร้างความไว้วางใจและความปลอดภัย: ส่งเสริมให้กำลังพลกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกและเข้ารับการปรึกษา โดยสร้างบรรยากาศที่เข้าใจและไม่ตัดสิน
  • การฝึกอบรมและให้ความรู้: จัดอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพจิตแก่ผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้สามารถสังเกตอาการและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้
  • การประเมินสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ: จัดให้มีการประเมินสุขภาพจิตเป็นประจำ เพื่อตรวจจับปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ และให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที

การดูแลสุขภาพจิตของกำลังพลไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างกองทัพที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ การใส่ใจสุขภาพจิตของกำลังพลทุกคนจะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์tragic และสร้างขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

ที่มา – ประธานอนุกมธ.สุขภาพจิต สภาฯ เรียกร้องกองทัพอย่าปล่อยผ่านสุขภาพจิตกำลังพลพื้นที่ชายแดน

“ทักษิณ” ห่วงใย! มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิด EOD

“ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD ลาดตระเวนชายแดนไทย-กัมพูชา มอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด” มาตรฐานเยอรมัน ปฏิบัติภารกิจ

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 ก.ค. 2568 ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.ต. สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 เปิดเผยว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยทหารชุดลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และหน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า EOD (Explosive Ordnance Disposal) ที่ต้องเผชิญกับการเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขา จึงมีความประสงค์ที่จะมอบ “รองเท้าป้องกันสะเก็ดระเบิด” ซึ่งมีนวัตกรรมสำคัญในการเพิ่มความปลอดภัยและรักษาอวัยวะสำคัญให้กับทหารที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยงภัย และหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญกับทุ่นระเบิด โดยมอบผ่าน พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ในฐานะรักษาราชการแทน รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) นำไปมอบให้กับทหารชายแดน จำนวน 100 คู่ เป็นเงิน 2,500,000 บาท และมอบให้หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (EOD) จำนวน 20 คู่ เป็นเงิน 500,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท เพื่อใช้ลาดตระเวน โดยจะเป็นการสั่งผลิตพิเศษจากโรงงานตามมาตรฐานเยอรมันที่กองทัพใช้ โดยจะทยอยส่งมอบให้ครบภายใน 30 วัน

“ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดใช้ลาดตระเวน

การมอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้ ถือเป็นความช่วยเหลือที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติงานที่ต้องเสี่ยงชีวิตในพื้นที่อันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารที่ลาดตระเวนตามแนวชายแดนและหน่วย EOD ที่ต้องเผชิญหน้ากับวัตถุระเบิดอยู่เสมอ การมีอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้อย่างมาก

ความสำคัญของรองเท้ากันสะเก็ดระเบิด

รองเท้ากันสะเก็ดระเบิดที่นายทักษิณมอบให้ในครั้งนี้ เป็นรองเท้าที่ผลิตตามมาตรฐานเยอรมัน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการป้องกันสะเก็ดระเบิด วัสดุที่ใช้ในการผลิตมีความทนทานสูง สามารถลดแรงกระแทกและป้องกันการทะลุทะลวงจากสะเก็ดระเบิดได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ รองเท้ายังมีน้ำหนักเบา ทำให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องแคล่วและปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่นายทักษิณให้ความสำคัญกับการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันให้กับทหารและหน่วย EOD แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

นอกจากรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดแล้ว ยังมีอุปกรณ์ป้องกันอื่นๆ ที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น เสื้อเกราะกันกระสุน หมวกกันน็อค และแว่นตากันสะเก็ด ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติงานและช่วยให้พวกเขาสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ป้องกันมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว มีการนำวัสดุและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในการผลิตอุปกรณ์ป้องกันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและมีน้ำหนักเบาลง ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกสบายและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น การลงทุนในอุปกรณ์ป้องกันที่ทันสมัยจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่ง

การสนับสนุนและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของทหารและหน่วย EOD ไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน การสนับสนุนอุปกรณ์ หรือการให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญและเป็นกำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้น

การมอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดในครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานในการปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เล็งเห็นถึงความสำคัญของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าการสนับสนุนนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ต่อไป

ที่มา – “ทักษิณ” ห่วงทหาร – หน่วย EOD มอบรองเท้ากันสะเก็ดระเบิดใช้ลาดตระเวน

Scroll to top