ไทยกัมพูชา

ทบ. แจงเหตุ ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

กองทัพบก (ทบ.) ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานในพื้นที่เร่งด่วนเฉพาะหน้าได้ทันที โดยเน้นย้ำว่าการจัดซื้อตามกระบวนการปกติอาจต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือน

ทบ.แจงเหตุขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้กองทัพภาคที่ 2 ยุติการรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน และให้ดำเนินการขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง โดย พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าทั้งรัฐบาลและกองทัพมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการจัดซื้อ แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการจัดซื้อตามกฎหมายซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน และอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้หากไม่ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใชลวดหนามหีบเพลง โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากประชาชน การจัดซื้อตามระเบียบราชการยังคงดำเนินต่อไป แต่การจัดหาด้วยวิธีพิเศษก็ยังต้องใช้เวลาเป็นเดือน ที่สำคัญคือ ลวดหนามหีบเพลงที่มีคุณสมบัติตามที่กองทัพต้องการนั้นไม่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ต้องสั่งผลิตซึ่งต้องใช้เวลามากขึ้นไปอีก พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของระยะเวลาในการจัดหา

ทำไมต้องลวดหนามหีบเพลง?

ลวดหนามหีบเพลงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องกีดขวางในบางจุดเพื่อความปลอดภัยของกำลังพล และเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกของบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในพื้นที่โล่งหรือพื้นที่ราบ ก่อนหน้านี้ กองทัพบกเคยขอความร่วมมือประชาชนในการชะลอการบริจาคสิ่งของ แต่ในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถจัดหาได้ทันเวลา กองทัพบกจะแจ้งให้ทราบ

“ในส่วนของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตนั้นมีเพียงพอแล้ว กองทัพบกจึงเน้นการขอรับบริจาคเฉพาะอุปกรณ์เสริมงานทางยุทธวิธีเป็นหลัก” พล.ต.วินธัย กล่าวเพิ่มเติม การขอรับบริจาคมีข้อได้เปรียบในด้านความรวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องรอการผลิตและกระบวนการจัดซื้อตามระเบียบราชการ

ถึงแม้ว่าจะมีการขอรับบริจาค แต่กระบวนการจัดซื้อตามระบบราชการก็ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป พล.ต.วินธัย ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ เพราะระบบราชการสามารถสนับสนุนได้ แต่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ลวดหนามหีบเพลงแบบปกติที่ประชาชนทั่วไปใช้ จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนได้ในช่วงเวลาเร่งด่วนเฉพาะหน้า

สถานการณ์ที่ต้องการลวดหนามหีบเพลงอย่างเร่งด่วนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรของกองทัพ ที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การพึ่งพาความช่วยเหลือจากประชาชนเป็นทางเลือกหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติ

ที่มา – ทบ.แจงเหตุขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง เพื่อให้ทันใช้เร่งด่วนเฉพาะหน้า

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

“มาริษ” สายตรงเลขาธิการ UN – รมว.กต.ญี่ปุ่น ขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา พร้อมขอมาเลเซีย-สิงคโปร์กดดันให้ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมินฟ้อง UNSC อีกรอบ ชี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินการภายหลัง กำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 รวม 7 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเมื่อวานนี้ (12 สิงหาคม 2568) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่า เมื่อวานนี้ตนได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อขอให้ใช้กลไกในกรอบอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ไต่สวนการกระทำของกัมพูชา ซึ่งฝ่ายเลขาธิการของอนุสัญญาออตตาวา ได้มีหนังสือตอบกลับมาด้วยแล้ว

นายมาริษ ระบุต่อไปว่า ในวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม 2568) จะมีการพูดคุยกับประเทศผู้บริจาคในกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้เห็นการดำเนินการของกัมพูชา โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแต่กัมพูชากลับปฏิเสธ พร้อมทั้งได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ การดำเนินการทางการทูตของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

การที่นายมาริษได้หารือกับเลขาธิการ UN และรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง กลไกออตตาวาเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและกดดันให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีในการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การที่ไทยผลักดันให้มีการใช้กลไกนี้จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้การละเมิดอนุสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของกลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา

การใช้กลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา จะช่วยให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การที่นานาชาติให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การพูดคุยกับมาเลเซียและสิงคโปร์เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันกัมพูชา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่กัมพูชายังคงปฏิเสธที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไทยก็ไม่ควรย่อท้อและควรเดินหน้าผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่ ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

การดำเนินการของนายมาริษในการผลักดันให้มีการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนและสร้างสันติภาพและความมั่นคงให้กับภูมิภาคได้ในที่สุด

การที่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน แม้ว่าความสำเร็จจะยังไม่แน่นอน แต่การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สิ่งสำคัญคือการที่ไทยต้องยังคงเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในทุกเวที และสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้เห็นถึงผลกระทบของการวางทุ่นระเบิดต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การได้รับความสนับสนุนจากนานาชาติจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้กัมพูชาหันมาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

สุดท้ายนี้ หวังว่าความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้อย่างยั่งยืน และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “มาริษ” คุยเลขาฯ UN-กต.ญี่ปุ่นใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา เมินฟ้อง UNSC ชี้ไม่มีหลักฐาน

ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในอดีต “ศ.ดร.กันตธีร์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) เกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศไทยต่อการรุกรานโดยกัมพูชา การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก

ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา

ศ.ดร.กันตธีร์ ศุภมงคล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ใช้โอกาสในการพบปะและทานอาหารกลางวันที่นครเจนีวา เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 กับ Mr. Volker Turk ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN-OHCHR) เพื่อชี้แจงรายละเอียดและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้ทราบอย่างละเอียด

การดำเนินการนี้เกิดขึ้นก่อนที่ฝ่ายกัมพูชาจะยื่นฟ้องต่อ UN-OHCHR ในวันที่ 2 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผลให้ UN-OHCHR ได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศไทยต่อการรุกรานโดยกัมพูชาล่วงหน้าแล้ว

การชี้แจงของ ศ.ดร.กันตธีร์ เน้นย้ำว่าการตอบสนองของประเทศไทยต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาความมั่นคงของชาติ

ทำไมการชี้แจงของ ศ.ดร.กันตธีร์ จึงมีความสำคัญ

การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ UN-OHCHR ล่วงหน้ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนส่งผลกระทบต่อการพิจารณาของ UN-OHCHR และประชาคมโลก การดำเนินการเชิงรุกของ ศ.ดร.กันตธีร์ จึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบและความโปร่งใสของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ

  • ปกป้องผลประโยชน์ของชาติ: การชี้แจงข้อเท็จจริงทำให้ UN-OHCHR เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงและป้องกันการตัดสินใจที่ไม่เป็นธรรมต่อประเทศไทย
  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: การสื่อสารโดยตรงกับ UN-OHCHR ช่วยลดความเข้าใจผิดและความคลางแคลงใจที่อาจเกิดขึ้น
  • ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การแสดงความโปร่งใสและความจริงใจในการแก้ไขปัญหาช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับ UN-OHCHR และประเทศสมาชิกอื่นๆ

แม้ว่าปัจจุบัน ศ.ดร. กันตธีร์ จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งในรัฐบาลแล้ว แต่ท่านยังคงให้ความสำคัญกับการปกป้องประเทศไทยและผลประโยชน์ของชาติอย่างต่อเนื่อง การดำเนินการในอดีตเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความเสียสละของท่านที่มีต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนและการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ การที่ ศ.ดร.กันตธีร์ ได้แสดงบทบาทในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อองค์กรระหว่างประเทศ จึงเป็นตัวอย่างที่ดีของการดำเนินงานเชิงรุกเพื่อปกป้องประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสันติวิธีและการเคารพซึ่งกันและกันเป็นแนวทางที่ยั่งยืน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

จากกรณีศึกษา ศ.ดร.กันตธีร์ แจง UN ท่าทีไทยต่อกัมพูชา แสดงให้เห็นว่าการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และมีความเข้าใจในกฎหมายระหว่างประเทศ มีความสำคัญต่อการปกป้องผลประโยชน์ของชาติในเวทีโลก

ที่มา – “ศ.ดร.กันตธีร์” อดีต รมว.กต. แจง UN-OHCHR ท่าทีไทยต่อการรุกรานของกัมพูชา

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

“ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ เตรียมยกหูคุย แม่ทัพภาค 2 หลังเพจกองทัพภาค 2 โพสต์รับบริจาคงบฯ ซื้อลวดหนาม ยืนยันรัฐบาลมีงบให้ ขอให้บอกมา

วันที่ 13 ส.ค. 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการนายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บในการทำหน้าที่ และเห็นใจ ส่วนที่ทหารมีความเห็นว่าจะต้องตอบโต้เพราะจะต้องปกป้องตัวเองนั้น ซึ่งตามสนธิสัญญากฎหมายระหว่างประเทศ สามารถทำได้ถ้าคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กระทบและเป็นปัญหาที่ผิดกับสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กับระเบิดโดยเฉพาะ ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีขั้นตอนจะต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องฟ้องร้องกับสหประชาชาติให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาและสหประชาชาติก็จะมีขั้นตอนแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบและมีกระบวนการดำเนินการต่อ ซึ่งเมื่อเช้าได้คุยกับกระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมที่จะยื่นเรื่องและเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังแต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้และควรจะทำเพราะสิ่งต่างๆ ก็เห็นได้ชัดว่าความประสงค์ของกัมพูชาไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดสันติภาพ ทั้งนี้กองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลได้หารือกันแล้วไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พื้นที่รับทราบ

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่เพจกองทัพภาคที่ 2 ที่ออกมาโพสต์ข้อความขอรับบริจาคงบประมาณซื้อลวดหนามว่าอยากจะทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพราะหากคิดว่างบประมาณไม่พอสามารถแจ้งมาที่ผู้บัญชาการทหารบกหรือกองทัพบกได้เพราะตนเองก็พูดตลอดเวลากับแม่ทัพทั้งสามเหล่าทัพว่าอะไรที่ขาดและจำเป็นให้ยื่นเรื่องเข้ามารัฐบาลจะใช้งบฯ กลางเต็มที่แต่ไม่เคยมีเรื่องเสนอมา และคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะไปขึ้นเพจขอให้ประชาชนมาช่วยซึ่งคิดว่าจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจรัฐบาลไม่ได้มีอะไรขัดขวางตนเองก็อยากจะเรียนให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบซึ่งตนเองจะโทรศัพท์คุยเพราะถ้าขาดจริงแล้วบอกมาเรามีงบประมาณให้อยู่แล้วและก็ได้บอกไปแล้วว่าอะไรที่สามารถเอาจากที่ไหนมาได้ก็ให้เอามาก่อนแล้วถ้าขาดก็ให้บอกมาใช้วิธีพิเศษในการพิจารณาได้เลยขอให้ได้ของ เรื่องนี้ตนเองคิดว่าอาจจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้รัฐบาลยืนยันว่าอะไรที่ขณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กำลังพลและประเด็นในการรักษาอธิปไตยของประเทศรัฐบาลไม่ได้ขัดวันนี้เปิดงบฯ กลางให้ใช้อยู่แล้ว

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้การลาดตระเวนของทหารที่จะดูทุระเบิดจะต้องเปลี่ยนวิธีนั้นเรื่องนี้อยากจะขอความกรุณาและบอกกับประชาชนให้ช่วยกันแก้ปัญหาตนเองก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกันแต่อยู่ในฐานะหน้าที่เราก็พยายามที่จะนิ่งให้มากที่สุดการที่บอกว่าตนเองไปเข้าข้างเขมร บอกว่าระเบิดที่โรงพยาบาลไม่ใช่อย่างโน้น อย่างนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ ตนเองไม่ได้พูด ขอสื่ออย่าเอาไปบิดเบือนและทำลายรัฐบาลสร้างความแตกแยก และที่นักวิจารณ์การเมืองบางคนเอาไปพูดว่าให้ตัดขาผม จะได้รู้ว่าหัวอกทหารเป็นยังไง ซึ่งตนเองเตรียมจะฟ้องหมดซึ่งก็ไม่เคยคิดจะฟ้องใครแต่เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์เหมือนในอดีตที่เคยถูกโจมตี จากคณะของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่องนี้ก็เหมือนกันอย่าพูดอะไรพล่อยๆ และพูดอะไรที่ทำลายคนอื่น และอยากให้สื่อช่วยด้วยในสิ่งที่ตนเองได้พูดไปไม่อย่างนั้นจะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้นจะไม่พูดอะไรที่มากไปกว่านี้แล้วเพราะพูดออกไปแล้วเอาไปทำร้ายกันและบิดเบือนตัดตอนบางส่วนเอาไปนำเสนอซึ่งคิดว่าไม่เป็นธรรมและจะให้ทนายความดำเนินการฟ้องทั้งหมดที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

นายภูมิธรรมยังกล่าวกรณีชาวบ้านแตกตื่นเตรียมอพยพกลางดึกเมื่อคืน(12 ส.ค.2568)ว่าเห็นใจประชาชนที่มีความหวาดระแวงแต่เป็นหน้าที่ของทุกส่วนทั้งกองทัพและกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากให้ไม่ตื่นตระหนกเกินไปแต่เพราะสื่อสมัยนี้เป็นสื่ออิสระจำนวนมากออกมาปั่นข่าวทำให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นจึงอยากขอร้องให้ทุกคนช่วย โดยเฉพาะสื่อสาธารณะและสื่อที่มีสำนักชัดเจนช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนก็จะช่วยได้เยอะ

ต้องเร่งชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่อง ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นอยากให้รัฐบาลยื่นเรื่องนี้ไปถึงศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น  นายภูมิธรรมกล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ทำมาหลายเรื่องที่ผ่านมาได้คุยกับเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะคณะกรรมการออตตาวา ซึ่งเมื่อเช้าตนเองได้คุย ว่าได้ทำไปทุกอย่างก็ดีอยู่ทำอย่างเต็มที่แต่สิ่งที่สำคัญคือการชี้แจงหรือการทำความเข้าใจกับประชาชนและการทำให้นานาชาติได้รับรู้อาจจะช้าไปหรือเสียงดังไม่พอ  แต่ก็ยืนยันว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศเชื่อมั่นว่าต่างประเทศเข้าใจเรามากกว่ากัมพูชาเพราะทุกคนมองเห็น ซึ่งตนเองก็บอกไปว่าสิ่งที่สำคัญก็คือประชาชนในประเทศหากประชาชนในประเทศได้เข้าใจจะดียิ่งขึ้น

จากเหตุการณ์ ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา นี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ร่วมกับชุด EOD ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เร่งสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้และทำลายระเบิดในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ขณะที่ชุดเก็บกู้ฯ เผยอยากได้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้เก็บกู้ เนื่องจากส่วนใหญ่ฝังลึกอยู่ในดิน จึงยากต่อการเก็บกู้ ส่วนที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่

ความเคลื่อนไหวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ศูนย์บัญชาการทางทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) กองกำกับการสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ (EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์)

ออกทำการสำรวจเพื่อพิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ที่ถูกยิงตกลงมาในพื้นที่ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ที่ยังคงพบว่าในพื้นที่ตำบลกระสุนตกของ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ทั้งจากการยิงปืนใหญ่ และจรวด BM-21 รวมแล้วมากกว่า 200 ลูก ตกอยู่ในพื้นที่ชุมชน บ้านเรือน และพื้นที่ทางการเกษตร ทั้งที่ระเบิดแล้วและที่ยังไม่ระเบิด ซึ่งได้ตรวจพื้นที่ระเบิดไปแล้วจำนวน 124 จุด มีการทำลายไปแล้ว 1 ลูก และรอการเก็บกู้นำไปทำลายอีก 7 ลูก

เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บเศษชิ้นส่วนของวัตถุระเบิด พร้อมมาร์กจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเก็บกู้และทำลายได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างความสบายใจให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเมื่อช่วงบ่ายของวานนี้ (12 ส.ค. 68) เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ได้ทำการสำรวจ พิสูจน์ทราบ เก็บกู้ และทำลายสรรพาวุธระเบิด รวมจำนวน 18 จุด เป็นพื้นที่กระสุนปืนใหญ่ 6 จุด และจรวด BM-21 อีก 12 จุด

นอกจากนี้ ยังได้ทำการเก็บกู้กระสุนปืนใหญ่และจรวด BM-21 ที่พบว่าฝังอยู่ในชั้นใต้ผืนดินลึกลงไปไม่ต่ำกว่า 1-7 เมตร ซึ่งยากต่อการเก็บกู้ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ จึงได้ทำการเก็บกู้ โดยการเคลื่อนย้ายวัตถุระเบิดระยะไกล ด้วยชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัย (Hook and Line) คือการใช้เชือกและตะขอเกี่ยวสำหรับใช้เคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยออกจากสถานที่ ที่ไม่สามารถทำการเก็บกู้ได้สะดวก โดยสามารถทำงานจากระยะไกล เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ ซึ่งการเก็บกู้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี

บุรีรัมย์ อีโอดี เร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ขาดอุปกรณ์

อย่างไรก็ตาม พบว่าเจ้าหน้าที่ หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด EOD กก.สืบสวน ภ.จว.บุรีรัมย์ ยังขาดแคลนและมีความต้องการ ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) เพื่อนำมาใช้ในการเก็บกู้ เนื่องจากที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการใช้ปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากกระสุนปืนใหญ่และจรวด BM21 ที่ตกลงมาในพื้นที่นั้น ได้ตกลงไปฝังลึกอยู่ในชั้นผิวดินมากกว่า 1-7 เมตร ทำให้ยากต่อการเก็บกู้นำมาทำลาย จำเป็นต้องขุดดินลึกลงไป แล้วใช้ชุดอุปกรณ์เกี่ยวลากวัตถุต้องสงสัยระยะไกล (Hook and Line) ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุต้องสงสัยในระยะไกล แล้วทำการเกี่ยวลากขึ้นมา ซึ่งเป็นวิธีที่จะเกิดความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ผู้ปฏิบัติงาน

ความท้าทายในการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ของ EOD บุรีรัมย์

สถานการณ์การเก็บกู้ระเบิดชายแดนในจังหวัดบุรีรัมย์ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การทำงานของหน่วย EOD เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากระเบิดส่วนใหญ่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เพียงพอและทันสมัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุด

การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในพื้นที่บุรีรัมย์ยังคงต้องดำเนินต่อไปอย่างระมัดระวัง และต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

การสนับสนุนเพื่อการ เก็บกู้ระเบิดชายแดน อย่างยั่งยืน

เพื่อให้การ เก็บกู้ระเบิดชายแดน ในบุรีรัมย์เป็นไปอย่างยั่งยืน ควรมีการสนับสนุนด้านต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ การจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัย และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับอันตรายจากวัตถุระเบิดที่หลงเหลืออยู่

ที่มา – บุรีรัมย์ อีโอดีเร่งเก็บกู้ระเบิดชายแดน ยังขาดแคลนอุปกรณ์ ระเบิดฝังลึกไม่ต่ำกว่า 7 ม.

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดปกติวันแรก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กลับมาเปิดทำการตามปกติแล้ววันนี้ หลังเหตุปะทะบริเวณชายแดน แม้บรรยากาศโดยรวมยังคงบางตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเผยถึงแผนรับมือหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก

เมื่อเช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานบรรยากาศที่โรงเรียนบ้านโซง ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 พบว่ามีครูและนักเรียนทยอยเดินทางมาโรงเรียนตามปกติ หลังจากที่โรงเรียนได้ปิดทำการเรียนการสอนไปตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยคณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันทำความสะอาดบริเวณสนามฟุตบอลและพื้นที่โดยรอบโรงเรียน ก่อนที่จะร่วมกันทำกิจกรรมเคารพธงชาติ และรับฟังการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติตนหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น

นายคมสันต์ บรรเทิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านโซง กล่าวว่า ปกติโรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมดเกือบ 500 คน แต่วันนี้มีนักเรียนมาเรียนประมาณ 300 กว่าคน อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวันแรกของการเปิดเรียน ผู้ปกครองหลายท่านยังไม่มั่นใจที่จะให้บุตรหลานมาโรงเรียนหลังจากที่เพิ่งผ่านพ้นสถานการณ์การปะทะมา ทั้งนี้ ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุปะทะกันวันแรก ทางโรงเรียนได้ทำการอพยพนักเรียนภายใน 15 นาที ถือเป็นโรงเรียนแรกในอำเภอน้ำยืนที่สามารถสั่งอพยพนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว และทางโรงเรียนก็มีแผนเผชิญเหตุรองรับอยู่แล้วหากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้นอีก

โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน เปิดให้บริการวันแรกเช่นกัน

ในส่วนของโรงพยาบาลในพื้นที่อำเภอน้ำยืนก็กลับมาเปิดให้บริการเป็นวันแรกเช่นกัน แต่พบว่ามีผู้ป่วยเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ค่อนข้างบางตา ซึ่งในช่วงที่โรงพยาบาลปิดทำการนั้น ทางโรงพยาบาลได้ทำการจัดส่งยาให้กับผู้ป่วยที่บ้าน และมีผู้ป่วยบางส่วนที่จำเป็นต้องเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาลเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาหลายวัน

นางผาด บุญสิทธิ์ อายุ 64 ปี ชาวอำเภอน้ำยืน เปิดเผยว่า วันนี้แพทย์นัดให้มารับยาเนื่องจากเลยกำหนดนัดมาแล้ว และไม่สามารถเดินทางมารับยาได้เนื่องจากโรงพยาบาลปิดทำการ วันนี้จึงเดินทางมารับยาเอาไว้ก่อน เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งแพทย์ได้จ่ายยาให้สำหรับ 10 วัน และแจ้งว่าหากยาหมดและโรงพยาบาลยังคงปิดทำการอยู่ ทางโรงพยาบาลจะจัดส่งยาไปให้ที่บ้านแทน ช่วงเวลาเช่นนี้ ทุกคนต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และทหาร ขอให้ทุกคนปลอดภัย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนและการเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน การกลับมาเปิดทำการของ โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการกลับสู่ภาวะปกติ แม้ว่าความกังวลจะยังมีอยู่บ้าง แต่การมีแผนรับมือและความร่วมมือของทุกฝ่าย จะช่วยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ที่มา – โรงเรียน-โรงพยาบาลใน อ.น้ำยืน กลับมาเปิดตามปกติเป็นวันแรก หลังเกิดเหตุปะทะ

กัมพูชาทะลักรายวัน: จับ 10 ชีวิต ซักรองเท้าโรงเกลือ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดเจ้าหน้าที่จับกุมแรงงานชาวกัมพูชาถึง 10 ชีวิตที่พยายามลักลอบเข้าประเทศ หวังซักรองเท้าที่โรงเกลือ เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลกระทบต่อเพื่อนบ้านของเรา

กัมพูชาทะลักรายวัน: จับ 10 ชีวิต ซักรองเท้าที่โรงเกลือ

เมื่อเวลา 01.20 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองกำลังบูรพา, หน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ และกองร้อยทหารพรานที่ 1204 ได้ร่วมกันลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยจำนวนหนึ่งกำลังเดินเท้าเข้ามาในประเทศไทย

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวเป็นแรงงานชาวกัมพูชาจำนวน 10 คน ประกอบด้วยชาย 4 คน หญิง 4 คน และเด็กหญิง 2 คน ทั้งหมดไม่มีเอกสารการเดินทางที่ถูกต้อง

สารภาพหมดเปลือก! หวังซักรองเท้าที่โรงเกลือ

จากการสอบสวนเบื้องต้น แรงงานชาวกัมพูชากลุ่มนี้ให้การว่า พวกเขาเดินทางมาจากประเทศกัมพูชา โดยมีจุดหมายปลายทางคือตลาดโรงเกลือ พวกเขาต้องการทำงานรับจ้างซักรองเท้าที่โรงเกลือ โดยยอมจ่ายค่านำพาให้กับผู้นำทางเป็นเงินคนละ 3,500 บาท

แรงงานทั้งหมดให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า สาเหตุที่พวกเขาตัดสินใจลักลอบเข้ามาในประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำในกัมพูชา ทำให้พวกเขาขาดรายได้และไม่สามารถดำรงชีพได้อย่างเพียงพอ พวกเขาจึงจำเป็นต้องเสี่ยงเข้ามาหางานทำในประเทศไทยเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว

หลังจากการสอบสวนเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวแรงงานชาวกัมพูชาทั้ง 10 คน ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และจะดำเนินการผลักดันพวกเขากลับประเทศต่อไป

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่แรงงานเพื่อนบ้านต้องเผชิญ และความจำเป็นที่พวกเขาต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพ อย่างไรก็ตาม การลักลอบเข้าประเทศโดยผิดกฎหมายไม่ใช่ทางออก และอาจนำมาซึ่งปัญหาที่ร้ายแรงกว่าเดิมได้ ทั้งต่อตัวแรงงานเองและต่อสังคมโดยรวม

ทางภาครัฐเองก็ควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อลดแรงจูงใจในการลักลอบเข้าเมือง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาคนี้

เหตุการณ์กัมพูชาทะลักรายวันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้ผู้คนต้องแสวงหาโอกาสในต่างแดน การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาทะลักรายวัน จับอีก 10 ชีวิต ยอมรับเจอพิษเศรษฐกิจ เสี่ยงมาซักรองเท้าที่โรงเกลือ

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16**

“อนุดิษฐ์” จี้รัฐบาลเร่งฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ เอาผิดกัมพูชาลอบวางระเบิดทำทหารไทยสูญเสียขา 5 นาย ละเมิดอนุสัญญาออตตาวาชัดเจน ดับมโนกระแสข่าวกัมพูชาจ่อใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าเกิดขึ้นได้

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2568 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บขาซ้ายขาด ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนบริเวณปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ทำให้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้ ทหารไทยสูญเสียขาไปแล้วถึง 5 นาย ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างที่จะระบุได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยเราไม่ได้เป็นคนวางกับระเบิดไว้แน่นอน เพราะที่ผ่านมาก็ไม่เห็นจะมีทหารกัมพูชาไปเหยียบเลยสักคน โดยกัมพูชาจะดูตามพื้นที่ที่เราลาดตระเวนและอาศัยช่วงเวลาที่ไม่มีทหารปฏิบัติภารกิจ แอบเข้ามาวางกับระเบิดไว้ ทำให้ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฟ้องร้องต่อนานาชาติ เพราะเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาออตตาวาของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน และสามารถที่จะเอาเรื่องดังกล่าวขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ผมเชื่อว่ารัฐบาลและกองทัพคงจะมองประเด็นนี้อยู่และก็ไม่น่าจะละเลย อย่างไรก็ตาม ควรสื่อสารกับพี่น้องประชาชนว่าอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว”

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่ากัมพูชาพยายามจะใช้โดรนมาเพื่อสกัดกั้นการวิ่งขึ้นของเครื่องบิน F-16 ในกรณีที่อาจจะมีการสู้รบกันในอนาคตนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลตรงนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าความเร็วของเครื่องบินรบอย่าง F-16 คงไม่มีใครสามารถบังคับให้โดรนมาเจอกันได้ ทั้งตอนออกตัว หรือจะอยู่กลางอากาศก็ตาม เป็นไปได้ยากมากๆ ขอให้อุ่นใจได้ และไม่ต้องกลัวในเรื่องนี้.

อนุดิษฐ์จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโน กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

จากกรณีที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการฟ้องร้องกัมพูชาต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและสูญเสียขาไปถึง 5 นายนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการดำเนินการดังกล่าว นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องข่าวลือที่ว่ากัมพูชาอาจใช้โดรนในการสกัดกั้นเครื่องบิน F-16 ก็ได้รับความสนใจเช่นกัน

ความเห็นของ น.อ.อนุดิษฐ์ ที่ว่าเรื่อง **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** เป็นไปได้ยากนั้น ช่วยคลายความกังวลให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด

ความเป็นไปได้ที่ กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16

แม้ว่า น.อ.อนุดิษฐ์ จะมองว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** นั้นต่ำมาก แต่การพิจารณาถึงศักยภาพและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาโดรนในปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งในด้านความเร็ว ความคล่องตัว และความสามารถในการบรรทุก ทำให้ไม่สามารถมองข้ามความเป็นไปได้ทั้งหมดได้

ดังนั้น การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชน

การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ออกมาพูดถึงเรื่องนี้ถือเป็นการเตือนสติให้ทุกฝ่ายไม่ประมาท และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารและความมั่นคงของประเทศให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ

นอกจากประเด็นเรื่องความมั่นคงแล้ว การที่ น.อ.อนุดิษฐ์ เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งฟ้องร้องกัมพูชาต่อ ICC ยังเป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังนานาชาติว่าประเทศไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐบาลควรพิจารณาข้อเรียกร้องนี้อย่างรอบคอบและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว แม้ว่าความเป็นไปได้ที่ **กัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16** จะค่อนข้างต่ำ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น และการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการตัดสินใจต่างๆ ของรัฐบาลจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – “อนุดิษฐ์” จี้ รบ. เร่งฟ้อง ICC ดับมโนกระแสกัมพูชาใช้โดรนสกัด F-16 ไม่น่าทำได้

ชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ ตลอดคืนถึงเช้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความตึงเครียดเกิดขึ้น บทความนี้จะสรุปสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความพร้อมในการป้องกันอธิปไตยของชาติ

ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

“จิรายุ” เผย สถานการณ์ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดคืนถึงเช้าไม่มีการปะทะ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่น พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้แถลงว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จนถึง 07.00 น. ของวันที่ 13 สิงหาคม 2568 เหตุการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด ไม่มีการปะทะเกิดขึ้น กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นอย่างแข็งขันใน 11 พื้นที่ และพร้อมที่จะตอบโต้ทันทีหากมีการรุกล้ำอธิปไตย

กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการกระทำใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ การวางกำลังอย่างเข้มแข็งตามแนวชายแดนเป็นมาตรการสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความสงบเรียบร้อย

จุดยืนของประเทศไทย

ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นในข้อตกลงของการประชุม GBC (General Border Committee) ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงพบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและสนธิสัญญาออตตาวาของกัมพูชา ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขต่อไป

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธีและการเจรจา แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ การรักษาสมดุลระหว่างการเจรจาและการป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการสถานการณ์ชายแดน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ศบ.ทก. ได้แจ้งเตือนประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาแล้ว หากพบวัตถุต้องสงสัย ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที เพื่อให้หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการอย่างรวดเร็ว การแจ้งเบาะแสวัตถุต้องสงสัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

ประชาชนควรให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือสัมผัสวัตถุต้องสงสัยด้วยตนเอง ความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ เป็นสัญญาณที่ดี แต่การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยตามแนวชายแดน ความร่วมมือของประชาชนในการแจ้งเบาะแสและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ

การติดตามข่าวสารและข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมถึงการปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะช่วยให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม การมีสติและความตระหนักรู้เป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตในพื้นที่ชายแดน

แม้ว่าสถานการณ์ ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ แต่เราต้องไม่ประมาทและยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – ตลอดคืนถึงเช้าชายแดนไทย-กัมพูชาไร้ปะทะ พร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตย

Scroll to top