ไทยปะทะกัมพูชา

ทร. เผยผลประชุมชายแดนไทย-กัมพูชา กู้ทุ่นระเบิดยังไร้ผล

ทร. เผยผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังนิ่งเฉยข้อเสนอ “กู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์”

กองทัพเรือ (ทร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย-กัมพูชา ที่จังหวัดตราด โดยประเด็นสำคัญอย่างการขอความร่วมมือในการกู้ทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างตามแนวชายแดน และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายกัมพูชา

พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ รองโฆษกกองทัพเรือ แถลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2568 ว่า พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พร้อมด้วย พล.ต.อุย เฮียง ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 3 ของกัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคของทั้งสองประเทศ ได้จัดการประชุม RBC สมัยวิสามัญ ณ บ้านทะเลภูรีสอร์ท อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด การประชุมครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อหารือและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยยึดหลักสันติวิธี ผลจากการประชุมได้นำไปสู่การลงนามในบันทึกความตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) สมัยวิสามัญ

รองโฆษกกองทัพเรือ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้สืบเนื่องจากกรอบการประชุม GBC เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ตามหลักสากล ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำข้อเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมล่าสุดยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายกัมพูชา กองทัพเรือยังคงหวังว่ากัมพูชาจะแสดงความจริงใจในการสนับสนุนภารกิจกู้ทุ่นระเบิดที่ยังคงเป็นภัยคุกคามตามแนวชายแดน รวมถึงการให้ความร่วมมือในการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ในการประชุมครั้งต่อไป

ทำไมการกู้ทุ่นระเบิดถึงสำคัญ?

การกู้ทุ่นระเบิดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทุ่นระเบิดที่ยังไม่ถูกเก็บกู้อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตและความพิการได้ นอกจากนี้ ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในบริเวณนั้น

ความท้าทายในการปราบปรามสแกมเมอร์

การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุม RBC แก๊งสแกมเมอร์เหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีและกลวิธีที่ซับซ้อนในการหลอกลวงเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและจิตใจให้กับผู้คนจำนวนมาก การร่วมมือกันระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดและสแกมเมอร์ต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างไทยและกัมพูชา
  • เทคโนโลยีและงบประมาณ: การกู้ทุ่นระเบิดต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางและงบประมาณที่เพียงพอ
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การปราบปรามสแกมเมอร์ต้องอาศัยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชาเป็นเวทีสำคัญในการหารือและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน แม้ว่าในการประชุมครั้งล่าสุดจะยังไม่มีความคืบหน้าในประเด็นสำคัญอย่างการกู้ทุ่นระเบิดและการปราบปรามสแกมเมอร์ แต่กองทัพเรือยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่กัมพูชายังไม่ตอบรับข้อเสนอเหล่านี้อาจสะท้อนถึงความท้าทายในการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเจรจาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ทร. เผยผลประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ยังนิ่งเฉยข้อเสนอ “กู้ทุ่นระเบิด-ปราบปรามสแกมเมอร์”

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศต้อนรับคณะ ICRC ลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 68 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 11-14 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพบกร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในภารกิจลงพื้นที่เพื่อรับทราบข้อมูลความเสียหายของพลเรือนที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีจากกัมพูชา โดยมีส่วนราชการจังหวัดเป็นผู้ให้ข้อมูล และประสานงานในการลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย รวมถึงการเข้าสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงของคณะฯ ในพื้นที่ อ.พนมดงรัก และ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

ทบ. กต. นำ ICRC สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา

พ.อ.ริชฌา กล่าวว่า สำหรับวิธีการปฏิบัติของ ICRC จะมีขั้นตอนตามหลักสากล ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความเป็นกลาง ไม่ได้ตัดสินถึงความถูก-ผิด ในการสู้รบของแต่ละฝ่าย โดยเน้นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม จะเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่โดยตรง และสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้หัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่เกิดขึ้น โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ

ICRC มีบทบาทสำคัญในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างไร?

ICRC มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลางและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยเหลือต่อไป ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้เป็นไปตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา การที่ ทบ. และ กต. ให้ความร่วมมือกับ ICRC แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ เป็นขั้นตอนตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติเสมอมา สำหรับบรรยากาศโดยรวมตลอดการดำเนินการ เห็นภาพของความร่วมมือระหว่างกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล ซึ่งทุกฝ่ายต่างเห็นพ้องว่าต้องมีการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด

การดำเนินการของ ICRC ที่เน้นความเป็นกลางและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกฝ่ายไว้วางใจและให้ความร่วมมือ การที่กองทัพบกและกระทรวงการต่างประเทศให้การสนับสนุนการทำงานของ ICRC ในการสำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง

การที่ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะแสดงให้เห็นว่ามีองค์กรระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนตามแนวชายแดน การที่ ICRC เข้ามาช่วยเหลือและรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การดำเนินการของ ICRC ยังเป็นการยืนยันถึงหลักการด้านมนุษยธรรมสากลที่ควรได้รับการยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น การสนับสนุนการทำงานของ ICRC และการให้ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศต่างๆ ที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีมนุษยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมโลก

การที่ ทบ. และ กต. ร่วมกันนำคณะ ICRC ลงพื้นที่สำรวจผลกระทบในครั้งนี้ นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาด้านมนุษยธรรมอย่างจริงจัง

ที่มา – ทบ.-กต. นำคณะ ICRC ลงพื้นที่ชายแดน สำรวจผลกระทบโดนโจมตีจากกัมพูชา

กองทัพบก แจง! ภาพรื้อถอนลวดหนามเป็นข่าวปลอม


ช่วงนี้มีข่าวลือเยอะแยะไปหมด! ล่าสุดกองทัพบกออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ภาพทหารกัมพูชารื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก” ที่แชร์กันว่อนเน็ตนั้น เป็นข่าวปลอม!

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก แถลงการณ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น และหากมีการรื้อถอนลวดหนามจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน เพราะพื้นที่นั้นอยู่ในเขตแดนไทยภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด

กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพก็ไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้างอีกด้วย งานนี้กองทัพบกฟันธงว่า เป็นการสร้างข่าวปลอมโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ หลังจากที่ไทยสามารถยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้ถึง 11 จุด

แล้วทำไมถึงต้องปล่อยข่าวปลอม?

คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย กองทัพบกวิเคราะห์ว่า การปล่อยข่าวปลอมเรื่อง กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา น่าจะเป็นกลยุทธ์ในการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศกัมพูชาเอง เนื่องจากก่อนหน้านี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้สำเร็จ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศกัมพูชา การสร้างข่าวปลอมจึงเป็นเหมือนการสร้างสถานการณ์ เพื่อดึงความสนใจของประชาชนไปที่เรื่องอื่นแทน

งานนี้ต้องบอกว่า โซเชียลมีเดียก็เป็นดาบสองคมจริงๆ เพราะข่าวสารมันไปไวมาก แต่เราก็ต้องมีสติในการรับข้อมูลด้วย อย่าเพิ่งเชื่อทุกอย่างที่เห็น ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนแชร์ ไม่งั้นอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมแบบนี้ได้

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เรามาดูกันชัดๆ ว่ากองทัพบกได้ออกมาเน้นย้ำในประเด็นไหนบ้าง:

  • ไม่มีการรื้อถอนลวดหนามหรือปลดธงชาติไทยในพื้นที่ “จุ๊บตะโมก”
  • เสาธงที่ปรากฏในภาพเป็นของปลอม ไม่ได้อยู่ในพื้นที่จริง
  • หากมีการรุกล้ำอธิปไตยจริง จะต้องมีการตอบโต้จากฝ่ายไทยอย่างแน่นอน
  • ข่าวปลอมนี้มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในกัมพูชา

ดังนั้น ก่อนจะแชร์อะไรออกไป ถามตัวเองก่อนว่า “ข่าวนี้จริงไหม?” ถ้าไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งรีบร้อนแชร์ เก็บไว้ในใจแล้วไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนดีกว่า

สุดท้ายนี้ อยากฝากทุกคนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และช่วยกันตรวจสอบข่าวปลอมก่อนที่จะส่งต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม ที่สำคัญอย่าลืมว่า กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา นะจ๊ะ!

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามข่าวสาร และอย่าลืมอัปเดตข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม

ที่มา – กองทัพบก ยืนยันภาพรื้อถอนลวดหนาม ปลดธงชาติไทยเป็นข่าวปลอม ฝีมือกัมพูชา

รอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหา

รอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหา

“ภูมิธรรม” เผยรอ สมช. ประเมินยุบ “ศบ.ทก.” สัปดาห์หน้า ยันไร้ปัญหากองทัพ พร้อมแจง ตั้งที่ปรึกษาของ “บิ๊กเล็ก” ไม่ใช่ที่ปรึกษา ศบ.ทก. ปัดดึงชื่อใครออก

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการยุบศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่า ได้พูดคุยกับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. ในช่วงสถานการณ์ที่คลี่คลาย ซึ่งเป็นการประเมินจากหน้างาน หากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะมีการยุบศูนย์ และปล่อยให้อำนาจให้กระทรวงต่างๆ ได้ทำหน้าที่ ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยกันว่าจะยุบภายหลังจากการพูดคุยการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เสร็จสิ้น แต่เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมามีสถานการณ์เกิดขึ้นในลักษณะบานปลาย จึงยังไม่จำเป็นที่จะเรียกประชุม สมช. ภายในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ สมช. จะมีการประชุมอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม 2568 ซึ่งน่าจะมีความชัดเจน โดยเรื่องนี้ไม่ได้มีปัญหาแต่เป็นการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาสถานการณ์ในแต่ละช่วง เพราะใน สมช. และ ศบ.ทก. มีเหล่าทัพในนี้ด้วย ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน ก็ได้มีการมอบอำนาจให้ส่วนหน้าเป็นหลัก อยากให้ทุกส่วนเข้าใจไม่อยากให้เกิดความบานปลาย

สำหรับการรับมือกรณีประชาชนที่ออกจากศูนย์อพยพไปและบางส่วนต้องไปอยู่ที่สถานีบริการน้ำมัน นายภูมิธรรม ระบุว่า เรื่องนี้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลและทหารรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจให้กับประชาชน ซึ่งเราห้ามความกังวลของใครไม่ได้ แต่ต้องพยายามทำความเข้าใจให้ทราบว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร อีกทั้งมองว่าเรื่องนี้ทุกส่วนต้องช่วยกันแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด

ความคืบหน้าการประเมินยุบ ศบ.ทก.

ขณะที่ความคืบหน้าในการประชุมเพื่อพิจารณายุบ ศบ.ทก. จะเป็นสัปดาห์หน้าหรือไม่นั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้ที่มีการพูดคุยกันมาสม่ำเสมอเห็นว่าควรจะประเมินสถานการณ์ให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง เพราะขณะนี้ยังมีประเด็นต่างๆ อยู่ และยังไม่มีการปรับการบริหารทางยุทธวิธี จึงไม่สามารถที่จะยุติหน่วยงานได้ในทันที

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงการตั้งที่ปรึกษาของ ศบ.ทก. โดยยืนยันว่าการตั้งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เลขาธิการสภาพัฒน์ ไม่มีอะไรเลย เพราะเป็นการตั้งที่ปรึกษาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ใช่การตั้งที่ปรึกษา ศบ.ทก. ซึ่งตนอยากให้ผู้สื่อข่าวกลับไปถาม พล.อ.ณัฐพล ว่าตนไม่ได้เอาชื่อใครออก และก็เห็นชอบให้มีการแต่งตั้ง ตั้งแต่สมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว ย้ำว่าการตั้งที่ปรึกษาดังกล่าวไม่ได้เกิดปัญหาอะไรกับรัฐบาล

การพิจารณายุบ ศบ.ทก. เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงสถานการณ์ชายแดนและความมั่นคงของประเทศเป็นสำคัญ การประเมินสถานการณ์อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด การที่นายภูมิธรรมออกมาให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ ทำให้ประชาชนคลายความกังวลและเข้าใจถึงกระบวนการทำงานของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งทหาร ตำรวจ และหน่วยงานพลเรือน เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน การบูรณาการความร่วมมือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

โดยสรุปแล้ว การรอ สมช. ประเมินยุบ ศบ.ทก. เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความรอบคอบ การพิจารณาสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนและการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การตัดสินใจที่เหมาะสมที่สุดสำหรับประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – รอ สมช. ประชุม 18 ส.ค. ประเมินยุบ ศบ.ทก. “ภูมิธรรม” ยันไร้ปัญหากองทัพ

รวบ! 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ทหารพราน สกัด 2 หนุ่ม แอดมินเว็บพนันจากบ่อนปอยเปต ที่หนีตายกลับไทย โดยการมุดรั้วลวดหนามตามช่องทางธรรมชาติ พวกเขาอ้างว่าถูกกักบริเวณในตึกสูง ห้ามออกไปไหน เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกันครับ

จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน หนีจากปอยเปต มุดรั้วลวดหนาม

เมื่อช่วงเช้ามืดของวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ 12 นำโดย พ.อ.เมธี คำเต็ม และ ร.อ.อาคม มงคลนำ ได้สนธิกำลังกับตำรวจ สภ.คลองลึก และ ตม.จว.สระแก้ว ออกลาดตระเวนเข้มตามช่องทางธรรมชาติริมชายแดน บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย

ในระหว่างการลาดตระเวน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบชายไทย 2 คน กำลังเดินเท้าลักลอบมุดรั้วลวดหนามจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย บริเวณจุดตรวจ จตอ.19 เจ้าหน้าที่จึงเข้าควบคุมตัวทันที

จากการสอบสวนทราบชื่อคือ นายจักรพันธ์ หนูแก้ว อายุ 21 ปี ชาวจังหวัดระนอง และ นายเศรษฐวุฒิ ดีหนู อายุ 20 ปี ชาวจังหวัดพังงา ทั้งคู่ไม่มีเอกสารการเดินทางใดๆ

ทั้งสองให้การว่า พวกเขาเดินทางไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ชื่อดัง ในพื้นที่โซนสามภายในบ่อนกาสิโนแห่งหนึ่งในฝั่งปอยเปต ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน โดยถูกเพื่อนชักชวนให้ไป แต่เมื่อไปถึงกลับถูกกักบริเวณให้อาศัยและทำงานอยู่ในอาคารสูง 4-5 ชั้น ที่มีรั้วกำแพงล้อมรอบ และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนเลย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 พวกเขาได้ทราบข่าวว่าอาจมีการสู้รบกันเกิดขึ้น ทำให้รู้สึกหวาดกลัวและไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจหลบหนีออกจากที่ทำงานในช่วงกลางดึก และได้เจอกับผู้นำพาชาวกัมพูชา ที่เสนอจะพาข้ามแดนกลับไทย โดยคิดค่าใช้จ่าย 10,000 บาท ซึ่งพวกเขายอมจ่ายเงินให้ แล้วเดินเท้าตามผู้นำพามาถึงบริเวณแนวชายแดน ผู้นำพาได้ชี้ช่องทางให้เดินเท้าข้ามลำคลอง แล้วมุดรั้วลวดหนามเข้ามาในประเทศไทย จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ทหารพรานจับกุมตัวได้ในที่สุด

ทำไมพวกเขาถึงตัดสินใจหนีกลับไทย?

เหตุผลหลักที่ทำให้ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน ตัดสินใจหนีกลับไทย ก็คือ ความกลัวและความไม่ปลอดภัยในชีวิต จากสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นในปอยเปต การถูกกักบริเวณและจำกัดอิสระในการเดินทาง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาอยากกลับบ้านเกิด

หลังจากถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวทั้งสองคน ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ประเด็นน่าสนใจ: เรื่องราวของ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน นี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงคนไทยไปทำงานในต่างแดน โดยเฉพาะในธุรกิจพนันออนไลน์ ที่มักมีการโฆษณาชวนเชื่อถึงผลตอบแทนที่สูง แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเอารัดเอาเปรียบ และกักขังหน่วงเหนี่ยว

สำหรับใครที่กำลังคิดจะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ ตรวจสอบบริษัทหรือนายจ้างให้แน่ใจ และแจ้งให้ญาติสนิททราบถึงรายละเอียดการเดินทางและการทำงาน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจได้ดีเลยครับ ก่อนตัดสินใจไปทำงานต่างแดน เช็กให้ชัวร์ อย่าหลงเชื่อคำชวนง่ายๆ นะครับ

ที่มา – จับ 2 หนุ่มแอดมินเว็บพนัน-บ่อนปอยเปต หนีตายกลับไทย มุดรั้วลวดหนามช่องทางธรรมชาติ

สิบเอกสุทธิชัย: ผ่าตัดนำสะเก็ดตาออกได้ด้วยดี

อัปเดตอาการล่าสุดของ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง หรือที่รู้จักกันในนาม “นักรบตาควาย” หลังจากได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สิบเอกสุทธิชัยเข้ารับการผ่าตัดดวงตาขวาเป็นครั้งที่ 4 และข่าวดีก็คือ ทีมแพทย์สามารถนำเศษสะเก็ดระเบิดที่ฝังลึกและเป็นอันตรายที่สุดออกมาได้สำเร็จ

สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง อาการล่าสุด

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา แฟนเพจ กองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้แจ้งข่าวความคืบหน้าอาการของ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดปฏิบัติการบินโดรน สังกัดกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 (ร้อย.ลว.ไกล 6) กองพลทหารราบที่ 6 โดยสิบเอกสุทธิชัยได้รับบาดเจ็บจากลูกกระสุนระเบิดปืน ค. ของทหารกัมพูชา ทำให้ดวงตาพร่ามัว เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะปฏิบัติภารกิจเข้ายึดคืนปราสาทตาควายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

การผ่าตัดครั้งที่ 4 นี้ ถือเป็นความหวังครั้งสำคัญในการรักษาดวงตาของสิบเอกสุทธิชัยให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง ทีมแพทย์ได้พยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำเศษสะเก็ดที่ฝังลึกและเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นออกให้หมด

กำลังใจจากทุกภาคส่วนถึง สิบเอก สุทธิชัย

ทางเพจกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ได้กล่าวขอบคุณทีมแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรักษา รวมถึงขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง จากแฟนคลับและประชาชนทั่วไป

เรื่องราวของสิบเอกสุทธิชัยเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสียสละและความกล้าหาญของทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและอันตรายต่างๆ นานา แต่ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขอให้ทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างเป็นทางการและให้กำลังใจทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวต่อไป

สิบเอก สุทธิชัย เรื่อเรือง เป็นตัวอย่างของความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย ขอเป็นกำลังใจให้สิบเอกสุทธิชัยหายป่วยและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – “สิบเอกสุทธิชัย” นักรบตาควาย ผ่าตัดตารอบ 4 หมอนำสะเก็ดที่ลึกที่สุดออกมาได้ด้วยดี

พปชร. ถาม รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง?

พล.ต.ท.ปิยะ ซัดฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิต ชี้ของบฯ ซื้อรั้วลวดหนามหีบเพลงใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ แต่ขอบริจาครวบรวมได้ภายในวันเดียว อัดรัฐบาลยังนิ่งเฉยไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

วันที่ 14 ส.ค. 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ร่วมกันบริจาครั้วลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว กรณีนี้ต้องขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทยที่รักชาติและร่วมกันบริจาคลวดหนามให้กับกองทัพภาค 2 และพี่น้องประชาชนสามารถรวบรวมเงินบริจาคและรั้วลวดหนามได้ในวันเดียว ทางกองทัพภาค 2 ได้ย้ำความสำคัญของลวดหนามหีบเพลงในการลดความเสี่ยงต่อชีวิต-ความปลอดภัยของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนและประชาชน รวมทั้งการป้องกันอธิปไตยของชาติและความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดหาในเวลาจำกัดและในจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันลวดหนามฯ ดังกล่าวในท้องถิ่นเริ่มหายาก ซึ่งนับแต่ ส.อ.ธีรพล เพียขันที เป็นเหยื่อกับระเบิดรายที่ 5 ในรอบไม่กี่วัน จึงมีความจำเป็นต้องใช้รั้วลวดหนามอย่างเร่งด่วน ทางกองทัพและทหารคงเห็นว่าการขอจากงบประมาณจากทางรัฐบาลอาจจะมีความล่าช้า อาจใช้เวลา 3-5 วัน หรือเป็นสัปดาห์ และหากใช้กระบวนการปกติกว่าจะได้งบประมาณมาก็ใช้เวลาเป็นเดือน กว่าจะใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบฯ ก็จะใช้เวลานานกว่า 1 เดือนหรือใช้เวลากว่านั้น ฝ่ายการเมืองไม่เข้าใจคำว่า “ความเร่งด่วน” ทางการทหาร เพราะแต่ละวินาทีหมายถึงชีวิตของทหารภายใต้บังคับบัญชาของเขา ซึ่งกรณีนี้ กองทัพภาค 2 สามารถรับบริจาคและรวบรวมลวดหนามหีบเพลงได้ภายในวันเดียว

กรณีดังกล่าว รัฐบาลต้องให้ความสำคัญและเข้าใจกระบวนการปฏิบัติเพราะสามารถจัดงบประมาณลงไปให้กองทัพภาค 2 ก่อนได้เลย โดยไม่จำเป็นให้กองทัพภาค 2 ร้องขอขึ้นมาให้เสียเวลา ไม่ว่าจะเป็นงบฉุกเฉินหรืองบลับตามความจำเป็นของสถานการณ์ เพราะบางกรณีการใช้กระบวนการงบประมาณตามวิธีการปกติจะมีความล่าช้าและไม่สามารถป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ทันเวลา รัฐบาลนี้ทำอะไรที่เร่งด่วนบ้าง นับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ที่มีการปะทะกันครั้งแรก เราสูญเสียพี่น้องประชาชนและทหารในวันแรก จนถึงวันนี้รวมเวลาแล้วนานกว่า 20 วัน เท่าที่ทราบ รัฐบาลมีแค่คำให้สัมภาษณ์หลังจากที่ฝ่ายค้านและสังคมกดดันว่าจะมีการดำเนินคดีนายฮุนเซนฯ ตามกฎหมายไทย ในประเทศตามกฎหมายไทยนั้น ยังไม่มีปรากฏหลักฐานการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายฮุนเซนฯ แต่อย่างใด

”เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องยากครับ สำคัญว่าจะทำหรือไม่ทำ หรือทำเป็นหรือทำไม่เป็นเท่านั้น เรื่องนี้ ทางพรรคพลังประชารัฐได้แนะนำวิธีและข้อกฎหมายไว้ให้หมดแล้ว สามารถเอาไปดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย การสั่งการให้ใช้กำลังทหารและมีผลต่อพลเรือนไทยของนายฮุนเซนฯ ที่ผ่านมาเป็นความผิดฐานสนับสนุนหรือจ้างวานใช้หรือร่วมกันฆ่าผู้อื่น และความผิดความมั่นคงภายนอกอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อาญา) มาตรา 83, 84, 86, 288 และมาตรา 289 และยังเป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงนอกราชอาณาจักร ตาม ป.อาญา มาตรา 119, 120, 127, 128 และ 129 อย่างชัดเจน อัยการสูงสุดเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เมื่อสอบปากคำญาติผู้ตายผู้เสียหาย สอบพยานเกี่ยวข้อง คดีนี้ อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินกว่าสามปี สามารถขอศาลอาญาหรือศาลจังหวัดแล้วแต่กรณี ออกหมายจับได้เลย โดยไม่ต้องออกหมายเรียกก่อน ซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 66”

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน แม้จะมีการชดเชยบางส่วนแล้ว แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับความสูญเสียที่เกิดขึ้น รัฐบาลต้องใส่ใจให้มากกว่านี้ อย่าปล่อยล่าช้าเหมือนซ้ำรอย 4 ลูกเรือประมงที่ถูกทางการพม่าจับไปควบคุมนานกว่า 120 วัน กว่าจะได้รับการปล่อยตัวกลับมา ในที่สุด พี่น้องประชาชนจะเห็นได้เองว่าในสถานการณ์เช่นนี้เราต้องการมืออาชีพอย่างแท้จริงที่มาแก้ปัญหาของประเทศชาติ ไม่ใช่เอามือใหม่มาเอาประเทศเป็นหนูทดลอง

พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ออกมาตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่ามีมาตรการเร่งด่วนอะไรบ้างในการจัดการสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีการปะทะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ยังไม่มีการออกหมายจับนายฮุนเซน ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้น

รัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ในสถานการณ์ชายแดน?

พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ความเร่งด่วน” ในสถานการณ์ทางการทหาร โดยกล่าวว่าทุกวินาทีมีความหมายถึงชีวิต และการดำเนินการใด ๆ ที่ล่าช้าอาจนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ พปชร. จึงตั้งคำถามว่า พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

พรรคพลังประชารัฐยังได้เสนอแนะแนวทางและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และขวัญกำลังใจของประชาชนชาวไทย ซึ่งรวมถึงการดำเนินคดีกับนายฮุนเซน ตามกฎหมายไทยในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้ใช้กำลังทหารที่มีผลกระทบต่อพลเรือนไทย

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน รัฐบาลควรพิจารณาถึงมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อลดความสูญเสียและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง และพร้อมที่จะสนับสนุนแนวทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ ทิ้งท้ายว่า ประชาชนจะเห็นเองว่าสถานการณ์เช่นนี้ต้องการมืออาชีพมาแก้ปัญหา ไม่ใช่มือใหม่มาลองของ โดย พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง นั้น เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบและการลงมือทำอย่างจริงจัง

ที่มา – พปชร. ถามรัฐบาลทำอะไรเร่งด่วนบ้าง ชายแดนปะทะมา 20 วัน ยังไม่ออกหมายจับ “ฮุนเซน”

“ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชา ลูกละหมื่น!


“ปลอดประสพ” ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น ไม่พูดเล่นทำจริง!

นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี สร้างความฮือฮาด้วยการประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาในราคาลูกละ 10,000 บาท โดยสามารถนำมาส่งมอบได้ที่บริเวณชายแดนทุกแห่ง งานนี้ทำเอาหลายคนสนใจว่าเป็นการพูดจริงทำจริงหรือไม่

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายปลอดประสพได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนให้ประชาชนร่วมกิจกรรมแสดงความรักชาติและความสามัคคี หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น โดยเฉพาะทุ่นระเบิดบุคคลแบบ PMN 2 จากทหารกัมพูชา

“ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

รายละเอียดการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

ตามประกาศดังกล่าว นายปลอดประสพระบุว่า ผู้ที่ต้องการขายทุ่นระเบิด สามารถนำมาส่งมอบได้ที่ด่านชายแดนทุกแห่ง นอกจากนี้ เขายังเชิญชวนให้ประชาชนติดธงชาติไทย หรือสติกเกอร์ธงชาติไทยที่รถยนต์ และติดเข็มกลัดธงชาติไทยที่ปกเสื้อ แม้ว่าปัจจุบันเข็มกลัดธงชาติไทยจะหายาก แต่เขาก็พร้อมเหมาซื้อทันที 1,000 อัน หากมีร้านใดสามารถผลิตได้

นอกจากนี้ ยังมีการจัดประกวดแต่งเพลงรักชาติที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชา โดยมีเงินรางวัล 10,000 บาทเป็นเดิมพัน

ทำไม “ปลอดประสพ” ถึงรับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น?

นายปลอดประสพอธิบายเพิ่มเติมว่า หากเงินรางวัลที่เขาเสนอไปนั้นน้อยเกินไป เขาขอเชิญชวนเพื่อนนักเรียนเก่าจากโรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพคริสเตียน เตรียมอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาร่วมลงขันเพิ่มเงินรางวัล เพื่อสร้างความอบอุ่นและความร่วมมือในการทำกิจกรรมดังกล่าว เขาย้ำว่าสิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นการลงมือทำจริง

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีผู้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเสนอ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น เป็นจำนวนมาก หลายคนเสนอแนะว่าควรให้ข้อมูลนี้เข้าถึงทหารกัมพูชาโดยเร็วที่สุด โดยอาจต้องมีการประชาสัมพันธ์เป็นภาษากัมพูชาเพิ่มเติม บางคนเสนอให้เพิ่มเงินรางวัลอีก 5,000 บาท สำหรับทุ่นระเบิดที่ถูกขุดขึ้นมาในสภาพที่ถูกฝังไว้นาน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ “ปลอดประสพ” รับซื้อทุ่นระเบิดกัมพูชาลูกละหมื่น

หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง อาจส่งผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้
  • ความปลอดภัย: การเคลื่อนย้ายทุ่นระเบิดเป็นเรื่องอันตราย และอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
  • การแก้ปัญหาทุ่นระเบิด: การรับซื้อทุ่นระเบิดอาจเป็นแรงจูงใจให้มีการขุดและเก็บกู้ทุ่นระเบิดออกจากพื้นที่เสี่ยง

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ยังคงเป็นเพียงข้อเสนอ และต้องมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้และความเหมาะสมในหลายๆ ด้านก่อนที่จะดำเนินการจริง

การประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดครั้งนี้ สร้างความสนใจและกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยถึงปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงและความกังวลต่างๆ แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจในการแก้ไขปัญหาที่ยังคงเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ที่มา – “ปลอดประสพ” ประกาศรับซื้อทุ่นระเบิดจากทหารกัมพูชาลูกละหมื่น ไม่พูดเล่นทำจริงๆ

มาริษคุยจีน-กัมพูชา ย้ำร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนและกัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญที่กัมพูชาจะต้องร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความปกติสุขในพื้นที่

มาริษคุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศตามกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 10 ณ เมืองอันหนิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้รับเชิญจากนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน ให้เข้าร่วมการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ไทย และกัมพูชา

นายมาริษได้แสดงความขอบคุณต่อบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีต่างๆ และการบังคับใช้ให้เกิดการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน

ความสำคัญของการร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ประเด็นสำคัญที่นายมาริษเน้นย้ำคือ ความจำเป็นเร่งด่วนที่ไทยและกัมพูชาต้องร่วมมือกันในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความตึงเครียดและฟื้นฟูความเป็นปกติสุขในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศอีกด้วย

นายมาริษได้กล่าวขอบคุณนายหวัง อี้ สำหรับการสนับสนุนในประเด็นนี้ และคาดการณ์ว่าจะมีการหารือกันในรายละเอียดเพิ่มเติมในการประชุม RBC ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นพ้องกันถึงความจำเป็นที่จะต้องหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในสื่อโซเชียล ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น

การหารือในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติวิธี โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากจีน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ทั้งสองประเทศให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ความร่วมมือระหว่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย การที่ไทย กัมพูชา และจีน จับมือกันแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับชายแดนควรเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากประเด็นเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจและการส่งเสริมการค้าชายแดนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การสร้างงาน การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยสร้างโอกาสและความหวังให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาชายแดนจึงไม่ใช่เพียงแค่การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเข้าใจอันดี การส่งเสริมความร่วมมือ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

ที่มา – “มาริษ” คุย รมว.ต่างประเทศจีน-กัมพูชา เน้นย้ำกัมพูชาต้องร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด

Scroll to top