กฎหมายยาเสพติด

นายกฯ คุย ป.ป.ส. 3 ชั่วโมง บอกออกนโยบายกัญชา ไม่ต้องเอาใจรัฐมนตรี-ผู้มีอำนาจ

นายกฯ คุย ป.ป.ส. 3 ชั่วโมง บอกออกนโยบายกัญชา ไม่ต้องเอาใจรัฐมนตรี-ผู้มีอำนาจ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับท่าทีล่าสุดจากท่านนายกรัฐมนตรี ต่อการวางรากฐานนโยบายกัญชาของประเทศไทย โดยเมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ซึ่งใช้เวลาหารือกันยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการจัดระเบียบและทบทวนความเหมาะสมของนโยบายในภาพรวมอย่างจริงจัง

ก้าวใหม่ของการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาที่ต้องโปร่งใส

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำชัดเจนว่า การดำเนินนโยบายกัญชาต่อจากนี้ไป จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยระบุว่านายกฯ คุย ป.ป.ส. 3 ชั่วโมง บอกออกนโยบายกัญชา ไม่ต้องเอาใจรัฐมนตรี-ผู้มีอำนาจ เพราะในอดีตมักเกิดปัญหาเรื่องความลักลั่นของนโยบายที่เปลี่ยนไปตามตัวบุคคล ดังนั้น การทำงานในยุคนี้จึงต้องยกเลิกวิธีคิดที่ว่านโยบายจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นรมว.สาธารณสุข แต่ต้องดูที่ข้อเท็จจริงทางวิชาการและผลกระทบต่อสังคมเป็นหลัก

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจจากการประชุมครั้งนี้ มีความเคลื่อนไหวที่ต้องติดตามดังนี้:

  • กฎหมายกัญชาที่เสนอเข้าสภาต้องผ่านการศึกษาอย่างครบทุกมิติ ไม่เน้นแค่กระแส
  • ข้อมูลที่ใช้ประกอบนโยบายต้องมาจากส่วนราชการที่มีความน่าเชื่อถือ
  • การปิดหรือเปิดนโยบายขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์รอบด้าน ไม่ใช่การเมือง

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องการส่งออกกัญชา ท่านนายกฯ ได้ชี้แจงสถานการณ์ที่อินโดนีเซียจับกุมผู้ลักลอบนำเข้าช่อดอกกัญชาจากไทยว่า กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ส่งกัญชาที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ออกนอกประเทศอยู่แล้ว และย้ำเตือนว่าผู้ที่กระทำผิดกฎหมายในต่างแดน โดยเฉพาะประเทศที่มีบทลงโทษรุนแรงถึงประหารชีวิต จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีได้นั่งเป็นประธาน ป.ป.ส. ด้วยตนเอง จึงเป็นสัญญาณบวกว่าเราจะได้เห็นความชัดเจนที่มากขึ้น นโยบายนายกฯ คุย ป.ป.ส. 3 ชั่วโมง บอกออกนโยบายกัญชา ไม่ต้องเอาใจรัฐมนตรี-ผู้มีอำนาจ เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณไปยังทุกหน่วยงานว่า การทำงานต้องยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ การปรับโฉมครั้งนี้อาจนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ชัดเจนขึ้นในสายตาประชาชน

คุณล่ะคิดอย่างไรกับทิศทางนโยบายกัญชาในยุคใหม่นี้? การเน้นใช้ข้อมูลนำการเมืองจะช่วยให้สังคมไทยก้าวพ้นความสับสนเรื่องกัญชาได้จริงหรือไม่? ร่วมแสดงความคิดเห็นและจับตาดูการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไปพร้อมกับเรา

ที่มา – นายกฯ คุย ป.ป.ส. 3 ชั่วโมง บอกออกนโยบายกัญชา ไม่ต้องเอาใจรัฐมนตรี-ผู้มีอำนาจ

ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต้องจับตามอง เมื่อล่าสุดได้มีกระแสข่าวว่า ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเรื้อรังของวงจรยาเสพติดในประเทศไทยที่แม้จะมีการบำบัดรักษา แต่ผู้ป่วยจำนวนมากยังคงกลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดซ้ำอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดคำถามมากมายถึงความมั่นคงและความปลอดภัยในสังคมของเรา

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก หลังจากลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ และได้พบข้อมูลเชิงประจักษ์ว่ามาตรการเดิมอาจยังไม่เพียงพอ ผู้เสพหลายคนผ่านการบำบัดมาแล้ว แต่เมื่อต้องกลับไปเผชิญกับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ก็มักจะพ่ายแพ้ต่อสิ่งเร้าและกลับไปใช้ยาเสพติดอีกครั้ง ทำให้อัตราการติดซ้ำพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

วิเคราะห์กลไกใหม่เมื่อ ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

จากปัญหาที่เกิดขึ้น ประธานสภาฯ จึงมีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดการใหม่ โดยเน้นใช้กลไกรัฐสภาเพื่อรื้อกฎหมายยาเสพติดให้มีความเข้มงวดมากขึ้น โดยมีแนวทางหลักๆ ดังนี้:

  • ปรับปรุงกฎหมายให้ครอบคลุมและมีบทลงโทษที่เด็ดขาดสำหรับผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วยังกลับไปเสพซ้ำ
  • เลิกใช้วิธีการส่งไปฟื้นฟูเยียวยาแบบเดิมสำหรับผู้ที่ทำผิดซ้ำซาก
  • เพิ่มมาตรการลงโทษทางกฎหมายด้วยการส่งเข้าเรือนจำทันทีเพื่อสร้างความเกรงกลัว

แนวคิดนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญจาก ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม เพื่อหวังจะตัดวงจรผู้ค้าและผู้เสพออกจากสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเตรียมจะมีการประชุมระดมสมองครั้งใหญ่ที่อาคารรัฐสภาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ในมุมมองของผม การแก้ปัญหายาเสพติดลำพังการเพิ่มบทลงโทษอาจยังไม่ใช่ทางออกเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับการสร้างอาชีพและเตรียมความพร้อมในการกลับสู่อันเป็นปกติของสังคมด้วย หากไม่มีช่องทางทำกินที่ชัดเจน โอกาสที่คนเหล่านี้จะกลับไปหลงผิดก็ยังมีสูง เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการที่เข้มข้นขึ้นจะช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมไทยให้ปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร

ที่มา – ประธานสภาฯ เล็งงัดไม้แข็งหลังสถิติบำบัดล้มเหลว ยอดผู้เสพกลับไปติดซ้ำเพิ่ม

สิงคโปร์ดุ! ประหารชีวิตนักโทษยาเสพติด 3 รายใน 2 วัน

สิงคโปร์ยังคงดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด! เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดถึง 3 คนภายในเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น ในขณะที่การไต่สวนคดีต่อต้านโทษประหารกำลังจะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการจัดการกับปัญหายาเสพติดของประเทศนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 26-27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สิงคโปร์ได้ทำการประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติดไปถึง 3 ราย ทำให้ยอดรวมการประหารชีวิตนักโทษในปีนี้สูงถึง 17 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2546 เลยทีเดียว

หนึ่งในผู้ที่ถูกประหารชีวิตคือ นายซามินาธาน เซลวาราจู (Saminathan Selvaraju) ชาวมาเลเซีย ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานขนส่งยาไดอะมอร์ฟีน หรือเฮโรอีน จำนวน 301.6 กรัม จากมาเลเซียเข้าสู่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2556

นายซามินาธานพยายามต่อสู้คดี โดยอ้างว่าเขาเป็นเพียงคนขับรถบรรทุกของบริษัทในวันเกิดเหตุ และไม่ได้เป็นผู้ที่ขับรถบรรทุกขนยาเสพติดเข้าประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ เขายังอ้างว่ารถคันดังกล่าวมีผู้ใช้งานร่วมกันหลายคน

แม้ว่าเจ้าหน้าที่สืบสวนจะพบบัตรตรวจคนเข้าเมืองที่กรอกข้อมูลล่วงหน้าพร้อมลายเซ็นของนายซามินาธานในรถบรรทุก ซึ่งระบุที่อยู่แห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นจุดที่พบยาเสพติดในภายหลัง แต่นายซามินาธานยังคงยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนเขียนบัตรดังกล่าว

ผู้พิพากษาได้ปฏิเสธข้อโต้แย้งทั้งหมดของนายซามินาธาน และถึงแม้เขาจะพยายามต่อสู้ทางกฎหมายมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ สุดท้ายเขาจึงถูกตัดสินโทษประหารชีวิตด้วยการแขวนคอเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน

การประหารชีวิตครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ศาลจะเริ่มการไต่สวนกรณีที่นักเคลื่อนไหว 7 คนยื่นฟ้องร้องต่อต้านกฎหมายการประหารชีวิต โดยอ้างว่าโทษประหารชีวิตของสิงคโปร์เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรับรองสิทธิในการมีชีวิตและสิทธิในการได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

รัฐธรรมนูญของสิงคโปร์ระบุอย่างชัดเจนว่า “บุคคลใดจะถูกลิดรอนชีวิตหรือเสรีภาพส่วนบุคคลมิได้ เว้นแต่โดยชอบด้วยกฎหมาย”

สิงคโปร์เป็นที่รู้กันว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีกฎหมายต่อต้านยาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดในโลก รัฐบาลให้เหตุผลว่ามาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในการปราบปรามอาชญากรรมยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักลอบค้ายาเสพติด (ซึ่งรวมถึงการขาย การให้ การขนส่ง หรือการส่งมอบยาเสพติด) เช่น ไดอะมอร์ฟีนเกิน 15 กรัม, โคเคนเกิน 30 กรัม, เมทแอมเฟตามีนเกิน 250 กรัม หรือกัญชาเกิน 500 กรัม จะต้องได้รับโทษประหารชีวิต

อย่างไรก็ตาม กลุ่มนักเคลื่อนไหวท้องถิ่นที่เรียกว่า “Transformative Justice Collective” ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ระบบการควบคุมยาเสพติดที่โหดร้ายของสิงคโปร์กำลังถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีโลก” และเสริมว่าสิงคโปร์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังคงดำเนินการประหารชีวิตผู้คนในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด

รัฐบาลสิงคโปร์ยืนกรานมาโดยตลอดว่า การยกเลิกโทษประหารชีวิตอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิม รวมถึงการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม ความรุนแรง การเสียชีวิตจากยาเสพติด และการเสียชีวิตของเยาวชนผู้บริสุทธิ์

นาย เค. ชันมูกัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสิงคโปร์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาว่า “ในฐานะผู้ออกนโยบาย เราต้องละทิ้งความรู้สึกส่วนตัว และทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องคนส่วนใหญ่… เราไม่สามารถวางใจได้หากเราดำเนินการในลักษณะที่จะนำไปสู่การเสียชีวิตของคนบริสุทธิ์จำนวนมากในสิงคโปร์”

จากการสำรวจความคิดเห็นในปี 2566 โดยกระทรวงมหาดไทย พบว่าประมาณ 69% ของผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,000 คน ซึ่งประกอบด้วยพลเรือนและผู้ที่อยู่อาศัยถาวร เห็นด้วยว่าโทษประหารชีวิตเป็นบทลงโทษที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักลอบค้ายาเสพติดในปริมาณมาก

สิงคโปร์ดุ! ประหารชีวิตนักโทษยาเสพติด 3 รายใน 2 วัน

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของรัฐบาลสิงคโปร์ในการต่อสู้กับปัญหายาเสพติด แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและกลุ่มสิทธิมนุษยชน

ทำไมสิงคโปร์ยังคงใช้โทษประหารชีวิตกับคดียาเสพติด?

รัฐบาลสิงคโปร์เชื่อว่าโทษประหารชีวิตเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการป้องปรามอาชญากรรมยาเสพติด พวกเขาอ้างว่าหากไม่มีโทษประหารชีวิต ปัญหายาเสพติดจะทวีความรุนแรงมากขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ผลกระทบของการดำเนินการ สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการยอมรับในระดับนานาชาติ หลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศได้ออกมาเรียกร้องให้สิงคโปร์ยกเลิกโทษประหารชีวิต

แน่นอนว่าการดำเนินการ สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การถกเถียงเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตจะยังคงดำเนินต่อไป และสิงคโปร์จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินนโยบายนี้ต่อไปหรือไม่

การประหารชีวิต สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบทางด้านกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และสังคมโดยรวม

ที่มา – สิงคโปร์ดุ ประหารชีวิตนักโทษคดียาเสพติด 3 คนใน 2 วัน

Scroll to top