กฎหมายระหว่างประเทศ

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด เป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาในวงการข่าวต่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 17 ก.พ. 2569 กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเรือลักลอบ 3 ลำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 ราย โดยทางการอ้างว่าเรือเหล่านี้เป็นของกลุ่มผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นตามข่าวกรองที่ยืนยันว่าเรือทั้งสามลำกำลังเคลื่อนไหวตามเส้นทางขนยาเสพติดที่รู้จักกันดี ในเรือลำแรกที่มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก มีสมาชิกเพศชายเสียชีวิต 4 ราย ลำที่สองในพื้นที่เดียวกันอีก 4 ราย และลำที่สามในทะเลแคริบเบียน 3 ราย กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ โพสต์แจ้งผ่านโซเชียลมีเดียว่า “เรือเหล่านี้มีส่วนร่วมในการลักลอบขนยาเสพติดอย่างชัดเจน”

บริบทของปฏิบัติการกองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ

ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ได้สั่งการโจมตีเรือต้องสงสัยขนยาเสพติดมากกว่า 40 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมกว่า 130 ราย อย่างไรก็ตาม หลังจากการบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโรของเวเนซเอลาเมื่อต้นเดือนมกราคม ความถี่ของปฏิบัติการลดลงอย่างเห็นได้ชัด สหรัฐฯ กล่าวหาว่ารัฐบาลเวเนซเอลามีส่วนร่วมกับแก๊งค้ายาเสพติด

พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า เป้าหมายหลักคือกำจัด “ผู้ก่อการร้ายค้ายาเสพติด” ออกจากซีกโลกตะวันตก เพื่อปกป้องประชาชนอเมริกันจากยาเสพติดที่คร่าชีวิตคนนับไม่ถ้วน แต่จนถึงตอนนี้ สหรัฐฯ ยังไม่เปิดเผยหลักฐานที่ชัดเจนว่าบนเรือมียาเสพติดจริงหรือไม่

ข้อถกเถียงทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศหลายคนวิจารณ์ปฏิบัติการนี้อย่างหนัก โดยชี้ว่าการโจมตีพลเรือนโดยตรงโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมอาจขัดต่อกฎหมายสากล นอกจากนี้ การขาดหลักฐานยืนยันการขนยาเสพติดทำให้เกิดคำถามถึงความชอบธรรมของการกระทำดังกล่าว

  • จำนวนผู้เสียชีวิต: 11 รายจากเรือ 3 ลำ
  • สถานที่: มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและทะเลแคริบเบียน
  • วันที่: 17 ก.พ. 2569
  • จำนวนปฏิบัติการสะสม: กว่า 40 ครั้ง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการโจมตีแบบนี้เพิ่มขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กดดันรัฐบาลเวเนซเอลา แต่หลังการจับกุมมาดูโร ความรุนแรงลดลง สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป

ในมุมมองของผู้เขียน การต่อสู้กับยาเสพติดเป็นเรื่องจำเป็น แต่ต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งใหญ่โต คุณคิดอย่างไรกับปฏิบัติการนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ จมเรือ 3 ลำ ดับ 11 ศพ อ้างกำลังขนยาเสพติด

“สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” เดินสายเวทีโลก

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อ “สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่กำลังเดินสายพบปะผู้นำระดับโลก ล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ยืนยันพร้อมตอบโต้ทันทีหากมีการบิดเบือนข้อมูลชายแดนในเวทีระหว่างประเทศ ข่าวนี้เกิดขึ้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 ท่ามกลางกระแสข่าวไฟไหม้ชายแดนและข้อพิพาทเก่าๆ ที่ค้างคา

“สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” เดินสายเวทีโลก

นายสีหศักดิ์ให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนว่า ไทยกำลังเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของฮุน มาเนต อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเดินทางพบปะผู้นำชั้นนำอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ และการขอเอกสารประวัติศาสตร์พรมแดนจากประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส กระทรวงการต่างประเทศไทยได้สอบถามไปยังฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว เพื่อตรวจสอบว่ากัมพูชาขอเอกสารอะไรบ้าง หากพบการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ถูกต้อง ไทยพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงทันทีในเวทีโลก เพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ สถานการณ์ไฟไหม้บริเวณชายแดนยังคงเป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา รัฐมนตรีสีหศักดิ์ระบุว่ากำลังรอรายงานผลตรวจสอบสาเหตุ และการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่กำลังจะมีขึ้น จะหารือครอบคลุมทั้งชายแดนไทย-กัมพูชาและไทย-เมียนมา เพื่อเตรียมข้อมูลชุดใหญ่ส่งต่อให้รัฐบาลชุดใหม่

พร้อมตอบโต้หากบิดเบือนข้อมูลชายแดน

ประเด็นข้อมูลชายแดนเป็นหัวใจสำคัญของข้อพิพาทไทย-กัมพูชามาหลายสิบปี การที่ฮุน มาเนตเดินสายเวทีโลกอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อสร้างการรับรู้ในระดับสากล แต่ไทยไม่นิ่งนอนใจ “สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” ทุกฝีก้าว และมีทีมงานเตรียมข้อมูลข้อเท็จจริงไว้พร้อม หากมีการบิดเบือน เช่น การอ้างสิทธิ์พื้นที่ทับซ้อนโดยอิงเอกสารฝรั่งเศสเก่า ไทยจะตอบโต้ด้วยหลักฐานทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน

MOU 44: ยกเลิกต้องรอรัฐบาลใหม่

อีกประเด็นที่นายสีหศักดิ์พูดถึงคือบันทึกความเข้าใจปี 2544 หรือ MOU 44 เกี่ยวกับการร่วมมือจัดการพื้นที่ทับซ้อนชายแดน การยกเลิก MOU นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ หารือกับนายกรัฐมนตรีและ สมช. อย่างรอบคอบ ขณะนี้กระทรวงฯ ได้จัดทำแนวทางการยกเลิกไว้แล้ว หากยกเลิกแล้ว ไทยไม่จำเป็นต้องทำ MOU ใหม่ แต่สามารถใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นฐานเจรจา เหมือนกรณีพิพาทไทย-มาเลเซีย

  • ขั้นตอนการยกเลิก MOU 44: รอ ครม.ชุดใหม่เห็นชอบ
  • ทางเลือกหลังยกเลิก: ใช้กฎหมายสากล ไม่ต้องทำ MOU ใหม่
  • การสร้างกติกาใหม่: ต้องเห็นพ้องทั้งสองฝ่าย หากไม่ตรงกันเข้าสู่กระบวนการเจรจาสากล
  • การเตรียมพร้อม: ข้อมูลแนวทางทั้งหมดพร้อมแล้ว

การจัดการพื้นที่ทับซ้อนชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือ แต่หาก一方一方พยายามใช้เวทีโลกกดดัน อีกฝ่ายก็ต้องมีกลไกตอบโต้ที่แข็งแกร่ง นี่คือบทเรียนจากอดีตที่ไทยเคยเผชิญ เช่น กรณีปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกตัดสินไปแล้ว แต่ปัญหายังลุกลาม

ในมุมกว้างขึ้น ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชามีทั้งมิตรภาพและข้อขัดแย้ง ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญของกัมพูชา การค้าชายแดนมีมูลค่าสูง แต่ประเด็นชายแดนต้องแก้ไขด้วยสันติวิธี ไทยมีประวัติศาสตร์ยาวนานในการรักษาพรมแดนตามสนธิสัญญาเก่าแก่ รัฐบาลไทยชุดปัจจุบันจึงเน้นการทูตเชิงรุก

สุดท้ายแล้ว การที่ “สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการปกป้องดินแดน ผู้สนใจควรติดตามการประชุม สมช. ครั้งต่อไป เพราะจะเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน การตอบโต้ที่รวดเร็วและมีข้อมูลครบถ้วนจะช่วยให้ไทยอยู่ในตำแหน่งที่เหนือกว่าในเวทีโลก

คำแนะนำ: ติดตามข่าวอัปเดตชายแดนไทย-กัมพูชาและการทูตระหว่างประเทศได้ที่นี่ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “สีหศักดิ์” จับตา “ฮุน มาเนต” เดินสายเวทีโลก พร้อมตอบโต้หากบิดเบือนข้อมูลชายแดน

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้ ไม่กระทบกฎหมายนานาชาติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือเรื่อง เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 โดยเฉพาะคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีที่ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นปมปัญหายาวนานมาหลายสิบปี

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศไทยไปศึกษาขั้นตอนการยกเลิก MOU 2544 แล้ว โดยย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ

เลขาฯกฤษฎีกา ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า กระบวนการยกเลิกต้องพิจารณาตามกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน ก็สามารถนับหนึ่งใหม่ในการร่างกติกาหรือข้อตกลงใหม่ได้

ขั้นตอนการยกเลิก MOU 44 ต้องทำอย่างไร

  • ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงเดิมอย่างละเอียด
  • ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
  • เจรจากับทางกัมพูชาให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน
  • ร่างบันทึกหรือข้อตกลงใหม่ หากจำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการกระทบต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือพันธกรณีอื่น

นายปกรณ์ ยังเน้นย้ำว่า ตนเองไม่ถนัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศมากนัก แต่เชี่ยวชาญกฎหมายไทย จึงแนะนำให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้

MOU 44 คืออะไร และทำไมถึงเป็นประเด็นร้อน

MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำแผนที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 ระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนที่ทับซ้อนกัน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลโลก (ICJ) ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาเมื่อปี 2505 แต่พื้นที่รอบๆ ยังเป็นข้อพิพาท

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา MOU นี้ถูกนำมาอ้างอิงในข้อพิพาทชายแดนหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปะทะกันปี 2551-2554 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ปัจจุบันรัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทินมองว่าอาจต้องยกเลิกเพื่อกำหนดเขตแดนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

นอกจากประเด็น MOU แล้ว ในที่ประชุมยังมีการถามถึงมุมมองทางกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มี QR Code ว่าจะนำไปสู่การเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งเลขาฯกฤษฎีกาตอบว่า หากมีผู้ร้องต่อศาลแล้ว ขอให้รอคำพิพากษาจากศาล อย่าพูดนอกกระบวนการยุติธรรม เพราะอาจไม่เกิดประโยชน์

ผลกระทบหากยกเลิก MOU 44 สำเร็จ

หากการยกเลิกเกิดขึ้นจริง ไทยและกัมพูชาจะต้องเจรจาตั้งแต่ต้นใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่แผนที่ชายแดนที่ชัดเจนกว่าเดิม แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการยืดเยื้อ หากทั้งสองฝ่ายไม่เห็นตรงกัน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

จากมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหายั่งยืน หากรัฐบาลไทยเตรียมข้อมูลและกลยุทธ์การเจรจาที่ดี ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยไม่กระทบภาพลักษณ์ในเวทีโลก

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่า สนับสนุนการยกเลิก MOU 44 หรือไม่ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – เลขาธิการฯกฤษฎีกา แจงปมยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

กต. จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยกลับประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) แถลงแสดงความกังวลอย่างยิ่ง กรณีที่กัมพูชาปิดด่านไม่ให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิพลเรือน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงท่าทีของฝ่ายไทยต่อกรณีที่กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชาออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการระงับการดำเนินการ ณ จุดผ่านแดนไทย–กัมพูชา โดยมีใจความสำคัญคือประเทศไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการจำกัดการเคลื่อนย้ายของคนไทยซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในกัมพูชา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้อำนวยความสะดวกให้พลเมืองกัมพูชาเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชากลับปฏิเสธไม่เปิดด่านเพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

นายนิกรเดชกล่าวต่อว่า ประเทศไทยขอย้ำว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และ อนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สี่นั้น พลเรือนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตลอดเวลา สิทธิของบุคคลซึ่งพำนักอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายในรัฐต่างประเทศในการเดินทางออกจากประเทศนั้น อาจถูกจำกัดได้เฉพาะในกรณีที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่เลือกปฏิบัติเท่านั้น ทั้งนี้พลเรือนถือเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ และต้องไม่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน ตลอดจนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล รวมถึงการเข้าถึงทางกงสุลและการคุ้มครองโดยไม่ถูกขัดขวาง ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายประกันความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของพลเรือนทุกสัญชาติ และดำเนินการแก้ไขข้อกังวลต่าง ๆ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ทำไมกระทรวงต่างประเทศต้องจี้กัมพูชา?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความจำเป็นในการที่กัมพูชาปิดด่านพรมแดนไม่ให้คนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา:

  • สิทธิในการเดินทางกลับประเทศ: บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะเดินทางกลับประเทศของตนเอง การจำกัดสิทธินี้ควรมีเหตุผลที่สมควรและความจำเป็นตามกฎหมาย
  • หลักมนุษยธรรม: การปฏิบัติต่อพลเรือนควรเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
  • กฎหมายระหว่างประเทศ: การกระทำใดๆ ที่กระทบต่อสิทธิของบุคคลควรเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

การที่กระทรวงต่างประเทศออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศนั้น เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อพลเมืองของตนเอง และเป็นการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยยึดมั่น

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การเคารพสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการอยู่ร่วมกันในสังคมโลก และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งควรเป็นไปโดยสันติวิธีและเคารพซึ่งกันและกัน กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ

ที่มา – กระทรวงต่างประเทศ จี้กัมพูชาเปิดทางให้คนไทยเดินทางกลับประเทศ ชี้กักตัวไว้ผิดอนุสัญญาเจนีวา

ไทยสร้างไทยหนุน ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก

พรรคไทยสร้างไทยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐสภาไทยใช้อำนาจตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล และเปิดการเจรจาทวิภาคีเพื่อกำหนดเขตอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักสากล ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และยึดราชกิจจานุเบกษา 1 มิถุนายน 2516 อิงอนุสัญญาเจนีวา ทะเลอาณาเขต 29 เมษายน 2501 สำหรับพื้นที่ทางทะเล

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทหาร พรรค ทสท. ได้พิจารณาสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ฉบับที่ 43 ว่าด้วยแนวเขตทางบก และฉบับที่ 44 ว่าด้วยแนวเขตทางทะเล ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแล้ว พบว่าประเด็นข้อถกเถียงและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผลประโยชน์และอาณาเขตอธิปไตยของชาติทั้งทางบกและทางทะเลนั้น จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาควรใช้อำนาจตามมาตรา 178 เพื่อยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล ทั้งสองฉบับ

พรรคฯ เสนอให้เปิดการเจรจาในรูปแบบทวิภาคี โดยกำหนดอาณาเขตอธิปไตยของไทยทางบกตามมาตรฐานสากล ด้วยการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งแสดงรายละเอียดของสภาพภูมิประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริง สำหรับพื้นที่ทางทะเล ให้ยึดพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2516 ซึ่งอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ที่จัดทำขึ้น ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2501

ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

พรรคไทยสร้างไทยย้ำว่า การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องยึดหลักมาตรฐานสากล โดยมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกติกา แต่ก็พร้อมตอบโต้ในรูปแบบที่เหมาะสม หากอีกฝ่ายไม่ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก และ เขตทางทะเล

การที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 178 เพื่อให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการที่โปร่งใสและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การเปิดเจรจาทวิภาคีโดยยึดหลักสากล จะช่วยให้การกำหนดแนวเขตแดนเป็นไปอย่างชัดเจนและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และการอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาสำหรับพื้นที่ทางทะเล จะช่วยลดข้อพิพาทและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดำเนินการตามแนวทางที่พรรคไทยสร้างไทยเสนอ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนโดยยึดหลักกฎหมายและมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาและความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ดังนั้น รัฐสภาควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาแนวเขตแดน จะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามความท้าทายและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย หนุน สภาฯ พิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

Scroll to top