กฎหมายอากาศสะอาด

“ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวดีเกี่ยวกับสุขภาพของพวกเรามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. ได้ออกมาให้คำมั่นสัญญาชัดเจนว่า “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างจริงจัง เพื่อให้พี่น้องชาวไทยทุกคนได้มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการสูดอากาศที่บริสุทธิ์สักทีครับ

“ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ เพราะฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนไทยมากกว่า 38 ล้านคน และมีผู้ป่วยจากมลพิษทางอากาศแล้วกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 2.2 ล้านล้านบาท รัฐบาลจึงมองว่าอากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. เข้าสู่สภาจึงเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนประเทศของเราให้ยั่งยืนขึ้น

กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอากาศสะอาด

นอกจากตัวกฎหมายแล้ว “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยร่วมมือกับ สสส. ขับเคลื่อนผ่าน 3 กลไกหลักที่น่าสนใจมาก ได้แก่:

  • พัฒนาและเชื่อมโยงนวัตกรรมข้อมูล Big Data: เพื่อใช้ในการคาดการณ์สถานการณ์ฝุ่นเชิงรุก ช่วยให้แต่ละพื้นที่เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
  • เตรียมความพร้อมภาคพลเมือง: สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อรองรับการบังคับใช้กฎหมายอากาศสะอาดในอนาคต
  • ขยายเครือข่ายสภาลมหายใจ: ยกระดับการป้องกันการเผาในที่โล่งทั่วประเทศ และสนับสนุนห้องปลอดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง

ทางด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ จาก สสส. ก็เสริมว่า การแก้ปัญหาต้องทำแบบบูรณาการ ตั้งแต่การสร้างฐานข้อมูลแม่นยำ การสนับสนุนแอปพลิเคชันอย่าง ‘Burn Check’ ไปจนถึงการจับมือกับประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผ่านสภาลมหายใจระดับจังหวัด ทั้ง 29 จังหวัด รวมถึงโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นที่ขยายผลในศูนย์เด็กเล็กกว่า 2,000 แห่งทั่วไทย

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหา PM2.5 จะสำเร็จไม่ได้หากไม่มีความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน และพวกเราทุกคนในฐานะภาคประชาสังคม ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อให้ลูกหลานของเราเติบโตมาในโลกที่สดใสและมีอากาศที่ใสสะอาด หวังว่าพวกเราจะก้าวผ่านวิกฤตฝุ่นควันนี้ไปได้ด้วยกันในเร็ววันนะครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ยันรัฐบาลเดินหน้าดันร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่วมแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5

“สุชาติ” ชี้เผาป่าหาของต้นเหตุ PM2.5 รัฐหนุน พรบ.อากาศสะอาด

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กลับมาวิกฤตในภาคเหนือของไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่ประชาชนต้องเผชิญกับอากาศเสีย สุขภาพเสี่ยงอันตรายจากมลพิษนี้ รัฐบาลเร่งแก้ไขหลายมาตรการ ล่าสุด “สุชาติ” ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้แจงสาเหตุหลักและแนวทางแก้ไขอย่างชัดเจน

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวถึงการลงพื้นที่เชียงใหม่ของนายกรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยมีรายงานจากทุกภาคส่วน เช่น กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

ขณะนี้มีกำลังพลกว่า 6,000-7,000 นาย ลงพื้นที่ดับไฟป่า ปีนี้สถานการณ์แห้งแล้งรุนแรง ฝนทิ้งช่วง ทำให้ไฟป่าลุกลามง่าย สาเหตุหลักมาจากประชาชนที่เข้าไปเผาป่าหาของป่า มากกว่าไฟจากธรรมชาติ ซึ่งลดลงมาก รัฐบาลใช้เฮลิคอปเตอร์ดับไฟจากยอดเขา ลดฮอตสปอตได้จำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่เหนื่อยล้า ต้องทำงานกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงฮีทสโตรก งบประมาณใช้จากรายได้อุทยานแห่งชาติภาคใต้

“สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

นายสุชาติ วอนประชาชนตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาป่า ที่ก่อมลพิษต่อคนหมู่มาก กระทรวงทรัพยากรฯ จะบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กรมประชาสัมพันธ์ต้องสื่อสารผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายกฯ สั่งแก้ปัญหาหลายด้าน เช่น ห้องปลอดฝุ่นในโรงเรียนสำหรับนักเรียน

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีเกณฑ์ชัดเจนอยู่แล้ว การลงพื้นที่ของนายกฯ เป็นการให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ รัฐบาลผลักดัน “เชียงดาวโมเดล” ชวนชุมชนรอบป่ามาช่วยรักษาผืนป่า และหาทางเลือกให้คนหาของป่ามีรายได้จากแหล่งอื่น

รัฐบาลยินดีหนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาดเต็มที่

รัฐบาลสนับสนุน พ.ร.บ.อากาศสะอาด 100% แม้ร่างกฎหมายค้างวาระ 2 ในวุฒิสภา กำลังพิจารณาความขัดแย้งบางประเด็น เช่น ไม่ป้องกันนายทุน แต่ต้องสมดุลกับการดึงดูดนักลงทุนผ่าน BOI ที่มีสิทธิประโยชน์มาก กฎหมายต้องไม่ขัด พ.ร.บ.การลงทุน

ประเด็นสำคัญที่ต้องดู เช่น การตีความ “กลุ่มเปราะบางทำงานกลางแจ้ง” วิธีเยียวยา และอัตราค่าปรับให้เหมาะสม กฎหมายต้องครอบคลุมทุกมิติ

นอกจากนี้ ปัญหา PM2.5 ส่งผลกระทบสุขภาพรุนแรง หายใจลำบาก โรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ สาเหตุหลักจาก

  • การเผาป่าหาของป่าและเกษตรกรรม
  • ควันจากยานพาหนะ
  • โรงงานอุตสาหกรรม
  • ฝุ่นข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน เช่น เพิ่มการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ส่งเสริมพืชคลุมดินแทนเผาไหม้ และรณรงค์ลดใช้รถส่วนตัว

สุดท้าย “สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพื่ออนาคตอากาศบริสุทธิ์ ประชาชนช่วยกันงดเผาป่า เลือกทางเลือกยั่งยืน สนับสนุนกฎหมายนี้เพื่อสุขภาพทุกคน

เชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้ เพื่อสร้างความตระหนักและลด PM2.5 ทั่วไทย!

ที่มา – “สุชาติ” ชี้คนเผาป่าหาของเป็นต้นเหตุ PM2.5 ย้ำรัฐบาลหนุน พ.ร.บ. อากาศสะอาด

“พริษฐ์-ศุภโชติ” ติดตามปมเถ้าลอยปนเปื้อน จ.น่าน

“พริษฐ์-ศุภโชติ” ติดตามปม “เถ้าลอย” ปนเปื้อน จ.น่าน

เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 ที่อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน สส.พรรคประชาชนอย่าง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรค และ นายศุภโชติ ไชยสัจ พร้อมด้วย สส.เขตน่าน นายเชาว์วิชญ์ อินน้อย และ นายเจริญ อภิภัทรโกศล ได้ลงพื้นที่ติดตามปัญหาเถ้าลอยหรือ Fly Ash ที่ปนเปื้อนจากอุบัติเหตุรถบรรทุกพลิกคว่ำเมื่อ 29 มกราคม 2567 ซึ่งขนเถ้าลอยมาจากโรงไฟฟ้าหงสาในลาว สร้างความกังวลให้ชาวบ้านอย่างมาก

พริษฐ์-ศุภโชติ ติดตามปมเถ้าลอยปนเปื้อน จ.น่าน

เถ้าลอยคือสารตกค้างจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งอาจมีสารพิษอย่างตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม หากสูดดมหรือปนเปื้อนในน้ำดิน อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคทางเดินหายใจ มะเร็ง หรือกระทบระบบประสาท โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ แม้บริษัทเอกชนเจ้าของจะตรวจเบื้องต้นว่ายังไม่เกินมาตรฐาน แต่ชาวบ้านยังไม่เชื่อมั่น ต้องการการตรวจโดยหน่วยงานรัฐอิสระ

ผลกระทบจาก “พริษฐ์-ศุภโชติ” ติดตามปม “เถ้าลอย” ปนเปื้อน จ.น่าน

จังหวัดน่านเผชิญวิกฤตฝุ่น PM2.5 อยู่แล้ว การปนเปื้อนเถ้าลอยยิ่งซ้ำเติม ชาวบ้านหลายรายร้องเรียนว่ามีอาการไอ จาม คันตา และกังวลเรื่องพืชผลเกษตรที่เป็นฐานเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ สส.พรรคประชาชนจึงรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นร้องทุกหน่วยงาน

ลงพื้นที่ตรวจสอบเถ้าลอย จ.น่าน

ข้อเสนอแนะเร่งด่วนจาก “พริษฐ์-ศุภโชติ” ติดตามปม “เถ้าลอย” ปนเปื้อน จ.น่าน

นายพริษฐ์เสนอมาตรการชัดเจนเพื่อเยียวยาและป้องกันในอนาคต ดังนี้

  • 1. กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบอากาศ ดิน น้ำ พืชผล สัตว์น้ำ และสุขภาพประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยผู้ตรวจอิสระ ไม่ใช่แค่บริษัทเอกชน
  • 2. ปรับปรุงทางโค้งจุดเกิดเหตุ เพิ่มป้ายเตือน กล้องวงจรปิด ลดอุบัติเหตุซ้ำรอย
  • 3. เร่งผ่าน พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ พ.ร.บ.PRTR (การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ) เพื่อข้อมูลโปร่งใส ตรวจสอบได้ พรรคประชาชนผลักดันเต็มที่ในสภา ต้องเคลียร์ก่อน 14 พฤษภาคม 2567
กิจกรรมสงกรานต์ จ.น่าน
สส.พรรคประชาชนร่วมสงกรานต์

นอกจากนี้ สส.ยังร่วมงานประเพณีสงกรานต์ พบปะประชาชนในอำเภอต่างๆ สร้างความใกล้ชิด ในจังหวัดอุดรธานี สส.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร และน.ส.รักชนก ศรีนอก ก็รดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ขอพรปีใหม่ให้บ้านเมืองรุ่งเรือง

กิจกรรมสงกรานต์ อุดรธานี
สส.อุดรธานี ร่วมสงกรานต์

ปัญหาเถ้าลอยปนเปื้อนสะท้อนจุดอ่อนการจัดการข้ามพรมแดนและกฎหมายมลพิษที่ล้าหลัง การมีกฎหมาย PRTR จะช่วยให้ประชาชนรู้ข้อมูลจริง ป้องกันล่วงหน้าได้ ในมุมมองของผู้เขียน การลงพื้นที่ของ สส. แบบนี้คือตัวอย่างการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชน คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อปกป้องสุขภาพตัวคุณและครอบครัว

ที่มา – “พริษฐ์-ศุภโชติ” ติดตามปม “เถ้าลอย” ปนเปื้อน จ.น่าน จี้รัฐตรวจสอบ เร่งผ่านกฎหมายอากาศสะอาด-PRTR

ปชป. สู้ฝุ่น PM 2.5 หาเสียงตลาดยิ่งเจริญ

ปชป. สู้ฝุ่น PM 2.5 เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด หาเสียงตลาดยิ่งเจริญ

“สกลธี” ควงคู่ “เนเน่ รัดเกล้า” ลุยตลาดยิ่งเจริญ ช่วยผู้สมัครหาเสียง เตือนประชาชนสวมหน้ากากเหตุ ค่าฝุ่นส้ม-แดงอันตราย พร้อมชูนโยบายประชาธิปัตย์ สู้ฝุ่น PM 2.5 เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร และนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรค ลงพื้นที่ร่วมกับ นางสาววิเวียน จุลมนต์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 9 เบอร์ 1 ครอบคลุมพื้นที่ จตุจักร–บางเขน–หลักสี่ โดยทั้งสามคนลงพื้นที่หาเสียงตะลุยตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน

สกลธี ภัททิยกุล และ รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี หาเสียง

นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ เปิดเผยว่า วันนี้ ค่าฝุ่น PM 2.5 ยังคงโชว์ค่าอยู่ในระดับสูงสีส้มถึงแดงซึ่งมีผลอันตรายต่อสุขภาพ จึงขอเน้นเตือนให้พี่น้องประชาชนในเขตดังกล่าว และประชาชนทุกพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต สวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นพิษ จนกว่าค่าฝุ่นจะอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

นายสกลธี กล่าวว่า สำหรับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้ คือ เรื่องแรกเราต้องเร่งผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่ อากาศสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งยังมีมาตรการทั้ง 2 ด้าน คือ การจูงใจและการลงโทษ

นโยบายพรรคประชาธิปัตย์ สู้ฝุ่น PM 2.5

รวมถึงนโยบายภาคการขนส่ง โดยสนับสนุนการขนส่งสาธารณะ ซึ่งมีการลดค่ารถไฟฟ้ากับรถเมล์เหลือ 5 บาทถึง 30 บาท เพื่อจูงใจให้คนมาใช้การขนส่งสาธารณะมากขึ้น และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของประชาชนอีกด้วย อีกทั้งมีมาตรการในการไม่สนับสนุนให้เกิดการเผา และช่วยเกษตรกรให้มีทางเลือกในการที่จะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

“การแก้ปัญหาดังกล่าว ที่พรรคประชาธิปัตย์เตรียมไว้ คือ ควรทำร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยวาระที่ประเทศไทย จะเป็นประธานอาเซียน ทางพรรคจะนำเสนอเรื่องนี้ให้เป็นวาระที่ต้องมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพราะหลายครั้งฝุ่นที่เกิดขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีผลมาจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย โดยเกิดจากลมพัดเข้ามา” พร้อมย้ำว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เหล่านี้ สามารถทำได้จริง และที่สำคัญประหยัดงบประมาณ หรือกระทบงบภาครัฐจำนวนไม่มาก

ความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

นายสกลธี ยังได้กล่าวถึงนโยบาย “ไทยหายจน” โดยมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป โดยผ่านโครงการ “พันธบัตรป่าไม้ ปลูกป่าได้เงินเดือน” ซึ่งประเด็นนี้ ที่ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 9 เบอร์ 1 วิเวียน เป็นผู้ผลักดันหลักเรื่องนี้

โครงการพันธบัตรป่าไม้

ด้านนางสาววิเวียน ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 9 เบอร์ 1 กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า นโยบายพันธบัตรป่าไม้ ต้องการให้ประชาชน หรือเกษตรกร หันมาปลูกป่ามากขึ้น โดยมีรัฐเป็นผู้จ้าง การปลูกป่านี้จะเป็นการดูดซับมลพิษตั้งแต่ต้นทาง อีกทั้งยังผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับสำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด, พ.ร.บ.เศรษฐกิจหมุนเวียน และ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้อากาศดี มีรายได้ดี

นายสกลธี ยังกล่าวด้วยว่า ตนขอแนะนำตัวผู้สมัคร สส.กทม. เขต 9 พร้อมขอคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตนี้ ให้กับนางสาววิเวียน เบอร์ 1 และเลือกพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 27 ในการเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้

ประชาธิปัตย์ชูนโยบาย สู้ฝุ่น PM 2.5

พรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นที่จะ สู้ฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง โดยการผลักดันกฎหมายและนโยบายต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้อย่างยั่งยืน และทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การ สู้ฝุ่น PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถเอาชนะปัญหานี้ได้ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง และสร้างอากาศที่สะอาดสดใสให้กับประเทศไทย

ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน สู้ฝุ่น PM 2.5 เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา

ที่มา – ปชป. ลุยหาเสียงตลาดยิ่งเจริญ ชูนโยบาย สู้ฝุ่น PM 2.5 เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด

“ภูผา นพวิชญ์” แนะสานต่อ ปราบฝุ่น PM 2.5

“ภูผา นพวิชญ์” ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. เตือนรับมือวิกฤติ PM 2.5 ชี้ปรากฏการณ์ “ฝาชีครอบ” ทำกรุงเทพฯ อ่วม แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย ดันอากาศสะอาด คืนสิทธิพื้นฐานของคนไทย

วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายนพวิชญ์ ไทยแท้ หรือ ภูผา นพวิชญ์ ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กทม. เขต 12 (แขวงออเงิน ท่าแร้ง จรเข้บัว) พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหา“ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5 ที่กลับมาวิกฤติอีกครั้ง โดยชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากปรากฏการณ์ Temperature Inversion หรือ “ฝาชีครอบ” พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งสานต่อและขยายผล 5 นโยบายหลักที่พรรคเพื่อไทยได้วางรากฐานไว้ เพื่อคืนลมหายใจที่สะอาดให้คนไทยโดยไม่ต้องรอเริ่มนับหนึ่งใหม่

นายนพวิชญ์ ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครขณะนี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากสภาพอากาศปิด หรือปรากฏการณ์ฝาชีครอบ ซึ่งเกิดจากอากาศเย็นกดทับอากาศร้อน ทำให้อากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นสู่ที่สูงได้ เปรียบเสมือนมีฝาชีขนาดยักษ์มาครอบกรุงเทพฯ ไว้ ส่งผลให้มลพิษที่ถูกปล่อยออกมาสะสมตัวหนาแน่นในระดับการหายใจ ไม่ต่างจากการติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ในห้องที่ปิดสนิท แม้ปัจจัยทางธรรมชาติจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ แต่การบริหารจัดการต้นตอของฝุ่นควันเป็นสิ่งที่รัฐบาลทำได้ทันที พร้อมเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรเร่งสานต่อภารกิจปราบฝุ่น ที่พรรคเพื่อไทยได้วางระบบไว้แล้ว 5 ด้าน ดังนี้

5 ยุทธศาสตร์สำคัญ: “ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อเพื่อปราบฝุ่น

เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติ PM 2.5 อย่างยั่งยืน “ภูผา นพวิชญ์” ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์หลักที่พรรคเพื่อไทยได้ริเริ่มไว้ ซึ่งครอบคลุมการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นตอของการปล่อยมลพิษ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

  • ปฏิรูประบบขนส่งสู่ EV : เร่งเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะใน กทม. ให้เป็นรถเมล์ไฟฟ้า ให้ครอบคลุมเพื่อตัดตอนฝุ่นควันจากเครื่องยนต์ดีเซล
  • รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย : ใช้กลไกราคาจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถส่วนตัว หันมาใช้รถไฟฟ้าขนส่งสาธารณะ ที่มีการปล่อยมลภาวะน้อยกว่า ซึ่งนอกจากจะช่วยลดฝุ่นแล้วยังช่วยลดค่าครองชีพได้จริง
  • ผู้นำแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน : สานต่อยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky) ร่วมกับ ลาว และเมียนมา และออกมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ภาคเอกชนไทยต้องไม่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มาจากการเผา
  • เกษตร “ไม่เผา เราซื้อ” : เปลี่ยนวิธีการจากจับปรับ เป็นจูงใจ สนับสนุนเครื่องจักรและการแปรรูปเศษวัสดุทางการเกษตรให้เป็นรายได้ แทนการเผาทำลาย
  • ดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด : เร่งผลักดันกฎหมายแม่บทเพื่อบูรณาการอำนาจในการจัดการปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ รวมศูนย์การทำงาน และสามารถเอาผิดข้ามพรมแดนได้

“ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5

นายนพวิชญ์ ยังได้ระบุในช่วงท้ายด้วยว่า “แม้เราจะสั่งฟ้าฝนไม่ได้ แต่รัฐบาลสามารถเลือกสานต่อนโยบายที่ใช่ ได้ทันที หากเดินหน้าขยายผลสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง อนาคตที่คนไทยจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอด จะไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นความจริงที่เราสร้างร่วมกันได้”

การที่“ภูผา นพวิชญ์” ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลสานต่อนโยบายปราบฝุ่นอย่างจริงจังนั้น แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคน การแก้ไขปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราก็สามารถสร้างอากาศที่สะอาดและยั่งยืนเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้

ที่มา – “ภูผา นพวิชญ์” แนะรัฐบาลสานต่อ 5 ยุทธศาสตร์ปราบฝุ่นฉบับเพื่อไทย รับมือวิกฤติ PM 2.5

ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว! หวัง สว.ดัน พ.ร.บ.

สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว! นายจักรพล หวัง สว. เร่งผ่าน พ.ร.บ.อากาศสะอาด หวั่นคนไทยต้องเผชิญปัญหาสุขภาพ

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. และอดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เช้านี้หลายๆ คนส่งภาพที่กรุงเทพมหานคร มาให้ดูว่าท้องฟ้าที่กรุงเทพฯ เริ่มมีฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว ทุกปีตนพูดมาตลอดว่าช่วงไตรมาส 4 นี่เตรียมตัวได้เลย บางวันโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเช้าแทบมองไม่เห็นยอดตึกสูงด้วยซ้ำ ทุกปีประเทศไทยต้องเจอ PM 2.5 ตั้งแต่ปลายปียาวไปถึงช่วงเมษายน หรือพฤษภาคม วงจรอุบาทว์นี้จะจบเมื่อไร

นายจักรพล เผยต่อไปว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กำลังอยู่ในชั้นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) แต่ก็เห็นแววว่าจะโดนกลุ่มทุนสกัด อ้างเรื่องเป็นภาระภาคเอกชน ต่างชาติไม่มาลงทุน แต่เห็นหรือไม่ว่าต้นทุนสุขภาพ ต้นทุนชีวิตของคนไทยมากกว่าเท่าไร เราคงไม่มีใครอยากต้องมาใส่ Mask กันตลอด หรือต้องเจอมะเร็งปอดในอนาคต

สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ การป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM 2.5 ทำได้โดยการสวมหน้ากากอนามัย N95, หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง, ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในบ้าน และติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างใกล้ชิด

ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว

การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ภาครัฐต้องมีมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 ภาคเอกชนต้องใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประชาชนต้องร่วมมือกันลดการปล่อยฝุ่น PM 2.5 เช่น การใช้รถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง การใช้ขนส่งสาธารณะ และการปลูกต้นไม้

การมีกฎหมายที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้

ความหวังอยู่ที่ พ.ร.บ. อากาศสะอาด

“ตอนนี้คงต้องฝากความหวังไว้ที่ท่านวุฒิสภาที่จะเร่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้บังคับใช้ได้เร็วที่สุด อย่างน้อยเพื่อไม่ให้ปลายปีหน้าเราต้องเจอภาพอย่างนี้อีก และที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพพี่น้องคนไทยครับ” นายจักรพลกล่าว

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีสาระสำคัญคือ การกำหนดให้มีคณะกรรมการอากาศสะอาดแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนการจัดการอากาศสะอาด การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการอากาศสะอาด นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยังกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอากาศสะอาด

หากร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาและมีผลบังคับใช้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว และจะช่วยให้คนไทยมีอากาศที่สะอาดและสุขภาพที่ดีขึ้น

การผลักดันกฎหมายฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยและสุขภาพของคนไทยทุกคน

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้ขนส่งสาธารณะ การลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มา – ฝุ่น PM 2.5 เริ่มมาแล้ว “จักรพล” หวัง สว. เร่งผ่าน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

“วันนอร์” ชี้สภาล่มรับผิดชอบร่วมกัน

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหว “วันนอร์” ชี้สภาล่มต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ตอบกรณีตั้ง “ผู้กองแคท“ ช่วยงาน กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะหลังจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรล่มเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ โดยย้ำว่าทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบเพื่อให้การประชุมเดินหน้าต่อไปได้

“วันนอร์” ชี้สภาล่มต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ตอบกรณีตั้ง “ผู้กองแคท“ ช่วยงาน

การประชุมสภาที่ล่มครั้งนี้ สร้างความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของรัฐสภาไม่น้อย นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า สาเหตุหลักมาจากการขาดองค์ประชุม ซึ่งเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่จะต้องมาร่วมประชุมให้ครบจำนวน หากไม่ครบ สภาฯ ก็ต้องประกาศปิดประชุมทันที เขายังมั่นใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะเป็นเรื่องปกติที่ต้องใช้เวลาปรับตัว โดยยกตัวอย่างว่าฝ่ายหนึ่งต้องการอภิปรายญัตติเกี่ยวกับปัญหาถนนทรุดหน้าห้องโรงพยาบาลวชิรพยาบาลก่อน แต่ฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดสำคัญกว่า สุดท้ายนำไปสู่การแสดงความไม่พอใจและการปิดประชุมก่อนกำหนด

แม้จะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมบ้างในอดีต แต่ประธานสภาฯ เชื่อว่าทุกสมัยประชุมสามารถปรับปรุงได้ โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายค้านแตกออกเป็นสองฝั่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงาน แต่เขามองว่าเป็นช่วงปรับตัว และเคยทำงานร่วมกันมาแล้ว จึงน่าจะไม่มีปัญหาใหญ่โต

มั่นใจการแถลงนโยบายรัฐบาลจะไร้ปัญหา

เมื่อพูดถึงอนาคต นายวันมูหะมัดนอร์ แสดงความมั่นใจในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่าไม่น่าจะมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบ เพราะประชาชนทั่วประเทศกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจำเป็นต้องแถลงนโยบายให้ชัดเจน และสมาชิกสภาฯ คงไม่ละเลยหน้าที่ในโอกาสสำคัญเช่นนี้ เขายังกล่าวถึงกรณีพรรคเพื่อไทยประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระ ว่าเรื่องความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ แต่ในท้ายที่สุด สภาฯ เป็นของสมาชิกทุกคน และทุกฝ่ายสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ หากมีปัญหา ต่างฝ่ายต่างโทษกันเอง ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้งานสภาฯ เดินหน้าต่อ

นอกจากนี้ “วันนอร์” ชี้สภาล่มต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ตอบกรณีตั้ง “ผู้กองแคท“ ช่วยงาน ยังปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับการขอตัว ร.ต.อ.หญิงอาทิติยา เบ็ญจะปัก หรือที่รู้จักในนาม “ผู้กองแคท” จากกรมการปกครองมาช่วยงานที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในกรณีพิเศษ โดยรีบเดินเข้าลิฟต์ทันทีหลังถูกถาม ซึ่งอาจเป็นเพราะเป็นเรื่องภายในที่ยังไม่เหมาะสมที่จะเปิดเผย

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการเมืองไทย โดยเฉพาะการรักษาองค์ประชุมและการประสานงานระหว่างฝ่ายต่างๆ ผู้สนใจการเมืองควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจมีผลกระทบต่อการออกกฎหมายสำคัญๆ ในอนาคต

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์สภาล่มครั้งนี้เป็นโอกาสให้สมาชิกสภาฯ ทบทวนบทบาทของตนเอง เพื่อให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ปัญหาเหล่านี้ก็จะคลี่คลายได้ในที่สุด

หากคุณสนใจข่าวการเมืองไทยเพิ่มเติม สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดได้ทุกวัน!

ที่มา – “วันนอร์” ชี้สภาล่มต้องรับผิดชอบร่วมกัน ไม่ตอบกรณีตั้ง “ผู้กองแคท“ ช่วยงาน

Scroll to top