กฎหมาย

ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและกระบวนการยุติธรรมไทย เมื่อล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ในคดีฟอกเงินที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด โดยทาง ผบ.ตร. ยืนยันชัดเจนว่า ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์” อดีตผู้สมัคร ปชน. ปมโยงคดีฟอกเงิน เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์” อดีตผู้สมัคร ปชน. ปมโยงคดีฟอกเงิน

การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนปกติทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีสิทธิ์ที่จะพิจารณาและทำความเห็นแย้ง เพื่อเสนอต่ออัยการสูงสุดสำหรับการพิจารณาชี้ขาดต่อไป พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ย้ำว่าการสอบสวนของตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองแต่อย่างใด

เบื้องหลังการทำความเห็นแย้งในกรณีนี้

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์” อดีตผู้สมัคร ปชน. ปมโยงคดีฟอกเงิน นั้นเป็นเพราะสำนวนอ่อนหรือไม่ ซึ่งทางด้าน ผบ.ตร. ได้ชี้แจงในมุมมองของตำรวจว่า:

  • การสอบสวนทุกขั้นตอนยึดตามหลักพยานหลักฐานและกฎหมาย
  • ไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงถูกจับตามองจากสังคมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนายบุญฤทธิ์เป็นอดีตผู้สมัครในสังกัดพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน การตรวจสอบในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการฟอกเงินจึงมักถูกโยงเข้าประเด็นการเมืองโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในมุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยืนยันว่านี่คือการทำหน้าที่ตามปกติเพื่อขยายผลคดีอาญาเครือข่ายยาเสพติด

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ ความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด ถึงแม้จะมีการตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในทางปฏิบัติ แต่การทำตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานของตำรวจ หรือการพิจารณาคำสั่งฟ้องของอัยการ คือหัวใจที่จะพิสูจน์ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะจบลงที่ตรงไหน และอัยการสูงสุดจะมีคำสั่งชี้ขาดอย่างไรในท้ายที่สุด

ที่มา – ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์” อดีตผู้สมัคร ปชน. ปมโยงคดีฟอกเงิน

“ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวตอบโต้กรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และลงพื้นที่เรื่องข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ อย่างดุเดือด ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง นั้นเป็นเพราะเหตุผลทางข้อกฎหมายหรือเป็นเพียงการเมืองกันแน่

“ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้แสดงท่าทีท้าทายและพยายามกดดันเรื่องที่ดินเขากระโดง ทั้งที่เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล นายศุภชัยจึงมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่เหมาะสมกับฐานะอดีต ผบ.ตร. โดยระบุเป็นจุดยืนว่า “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง เนื่องจากเป็นการชี้นำสังคมด้วยข้อมูลที่อาจคลาดเคลื่อน และเป็นการก้าวล่วงอำนาจศาลอย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่ต้องพิจารณา

ในมุมมองของฝ่ายกฎหมาย สิ่งที่สังคมควรทำความเข้าใจให้ชัดเจนมีดังนี้:

  • ประชาชนผู้ถือครองที่ดินมีโฉนดและ น.ส.3 ที่ถูกต้องตามกฎหมายในการแสดงกรรมสิทธิ์
  • คำพิพากษาเดิมไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่คู่ความ ตามหลัก ป.วิ.แพ่ง มาตรา 145
  • การรถไฟแห่งประเทศไทยยังคงต้องดำเนินการฟ้องร้องตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งแสดงว่าเรื่องยังไม่ข้อยุติ

นายศุภชัยยังได้ย้อนเกล็ดกลับไปยังอดีต ผบ.ตร. ว่าการแสดงพฤติกรรมท้าตีท้าต่อยบริเวณหน้าบ้านประชาชนนั้น นอกจากจะไม่สง่างามแล้ว ยังเป็นการละเมิดหลักนิติรัฐที่นักการเมืองพึงเคารพ ทั้งนี้ การที่ “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามรักษาสิทธิของชาวบ้านที่ถือโฉนดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นการปกป้องเกียรติของกระบวนการยุติธรรมที่ควรเป็นไปตามขั้นตอน ไม่ใช่การใช้กระแสสังคมมากดดันให้เกิดความเข้าใจผิด

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาข้อพิพาทที่ดินควรยึดถือตามหลักฐานทางทะเบียนและคำตัดสินของศาลเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่การลงพื้นที่เพื่อดราม่าข้ามขั้นตอน การเมืองแบบสร้างสรรค์ควรเน้นการถกเถียงด้วยเหตุผลทางกฎหมายมากกว่าการใช้อารมณ์เข้าข่มกัน คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “ศุภชัย” ซัด “เสรีพิศุทธ์” บิดเบือน-ก้าวล่วงศาลปมที่ดินเขากระโดง

ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ฉะเชิงเทรา จัดโครงการกฎหมายสัญจรเพื่อเยาวชน

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวดีจากภาคตะวันออกของไทยมาฝากกัน นั่นคือ ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ฉะเชิงเทรา จัดโครงการกฎหมายสัญจรเพื่อเยาวชน ประจำปี 2569 ซึ่งเป็นกิจกรรมสุดเจ๋งที่ช่วยให้เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไปได้ความรู้เรื่องกฎหมายแบบสนุกๆ ไม่น่าเบื่อเลยสักนิด โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ภารกิจของศาลยุติธรรมและกฎหมายเบื้องต้น ให้ทุกคนนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริงๆ แถมยังเสริมภูมิคุ้มกันให้เด็กๆ ไม่หลงผิดอีกด้วย

ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ฉะเชิงเทรา จัดโครงการกฎหมายสัญจรเพื่อเยาวชน อย่างยิ่งใหญ่

กิจกรรมนี้เพิ่งจัดไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี นางกองกนก โกศัลลกูฏ สุขพันธุ์ถาวร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ฉะเชิงเทรา เป็นผู้ริเริ่ม พร้อมคณะผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ ผู้ประนีประนอม และบุคลากรศาลทั้งหมด สถานที่จัดคือลานริมน้ำตรงข้ามโรงพยาบาลพุทธโสธร ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา บรรยากาศชิลล์มาก มีผู้เข้าร่วมเพียบเลย นักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา 11 คน วิทยาลัยเทคนิคฉะเชิงเทรา 7 คน และประชาชนทั่วไปอีก 128 คน รวมแล้วคึกคักสุดๆ

กิจกรรมเด็ดในโครงการกฎหมายสัญจรเพื่อเยาวชน

ไฮไลต์ของโครงการนี้คือการออกบูธให้ความรู้จากหน่วยงานต่างๆ เช่น สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จ.ฉะเชิงเทรา สำนักงานขนส่ง สำนักงานยุติธรรม สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง ม.ราชภัฏราชนครินทร์ กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติดโรงพยาบาลพุทธโสธร และอื่นๆ อีกเพียบ นอกจากนี้ยังมีเสวนากฎหมายเรื่องเด็กและเยาวชน โดยผู้พิพากษาอาวุโส นายคเชนทร์ ไชยสิทธิ์ และพิธีกร นางณัฐนรีย์ สายโรจน์ เจ้าพนักงานศาลยุติธรรมชำนาญการพิเศษ

แต่ที่เด็กๆ ชอบสุดคือกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น เพ้นท์หิน เพ้นท์รองเท้า ทำยาดม ทำกระเป๋าจากใบไม้ วงดนตรี ถ่ายรูปกับขนมและเครื่องดื่ม สนุกมาก! ทำให้การเรียนรู้กฎหมายไม่แห้งแล้ง แต่ผสมผสานกับความบันเทิงได้อย่างลงตัว

  • ออกบูธความรู้จากหน่วยงานรัฐหลายแห่ง
  • เสวนากฎหมายโดยผู้เชี่ยวชาญ
  • กิจกรรมเวิร์คช็อปสร้างสรรค์
  • พิธีเปิดโดยผู้ว่าราชการจังหวัด

พิธีเปิดยังมี นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการ จ.ฉะเชิงเทรา และหัวหน้าส่วนราชการมาร่วมด้วย สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา ข้อ 4 ที่เน้นคุณธรรม สร้างความเข้าใจกฎหมายให้ประชาชนทุกวัย ลดข้อพิพาทในสังคม

โครงการนี้ไม่ใช่แค่แจกความรู้ แต่เป็นการปลูกฝังค่านิยมดีๆ ให้เด็กและเยาวชนรู้จักสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย ช่วยป้องกันปัญหาสังคมในอนาคต เช่น ยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว หรืออุบัติเหตุจากการขับขี่ ในฐานะคนฉะเชิงเทรา เราควรสนับสนุนกิจกรรมแบบนี้ให้มากขึ้น เพราะมันช่วยสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยุติธรรม

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสนใจอยากเข้าร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้ หรืออยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายสำหรับเยาวชน ลองติดตามข่าวสารจากศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ฉะเชิงเทรา รับรองได้ประโยชน์เต็มๆ มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีให้ลูกหลานเราเถอะครับ!

ที่มา – ศาลเยาวชนและครอบครัว จ.ฉะเชิงเทรา จัดโครงการกฎหมายสัญจรเพื่อเยาวชน

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย กำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก รัฐบาลสเปนประกาศนโยบายเด็ดขาดเพื่อปกป้องเด็กๆ จากอันตรายบนโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยเนื้อหาไม่เหมาะสม การเสพติด และความรุนแรง โดยจะบังคับให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ต้องใช้ระบบยืนยันตัวตนที่เข้มงวดมากขึ้น

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย เหตุผลเบื้องหลังนโยบายนี้

นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปน กล่าวในการประชุมสุดยอดรัฐบาลโลก (WGS) ที่ดูไบ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า “ลูกหลานของเรากำลังถูกปล่อยให้เผชิญกับพื้นที่ที่พวกเขาไม่ควรต้องเผชิญเพียงลำพัง พื้นที่ที่เต็มไปด้วยการเสพติด การล่วงละเมิด ภาพลามกอนาจาร การปั่นหัว และความรุนแรง” นโยบายนี้เจริญรอยตามออสเตรเลียที่เพิ่งบังคับใช้กฎหมายแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีจากโซเชียลมีเดียไปเมื่อปลายปีที่แล้ว

สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย โดยจะเริ่มกระบวนการ立法ในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะนำเสนอกฎหมายใหม่ที่กำหนดโทษทางอาญาสำหรับผู้บริหารแพลตฟอร์ม หากไม่ลบเนื้อหาผิดกฎหมายหรือเนื้อหาสร้างความเกลียดชัง รวมถึงลงโทษการใช้ алгоритмที่ขยายเนื้อหาเหล่านี้ด้วย “การแพร่กระจายความเกลียดชังต้องมาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่าย” นายซานเชซยืนยัน

รายละเอียดกฎหมายสเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

นอกจากการยืนยันอายุที่เข้มงวดแล้ว รัฐบาลสเปนยังจะพัฒนา “ดัชนีชี้วัดความเกลียดชังและการแบ่งขั้ว” เพื่อติดตามและวัดผลว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลต่างๆ ขยายความเกลียดชังได้อย่างไร กฎนี้จะครอบคลุมทั้งบุคคลและบริษัทที่ช่วยกระจายเนื้อหาผิดกฎหมาย

ประเทศอื่นๆ ที่ตามรอยสเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกที่บังคับแบนเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีจาก 10 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่:

  • Facebook
  • TikTok
  • Instagram
  • Snapchat
  • X (Twitter)

ฝรั่งเศสและเดนมาร์กประกาศแผนแบนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ขณะที่อังกฤษกำลังพิจารณามาตรการคล้ายกัน นโยบายเหล่านี้เกิดจากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเด็ก เช่น การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ การเสพติดหน้าจอ และการสัมผัสเนื้อหาลามก

ผลกระทบของนโยบายสเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

นโยบายนี้คาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กจะตกเป็นเหยื่อของเนื้อหาต้องห้าม แต่ก็มีเสียงคัดค้านจากกลุ่มที่มองว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการเข้าถึงข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กชี้ว่า โซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อพัฒนาการสมองของเด็ก โดยเฉพาะวัยรุ่นที่กำลังก่อตัวด้านอารมณ์

ในมุมมองของผู้ปกครอง นี่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างโลกออนไลน์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงการให้ความรู้เด็กเรื่องการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างรับผิดชอบ แม้สเปนจะนำร่อง แต่แนวโน้มนี้กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งอาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมโซเชียลมีเดียในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายสเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดียนี้? มันจำเป็นหรือเกินกว่าเหตุ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สเปนเตรียมห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ใช้โซเชียลมีเดีย

วิจารณ์สนั่น! ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกัน เหมาะสม?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ 2 หนุ่มเมาทะเลาะวิวาทกันในงานกฐินที่เชียงใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้เกิด วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่ คือการที่กำนันได้สั่งให้ทั้งคู่ชกต่อยกันแบบตัวต่อตัว โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยืนล้อมไว้ ท่ามกลางเสียงเพลงปลุกเร้า สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านและญาติของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หลายคนตั้งคำถามว่าการกระทำเช่นนี้เหมาะสมหรือไม่ และบ้านเมืองมีกฎหมายไว้เพื่ออะไร

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ ต.หนองตอง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โดยผู้สื่อข่าวได้รับคลิปวิดีโอจากชาวบ้านที่บันทึกเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทในงานทอดกฐิน วัดพระเจ้าเหลื้อม เอาไว้ได้

จากในคลิปจะเห็นว่าชาย 2 คนซึ่งอยู่ในอาการมึนเมา ได้ทะเลาะกันก่อนที่จะขึ้นไปอาละวาดบนเวทีรำวง ส่งผลให้กำนันซึ่งเป็นผู้ดูแลงาน สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนำตัวทั้งสองลงมาด้านล่าง และให้ทั้งคู่ชกต่อยกันแบบ ตัวต่อตัว โดยมีเจ้าหน้าที่ล้อมวงไว้เพื่อป้องกันการใช้อาวุธหรือการทำร้ายซ้ำเติมเมื่ออีกฝ่ายล้มลง

ภาพเหตุการณ์

สิ่งที่สร้างความไม่พอใจให้กับชาวบ้านและญาติของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คือ การที่กำนันได้ประกาศผ่านไมโครโฟนให้ทั้งคู่ชกต่อยกัน โดยชายที่มีรูปร่างใหญ่กว่า (ชื่อแบงค์ อายุ 30 กว่าปี) ได้ทำร้ายคู่กรณีที่มีอายุมากกว่า (48 ปี) จนไม่สามารถสู้ได้ นอกจากนี้ ทางผู้ใหญ่ของฝ่ายปกครองท้องถิ่นยังได้เปิดเพลงประกอบเพื่อให้เกิดความเร้าใจยิ่งขึ้น เหตุการณ์ วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่ นี้ ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการกระทำดังกล่าว

ภาพเหตุการณ์

ชาวบ้านที่ร้องเรียนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ทั้งสองคนอยู่ในอาการเมาสุรา และฝ่ายปกครองท้องถิ่นไม่ควรกระทำการเช่นนี้ เพราะหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงกว่านี้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ การทะเลาะวิวาทในที่สาธารณะมีโทษตามกฎหมาย และชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มาร่วมงานทอดกฐินไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกำนัน

วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่

เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในการระงับเหตุทะเลาะวิวาท การใช้กำลังตัดสินปัญหาด้วยวิธีดังกล่าวมีความเหมาะสมจริงหรือไม่ และขัดต่อหลักการของกฎหมายหรือไม่

ความเหมาะสมในการสั่งให้คนเมาต่อยกัน

หลายคนมองว่าการที่กำนันสั่งให้คนเมาต่อยกันเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นการส่งเสริมให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ควรใช้ในการจัดการกับเหตุการณ์ดังกล่าว การกระทำของกำนันอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขต

นอกจากนี้ การที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยืนล้อมวงดูการชกต่อย ยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดความรุนแรง และอาจเป็นอันตรายต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การใช้อาวุธ หรือการบาดเจ็บสาหัส ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

ในขณะที่บางส่วนอาจมองว่า การกระทำของกำนันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายมากกว่านี้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าวิธีการดังกล่าวไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และอาจสร้างความเสียหายมากกว่าผลดี

วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทและอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ปกครองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง รวมถึงการหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในชุมชนอย่างยั่งยืน

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพกฎหมาย การใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา และการไม่ใช้ความรุนแรงในการตัดสินทุกสิ่ง

ที่มา – วิจารณ์สนั่น ปมกำนันสั่งคนเมาต่อยกันตัวต่อตัว ให้ฝ่ายปกครองยืนล้อม เหมาะสมหรือไม่

ผลักดัน “พระกัมพูชา” ในไทย? ก.ม. คุ้มครอง!

กรณี “พระกัมพูชา” ในไทย กำลังเป็นที่จับตา หลังมีรายงานว่าอาจถูกผลักดันกลับประเทศ มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกมาเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมีกฎหมายที่ห้ามการส่งกลับบุคคลใดๆ หากมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับการทรมาน หรือการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ

“พระกัมพูชา” ในไทย เสี่ยงถูกผลักดัน?

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นกับพระสงฆ์ชาวกัมพูชา โดยระบุว่าเมื่อวานนี้ มีพระสงฆ์ชาวกัมพูชาอย่างน้อย 2 รูป ถูกบังคับให้ลาสิกขา และกำลังจะถูกบังคับส่งตัวกลับไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย

จากข้อมูลเบื้องต้น ทราบว่าหนึ่งในพระสงฆ์ชาวกัมพูชาที่ถูกจับกุมนั้น เป็นผู้ที่ลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากตกอยู่ในสถานการณ์ความเสี่ยง หลังจากที่ได้เข้าร่วมในการชุมนุมทางการเมืองในประเทศกัมพูชา และถูกออกหมายจับอย่างไม่เป็นธรรม โดยปัจจุบัน พระสงฆ์รูปดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของการขอสถานะเป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรม แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า การกระทำดังกล่าว อาจเข้าข่ายเป็นการละเมิดมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งมีข้อกำหนดที่ห้ามมิให้มีการขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนไปยังรัฐอื่น หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะตกอยู่ในอันตรายจากการถูกทรมาน ได้รับการปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการถูกทำให้สูญหาย

นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังแสดงความกังวลว่า การจับกุมพระสงฆ์ทั้งสองรูป อาจมีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามมาตรา 22 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ซึ่งกำหนดว่า ในระหว่างการจับกุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องทำการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่อง ไปจนกระทั่งส่งตัวผู้ถูกจับกุมให้กับพนักงานสอบสวน และจะต้องแจ้งการจับกุมไปยังพนักงานอัยการ และนายอำเภอในท้องที่ที่มีการควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมโดยทันที

พ.ร.บ. ป้องกันการทรมานฯ คุ้มครอง “พระกัมพูชา” ในไทย อย่างไร?

จากข้อกังวลดังกล่าว มูลนิธิผสานวัฒนธรรม จึงได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดว่า กระบวนการจับกุม และการดำเนินการใดๆ ที่อาจนำไปสู่การบังคับส่งตัวพระสงฆ์ชาวกัมพูชาทั้งสองรูปกลับประเทศนั้น เป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือไม่ เพราะกฎหมายฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่จะคุ้มครองบุคคลทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสถานะทางกฎหมายอย่างไรก็ตาม จากการถูกทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ซึ่งรวมถึงการถูกส่งตัวกลับไปยังสถานที่ที่บุคคลนั้นอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงดังกล่าว

กรณีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการใดๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐ ควรคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและพันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมี เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของบุคคลทุกคนที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม หากมองในมุมของหลักมนุษยธรรมแล้ว, การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการความคุ้มครอง ถือเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร็ว เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทย การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปอย่างโปร่งใส และเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ที่มา – “พระกัมพูชา” ในไทย ถูกผลักดัน ย้ำมี ก.ม. ห้ามส่งกลับ หากเสี่ยงเจอทรมาน

Scroll to top