กฎอัยการศึก

เปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ ตันหยงมัส

เปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ ตันหยงมัส

หลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนในพื้นที่และคนไทยทั้งประเทศ เมื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ลอบวางระเบิดและซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานจนเป็นเหตุให้มีการสูญเสียบุคลากรกล้าถึง 5 นาย บริเวณตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ล่าสุดบรรยากาศในพื้นที่เริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว

การที่เจ้าหน้าที่ประกาศ เปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ ตันหยงมัส ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และเร่งดำเนินการตรวจสอบหลักฐานจนมั่นใจในความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่

มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดหลังเกิดเหตุ

แม้จะมีการเปิดเส้นทาง แต่ภารกิจสำคัญของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 คือการคงความปลอดภัยขั้นสูงสุด โดยมีการตั้งด่านตรวจค้นยานพาหนะและบุคคลต้องสงสัยอย่างละเอียดในจุดสำคัญ เพื่อป้องกันการก่อเหตุซ้ำซ้อนและสร้างความมั่นใจให้แก่คนในชุมชน

สิ่งที่น่าชื่นชมคือความเข้มแข็งของชาวบ้านในพื้นที่ตันหยงมัส แม้จะมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก แต่บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในตลาดสดกลับมาคึกคักอีกครั้ง ดังนี้:

  • ชาวบ้านเข้าใจและคุ้นชินกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่มาเป็นอย่างดี
  • บรรยากาศการค้าขายในตลาดเทศบาลตำบลตันหยงมัสกลับมาเป็นปกติ
  • ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือกับด่านตรวจเป็นอย่างดี เพื่อความสงบสุขของส่วนรวม

ท้ายที่สุด การเปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ ตันหยงมัส ไม่ได้เป็นเพียงการคืนเส้นทางให้ประชาชน แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่พร้อมจะเดินหน้าใช้ชีวิตต่อไปด้วยความเข้มแข็งและไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นครับ

ที่มา – เปิดสัญจรแล้ว เส้นทางวางบึม-ยิงทหารพรานดับ 5 ศพ “ตันหยงมัส” ตั้งด่านตรวจเข้ม

นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาติดตามประเด็นร้อนแรงทางการเมืองกันสักหน่อย เมื่อทางรัฐบาลออกมาแสดงจุดยืนที่ค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนไทยทั้งประเทศ โดยประเด็นหลักคือ นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย อย่างเด็ดขาด

นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงจุดยืนว่า รัฐบาลจะไม่นิ่งเฉยและจะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก การประกาศจุดยืนว่า นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงานที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ก้าวต่อไปในการรักษาความยุติธรรมและศักดิ์ศรีเจ้าหน้าที่

แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการเชิงรุกในพื้นที่ เช่น การประกาศใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่นราธิวาส แต่ทางนายกรัฐมนตรีได้ให้คำมั่นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่การไล่ล่าเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการคืนความยุติธรรมให้แก่ครอบครัวผู้สูญเสียให้ได้มากที่สุด การที่ นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย คือหัวใจสำคัญของการทำงานในระยะถัดไป โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

  • การดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • การสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงด้วยมาตรการที่รอบคอบและเด็ดขาด
  • การเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อเยียวยาจิตใจผู้สูญเสีย
  • การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลยังคงขอสงวนท่าทีในรายละเอียดของยุทธวิธีเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อเจ้าหน้าที่และลดความเสี่ยงที่จะเกิดความสูญเสียซ้ำซ้อน ถือเป็นความท้าทายที่รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้เห็นในเร็ววัน

โดยสรุปแล้ว การแสดงออกครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีและความเป็นธรรมอย่างยิ่ง เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลต่อสถานการณ์ในชายแดนใต้อย่างไร และหวังว่าความสงบสุขจะกลับคืนสู่พื้นที่โดยเร็วที่สุดครับ มาเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านกันครับ

ที่มา – นายกฯ ลั่นจะไม่ยอมให้ทหาร-เจ้าหน้าที่ถูกรังแก ต้องนำความเป็นธรรมกลับคืนผู้สูญเสีย

ประกาศใช้ กฎอัยการศึก คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที

สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวสำคัญเกี่ยวกับการ ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที เพื่อเร่งติดตามผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ยังคงหลบหนีการจับกุม สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที

สืบเนื่องจากเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ที่มีการลอบยิงและใช้ระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ทหารพรานจนเป็นเหตุให้มีการสูญเสีย พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ ผบ.ฉก.นราธิวาส จึงได้ลงนามในคำสั่งหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ 131/2569 เพื่อบังคับใช้กฎหมายพิเศษในการควบคุมสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อย

รายละเอียดการประกาศใช้กฎอัยการศึกในนราธิวาส

การดำเนินงานภายใต้คำสั่งฉบับนี้มีความเข้มข้นและครอบคลุมหลายด้าน เพื่อให้การสืบสวนจับกุมคนร้ายเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเนื้อหาหลักระบุถึงการ ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที โดยมีรายละเอียดการปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

  • เจ้าหน้าที่มีอำนาจตั้งจุดตรวจค้น ทั้งตัวบุคคล ยานพาหนะ และเคหสถาน
  • สามารถจับกุมและกักตัวผู้ที่มีพฤติการณ์ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อความไม่สงบได้ทันที
  • อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้หากพบผู้ก่อเหตุมีพฤติการณ์ก่ออันตรายต่อกำลังพล โดยยึดหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน
  • ฝ่ายพลเรือนต้องให้ความร่วมมือกับฝ่ายทหารในการระงับปราบปรามความไม่สงบ

มาตรการดังกล่าวถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ความปลอดภัยของประชาชนถูกรบกวน การที่เจ้าหน้าที่มีอำนาจเด็ดขาดตามกฎหมายจะช่วยให้การป้องกันและปราบปรามทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทางหน่วยงานความมั่นคงยืนยันว่าการปฏิบัติงานทุกอย่างจะดำเนินภายใต้หลักการความถูกต้องและคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก

ในส่วนของสถานการณ์ภาพรวม พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็วที่สุด ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าการ ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที จะเป็นแนวทางหลักในการควบคุมพื้นที่ไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกนายในการปฏิบัติหน้าที่อันยากลำบาก และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสันติสุขจะกลับคืนสู่พื้นที่จังหวัดนราธิวาสโดยเร็วที่สุด ประชาชนในพื้นที่ควรเพิ่มความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำประกาศของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง

ที่มา – ประกาศใช้ “กฎอัยการศึก” คลุมพื้นที่ จ.นราธิวาส ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหาร ใช้อาวุธได้ทันที

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี ยุน ซอกยอล คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี ยุน ซอกยอล คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

วงการการเมืองเกาหลีใต้ต้องร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อศาลฎีกาได้มีคำตัดสินชี้ขาดในคดีประวัติศาสตร์ โดยศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี ยุน ซอกยอล คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังจากที่อดีตผู้นำรายนี้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาสถานะและอำนาจของตนเองในช่วงวิกฤตการณ์กฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้สั่นคลอนเสถียรภาพของประเทศอย่างรุนแรง

หากย้อนกลับไปดูพฤติการณ์แห่งคดี จะพบว่านอกจากข้อหาใช้อำนาจมิชอบแล้ว นายยุน ซอกยอล ยังได้กระทำการที่อุกอาจในการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้เจ้าหน้าที่อารักขาตั้งกำแพงมนุษย์เพื่อป้องกันการถูกจับกุม หรือแม้แต่การปลอมแปลงเอกสารราชการและลายเซ็นนายกรัฐมนตรีเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การประกาศใช้กฎอัยการศึกที่ไม่ผ่านมติรัฐสภาอย่างถูกต้อง

สรุปประเด็นศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี ยุน ซอกยอล คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

คำพิพากษานี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้มีอำนาจในเกาหลีใต้ โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

  • การขัดขวางกระบวนการยุติธรรม: ศาลระบุว่าพฤติกรรมสั่งเจ้าหน้าที่ตั้งกำแพงมนุษย์ไม่ใช่การรักษาความปลอดภัย แต่เป็นการหนีความผิด
  • พฤติกรรมผิดกฎหมาย: มีการปลอมแปลงตราประทับและลายเซ็นของนายกรัฐมนตรีเพื่อปกปิดบกพร่องทางกฎหมาย
  • การบิดเบือนข้อมูล: สั่งการให้บิดเบือนแถลงการณ์ต่อสื่อต่างประเทศและทำลายหลักฐานสำคัญในสมาร์ทโฟน

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดีจะพยายามอ้างเหตุผลเรื่องผลประโยชน์ของชาติและต้องการขจัดกลุ่มต่อต้านรัฐ แต่ศาลฎีกากลับมองเห็นความจริงที่ต่างออกไป และตอกย้ำว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ การที่ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี ยุน ซอกยอล คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรมในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากคดีความทั้งหมด 8 คดีที่เขากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งมีคดีที่ร้ายแรงกว่าอย่างการก่อกบฏและการลักลอบส่งโดรนเพื่อสร้างสถานการณ์วิกฤตความมั่นคง ซึ่งอาจนำไปสู่โทษจำคุกตลอดชีวิตได้ในอนาคต

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าใครจะมีตำแหน่งใหญ่โตเพียงใด หากใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือพยายามอยู่เหนือกฎหมาย สุดท้ายแล้วความยุติธรรมจะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของคนผู้นั้นเอง แล้วคุณล่ะคิดอย่างไรกับจุดจบของอดีตผู้นำระดับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากอำนาจในมือเช่นนี้?

ที่มา – ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี “ยุน ซอกยอล” คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลสั่งจำคุก 30 ปี ยุน ซอกยอล ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

เป็นประเด็นร้อนแรงระดับโลกที่ทำให้คนทั้งโลกจับตามอง สำหรับกรณีที่ศาลกลางกรุงโซลได้ตัดสินบทลงโทษหนักให้แก่ อดีตผู้นำเกาหลีใต้ โดยสาเหตุมาจาก ศาลสั่งจำคุก 30 ปี ยุน ซอกยอล ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ เพื่อหวังใช้เป็นเงื่อนไขทางการเมืองในการประกาศกฎอัยการศึกเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจในทางที่มิชอบและสร้างความสั่นคลอนให้กับความมั่นคงในคาบสมุทรเกาหลีอย่างรุนแรง

เหตุผลที่ศาลสั่งจำคุก 30 ปี ยุน ซอกยอล ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่ออดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ได้สั่งการให้มีการปฏิบัติการโดรนเข้าไปในดินแดนเกาหลีเหนือในช่วงเดือนตุลาคม 2024 โดยมีเจตนาชัดเจนในการยั่วยุเพื่อสร้างความตึงเครียด หวังใช้สถานการณ์ฉุกเฉินนี้เป็นข้ออ้างในการประกาศใช้กฎอัยการศึกในวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ซึ่งในขณะนั้นเขาพยายามอ้างว่าเป็นการปกป้องประเทศจากกองกำลังแฝงตัว แต่เมื่อความจริงถูกเปิดเผย ทำให้เขากลายเป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดีอย่างหนักทั้่งข้อหากบฏและใช้อำนาจมิชอบ

รายละเอียดเบื้องลึกและบทลงโทษที่เกี่ยวข้อง

นอกจากอดีตประธานาธิบดีแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญในระดับรัฐมนตรีและฝ่ายความมั่นคงที่ต้องรับโทษไปตามๆ กัน:

  • นายคิม ยงฮยอน อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ได้รับโทษจำคุก 30 ปี ในข้อหากบฏ
  • นายยอ อินฮยอง อดีตผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทหาร ถูกตัดสินจำคุก 15 ปี
  • มีการดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการครั้งนี้อีกหลายราย

กรณี ศาลสั่งจำคุก 30 ปี ยุน ซอกยอล ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้นำประเทศทั่วโลก ถึงความรับผิดชอบในการใช้อำนาจทางทหาร หากนำความมั่นคงของชาติมาแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนตัว ผลลัพธ์ที่ตามมาย่อมยากจะหลีกเลี่ยง

ในมุมมองของนักวิเคราะห์หลายฝ่าย การสูญเสียตำแหน่งและอิสรภาพของยุน ซอกยอล คือการปิดฉากยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายทางการเมืองของเกาหลีใต้ และเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องเร่งกอบกู้ความเชื่อมั่น ทั้งจากประชาชนในประเทศและนานาภูมิภาค ให้กลับมามั่นคงอีกครั้งหลังจากวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา

ที่มา – ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 30 ปี อดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” ส่งโดรนรุกรานเกาหลีเหนือ

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ เป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองเกาหลีใต้ เมื่ออดีตประธานาธิบดียุน ซอกยอล ออกแถลงการณ์ขอโทษประชาชน หลังจากศาลกลางกรุงโซลตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาก่อการกบฏ การตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 สร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ จนนำไปสู่จุดจบทางการเมืองของเขา

“ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2025 เพียงหนึ่งวันหลังจากศาลกลางกรุงโซลมีคำพิพากษา นายยุน ซอกยอล ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่อการกบฏ โดยศาลชี้ว่าเขาเจตนาส่งกำลังทหารไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อทำให้การทำงานของรัฐสภาอัมพาต ผู้พิพากษาจี กวี-ยอน ระบุชัดเจนว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคม และจำเลยไม่แสดงความสำนึกผิดอย่างเพียงพอ

ในคำแถลงผ่านทนายความ ยุน ซอกยอล กล่าวว่า “ผมขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนสำหรับความสับสนและความยากลำบากที่ผมได้ก่อขึ้น อันเนื่องมาจากความบกพร่องของตัวผมเอง แม้ว่าผมจะมีปณิธานอย่างแน่วแน่ที่จะกอบกู้ชาติก็ตาม” แม้จะขอโทษ แต่เขายังตำหนิคำตัดสินของศาลว่า “ยากที่จะยอมรับได้” และยังไม่ยืนยันว่าจะอุทธรณ์หรือไม่

พื้นหลังเหตุการณ์ “ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ยุน ซอกยอล ปรากฏตัวทางโทรทัศน์ช่วงดึก ประกาศกฎอัยการศึกโดยอ้างภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือและ “กองกำลังต่อต้านรัฐ” การประกาศนี้มีระยะเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ก่อนที่รัฐสภาจะโหวตยกเลิกทันที แต่สร้างความปั่นป่วนทั่วโลก ตลาดหุ้นตกกระฉอก ประชาชนออกมาประท้วง และสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก ตกตะลึง

ฝ่ายอัยการมองว่าแรงจูงใจที่แท้จริงคือความกระหายอำนาจ เนื่องจากยุนกำลังเผชิญความไม่นิยม สภาถูกครองโดยพรรคฝ่ายค้านที่บล็อกงบประมาณและถอดถอนรัฐมนตรี อัยการร้องขอโทษประหารชีวิต แต่เกาหลีใต้พักการประหารมาตั้งแต่ปี 1997 จึงลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน ผู้ต้องขังมีสิทธิ์ทัณฑ์บนหลัง 20 ปี

  • ไทม์ไลน์สำคัญ:
  • 3 ธ.ค. 2024: ประกาศกฎอัยการศึก
  • 6 ชม. ต่อมา: สภายกเลิก
  • 3 ธ.ค. 2025? รอ ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต (วันที่ 3 ธ.ค. 2024? original 3 ธ.ค. 2024 แต่แถลง 20 ก.พ. คง 2025)
  • 20 ก.พ. 2025: แถลงขอโทษ

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองเกาหลีใต้ที่ตึงเครียด ยุน ซอกยอล ซึ่งเป็นอดีตอัยการสูงสุด ขึ้นสู่อำนาจด้วยนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน แต่ถูกกล่าวหาว่าพยายามใช้อำนาจทหารเพื่อรักษาตำแหน่ง สร้างบาดแผลลึกให้กับประชาธิปไตย

ผลกระทบและบทเรียนจากคดีนี้

การตัดสินครั้งนี้ไม่เพียงจบชีวิตทางการเมืองของยุน แต่ยังส่งสัญญาณถึงเสถียรภาพเกาหลีใต้ ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ นักวิเคราะห์ชี้ว่าอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชั่วคราว ประชาชนจำนวนมากโล่งใจ แต่บางส่วนยังเห็นใจยุนที่อ้างปกป้องชาติจากภัยภายนอก

ในมุมกว้าง คดีนี้เตือนใจผู้นำทั่วโลกว่าอำนาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย การประกาศกฎอัยการศึกโดยพลการอาจนำไปสู่หายนะ หากคุณสนใจข่าวการเมืองนานาชาติ ติดตามเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด คดีนี้อาจมีอุทธรณ์ต่อไป ส่งผลต่ออนาคตเกาหลีใต้อย่างไร อย่าพลาด!

ที่มา – “ยุน ซอกยอล” แถลงขอโทษ หลังศาลสั่งจำคุกตลอดชีวิตฐานก่อกบฏ

ศาลเกาหลีใต้ตัดสิน ยุน ซอกยอล ใช้อำนาจมิชอบ

ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” มีความผิดฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ศาลกรุงโซลพิพากษาอดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” มีความผิดฐานใช้อำนาจมิชอบและปลอมแปลงเอกสาร จากกรณีความพยายามประกาศกฎอัยการศึกที่ล้มเหลวเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ขณะที่อัยการเสนอโทษจำคุก 10 ปีในชุดข้อหานี้ พร้อมจับตาคำพิพากษาคดี “ก่อการกบฏ” ที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์

ศาลกรุงโซลมีคำพิพากษาในคดีแรกจากทั้งหมด 4 คดีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศกฎอัยการศึกของนายยุน ซอกยอล อดีตประธานาธิบดีที่ถูกถอดถอน โดยศาลตัดสินว่าเขามีความผิดในข้อหาใช้อำนาจโดยมิชอบและปลอมแปลงเอกสารราชการ ซึ่งผลการตัดสินนี้ชี้ให้เห็นถึงความร้ายแรงของการใช้อำนาจโดยมิชอบในระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นสำคัญที่ศาลพิจารณาความผิดประกอบด้วยการขัดขวางการจับกุม ด้วยการใช้เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีเพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองถูกจับกุม การประกาศกฎอัยการศึกโดยไม่ได้หารือกับคณะรัฐมนตรีทั้งหมดตามที่กฎหมายกำหนด และการปลอมแปลงเอกสาร โดยการจัดทำและทำลายเอกสารที่อ้างว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมให้การรับรองการประกาศกฎอัยการศึก การกระทำเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการจงใจบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมและละเมิดหลักการของรัฐธรรมนูญ

ด้านนายยุนปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยโต้แย้งว่าการออกหมายจับเขานั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ต้น และตามตัวบทกฎหมายไม่ได้บังคับว่าเขาต้องปรึกษาคณะรัฐมนตรีทุกคนก่อนใช้อำนาจฉุกเฉิน นอกจากนี้เขายังยืนยันว่าไม่มีความบกพร่องในเชิงขั้นตอนในการประกาศกฎอัยการศึกครั้งนั้น อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อโต้แย้งเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม อัยการระบุว่าการที่นายยุนไม่มีท่าทีสำนึกผิด เป็นเหตุผลสมควรที่จะต้องรับโทษหนักขึ้น โดยได้เสนอโทษจำคุก 10 ปีสำหรับชุดข้อหาการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและการใช้อำนาจมิชอบนี้ โทษดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของอัยการในการรักษากฎหมายและลงโทษผู้ที่ใช้อำนาจในทางที่ผิด

คำพิพากษาในวันนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญต่อคดีที่เหลือ โดยเฉพาะข้อหาที่รุนแรงที่สุดคือ “ก่อการกบฏต่อ” ซึ่งอัยการเรียกร้องให้ลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต โดยคาดว่าศาลจะมีคำพิพากษาในคดีกบฏช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ หากศาลตัดสินว่านายยุนมีความผิดจริงในข้อหากบฏ จะเป็นจุดจบทางการเมืองของเขาอย่างแน่นอน

ผลกระทบจากการตัดสิน: ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” มีความผิดฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

แม้การพยายามประกาศกฎอัยการศึกจะทำให้ประชาชนนับแสนออกมาประท้วงขับไล่จนนำไปสู่ชัยชนะของ “อี แจ-มยอง” ผู้นำฝ่ายค้านในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แต่ตัวเลขผลสำรวจเมื่อเดือนธันวาคมพบว่า ชาวเกาหลีใต้เกือบ 30% ยังไม่เชื่อว่าการกระทำของนายยุนเข้าข่ายการก่อกบฏ ความคิดเห็นที่แตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ในสังคมเกาหลีใต้

ขณะที่บริเวณหน้าศาล ยังคงมีกลุ่มผู้สนับสนุนนายยุนประมาณ 100 คน มารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังและมองว่าอดีตผู้นำของพวกเขาคือ “ผู้พลีชีพทางการเมือง” ท่ามกลางบรรยากาศการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด กลุ่มผู้สนับสนุนเชื่อว่านายยุนเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งทางการเมือง

การที่ ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” มีความผิดฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ และความสำคัญของการรักษากฎหมายในระบอบประชาธิปไตย คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

ที่มา – ศาลเกาหลีใต้ตัดสินอดีต ปธน. “ยุน ซอกยอล” มีความผิดฐานใช้อำนาจมิชอบ ปมประกาศกฎอัยการศึก

ตร.ตรวจเข้มถนน 348 จับผู้นำชุมชนต้องสงสัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มความเข้มงวดในการตร.ตรวจเข้มถนน 348 บริเวณจังหวัดสระแก้ว หลังทหารใช้กฎอัยการศึกจับกุม “ผู้นำชุมชนโคกสูง” ที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับส่งข้อมูลให้กัมพูชา ข่าวนี้สร้างความไม่สบายใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ว่าผู้นำชุมชนรายดังกล่าวอาจเป็นชาวกัมพูชาที่ถือสัญชาติไทย ซึ่งจุดประกายความสงสัยในกระบวนการออกบัตรประชาชนและการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้นำท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้เพิ่มมาตรการตร.ตรวจเข้มถนน 348 ซึ่งเป็นเส้นทางอรัญประเทศ–โคกสูง–ตาพระยา หลังตรวจพบผู้ต้องสงสัยลักลอบส่งข้อมูลให้กับฝ่ายกัมพูชา โดยผู้ต้องสงสัยรายนี้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำชุมชนในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลโคกสูง

แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ต้องสงสัยอยู่ภายใต้การควบคุมตัวของกองกำลังบูรพา โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกเป็นเวลา 7 วัน เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม การจับกุมครั้งนี้ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มกำลังในการตั้งจุดตรวจบนถนน 348 ตรวจสอบรถยนต์ทุกคันที่เข้าออกพื้นที่อย่างละเอียด พร้อมสอบถามเส้นทางและตรวจบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น

นอกจากมาตรการตร.ตรวจเข้มถนน 348 แล้ว ผู้สื่อข่าวยังได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์ในหมู่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว พบว่ายังมีประชาชนบางส่วนที่ตัดสินใจอาศัยอยู่ในบ้านเรือนของตนเอง แม้สถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงที่พวกเขาไม่สามารถทิ้งไว้ได้

นายจีระศักดิ์ อายุ 25 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ตนทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อทราบข่าวเหตุปะทะ จึงรีบเดินทางกลับมาอพยพพ่อแม่และครอบครัวไปยังพื้นที่ปลอดภัย จากนั้นจึงอาสากลับมาเฝ้าบ้านเพียงลำพัง เนื่องจากเป็นห่วงแพะที่เลี้ยงไว้กว่า 25 ตัว ในช่วงที่มีการยิงปะทะอย่างหนัก เขาต้องย้ายแพะออกจากหมู่บ้านไปเลี้ยงไว้กลางทุ่งเพื่อความปลอดภัย

นอกจากความกังวลเรื่องสัตว์เลี้ยงแล้ว ชาวบ้านยังแสดงความเป็นห่วงว่าอาจจะเกิดความไม่สะดวกแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณแนวหน้า ในขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์อยู่นั้น ยังคงได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ

ตร.ตรวจเข้มถนน 348

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านในพื้นที่แสดงความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีกระแสข่าวว่าผู้นำชุมชนที่ถูกจับกุมอาจเป็นชาวกัมพูชาที่ถือสัญชาติไทย ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายเกี่ยวกับกระบวนการออกบัตรประชาชนและการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้นำท้องถิ่น

ชาวบ้านรายหนึ่งแสดงความเห็นว่า “เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง หากคนต่างด้าวสามารถเข้ามาเป็นผู้นำชุมชนเหนือหัวคนไทยได้ เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำอีก” พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐและรัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ความคืบหน้าล่าสุด ตร.ตรวจเข้มถนน 348

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการตามกฎหมายอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของประชาชนในพื้นที่ การตร.ตรวจเข้มถนน 348 ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และการป้องกันการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นภัยต่อประเทศชาติ

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความตึงเครียด และการจับกุมผู้นำชุมชนที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับ ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของผู้นำท้องถิ่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนและปรับปรุงกระบวนการเหล่านี้ให้มีความเข้มงวดและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ตร.ตรวจเข้มถนน 348 หลังทหารใช้กฎอัยการศึก จับ “ผู้นำชุมชน” ต้องสงสัยสายลับกัมพูชา

กกต.ชี้ เลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ

กกต.ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจทำให้เป็นโมฆะ “แสวง บุญมี” ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้ง หากไม่พร้อมกันทั่วราชอาณาจักร อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โพสต์ถึงประเด็นเกี่ยวกับการเลื่อนวันเลือกตั้งให้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร หากเกิดเหตุจำเป็นหรือมีการประกาศกฎอัยการศึก โดยชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นตามกฎหมาย โดยระบุว่า กรณีหากจัดให้มีการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ คือ เสียเปล่า ไม่มีผลบังคับตามกฎหมายตั้งแต่แรก นั่นหมายความว่า จะเกิดความเสียหายสูญเปล่าในหลายมิติ ซึ่งในแง่ของผลการเลือกตั้ง เสียเวลาของผู้เกี่ยวข้อง เสียงบประมาณของหลวง เงิน ทอง ทรัพย์สินของเอกชน เสียโอกาสของผู้สมัครพรรคการเมือง เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ เป็นต้น

สำหรับแนวทางจัดการให้เลือกตั้งเป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่อาจทำให้ไม่อาจเลือกตั้งตามวันที่กำหนดไว้ได้ และต้องการให้การเลือกตั้งเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร มีแนวทางปฏิบัติตามกฎหมาย 2 แนวทาง คือเลือกตั้งตามวันเลือกตั้ง “วันเดิม” ตามมาตรา 103 ของรัฐธรรมนูญ คือเลือกตั้งภายใน 60 วัน หลังมีการยุบสภา (โดยไม่เลื่อนวันเลือกตั้งออกไป หรือไม่กำหนดวันเลือกตั้งใหม่) หลักการคือ “นำคูหา (ผู้มีสิทธิ) ไปหาหน่วย” ซึ่งเป็นการบริหารจัดการในสถานการณ์พิเศษ หรือพื้นที่พิเศษ (แต่มีข้อจำกัดทางกฎหมายอยู่) หรือเลือกตั้งตามวัน “ที่กำหนดขึ้นใหม่” ตามมาตรา 104 กรณีมี “เหตุจำเป็น” แต่ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่เหตุจำเป็นนั้นสิ้นสุดลง

ผลของประกาศกฎอัยการศึกต่อการเลือกตั้งมีผลต่อการเลือกตั้งหรือไม่ นายแสวงระบุว่า ประกาศกฎอัยการศึกเป็นการประกาศเพื่อความสงบเรียบร้อย หรือความปลอดภัยของประเทศ จากภัยที่อาจเกิดขึ้นจากภายในหรือภายนอกประเทศก็ได้ ประกาศกฎอัยการศึกอาจประกาศครอบคลุมราชอาณาจักร หรือบางพื้นที่ก็ได้ การที่ประกาศกฎอัยการศึกจะเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 104 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไปว่าแต่ละฉบับมีสาระสำคัญอย่างไร กระทบต่อการจัดให้มีการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่ใช่ทุกกฎอัยการศึกจะเป็นเหตุจำเป็นตามมาตรา 104 หากพิจารณาว่าเป็นเหตุตามมาตรา 104 จึงจะนำมาพิจารณาตามแนวทางข้อ 2 ข้างต้น

กกต.ชี้ เลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ

ทำไมการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะ?

การที่ กกต. ออกมาชี้แจงถึงผลกระทบของการเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญและส่งผลกระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตยโดยรวม การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังคำเตือนนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน

การเลือกตั้งที่ไม่พร้อมกันอาจนำไปสู่ปัญหาและความสับสนหลายประการ ตัวอย่างเช่น:

  • ความไม่เท่าเทียมกัน: ผู้สมัครและพรรคการเมืองอาจมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและสถานที่ที่จัดการเลือกตั้ง
  • ความสับสนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: การจัดการเลือกตั้งหลายครั้ง อาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสับสนเกี่ยวกับกำหนดการและขั้นตอนการลงคะแนน
  • ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น: การจัดการเลือกตั้งหลายครั้งย่อมมีค่าใช้จ่ายมากกว่าการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ
  • ความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง: หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง

ดังนั้น การที่ กกต. ย้ำถึงความสำคัญของการจัดการเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ จึงเป็นการปกป้องหลักการประชาธิปไตยและรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น: หากการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามกฎหมายและถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ จะนำมาซึ่งความวุ่นวายทางการเมืองและอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

การที่ กกต. ออกมาเตือนถึงความเป็นไปได้ที่การเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจเป็นโมฆะนี้ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในการจัดการเลือกตั้ง หากมีข้อสงสัยหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ควรติดต่อ กกต. โดยตรงเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – กกต.ชี้ผลกระทบหากเลือกตั้งไม่พร้อมกันทั่วประเทศ อาจทำให้เป็นโมฆะ

Scroll to top