กรมการพัฒนาชุมชน

ไทยเบฟยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอด OTOP สู่สากล

หากใครกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการเลือกซื้อสินค้าเกรดพรีเมียมจากฝีมือคนไทย งาน OTOP Midyear 2026 ในปีนี้ถือเป็นเวทีที่น่าจับตามองมากครับ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากทาง ไทยเบฟยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอด OTOP สู่สากล ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ผ่านการคัดสรรมาเป็นอย่างดี มายกระดับให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว

ไทยเบฟยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอด OTOP สู่สากล อย่างยั่งยืน

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำสินค้ามาวางขาย แต่เป็นการโชว์ศักยภาพของคนไทยภายใต้แนวคิด OTOP NEXT INSPIRATION ซึ่งทางเครือข่ายของไทยเบฟได้นำนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิม เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าสินค้า OTOP ไทยนั้นก้าวไกลไปถึงตลาดโลกได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นงานหัตถศิลป์ที่ประณีตหรืออาหารการกินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เปิดประสบการณ์ใหม่กับความร่วมมือจากไทยเบฟยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอด OTOP สู่สากล

ภายในงานเราจะพบกับโซนที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะ 3 โซนหลักจากไทยเบฟที่สะท้อนถึงการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง:

  • โซน Pavilion เศรษฐกิจฐานราก: พบกับผ้าบาติกเพ้นท์มือระดับมาสเตอร์พีซจากชุมชนจะบังติกอ จังหวัดปัตตานี ที่ผ่านเทคนิคการเขียนเทียนอันเป็นเอกลักษณ์ ผสานลวดลายพระราชทาน “บุปผาบรมราชินีนาถ”
  • โซนร้านกาแฟ มิติใหม่คอกาแฟ: การรวมตัวของอาราบิก้าจากผาฮี้เชียงราย กับนมแพะสดจากสตูล เป็นการนำวัตถุดิบต้นน้ำจากเหนือจรดใต้มาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างน่าทึ่ง
  • โซนผ้าขาวม้า: นำเสนอคอลเลกชันจากดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่เปลี่ยนผ้าขาวม้าธรรมดา ให้กลายเป็นแฟชั่นระดับสากลที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน

นอกจากจะได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้ว การมาเดินงานนี้ยังทำให้เราได้เห็นถึงพลังของ “วิสาหกิจเพื่อสังคม” ที่เข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน การสนับสนุนสินค้าชุมชนไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางแห่งความสำเร็จให้แก่เกษตรกรและช่างฝีมือไทยโดยตรง

ผมขอชวนทุกคนที่มีเวลาว่าง ลองแวะมาสัมผัสเสน่ห์งานคราฟต์และลิ้มรสกาแฟสุดพิเศษที่งาน OTOP Midyear 2026 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี กันนะครับ รับรองว่าคุณจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ ของผลิตภัณฑ์ไทยที่จะทำให้คุณภาคภูมิใจอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ไทยเบฟ” ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ OTOP สู่สากล

พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้ผมมีข่าวดีสำหรับสายช้อปที่รักของดีจากชุมชนมาฝากกันครับ ล่าสุดคุณพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ โดยงานนี้ถือเป็นโอกาสทองที่กรมการพัฒนาชุมชนตั้งใจจัดขึ้นเพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่งอย่างแท้จริงครับ

พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าโครงการนี้มีความสำคัญอย่างไร ต้องบอกเลยว่านี่คือเวทีใหญ่ที่รวบรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ OTOP ระดับ 4-5 ดาวทั่วไทยมาไว้ในที่เดียว เพื่อให้คนเมืองได้สัมผัสสินค้าคุณภาพดีโดยไม่ต้องเดินทางไกล การจัดงาน พลพีร์ เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย ครั้งนี้ถือเป็นจุดที่ 4 แล้วครับ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาโครงการนี้สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจให้ชุมชนไปแล้วกว่า 18 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากทีเดียว

ไฮไลท์ที่คุณไม่ควรพลาดในงานนี้

ภายในงานไม่ได้มีแค่การขายของนะครับ แต่ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกเพียบเลย:

  • เพลิดเพลินกับสินค้า OTOP คุณภาพระดับ 5 ดาว กว่า 350 บูธ ทั้งเครื่องแต่งกาย อาหาร และสมุนไพร
  • กิจกรรม Workshop สนุกๆ ให้คุณได้ลองประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยตัวเอง
  • นาทีทองลุ้นโชคของรางวัลมากมาย
  • ดื่มด่ำกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ กบ ทรงสิทธิ์ และเป้ วงมายด์ ที่จะมาสร้างสีสันให้งานมีชีวิตชีวา

งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 12 มิถุนายน 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ใครที่กำลังมองหาของฝาก หรืออยากอุดหนุนสินค้าไทยเพื่อเป็นกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ไม่ควรพลาดงานนี้จริงๆ ครับ การที่เราช่วยกันซื้อ ช่วยกันใช้สินค้าไทยแบบนี้ คือการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าให้ยั่งยืนมากที่สุดเลยครับ

ผมเชื่อว่าการสนับสนุนสินค้า OTOP คือการสร้างโอกาสให้คนในชุมชนมีรายได้ที่มั่นคง หากใครว่างลองแวะไปเดินเล่นที่ศูนย์ราชการฯ กันดูนะครับ ของดีหายากมีเยอะมาก แล้วคุณจะหลงรักเสน่ห์ของงานคราฟต์ฝีมือคนไทยที่ไม่มีวันหยุดพัฒนาอย่างแน่นอน

ที่มา – “พลพีร์” เปิดงาน OTOP TO THE TOWN ชวนอุดหนุนสินค้าไทย กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

พช.ตราด ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเคยได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นในจังหวัดตราด เมื่อล่าสุดทางสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด (พช.ตราด) ได้เดินหน้าโปรเจกต์ใหญ่ที่น่าสนใจมาก นั่นคือ พช.ตราด ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ เพื่อหวังพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยการดึงเอาเอกลักษณ์และของดีจากทั้ง 7 อำเภอออกมาสร้างจุดขายใหม่ให้กับจังหวัดของเราครับ

พช.ตราด ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ เพื่อชุมชน

การประชุมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นำโดยคุณวรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวบ้านในพื้นที่ ทุกฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือการยกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านต้นทุนทางวัฒนธรรม โดย พช.ตราด ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ ด้วยคอนเซปต์แบบ “เบา เร็ว ประหยัด” เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง

ถอดรหัสความสำเร็จจากดอนกอยโมเดล

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือการหยิบยกบทเรียนจาก “ดอนกอยโมเดล” จ.สกลนคร และ “บ้านวังส้มซ่า” จ.พิษณุโลก ที่พิสูจน์แล้วว่าหากเราเข้าใจตัวตนของสินค้าและรู้จักการเล่าเรื่อง (Storytelling) สินค้าพื้นถิ่นก็สามารถกลายเป็นของล้ำค่าที่ตลาดต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นผ้าพื้นเมืองหรือสมุนไพรท้องถิ่น ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจชั้นยอดให้กับชาวตราดในการพัฒนาของดีประจำอำเภอ

เปิดมุมมองของดี 7 อำเภอในตราด

แต่ละพื้นที่ในจังหวัดตราดมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันอย่างน่าทึ่ง เรามาดูกันว่าแต่ละอำเภอเตรียมชูของดีอะไรบ้าง:

  • อ.เมืองตราด: ชูย่านบ้านไม้โบราณคลองบางพระที่มีเสน่ห์คลาสสิก
  • อ.แหลมงอบ: นำเสนอวิถีชีวิต 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม และงอบน้ำเชี่ยว
  • อ.เขาสมิง: ต่อยอดหอยนางรม GI แม่น้ำเวฬุอันขึ้นชื่อ
  • อ.บ่อไร่: โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมล้านนาและขนมหวานฮาลาวา
  • อ.เกาะช้าง: มั่นใจในทุเรียนชะนี GI และความสวยงามของน้ำตกธารมะยม
  • อ.เกาะกูด: ชูสมุนไพรลูกสำรองในพื้นที่อ่าวใหญ่และอ่าวสลัด
  • อ.คลองใหญ่: นำเสนอเสน่ห์อาหารทะเลพหุวัฒนธรรม

แนวทางนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่เน้นการทำงานแบบ “ลอกโครงสร้างความสำเร็จ ไม่ลอกเลียนแบบหน้าตา” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดย่านสร้างสรรค์ที่ดูซ้ำๆ กัน แต่จะเน้นดึงตัวตนของคนในพื้นที่ออกมาให้มากที่สุด โดยมีแผนการลงพื้นที่ทำ Focus Group ร่วมกันภายใน 1 เดือน เพื่อคุยให้สนิท ปรึกษาหารือ และทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาครั้งนี้อย่างแท้จริง

ผมมองว่าโครงการนี้ไม่ใช่แค่การสร้างจุดเช็คอินใหม่เท่านั้น แต่คือการสร้างอาชีพและรายได้ที่หมุนเวียนอยู่ภายในชุมชนคนตราดเอง หากเราสามารถเชื่อมโยงทั้ง 7 ย่านสร้างสรรค์นี้เข้าด้วยกันได้ จังหวัดตราดจะกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างแน่นอนครับ เป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวพัฒนาชุมชนและภาคีเครือข่ายทุกคนครับ!

ที่มา – พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อนโครงการพื้นที่สร้างสรรค์ฯ

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม สำเร็จเรียบร้อยแล้ว! มาด้วยโครงการสุดยอดที่จับมือกรมการพัฒนาชุมชน หอการค้า ภาครัฐ เอกชน และประชาชน จัดเวทีอวดเสน่ห์เมืองนครพนมสู่คนกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิดสร้างอัตลักษณ์เมืองและ Marketing 5 Must หรือ 5 สิ่งที่ต้องทำขาดไม่ได้ถ้ามานครพนม ไม่ว่าจะเป็นเที่ยว กิน ช้อป มู และพักผ่อน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว ให้เมืองนครพนมกลายเป็นจุดหมายหลักที่ใครๆ ก็อยากมา

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม คืออะไร?

นางมนพร เจริญศรี หรือที่รู้จักกันในชื่อ สส.เดือน เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย อดีต รมช.คมนาคม เล่าว่า โครงการนี้เริ่มจากครม.สัญจรที่รัฐบาลเพื่อไทยจัดที่นครพนมเมื่อเมษายน 2568 มีการประชุมกรอ. เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จากนั้นผลักดันสร้างอัตลักษณ์เมืองนครพนม โดยมีนายธนพัต ทีฆธนานนนท์ หรือเสี่ยบิ๊ก ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนบน 2 เป็นตัวแทนเอกชน ขับเคลื่อน รัฐบาลสนับสนุนงบเกือบ 20 ล้านบาทผ่านกรมการพัฒนาชุมชน DNA นครพนม คือการถอดรหัสความโดดเด่น วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต สถาปัตยกรรม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มาออกแบบเป็นฟอนต์ ลวดลาย สีสันจากอิฐ สายน้ำ ธรรมชาติ สีทองศรัทธา เป็นกราฟิกสัญลักษณ์ นำไปจารึกในผลิตภัณฑ์ ผ้าทอ จักสาน และโลโก้ 12 อำเภอ สร้างความจดจำให้ทุกคน

กิจกรรมอวดเสน่ห์นครพนมจากสส.เดือน มนพร เจริญศรี

เวทีอวดเสน่ห์นครพนมสู่คน กทม. ที่สามย่านมิตรทาวน์

ล่าสุด กรมการพัฒนาชุมชน หอการค้า และหน่วยงานต่างๆ ในนครพนม จัดงานใหญ่ที่ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ วันที่ 6-10 พฤษภาคม 2569 โดยนายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิด มีโชว์ศิลปวัฒนธรรมประเพณีร่วมสมัยจากหลากชนเผ่า เชื้อชาติ สะท้อนเอกลักษณ์นครพนม จัดจำหน่ายสินค้าของดี OTOP ดีไซน์ใหม่ ทำให้คนกรุงตื่นเต้น อยากไปนครพนมทันที!

DNA อัตลักษณ์นครพนมจากสส.เดือน มนพร เจริญศรี

5 Must ที่ต้องทำเมื่อไปนครพนม

นอกจาก DNA แล้ว ยังมีปฏิทินท่องเที่ยวเชื่อม 12 อำเภอ โปรโมทร้านอาหาร โรงแรม สินค้าชื่อดัง ผ่านทุกสื่อ ชูจุดขายแต่ละอำเภอ ภายใต้ 5 Must ดังนี้:

  • 1. Visit – เที่ยวชมความงามริมโขง ชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยที่สุด วัดพระธาตุพนม พระธาตุเรณู สัมผัสธรรมชาติและแม่น้ำมหาศาล
  • 2. Eat – กินอาหารถิ่นเลิศรส แกงอ่อมบอง ส้มตำปูปลาร้า ลาบปลาโขง อาหารอีสานแท้ๆ ที่หาทานยากในเมืองใหญ่
  • 3. Shop – ช้อปสินค้า OTOP ดีไซน์ใหม่ ผ้าทอ ลาย DNA งานจักสาน ผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพสูง ราคาเป็นกันเอง
  • 4. Mu – มูเสริมมงคล ไหว้พระธาตุ 4 องค์หลัก ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เสริมดวงชะตาให้ปังทั้งปี
  • 5. Rest – พักผ่อนบรรยากาศสโลว์ไลฟ์ อยู่รีสอร์ทริมน้ำ ปั่นจักรยานชมวิว ผ่อนคลายแบบชิลๆ 远离ความวุ่นวายกรุงเทพ
5 Must นครพนมจากสส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA

สส.เดือน มนพร เจริญศรี ถอดรหัส DNA นครพนม ทำให้เมืองนี้พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวตลอดปี สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทุกภาคส่วนที่แข็งแกร่ง หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวใหม่ๆ ที่ทั้งสนุก สวยงาม และได้บุญ ลองไปนครพนมตาม 5 Must ดูสิ แล้วจะติดใจ! แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ

ที่มา – สส.เดือน “มนพร เจริญศรี” ถอดรหัส DNA จัดเวทีอวดเสน่ห์เมืองนครพนม สู่คน กทม.

“อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช.

“อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช. “ทรงศักดิ์” คุม กรมที่ดิน-ท้องถิ่น

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 2976/2568 เพื่อมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้กับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยทั้ง 3 คนในการปฏิบัติราชการแทน โดยคำสั่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งมอบภารกิจของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การบริหารราชการราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

“อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช. “ทรงศักดิ์” คุม กรมที่ดิน-ท้องถิ่น

การแบ่งงานครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการโครงสร้างการทำงานของกระทรวงมหาดไทย โดยนายอนุทิน ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ยังคงกำกับดูแลหน่วยงานหลักหลายแห่ง ได้แก่ 1. สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย 2. สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย 3. กรมการปกครอง 4. กรมโยธาธิการและผังเมือง 5. การประสานงานส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทยตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 6. การไฟฟ้านครหลวง และ 7. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การกำกับดูแลเหล่านี้ช่วยให้เกิดการบูรณาการนโยบายโดยรวมของกระทรวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) คือ นายทรงศักดิ์ ทองศรี ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล 1. กรมที่ดิน 2. กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และ 3. การประปาส่วนภูมิภาค หน่วยงานเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาที่ดิน การจัดการท้องถิ่น และการ供水ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาที่ค้างคาในระดับท้องถิ่นได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการที่ดินที่เป็นประเด็นร้อนในหลายพื้นที่

บทบาทของ “ศักด์ดา” และ “ศศิธร” ใน “อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช.

ส่วนนายศักด์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) มีหน้าที่กำกับดูแล 1. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2. กรุงเทพมหานคร และ 3. การประปานครหลวง การมอบหมายนี้เหมาะสมเพราะเกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติในเมืองหลวงและการ供水หลักของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจของชาติ ในขณะที่น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.4) รับผิดชอบ 1. กรมการพัฒนาชุมชน 2. องค์การตลาด และ 3. องค์การจัดการน้ำเสีย หน่วยงานเหล่านี้มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน การค้าปลีก และการจัดการสิ่งแวดล้อมด้านน้ำเสีย ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในยุคปัจจุบัน

การแบ่งงานกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยกระจายภาระงานให้เหมาะสมกับความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบราชการท้องถิ่นและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในด้านที่ดิน ท้องถิ่น และการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย

จากข้อมูลที่ได้รับรู้ “อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช. “ทรงศักดิ์” คุม กรมที่ดิน-ท้องถิ่น จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การรับมือกับภัยแล้งหรือน้ำท่วมผ่านการประปาส่วนภูมิภาค และการพัฒนาชุมชนให้ยั่งยืนมากขึ้น นอกจากนี้ การกำกับดูแลกรุงเทพมหานครโดย มท.3 ยังจะช่วยประสานงานระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นในเมืองใหญ่ได้ดียิ่งขึ้น

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูรายละเอียดการแบ่งงานแบบสรุปกัน:

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล (มท.1): สำนักงานรัฐมนตรี, สำนักงานปลัด, กรมการปกครอง, กรมโยธาธิการและผังเมือง, ประสานงานจังหวัดชายแดนใต้, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี (มท.2): กรมที่ดิน, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, การประปาส่วนภูมิภาค
  • นายศักด์ดา วิเชียรศิลป์ (มท.3): กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรุงเทพมหานคร, การประปานครหลวง
  • น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล (มท.4): กรมการพัฒนาชุมชน, องค์การตลาด, องค์การจัดการน้ำเสีย

การปรับโครงสร้างเช่นนี้คาดว่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นบวกในระยะยาว โดยช่วยให้แต่ละหน่วยงานได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด หากคุณเป็นผู้สนใจในเรื่องการเมืองหรือการบริหารราชการ สามารถติดตามพัฒนาการเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ในมุมมองของผู้เขียน การแบ่งงานครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรีในการสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ลองคิดดูสิว่าหากการจัดการที่ดินและท้องถิ่นดีขึ้น เราจะเห็นการพัฒนาในชนบทมากแค่ไหน คุณคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกันนะ

ที่มา – “อนุทิน” แบ่งงานกระทรวงมหาดไทยให้ 3 รมช. “ทรงศักดิ์” คุม กรมที่ดิน-ท้องถิ่น

พช. เผยความสำเร็จ OTOP D Avenue สร้างรายได้

กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) เดินหน้าต่อยอดความสำเร็จจากงาน “OTOP D Avenue” มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายช่องทางตลาดและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน งาน OTOP D Avenue สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้กับผู้ผลิตทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดงาน “OTOP D Avenue : ผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าจากภูมิปัญญาชุมชน – ช้อปสนุก ชิลสุดใจ บนถนนขายดี D Avenue” ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ โดยมี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน

ตลอดระยะเวลา 5 วันของการจัดงาน มีผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา (Quadrant D) จากทั่วประเทศ จำนวนกว่า 520 บูธ เข้าร่วมนำเสนอสินค้าที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับคุณภาพอย่างพิถีพิถัน ภายในงานมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เวิร์กชอป DIY สร้างสรรค์ และพื้นที่พิเศษสำหรับผู้ประกอบการในการไลฟ์สดขายสินค้า ซึ่งดึงดูดนักช้อปและนักท่องเที่ยวให้เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ส่งผลให้ OTOP D Avenue สร้างรายได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ

OTOP D Avenue สร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

ผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างยอดขายและเปิดช่องทางตลาดใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการ OTOP เท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้กับกลุ่ม OTOP Quadrant D ให้มีความพร้อมในการแข่งขันทั้งในตลาดภายในประเทศและในระดับสากล ซึ่งถือเป็นการต่อยอดเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริงและยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งมั่นพัฒนา OTOP อย่างต่อเนื่อง

หลังจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) จะยังคงเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการ

  1. ยกระดับมาตรฐานสินค้า
  2. พัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ
  3. สร้างเรื่องราวให้กับสินค้า (Product Storytelling) เพื่อเพิ่มมูลค่า
  4. เชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดออนไลน์ เพื่อขยายฐานลูกค้า

เหล่านี้คือแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งมั่นผลักดัน เพื่อให้ผู้ประกอบการ OTOP มีศักยภาพที่ครบวงจร สามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว สนับสนุนให้ OTOP D Avenue สร้างรายได้ อย่างแท้จริง

การสนับสนุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ไม่ได้เป็นเพียงการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ การส่งเสริมให้ OTOP เติบโตอย่างยั่งยืน จึงเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง

ผลิตภัณฑ์ OTOP เป็นมากกว่าสินค้า แต่เป็นเรื่องราว เป็นความภาคภูมิใจ และเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ร่วมสนับสนุน OTOP ไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

ที่มา – พช. เผยความสำเร็จ “OTOP D Avenue” สร้างรายได้กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

Scroll to top