กรมควบคุมมลพิษ

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าชี้แจงรายละเอียดในประเด็น ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ที่มีเงื่อนไขห้ามเปิดเผยข้อมูลหากไม่ได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

วิกฤตสารหนูปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม

ปัญหาเรื่อง ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันผลการตรวจจากกรมพัฒนาที่ดินพบว่าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีสารหนูปนเปื้อนสูงถึง 164 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมไปหลายเท่าตัว แต่กลับพบว่ายังมีการทำเกษตรกรรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวโดยที่รัฐยังไม่มีมาตรการเยียวยาหรือแจ้งเตือนที่ชัดเจน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลใจ คือเนื้อหาในร่าง TOR ฉบับดังกล่าวที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดมาจากฝั่งไทยเอง โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องพยายามปิดบังข้อมูลสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของคนไทยในพื้นที่ชายแดน การที่รัฐมนตรีไม่เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่

  • การปนเปื้อนในแม่น้ำสายสำคัญ: แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง, แม่น้ำกระบุรี และแม่น้ำสาละวิน
  • ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร: พบค่าสารหนูในดินสูงเกินมาตรฐานอย่างน่าตกใจ
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: เรียกร้องให้รัฐมนตรีเปิดเผยรายละเอียด TOR เพื่อความเป็นธรรม

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรีเร่งกำหนดวันเวลาที่พร้อมจะเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แทนการปล่อยให้เกษตรกรต้องรับมือกับสารพิษเพียงลำพัง การแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความโปร่งใส นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับครับ

ที่มา – “ภัทรพงษ์” จี้ “สุชาติ” แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

พูนศักดิ์ขอบคุณรมว.อุตสาหกรรมเร่งตรวจโรงงานปล่อยสารพิษ

พูนศักดิ์ขอบคุณรมว.อุตสาหกรรมเร่งตรวจโรงงานปล่อยสารพิษ

เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากครับ เมื่อคุณพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวกรณีการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี โดยแม้เจ้าตัวจะออกปากขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมที่สั่งการลงพื้นที่อย่างรวดเร็ว แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมมาตรการที่ออกมาถึงดูเบาบางไปหน่อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

ทำไมพูนศักดิ์ขอบคุณรมว.อุตสาหกรรมเร่งตรวจโรงงานปล่อยสารพิษ แต่ยังข้องใจคำสั่ง?

หลังจากที่มีชาวบ้านร้องเรียนเรื่องการลักลอบทิ้งสารเคมีและปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำประปาใน ต.นาวังหิน อ.พนัสนิคม ทางคุณพูนศักดิ์ก็ได้เร่งประสานงานจนนำไปสู่การตรวจพบความผิดจริง แต่คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้คือ การใช้เพียงมาตรา 37 เพื่อสั่งให้ปรับปรุงโรงงานนั้นเพียงพอแล้วหรือยัง ในเมื่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่นั้นร้ายแรงมาก

หากเรามาดูข้อเท็จจริง จะพบประเด็นสำคัญที่น่าตกใจดังนี้:

  • โรงงานไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งนิคมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง
  • พบระบบบำบัดน้ำเสียที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่เสร็จสมบูรณ์
  • ไม่มีระบบบำบัดอากาศที่เหมาะสมในการควบคุมมลพิษ
  • บ่อน้ำในพื้นที่ข้างเคียงมีความเป็นกรดแก่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำบาดาล

คุณพูนศักดิ์มองว่า ในเมื่อเจอหลักฐานมัดตัวขนาดนี้ ทำไมกระทรวงถึงไม่เลือกใช้มาตรา 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เพื่อสั่งให้หยุดการประกอบกิจการชั่วคราว การปล่อยให้โรงงานทำงานต่อไปท่ามกลางมลพิษที่กระจายตัวอยู่นั้น เท่ากับเป็นการผลักภาระความเสี่ยงให้ประชาชนรับไปเต็มๆ ทั้งที่กฎหมายมีช่องทางในการปกป้องชีวิตและสิ่งแวดล้อมไว้อยู่แล้ว

สรุปมุมมอง: การเร่งตรวจสอบถือเป็นก้าวแรกที่ดี แต่หัวใจสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมไม่ใช่แค่การออกคำสั่งให้แก้ไข แต่คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อหยุดยั้งมลพิษก่อนที่จะสายเกินแก้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางกระทรวงจะมีมาตรการเชิงรุกที่มากกว่านี้เพื่อคืนความปลอดภัยให้กับพี่น้องชาวชลบุรีหรือไม่

ที่มา – “พูนศักดิ์”ขอบคุณรมว.อุตสาหกรรมเร่งตรวจโรงงานปล่อยสารพิษ แต่สงสัยทำไมแค่สั่งปรับปรุง

กมธ.สิ่งแวดล้อม ลุยสระบุรีไล่บี้ ขรก. เกียร์ว่าง แฉท่อปริศนาปล่อยสารพิษปลาตายเกลื่อน

เชื่อว่าพี่น้องชาวสระบุรีหลายคนคงเคยเผชิญกับปัญหามลภาวะทางน้ำที่กัดกินชีวิตมานานกว่า 10 ปี ล่าสุดประเด็นร้อนแรงที่กลายเป็นข่าวดังคือกรณี กมธ.สิ่งแวดล้อม ลุยสระบุรีไล่บี้ ขรก. เกียร์ว่าง แฉท่อปริศนาปล่อยสารพิษปลาตายเกลื่อน หลังจากมีชาวบ้านร้องเรียนถึงความเดือดร้อนจากการถูกลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในพื้นที่อย่างหนัก

กมธ.สิ่งแวดล้อม ลุยสระบุรีไล่บี้ ขรก. เกียร์ว่าง แฉท่อปริศนาปล่อยสารพิษปลาตายเกลื่อน

การลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำโดย นางสาวกุลวลี นพอมรบดี และตัวแทนจาก กมธ.ตำรวจ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับหน่วยงานราชการในจังหวัดสระบุรีเป็นอย่างมาก เพราะการตรวจสอบพบว่ามีการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จนชาวบ้านต้องตั้งคำถามว่าข้าราชการกำลังทำตัวเป็น “เสือกระดาษ” หรือไม่

เบื้องลึกความล้มเหลวในการตรวจสอบ

ในระหว่างการประชุมร่วมกัน กมธ.สิ่งแวดล้อม ลุยสระบุรีไล่บี้ ขรก. เกียร์ว่าง แฉท่อปริศนาปล่อยสารพิษปลาตายเกลื่อน ได้เผยให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้:

  • การขาดแคลนบุคลากรในการสุ่มตรวจโรงงานที่มีจำนวนมากเกินกว่ากำลังเจ้าหน้าที่
  • รายงาน EIA ที่เป็นเพียงกระดาษ แต่ไม่มีการลงพื้นที่ตรวจสอบจริงจัง
  • พฤติกรรมการปัดความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอ้างว่าไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการสั่งปิดโรงงาน

สิ่งที่สร้างความตื่นตระหนกคือผลตรวจน้ำจากกรมควบคุมมลพิษที่พบ “สารหนู” และโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานในห้วยตะเข้ ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่ามีการปล่อยของเสียผิดกฎหมายเป็นระยะ นอกจากนี้ คณะทำงานยังบุกไปพบ “ท่อลึกลับปริศนา” ที่ต่อตรงจากโรงงานอุตสาหกรรมมุดลงดินไปสู่อีกฝั่งถนน ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวผู้กระทำความผิดแบบคาหนังคาเขา พร้อมภาพซากปลาลอยตายเกลื่อนกลาด

ท้ายที่สุด การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังหน่วยงานรัฐว่า หากยังคงปล่อยปละละเลยให้นายทุนเอาเปรียบประชาชน คณะกรรมาธิการชุดใหญ่เตรียมลากคอข้าราชการทุกคนที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา เพื่อทวงคืนอากาศบริสุทธิ์และแหล่งน้ำสะอาดให้กลับคืนสู่ชาวสระบุรีอีกครั้ง เราในฐานะประชาชนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะสิ่งแวดล้อมที่สะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ

ที่มา – กมธ.สิ่งแวดล้อม ลุยสระบุรีไล่บี้ ขรก. เกียร์ว่าง แฉท่อปริศนาปล่อยสารพิษปลาตายเกลื่อน

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานฯ” โต้ผลสำรวจสินบน

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด เป็นประเด็นร้อนที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยในขณะนี้ หลังจากผลสำรวจของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าหน่วยงานรัฐบางแห่งมีปัญหาคอร์รัปชันสูง โดยเฉพาะกรมควบคุมมลพิษที่ถูกจัดอันดับสินบนสูงสุดต่อครั้งถึง 102,160 บาท และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อยู่อันดับ 9 มูลค่า 68,000 บาท กรมทั้งสองได้ออกมาโต้แย้งทันที ยืนยันความโปร่งใสและเรียกร้องหลักฐาน

“กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้แถลงข่าวพร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ แสดงพลังยืนยันว่า กรมยึดมั่นในหลัก “องค์กรแห่งความโปร่งใส” ไม่มีช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ การปฏิบัติงานซื่อสัตย์สุจริต ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก ผลสำรวจดังกล่าวซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้บริหารธุรกิจ 401 ราย ระหว่าง 26 มี.ค. – 10 เม.ย. 2569 ทำให้เกิดคำถามใหญ่เกี่ยวกับแหล่งที่มาของข้อมูล

ชี้แจงภารกิจกรมควบคุมมลพิษ

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีหน้าที่หลักควบคุม กำกับดูแล ฟื้นฟูมลพิษ ออกกฎกระทรวง ประกาศ และบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน ไม่มีอำนาจอนุมัติใบอนุญาต ให้เอกชนหรือรัฐ จึงไม่มีโอกาสรับสินบนตามที่กล่าวอ้าง จัดซื้อจัดจ้างยึดกฎกรมบัญชีกลาง มีการแข่งขันโปร่งใส และนโยบาย No Gift Policy งดรับของขวัญทุกรูปแบบ

คพ. จึงขอให้ กกร. ชี้แจงที่มาข้อมูลมูลค่าสินบน 102,160 บาท มีพยานหลักฐานหรือไม่ กระบวนการวิเคราะห์อย่างไร และส่งเอกสารรับรองสำเนาถูกต้องภายใน 7 วัน หากไม่มี จะถือเป็นการกล่าวหาที่ทำให้เสียหาย กระทบขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ ขอให้ กกร. ขอโทษอย่างเป็นทางการ

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ตอบโต้เด็ดขาด

ส่วนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โพสต์แถลงการณ์บนเฟซบุ๊ก รับทราบผลสำรวจที่จัดอันดับ 9 มูลค่าสินบน 68,000 บาท อธิบดีสั่งตรวจสอบกระบวนการติดต่อเอกชนทันที ยืนยันไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์ หากพบผิดจะลงโทษวินัยและอาญาขั้นสูงสุด ไม่มีข้อยกเว้น เพื่อรักษาศักดิ์ศรีข้าราชการที่ซื่อสัตย์

ประชาชนแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1362 ตลอด 24 ชม. หรือศูนย์ราชการสะดวก 02-561-0777 ต่อ 1240 กรมมุ่งอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติด้วยธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้

  • มาตรการป้องกันคอร์รัปชันของหน่วยงานรัฐ:
  • ยึดนโยบาย No Gift Policy
  • จัดซื้อจัดจ้างโปร่งใสตามกฎหมาย
  • ตรวจสอบภายในและภายนอกอย่างเข้มงวด
  • เปิดช่องทางร้องเรียน 24 ชม.
  • ลงโทษผู้กระทำผิดเด็ดขาด

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันที่ยังเป็นวิกฤตโครงสร้างในไทย บั่นทอนธุรกิจและความเชื่อมั่นประชาชน แต่การตอบโต้ของหน่วยงานแสดงถึงความมุ่งมั่นต่อสู้ปัญหา ช่วยเสริมภาพลักษณ์องค์กรโปร่งใส

ในมุมมองผู้เขียน การสำรวจเช่นนี้มีคุณค่าหากข้อมูลน่าเชื่อถือและนำไปสู่การแก้ไขจริง หน่วยงานรัฐควรใช้โอกาสนี้ยกระดับธรรมาภิบาลให้สูงขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้เอกชนและประชาชน คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดต

ที่มา – “กรมควบคุมมลพิษ – กรมอุทยานแห่งชาติฯ” โต้ปมผลสำรวจเอกชน อ้างรับสินบนมากที่สุด

รัฐบาล ผนึกกำลังประเทศเพื่อนบ้านตั้ง War Room ติดตามหมอกควัน–จุดความร้อน

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และหมอกควันข้ามพรมแดนกำลังเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทย ที่มักเผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายในช่วงฤดูแล้ง ล่าสุด รัฐบาล ผนึกกำลังประเทศเพื่อนบ้านตั้ง War Room ติดตามหมอกควัน–จุดความร้อน เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างเชิงรุกและยั่งยืน โดยมีนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เผยข้อมูลสำคัญเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569

รัฐบาล ผนึกกำลังประเทศเพื่อนบ้านตั้ง War Room ติดตามหมอกควัน–จุดความร้อน

ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้บูรณาการความร่วมมือทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน เพื่อติดตามและจัดการจุดความร้อนที่เป็นต้นตอของหมอกควัน โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับกรมกิจการชายแดนทหาร กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ จัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการติดตามสถานการณ์หมอกควันไฟป่า” หรือ War Room ในประเทศเพื่อนบ้าน

War Room เหล่านี้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม แหล่งกำเนิดฝุ่น แบบจำลองการเคลื่อนที่ของมวลอากาศ และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การบริหารจัดการเชิงพื้นที่แม่นยำยิ่งขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจาก PM2.5 แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างลาวและเมียนมา

สถานที่จัดตั้ง War Room ที่สำคัญ

  • ปี 2567: แขวงบ่อแก้ว แขวงไซยะบูลี สปป.ลาว และจังหวัดท่าขี้เหล็ก เมียนมา
  • ปี 2568: แขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว จังหวัดเชียงตุง และกรุงเนปยีดอ เมียนมา
  • ล่าสุด 6–10 พฤษภาคม 2569: จังหวัดตองยี เมียนมา

การขยาย War Room ครอบคลุมพื้นที่ชายแดนที่เป็นจุดเสี่ยงสูง ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายประสานงานกันได้อย่างใกล้ชิด

ผู้เข้าร่วมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี

ฝ่ายไทยนำโดยพลโทจุมภฏ นุรักษ์เขต เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ร่วมกับกองทัพภาคที่ 3 กองกำลังนเรศวร กรมควบคุมมลพิษ และกรมเอเชียตะวันออก ส่วนฝ่ายเมียนมามีผู้แทนระดับรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อม ผู้บัญชาการทหารบกตะวันออก และอธิบดีกรมทรัพยากรสิ่งแวดล้อม

รัฐบาลไทยถ่ายทอดองค์ความรู้สำคัญ เช่น การวิเคราะห์จุดความร้อน การพยากรณ์การกระจายตัวของฝุ่น และเครื่องมือเฝ้าระวัง เพื่อให้ทุกฝ่ายใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ตัดสินใจได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์ป้องกันไฟป่าและลดการเผาไหม้ทางการเกษตร

ประโยชน์ต่อประชาชนและอนาคต

ประชาชนในภาคเหนือจะได้รับการเฝ้าระวัง PM2.5 ที่ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ หอบหืด สุขภาพเด็กและผู้สูงอายุ รวมถึงปกป้องเศรษฐกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบหนักในอดีต การดำเนินการนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาข้ามพรมแดน

ในอนาคต คาดว่ารัฐบาลจะขยาย War Room เพิ่มเติม และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเตือนหมอกควัน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่กระทบชีวิตประจำวัน การร่วมมือระดับภูมิภาคจึงเป็นกุญแจสู่การแก้ไขที่ยั่งยืน

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? ลองแชร์ประสบการณ์เผชิญหมอกควันของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมเพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองและครอบครัว หากมีอากาศแย่ ควรสวมหน้ากาก N95 และอยู่แต่ในร่มนะครับ

ที่มา – รัฐบาล ผนึกกำลังประเทศเพื่อนบ้านตั้ง War Room ติดตามหมอกควัน–จุดความร้อน

แจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 ลำพูน-เชียงใหม่-เชียงรายวิกฤติ

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้天气ภาคเหนือของเรากำลังย่ำแย่หนักเลยทีเดียว โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นแบบน่ากลัว กรมควบคุมมลพิษได้แจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 ลำพูน–เชียงใหม่–เชียงราย อยู่ในระดับวิกฤติ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง แล้วนะครับ พื้นที่หลักที่ต้องเฝ้าระวังคือ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งค่าฝุ่นยังคงอยู่ในเกณฑ์สีแดงหรือระดับวิกฤติ แถมยังมีแนวโน้มจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าการเผาไหม้ไม่หยุด

แจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 ลำพูน–เชียงใหม่–เชียงราย อยู่ในระดับวิกฤติ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง

จากประกาศของศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ฉบับที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือตอนบนยังคงรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ที่กล่าวมา ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานอย่างมาก ทำให้ประชาชนต้องระวังสุขภาพอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่แค่ภาคเหนือเท่านั้น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายพื้นที่ก็ยังมีค่าฝุ่นสีส้ม เกินมาตรฐาน โดยเฉพาะจังหวัดติดชายแดน

สาเหตุหลักที่ทำให้ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง

สาเหตุมาจากจุดความร้อนจำนวนมหาศาลครับ จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) วันที่ 27 มีนาคม 2569 ประเทศไทยมีจุดร้อนถึง 2,302 จุด โดยในป่าไม้ 1,849 จุด แถมเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา 8,804 จุด ลาว 4,189 จุด กัมพูชา 566 จุด และเวียดนาม 522 จุด ลมพัดแบบตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้เข้าภาคเหนือ พัดฝุ่นข้ามพรมแดนมาหนักเลย ในขณะที่ภาคอีสานลมใต้พัดขึ้นเหนือ ทำให้ชายแดนได้รับผลกระทบเต็มๆ แถมฝนไม่ตกสะสมใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และ 5-7 วันข้างหน้าฝนอาจทิ้งช่วง ถ้าการเผายังเยอะ สถานการณ์วิกฤติจะยืดเยื้อแน่นอน

  • จุดร้อนในไทย: 2,302 จุด (ป่า 1,849 จุด)
  • เมียนมา: 8,804 จุด
  • ลาว: 4,189 จุด
  • กัมพูชา: 566 จุด
  • เวียดนาม: 522 จุด

ผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

ฝุ่น PM2.5 ขนาดเล็กจิ๋ว สามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด หัวใจวาย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนมีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง ใส่หน้ากาก N95 หรือ KF94 ถ้าจำเป็น ถ้ามีอาการไอ จาม แสบตา หายใจลำบาก ให้รีบพบแพทย์ทันที สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่ยังกระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการเกษตรด้วยนะครับ

มาตรการป้องกันและคำแนะนำจาก ศกพ.

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องควบคุมไฟป่าให้ได้ ประชาชนช่วยกันงดเวียนทุกชนิด ไม่ว่าจะทุ่งนา ใบไม้ หรือขยะ สำหรับคนในพื้นที่เสี่ยง:

  • อยู่แต่ในร่ม เปิดเครื่องฟอกอากาศ
  • ปิดประตูหน้าต่าง ใช้ผ้าขนหนูอุดช่อง
  • ดื่มน้ำเยอะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  • ติดตามข้อมูล real-time ผ่านแอป Air4Thai หรือเว็บกรมควบคุมมลพิษ

ศกพ.ขอความร่วมมือทุกภาคส่วน หากเราช่วยกันลดการเผา สถานการณ์จะดีขึ้นแน่นอนครับ

ในฐานะคนภาคเหนือ ผมคิดว่าปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้วเยอะ ต้องมีนโยบายเข้มงวดกว่านี้ เช่น ห้ามเผาแบบเด็ดขาด และส่งเสริมเกษตรสมัยใหม่ที่ไม่ต้องเผาไร่ สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านดาวน์โหลดแอป Air4Thai ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และแชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ ช่วยกันรับมือฝุ่น PM2.5 ครับ!

ที่มา – แจ้งเตือนฝุ่น PM2.5 ลำพูน–เชียงใหม่–เชียงราย อยู่ในระดับวิกฤติ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง

เตือนห้ามใกล้ตู้คอนเทนเนอร์มีสารอันตราย ภูเก็ต

กรมควบคุมมลพิษได้ออกประกาศเตือนห้ามใกล้ตู้คอนเทนเนอร์มีสารอันตรายหลังเกิดเหตุเรือบรรทุกสินค้า SEALLOYD ARC อับปางบริเวณเกาะแก้วน้อย จังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเรือดังกล่าวบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 297 ตู้ ซึ่งบางตู้มีสารเคมีอันตรายที่อาจรั่วไหลสู่ทะเลและชายหาด

เตือนห้ามใกล้ตู้คอนเทนเนอร์มีสารอันตราย หลังเรืออับปาง

เรือ SEALLOYD ARC เป็นเรือบรรทุกสินค้าประเภท DRY CARGO/CONTAINER SHIP สัญชาติปานามา ขนาด 4,339 ตันกรอส ความยาว 113 เมตร อับปางบริเวณทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะแก้วน้อย พิกัดละติจูด 7° 43.88″ N ลองจิจูด 98° 16.62″ E ที่ความลึก 61 เมตร พื้นทะเลเป็นทรายปนโคลน เรือเอียงเล็กน้อย ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ลอยกระจัดกระจายไปรอบๆ พื้นที่ หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีรายงานพบตู้คอนเทนเนอร์ลอยเกยตื้นบนชายหาดใกล้เคียง

เพื่อป้องกันอันตราย กรมควบคุมมลพิษจึงออกประกาศคำแนะนำสำหรับประชาชน โดยอ้างอิงตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 เน้นย้ำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัย โดยเฉพาะที่มีป้ายสัญลักษณ์แสดงความเป็นสารอันตราย

แนวทางปฏิบัติเมื่อพบตู้คอนเทนเนอร์มีสารอันตราย

  • ไม่เข้าใกล้ตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัย รักษาระยะห่างอย่างน้อย 50 เมตร ห้ามประชาชน นักท่องเที่ยว หรือบุคคลที่ไม่มีหน้าที่เข้าใกล้เด็ดขาด
  • ไม่เปิดตู้คอนเทนเนอร์ โดยเฉพาะที่มีเครื่องหมายสัญลักษณ์อันตราย เช่น สารไวไฟ สารกัดกร่อน หรือสารพิษ
  • ไม่สัมผัสของเหลว คราบน้ำมัน หรือก้อนสารเคมี ที่รั่วไหล เพราะอาจดูดซึมผ่านผิวหนังหรือก่อให้เกิดการกัดกร่อน
  • ไม่สูบบุหรี่หรือจุดประกายไฟ ใกล้พื้นที่ เนื่องจากสารเคมีหลายชนิดไวไฟสูง และงดใช้เครื่องยนต์หากมีกลิ่นสารเคมี
  • ถ่ายภาพและแจ้งเจ้าหน้าที่ ถ่ายรูปตู้คอนเทนเนอร์ ป้ายสัญลักษณ์ ตำแหน่งที่พบ แล้วโทรแจ้งสายด่วน 1650 (กรมควบคุมมลพิษ) 1196 (กรมเจ้าท่า) หรือ 1465 (ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล)

การปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สารอันตรายในตู้คอนเทนเนอร์อาจรวมถึงสารเคมีอุตสาหกรรม สีทาบ้าน หรือวัตถุไวไฟที่หากรั่วไหลจะปนเปื้อนทะเล ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปะการังและสัตว์น้ำ ซึ่งภูเก็ตเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ การแก้ไขเหตุการณ์นี้จึงต้องเร่งด่วน

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวที่ภูเก็ต

เหตุเรืออับปางครั้งนี้ไม่เพียงคุกคามความปลอดภัย แต่ยังเสี่ยงต่อการปนเปื้อนน้ำทะเล หากสารเคมีรั่วไหลจำนวนมาก อาจทำให้ชายหาดปิด การท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของภูเก็ตได้รับผลกระทบ นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบข่าวสารล่าสุดก่อนเดินทาง และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เจ้าหน้าที่กำลังเร่งเก็บกู้ตู้คอนเทนเนอร์ โดยใช้เรือลากและทีม专家ดำน้ำ

จากประสบการณ์เหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น เรืออับปางที่เกาะสมุยหรือพังงา พบว่าการแจ้งเบาะแสจากประชาชนช่วยเร่งกระบวนการแก้ไขได้มาก ดังนั้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงสำคัญยิ่ง

สรุปแล้ว เตือนห้ามใกล้ตู้คอนเทนเนอร์มีสารอันตราย เป็นคำเตือนที่ทุกคนในพื้นที่ภูเก็ตและใกล้เคียงต้องจำไว้ หากพบเห็นอย่าคิดเข้าไปดูใกล้ๆ แต่รีบถอยห่างและแจ้งทันที เพื่อปกป้องตัวเอง ครอบครัว และสิ่งแวดล้อม หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามอัปเดตจากหน่วยงานราชการ

เรียกดูดใจ: รักษาระยะห่าง 50 เมตร ชีวิตคุณจะปลอดภัย!

ที่มา – เตือนห้ามใกล้ “ตู้คอนเทนเนอร์” มีสารอันตราย หลังเรือบรรทุกสินค้าอับปางที่ภูเก็ต

แจ้งเตือน! ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น 11-12 ก.พ.

เพื่อนๆ สบายดีมั้ยครับ วันนี้มีข่าวสำคัญที่รัฐบาลออกมาแจ้งเตือนกันเลยทีเดียว นั่นคือฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ปริมณฑล และภาคตะวันออก โดยเฉพาะวันที่ 11-12 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ถ้าคุณอาศัยอยู่ในโซนเหล่านี้ ต้องเตรียมตัวรับมือด่วนเลยนะ เพราะฝุ่นตัวนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้เปิดเผยผ่านศูนย์สื่อสารการแก้ไขมลพิษทางอากาศ (ศกพ.) ของกรมควบคุมมลพิษ ว่าสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นจากอิทธิพลของลมตะวันออกที่พัดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน พัดพาหมอกควันข้ามแดนเข้ามาแบบเต็มๆ แถมยังมีจุดความร้อนในกัมพูชาถึง 4,462 จุด ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่เริ่มฤดูการเผาไหม้ ส่งผลให้พื้นที่ท้ายลมอย่างกทม. ปริมณฑล ชลบุรี ระยอง สระแก้ว ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา ได้รับผลกระทบหนัก

ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น สาเหตุหลักจากอะไรบ้าง?

มาดูสาเหตุกันแบบละเอียดเลยครับ สิ่งที่ทำให้ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นในครั้งนี้ มีปัจจัยหลัก 2 อย่างใหญ่ๆ คือ

  • ลมตะวันออกพัดแรง: ลมจากทางตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะจากกัมพูชาและลาว พัดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน เข้ามาในไทย ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูง
  • จุดความร้อนพุ่งสูง: พบจุดฮอตสปอตในกัมพูชาเยอะมาก 4,462 จุด กิจกรรมการเผาในที่โล่ง การเกษตร และป่าไม้ ทำให้ควันลอยข้ามแดนมาเต็มๆ

นอกจากนี้ ในไทยเองก็มีปัจจัยเสริม เช่น การจราจรหนาแน่นในกทม. และการเผาในพื้นที่เกษตร ทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่ลง รัฐบาลจึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคตะวันออก ให้เข้มงวดควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ ห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาด

พื้นที่เสี่ยงหลักที่ต้องระวัง

พื้นที่ที่ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นมากที่สุด ได้แก่

  • กรุงเทพมหานครและปริมณฑลทั้งหมด
  • จังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว ปราจีนบุรี
  • ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ระยอง ศรีราชา

ฝุ่น PM 2.5 กระทบสุขภาพยังไง ต้องป้องกันอย่างไร?

ฝุ่น PM 2.5 เป็นตัวร้ายที่เข้าไปสะสมในปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ส่งผลให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด หัวใจวาย โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคประจำตัว กระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้

  • งดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น
  • สวมหน้ากาก N95 หรือ KN95 เมื่อต้องออกจากบ้าน
  • ปิดประตูหน้าต่าง เปิดเครื่องฟอกอากาศ
  • ดื่มน้ำมากๆ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ

วิธีติดตามสถานการณ์ฝุ่นแบบเรียลไทม์

อย่าพึ่งข่าวเก่าๆ นะครับ ติดตามคุณภาพอากาศได้ฟรีที่ Air4Thai.pcd.go.th หรือแอป Air4Thai บนมือถือ จะมีข้อมูลค่าฝุ่นแบบสดๆ แบ่งโซนละเอียด แถมมีสีเตือนแดงเหลืองเขียวชัดเจน ช่วยวางแผนวันได้ดีเลย

ในมุมมองของผม สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นทุกปี แต่ปีนี้ดูรุนแรงเพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ รัฐบาลทำดีแล้วที่แจ้งเตือนล่วงหน้า แต่เราทุกคนต้องช่วยกันลดการใช้รถส่วนตัว 改ใช้ขนส่งสาธารณะ และหยุดเผาขยะ จะช่วยลดฝุ่นได้เยอะ

สุดท้ายนี้ ช่วงฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นแบบนี้ ขอให้เพื่อนๆ ดูแลสุขภาพตัวเองและคนที่รักให้ดี ถ้าคุณมีเคล็ดลับป้องกันฝุ่นเจ๋งๆ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้คนอื่นรับรู้ด้วย จะได้ช่วยกันผ่านพ้นไปได้!

ที่มา – รัฐบาล แจ้งเตือน กทม.-ปริมณฑล-ภาคตะวันออก ฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้น 11-12 ก.พ. นี้

กรมควบคุมมลพิษแจงปล่อยน้ำเสียพัทยา ผู้รับสารภาพ

วันนี้เรามีอัปเดตข่าวด่วนที่หลายคนรอคอย นั่นคือกรณีกรมควบคุมมลพิษ แจงเหตุปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา ผู้ก่อเหตุรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ซึ่งเกิดขึ้นที่หาดจอมเทียน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี หาดสวยงามที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก กลับต้องเผชิญกับปัญหาน้ำเสียและสิ่งปฏิกูลถูกปล่อยลงทะเล สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

กรมควบคุมมลพิษ แจงเหตุปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา ผู้ก่อเหตุรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 หน่วยงานได้มอบหมายให้กองกฎหมายและสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 13 (ชลบุรี) ติดตามความคืบหน้าคดีนี้อย่างใกล้ชิด ผู้กระทำผิดคือผู้รับจ้างโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ชายหาดจอมเทียน ซึ่งถูกแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว โดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยากำลังเร่งรัดกระบวนการ

รายละเอียดข้อกล่าวหาหลัก 3 ข้อ

ผู้กระทำผิดถูกดำเนินคดีใน 3 ฐานความผิดหลัก ดังนี้

  • ข้อหาที่ 1: ฝ่าฝืนประกาศกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมบริเวณอำเภอบางละมุงและอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ห้ามปล่อยของเสียหรือมลพิษลงแหล่งน้ำหรือทะเลโดยไม่บำบัดตามมาตรฐาน โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 44, 45 ประกอบมาตรา 100
  • ข้อหาที่ 2: ทิ้งหรือเทสิ่งปฏิกูลลงทะเลภายในน่านน้ำไทย ทำให้เกิดการตกตะกอนหรือสกปรกโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 119
  • ข้อหาที่ 3: จากกรมประมง ปล่อยหรือทิ้งสิ่งอันตรายลงที่จับสัตว์น้ำ ทำให้เกิดมลพิษอันตรายต่อสัตว์น้ำ โทษปรับหนัก 300,000 – 500,000 บาท ตาม พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 58 (3) และ (4) ประกอบมาตรา 140

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังสอบปากคำเจ้าหน้าที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อม และผู้ก่อเหตุก็รับสารภาพทุกข้อหาแล้ว ซึ่งเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดของหน่วยงานรัฐในการบังคับใช้กฎหมาย

กระบวนการคดีกำลังดำเนินไป โดยพนักงานสอบสวนจะสอบเพิ่มเติมและส่งฟ้องอัยการตามขั้นตอน กรมควบคุมมลพิษจะติดตามคุณภาพน้ำทะเลและความคืบหน้าคดีต่อเนื่อง เพื่อให้หาดจอมเทียนกลับมาสะอาดงามดังเดิม

ปัญหาการปล่อยน้ำเสียลงทะเลแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกในพัทยา แต่ครั้งนี้หน่วยงานตอบสนองรวดเร็ว ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น สิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเลเป็นสมบัติของชาติ โดยเฉพาะที่พัทยาที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล หากปล่อยปละละเลย ผลกระทบจะรุนแรงทั้งระบบนิเวศ สัตว์ทะเล และสุขภาพนักท่องเที่ยว

เราควรตระหนักถึงความรับผิดชอบ หากเห็นการกระทำผิดแบบนี้ ช่วยแจ้งเบาะแสหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกรมควบคุมมลพิษ hotline 1655 เพื่อปกป้องทะเลไทย

สรุปแล้ว กรณีกรมควบคุมมลพิษ แจงเหตุปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา ผู้ก่อเหตุรับสารภาพทุกข้อกล่าวหานี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ คาดว่าผู้กระทำผิดจะถูกลงโทษอย่างหนักเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – กรมควบคุมมลพิษ แจงเหตุปล่อยน้ำเสียลงทะเลพัทยา ผู้ก่อเหตุรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

Scroll to top