กรมธนารักษ์

กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์

เชื่อว่าหลายคนที่เคยต้องไปติดต่อราชการเพื่อขอเอกสารสำคัญต่างๆ คงจะทราบดีถึงความเหนื่อยล้า ทั้งการเสียเวลาเดินทาง การต่อคิว รวมถึงค่าใช้จ่ายจิปาถะ แต่ล่าสุดถือเป็นข่าวดีของคนไทยทุกคนครับ เมื่อ กรมธนารักษ์ ได้ประกาศยกระดับบริการสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า "D-Value" ซึ่งเป็นระบบบริการขอใบรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินออนไลน์ที่สะดวกและรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์

การเปิดตัว กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์ ในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความโปร่งใสให้แก่ประชาชน โดยหัวใจสำคัญคือการที่ท่านไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงสำนักงานธนารักษ์พื้นที่อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงิน การจำนอง หรือการทำสัญญาต่างๆ ข้อมูลราคาประเมินที่สำคัญจะถูกส่งตรงถึงมือท่านผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมาตรฐานการรับรองถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมต้องใช้งาน D-Value จากกรมธนารักษ์

นอกจากความสะดวกรวดเร็วแล้ว บริการ กรมธนารักษ์เปิดตัว D-Value ขอใบรับรองราคาประเมินออนไลน์ ยังช่วยให้ประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลาอย่างเห็นได้ชัด โดยจุดเด่นที่น่าสนใจมีดังนี้ครับ:

  • ใช้งานง่าย: เพียงแค่มีแอปพลิเคชัน ThaiD หรือ เป๋าตัง ก็สามารถยืนยันตัวตนได้ทันที
  • ไร้รอยต่อ: มีระบบแผนที่ดาวเทียมที่สามารถค้นหาที่ดินหรือห้องชุดได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลขที่โฉนดแม่นยำตั้งแต่แรก
  • ไม่มีค่าใช้จ่าย: บริการนี้ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดๆ ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกัน
  • รวดเร็ว: ใช้เวลาเพียง 10 นาที เอกสารรับรองก็จะถูกส่งเข้าอีเมลของท่านทันที

ขั้นตอนการใช้งานนั้นง่ายสุดๆ เริ่มจากเข้าสู่เว็บไซต์ที่ official ของกรมธนารักษ์ จากนั้นเลือกเมนู D-Value ระบบจะให้ท่านยืนยันตัวตนผ่าน ThaiD หรือเป๋าตัง เพื่อความปลอดภัยของข้อมูล จากนั้นค้นหาที่ดินหรือห้องชุดที่ต้องการผ่านแผนที่ดาวเทียม หรือกรอกข้อมูลเลขที่โฉนด หลังจากตรวจสอบรายการและกดยืนยัน อีเมลของท่านก็จะมีเอกสารสำคัญที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องอิเล็กทรอนิกส์ส่งให้ภายในไม่กี่นาทีครับ

ผมมองว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ของกรมธนารักษ์ไม่เพียงแต่จะช่วยลดขั้นตอนราชการเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าภาครัฐไทยกำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ เข้าสู่ยุคที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริง หากคุณมีที่ดินหรือกำลังวางแผนทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ผมแนะนำให้ลองเข้าไปใช้งานระบบนี้ดูนะครับ เพราะมันจะเปลี่ยนภาพจำเรื่องการติดต่อราชการที่น่าเบื่อไปอย่างสิ้นเชิง

ที่มา – “กรมธนารักษ์” เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ “D-Value” ขอใบรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินออนไลน์

ปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค

ข่าวดีสำหรับคนเดินทาง! ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงการคลังได้ร่วมมือกันปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาพื้นที่สนามบินให้ดียิ่งขึ้น บอกเลยว่างานนี้ผู้โดยสารอย่างเราได้ประโยชน์เต็มๆ เพราะสนามบินจะมีร้านค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบโจทย์มากขึ้นอย่างแน่นอน

ปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค

การปรับเปลี่ยนในครั้งนี้ถือเป็นการบูรณาการรัฐครั้งใหญ่ เพื่อให้กรมท่าอากาศยาน (ทย.) สามารถบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ภายในสนามบินทั้ง 28 แห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องติดขัดเรื่องขั้นตอนยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งเป้าหมายคือการผลักดันรายได้ปีละ 600 ล้านบาท เพื่อนำกลับมาพัฒนาสนามบินและสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตตามนโยบาย Airport for Regional Development

รายละเอียดการปล่อยเช่าพื้นที่และผลตอบแทนที่จะได้รับ

นอกจากจะมีมาตรการปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค แล้ว ยังมีการปรับเกณฑ์สัญญาเช่ากับเอกชนให้ยาวขึ้นสูงสุดถึง 30 ปี เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • พื้นที่ภายในอาคาร: เช่าได้สูงสุด 10 ปี (ร้าน Duty Free ได้สูงสุด 15 ปี)
  • พื้นที่ภายนอกอาคารไม่เกิน 2 ไร่: เช่าได้สูงสุด 20 ปี
  • พื้นที่ภายนอกอาคารเกิน 2 ไร่ขึ้นไป: เช่าได้สูงสุด 30 ปี

ด้วยสัญญาที่ยาวขึ้นนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุนสร้างร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือศูนย์บริการใหม่ๆ ได้อย่างมั่นใจ ซึ่งจะเปลี่ยนสนามบินภูมิภาคให้กลายเป็นจุดเช็คอินและศูนย์กลางเศรษฐกิจของจังหวัดนั้นๆ ได้อย่างแท้จริงครับ

ในฐานะนักเดินทาง ผมมองว่านี่คือสัญญาณที่ดีมาก เพราะหลายครั้งที่เราไปสนามบินต่างจังหวัด เรามักจะพบแค่ความเงียบเหงาหรือตัวเลือกที่จำกัด แต่ถ้าเอกชนเข้ามาบริหารพื้นที่ได้เต็มที่ เราจะเห็นความคึกคักมากขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้วิสาหกิจชุมชนได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าของดีประจำจังหวัดอีกด้วย ถือเป็นการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ ครับ

ที่มา – ปลดล็อก คมนาคม-การคลัง มอบอำนาจกรมท่าอากาศยานบริหารที่ราชพัสดุ 28 สนามบินภูมิภาค

ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีที่มีหน่วยงานรัฐบางแห่งพบปัญหาเจ้าหน้าที่นำยานพาหนะส่วนตัวมาใช้สวัสดิการของหลวง โดยเฉพาะพฤติกรรมการนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวไปชาร์จไฟในที่ทำการราชการ ล่าสุด ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้เสนอแนวทางให้ทุกหน่วยงานรัฐถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยการดูแลเรื่องการใช้ไฟฟ้านั้นไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับระเบียบวินัยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจัดการสวัสดิการภายในส่วนราชการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

มาตรการคุมเข้ม ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมธนารักษ์ได้มีการออกมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในที่ราชพัสดุ โดยสาระสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องทำความเข้าใจมีดังนี้:

  • การติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าต้องเป็นไปเพื่อกิจการราชการหรือสวัสดิการที่เหมาะสมเท่านั้น
  • เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่ใช้ทรัพย์สินของหลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
  • หากพบการฝ่าฝืน จะมีการพิจารณาความผิดตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับวินัยข้าราชการ
  • หัวหน้าหน่วยงานต้องมีหน้าที่กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเจ้าหน้าที่นำรถส่วนตัวมาใช้ไฟหลวงโดยมิได้รับอนุญาต

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วรถยนต์ไฟฟ้าของราชการล่ะ? คำตอบคือสามารถใช้งานได้ตามปกติครับ แต่ต้องเป็นไปตามแนวทางที่กรมธนารักษ์และหน่วยงานต้นสังกัดกำหนดไว้ การที่ ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง ในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรส่วนรวมด้วยความระมัดระวัง เพราะเงินภาษีทุกบาทมีค่าและควรถูกนำไปพัฒนาประเทศมากกว่าการใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ในมุมมองของเรา การมีระเบียบที่ชัดเจนเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะนอกจากจะลดความสับสนในการปฏิบัติงานแล้ว ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีให้กับภาครัฐอีกด้วย หากท่านเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ ก็ควรศึกษาข้อบังคับเหล่านี้ไว้เพื่อความสบายใจและหลีกเลี่ยงปัญหาทางวินัยที่อาจตามมาในภายหลังได้

ที่มา – ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐ นำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวชาร์จไฟหลวง

เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ประวัติไม่ธรรมดา เรียนดีได้ทุนตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ผ่านทั้งงานธนาคารในไทยและธนาคารโลก ผลงานเข้าตา “อนุทิน” จนถูกคว้าตัว จากอธิบดีกรมธนารักษ์ ผงาดให้นั่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใน ครม.อนุทิน 1

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดให้คนนอกนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 ตำแหน่ง 1 ในนั้น คือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางใด

ประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”

สำหรับนายเอกนิติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ และยังพ่วงตำแหน่ง กรรมการ และประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด รวมถึงเป็นกรรมการบริหาร Tax Inspectors Without Borders (TIWB) , OECD & UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME (UNDP) กรรมการและกรรมการบริหารวชิราวุธวิทยาลัย และยังเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย NIDA ด้วย

ส่วนการศึกษา นายเอกนิติ จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์) จากนั้นได้ทุนรัฐบาลไทย ก.พ. ไปเรียนปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก University of ILLINOIS at Urbana-Champaign และได้ทุนเดียวกันเรียนปริญญาเอก ในสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัย Claremont Graduate University ประเทศสหรัฐ ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กเรียนดี ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัย Illinois และยังได้รางวัลนักเรียนทุนดีเด่น ของสำนักงาน ก.พ. รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งแห่งปี 2552 และรางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดีเด่นแห่งปี 2561 สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ และรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะเศรษฐศาสตร์ และของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2567 นอกจากนี้นายเอกนิติ ยังเป็นนักรักบี้ฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย และประธานชุมนุมรักบี้ฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

ขณะที่ประสบการณ์ทำงาน เริ่มต้นการทำงานที่ ธนาคารโลก ในสหรัฐอเมริกา ในตำแหน่ง Senior Advisor to Executive Director ต่อมาได้เป็น โฆษกกระทรวงการคลัง ก่อนจะถูกไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูต (ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง) ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป อีกทั้งยังเคยเป็น ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

จากนั้นในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสินได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอธิบดีกรมสรรพากร ก่อนจะถูกสั่งเด้งลงมาให้นั่งในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรสามิต กระทรวงการคลัง โดยให้นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรสามิต ไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ต่อมาในรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ถูกสั่งย้ายอีกครั้งไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์

ส่วนประสบการณ์ในฐานะประธานกรรมการ เคยเป็นทั้ง ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) และประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) กรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรรมการ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

นายเอกนิติยังมี ผลงานที่โดดเด่นคือการนำระบบ Digital มายกระดับกรมสรรพากรและกรมสรรสามิต ในการบริการประชาชนจนได้รับ รางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นจากรัฐบาล ประจำปี 2566 และรางวัลระดับ นานาชาติ Digital Government Award ในเอเชียโอเชียเนีย ในปี2565 รับรางวัล Thailand Digital Transformation Award ในปี 2564 และยังเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนใหม่ของภาครัฐ ช่วยลดภาระหนี้ของประเทศ เป็นผู้นำในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยการนำระบบสรรหาและคัดเลือกกรรมการ โดยนำสมรรถนะ Skill Matrix มาใช้ รวมถึงยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและออกแบบระบบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค และประมาณการเศรษฐกิจ ให้แก่ กระทรวงการคลัง

อนาคตของเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นความหวังใหม่ของหลายฝ่าย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมา ทำให้หลายคนเชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ หรือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

การจับตาดูนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะนำมาใช้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนั่นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

ในภาพรวมแล้ว การได้รับการแต่งตั้งของนาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเขาจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่

ที่มา – เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง ใน ครม.อนุทิน 1

Scroll to top