กรมประมง

ปิดอ่าวไทย 3 เดือน 3 จังหวัด พลิกฟื้นทรัพยากรประมง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกท่านที่สนใจเรื่องประมงและทะเลไทย วันนี้เราจะมาพูดถึงข่าวดีที่กำลังเป็นกระแส นั่นคือ ปิดอ่าวไทย 3 เดือน 3 จังหวัด พลิกฟื้นทรัพยากรประมง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นมาตรการที่รัฐบาลและกรมประมงผลักดันอย่างจริงจัง ช่วยให้พี่น้องชาวประมงมีอนาคตที่มั่นคงมากขึ้น

ปิดอ่าวไทย 3 เดือน 3 จังหวัด พลิกฟื้นทรัพยากรประมง สร้างความมั่นคงทางอาหารยั่งยืน

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อเป็นประธานในพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยประจำปี 2569 โดยมีนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และพี่น้องชาวประมงจำนวนมากมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำชุมพร อ.เมืองชุมพร

มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักวิชาการและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องแหล่งวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อนของสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ปลาทู กุ้ง และอื่นๆ

ขอบเขตและระยะเวลาของการปิดอ่าวไทย 3 เดือน 3 จังหวัด พลิกฟื้นทรัพยากรประมง

อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า มาตรการครอบคลุมพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง แบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก ดังนี้

  • 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2569: ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี
  • 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569: บริเวณตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล้ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามแผนที่ประกาศ

จังหวัดหลักที่ได้รับผลกระทบคือ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็น 3 จังหวัดหลักในมาตรการนี้

ผลลัพธ์และประโยชน์จากการปิดอ่าวไทย

จากข้อมูลปี 2568 พบว่าหลังมาตรการสิ้นสุด อัตราการจับสัตว์น้ำต่อหน่วยความพยายาม (CPUE) เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จาก 198 กิโลกรัมต่อวันในปี 2567 เป็น 276 กิโลกรัมต่อวันในปี 2568 นอกจากนี้ ยังพบปลาทูขนาดเล็กเพิ่มขึ้น สะท้อนการฟื้นตัวของทรัพยากรตามวงจรชีวิตธรรมชาติ

  • ลดการจับพ่อแม่พันธุ์ ลดประสิทธิภาพการประมงที่เกินสมควร
  • เพิ่มโอกาสขยายพันธุ์ในธรรมชาติ สร้างสมดุลระบบนิเวศ
  • เสริมรายได้ชาวประมงระยะยาว และความมั่นคงทางอาหารของชาติ

กรมประมงปรับปรุงประกาศเพิ่ม 4 ฉบับในปี 2568 เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

กิจกรรมเด่นในพิธีประกาศใช้มาตรการ

นอกจากประกาศอย่างเป็นทางการ ยังมีพิธีบวงสรวงพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อสิริมงคล ร.อ.ธรรมนัสได้ปล่อยขบวนเรือตรวจการ 14 ลำ ออกปฏิบัติการเฝ้าระวัง รวมถึงปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 502,300 ตัว (กุ้งกุลาดำ 500,000 ตัว และปลากระบอกดำ 2,300 ตัว) และมอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุน 13 ชุมชนประมงใน 3 จังหวัด

งานยังมีนิทรรศการน่าสนใจ เช่น ข้อมูลประเมินผลมาตรการ การแสดงระยะไข่ปลาทู ระบบ VMS ติดตามเรือประมง แอป Fisheries Next สินค้าประมงแปรรูปธงเขียว และบูท “ทะเลหยุดพัก สตรีรักษ์คุณค่า” ที่ช่วยสร้างรายได้ให้แม่บ้านในช่วงปิดอ่าว

มาตรการ ปิดอ่าวไทย 3 เดือน 3 จังหวัด พลิกฟื้นทรัพยากรประมง ถือเป็นกลไกสำคัญที่พิสูจน์ผลสำเร็จแล้ว หากชาวประมงทุกคนร่วมมือ ไม่ลักลอบจับ ทะเลอ่าวไทยจะฟื้นตัวได้เร็วขึ้น สร้างความยั่งยืนให้ลูกหลานเรา ลองนึกภาพทะเลที่เต็มไปด้วยปลาใหญ่ๆ อุดมสมบูรณ์ ชาวประมงมีรายได้ดีแบบไม่ต้องออกทะเลไกลๆ นี่คือโอกาสทอง! มาสนับสนุนและปฏิบัติตามมาตรการนี้กันเถอะครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ชาวประมงรับรู้ด้วยนะ

ที่มา – ปิดอ่าวไทย 3 เดือน 3 จังหวัด พลิกฟื้นทรัพยากรประมง สร้างความมั่นคงทางอาหารยั่งยืน

กรมประมงประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางปี 2569 ฟื้นฟูสัตว์น้ำ

กรมประมงประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลางปี 2569 เพื่อคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลให้อุดมสมบูรณ์ ชาวประมงและประชาชนที่สนใจเรื่องประมงยั่งยืนต้องรู้ข้อมูลนี้เลยนะครับ มาตรการนี้จะช่วยให้สัตว์น้ำเศรษฐกิจอย่างปลาทูและชนิดอื่นๆ มีโอกาสสืบพันธุ์ได้เต็มที่ สร้างสมดุลให้ทะเลไทยกลับมาดีเหมือนเดิม

ปิดอ่าวไทยตอนกลางปี 2569: เป้าหมายหลักคืออะไร

อ่าวไทยตอนกลางเป็นแหล่งสำคัญของสัตว์น้ำมีค่าเศรษฐกิจมากมาย ปิดอ่าวไทยตอนกลางปี 2569 แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา เพื่อปกป้องสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน โดยครอบคลุมบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ระบุว่ามาตรการนี้ใช้มานาน เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรให้ยั่งยืน พร้อมศึกษาวิจัยปรับปรุงขอบเขต พื้นที่ เวลา และเครื่องมือประมงที่อนุญาต

ช่วงเวลาการปิดอ่าวไทยตอนกลางปี 2569

ช่วงที่ 1: 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2569 คุ้มครองพ่อแม่พันธุ์ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ ประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก สุราษฎร์ธานี

ช่วงที่ 2: 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 สำหรับลูกพันธุ์ โดยเฉพาะปลาทู ให้เติบโตชายฝั่ง

เขตมาตรการที่ 3: ต่อเนื่องช่วง 2 ตั้งแต่แหลมเขาม่องไล้ถึงหัวหิน ปกป้องลูกปลาทูเคลื่อนเข้าอ่าวไทยรูปตัว ก

ประกาศกรมประมงที่เกี่ยวข้อง

  • ประกาศกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2568 (22 ม.ค. 2568)
  • ประกาศกำหนดพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2568 (22 ม.ค. 2568)
  • ประกาศ (ฉบับที่ 2) จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2568 (10 ก.พ. 2568)
  • ประกาศ (ฉบับที่ 2) จ.ประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2568 (10 ก.พ. 2568)

ปี 2568 ปรับปรุงเรื่องอวนติดตาและอวนครอบช้อนหมึกใช้ปั่นไฟ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ผลการประเมินมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางปี 2569

จากข้อมูลวิชาการ เขต 1 พบปลาทูขนาดใหญ่พร้อมสืบพันธุ์ ดัชนีสมบูรณ์เพศ >80% หลังมาตรการ CPUE อวนล้อมปั่นไฟเพิ่มจาก 1,843 เป็น 3,339 กก./วัน

เขต 2: หลังปิด ปลาทู 10-16 ซม. CPUE สูงสุด 3,750 กก./วัน

เขต 3: ปลาทู 15-17 ซม. CPUE สูงเช่นกัน ยืนยันมาตรการเหมาะสม สร้างประชากรใหม่ยั่งยืน

กรมประมงขอบคุณชาวประมงที่ร่วมมือ ขับเคลื่อน Fisheries Connect for Sustainability เพื่อทะเลอุดมสมบูรณ์ มั่นคงอาหาร คุณภาพชีวิตชาวประมง

มาตรการ ปิดอ่าวไทยตอนกลางปี 2569 เป็นก้าวสำคัญ ถ้าทุกคนช่วยกันปฏิบัติ จะเห็นผลดีในอนาคต ลองแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนชาวประมงรับรู้ และติดตามข่าวประมงยั่งยืนจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลดีๆ นะครับ!

ที่มา – “กรมประมง” ประกาศ “ปิดอ่าวไทยตอนกลางปี 2569” คุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศ

ห้าม! เรือประมงไทย ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

กรมประมงออกประกาศเตือน ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำให้ปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงทุกคน สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความตึงเครียด การหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ กรมประมงยังแนะนำให้ใช้แอปพลิเคชัน “Fisheries Next” เพื่อประเมินเส้นทางเดินเรือและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กรมประมงมีความห่วงใยพี่น้องชาวประมงเป็นอย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการและเรือประมงทุกลำเพิ่มความระมัดระวังในการทำประมงบริเวณใกล้เขตชายแดน โดยเน้นย้ำให้เรือประมงทุกลำปฏิบัติตามประกาศของหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่สภาวะปกติ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมง จึงได้สั่งการเร่งด่วนให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง ยกระดับการเฝ้าระวังและติดตามตำแหน่งเรือประมง ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน โดยได้ดำเนินการ 3 มาตรการสำคัญดังนี้:

  1. ดำเนินการส่งข้อความ (SMS) แจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” บนโทรศัพท์มือถือของเจ้าของเรือประมง เพื่อให้ผู้ประกอบการเรือประมงทุกประเภท ทุกลำ ที่ทำการประมงในเขตทะเลอ่าวไทย เพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และทำการประมงโดยเฉพาะในบริเวณใกล้เขตแดนไทย-กัมพูชา
  2. ตั้งค่าการแจ้งเตือน เฝ้าระวัง ผ่านระบบ VMS Tracking ภายใต้หลักป้องกันล่วงหน้า หากตรวจพบเรือประมงลำใดมีเส้นทางการเดินเรือเข้าใกล้แนวเขตระยะ 5 ไมล์ทะเลนับจากเส้นแนวเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังเจ้าของเรือประมง เพื่อแจ้งเตือนเป็นรายลำให้ระมัดระวังในการเดินเรือ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกเรือและทรัพย์สินเป็นสำคัญ และให้หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงที่อาจเกิดอันตราย หรืออาจมีผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดซึ่งอาจเกิดขึ้นระหว่างการทำประมงในทะเล
  3. ขอความร่วมมือชาวประมง หากพบเห็นเรือรบหรือกองกำลังทางเรือของกองทัพเรือกัมพูชาในบริเวณใกล้เคียง ขอให้แจ้งข้อมูลมายังศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง (FMC) หรือ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้าออกที่ใกล้ที่สุดทันที เพื่อจะได้ประเมินสถานการณ์และแจ้งกองทัพเรือของไทยดำเนินมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

กรมประมงพร้อมดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของผู้ประกอบการเรือประมงทุกลำ ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และขอความร่วมมือให้ติดตามประกาศและคำแนะนำจากหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในทะเลได้อย่างปลอดภัยจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถติดตามและตรวจสอบพิกัดตำแหน่งเรือของตนได้อย่างสะดวกและแม่นยำ ผ่านแอปพลิเคชัน “Fisheries Next” ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการเฝ้าระวัง และติดตามเรือประมงในทะเล หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ FMC ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ID : @114velss และ Facebook Page : กองบริหารจัดการเรือประมงและการทำการประมง กรมประมง รวมทั้งช่องทางการประชาสัมพันธ์ข่าวของ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) อีกทางด้วย อธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้าย

ทำไมถึงต้อง ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา?

เหตุผลหลักที่ ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องชาวประมงเอง สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการทำประมงและก่อให้เกิดอันตรายได้ การปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงและการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การใช้แอปพลิเคชัน Fisheries Next เป็นเครื่องมือช่วยในการประเมินสถานการณ์และวางแผนการเดินเรือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ การแจ้งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังฯ ทราบเมื่อพบเห็นสิ่งผิดปกติก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

กรมประมงมีความห่วงใยและพร้อมให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงอย่างเต็มที่ การปฏิบัติตามมาตรการที่กรมประมงกำหนดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ทุกท่านสามารถทำการประมงได้อย่างปลอดภัย หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมประมงได้ตลอดเวลา พวกเราพร้อมให้การสนับสนุนและดูแลทุกท่าน

พี่น้องชาวประมงถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ กรมประมงตระหนักถึงความสำคัญนี้และพร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างทุกท่านในการเผชิญกับทุกสถานการณ์

ที่มา – ห้าม! เรือประมงไทยทุกลำ เดินเรือใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

กรมประมงแจงดราม่าเรือท่องเที่ยวตกปลา ใช้เบ็ด 3 คัน

กรมประมงแจงดราม่าเรือท่องเที่ยวตกปลา ใช้เบ็ด 3 คัน

กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน กำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียช่วงนี้ หลายคนเข้าใจผิดว่ากฎนี้จะกระทบต่อนักตกปลาสมัครเล่นทั่วไป แต่จริงๆ แล้ว มันใช้เฉพาะกับเรือท่องเที่ยวที่ให้บริการจับสัตว์น้ำเท่านั้นนะครับ ไม่ได้ห้ามใครตกปลาด้วยเบ็ดหลายคันแบบส่วนตัวหรอก วันนี้เรามาไขข้อสงสัยกันให้ชัดเจน ว่าการประกาศนี้มีที่มาที่ไปยังไง และจะส่งผลต่อวงการท่องเที่ยวตกปลายังไงบ้าง

กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

จากโพสต์และคอมเมนต์ที่แพร่กระจายในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับร่างประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดเครื่องมือ จำนวนและประเภทของอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ตลอดจนเงื่อนไขสำหรับเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2568 โดยเฉพาะข้อที่บอกว่าใช้เบ็ดมือไม่เกิน 3 คันต่อคน ทำให้หลายคนกังวลว่าจะถูกจำกัดกิจกรรมตกปลาที่ตัวเองชื่นชอบ นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้วครับ

ที่มาของเรื่องนี้มาจากกลุ่มผู้ประกอบการเรือตกปลาในจังหวัดสงขลา ที่ขอให้กรมประมงช่วยเปิดการจดทะเบียนเรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ เพื่อให้สามารถประกอบธุรกิจได้ถูกกฎหมายมากขึ้น การจดทะเบียนนี้ต้องประสานงานกับกรมเจ้าท่า และกรมประมงต้องออกประกาศกำหนดเครื่องมือที่ใช้ก่อน โดยคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวในสภาฯ ก็เห็นด้วยว่าควรส่งเสริมให้จดทะเบียนเรือประเภทนี้ เพื่อกำกับดูแลให้ชัดเจนและสนับสนุนการท่องเที่ยว

สาระสำคัญของร่างประกาศกรมประมง

ร่างประกาศนี้บังคับใช้เฉพาะ “เรือท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ” เท่านั้นนะครับ ไม่เกี่ยวกับเรือประมงพาณิชย์หรือกิจกรรมตกปลาส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้เรือใหญ่ อาศัยอำนาจจากข้อบังคับกรมเจ้าท่า พ.ศ. 2561 ที่กำหนดประเภทเรือสำหรับสันทนาการและท่องเที่ยว โดยเครื่องมือที่อนุญาตมีดังนี้:

  • เบ็ดมือ: ไม่เกิน 3 คันต่อคน เพื่อควบคุมไม่ให้จับสัตว์น้ำมากเกินไปและรักษาสมดุลระบบนิเวศ
  • ดวงไฟ: ขนาดไม่เกิน 500 วัตต์ กำลังไฟรวมไม่เกิน 3,000 วัตต์ ไม่จำกัดจำนวน แต่ห้ามใช้ใต้น้ำล่อปลา
  • แห: ขนาดตาอวนไม่น้อยกว่า 3.2 ซม. ไม่เกิน 2 ปากต่อลำเรือ
  • สวิง: ไม่เกินจำนวนคันเบ็ด ใช้กับเบ็ดมือเท่านั้น

นอกจากนี้ ยังกำหนดระยะเวลา 6 เดือน สำหรับจดทะเบียนหรือเปลี่ยนประเภทเรือเป็นท่องเที่ยวจับสัตว์น้ำ นับจากวันที่ประกาศมีผล กรมประมงได้จัดทำร่างนี้โดยพิจารณาข้อมูลทางวิชาการ กฎหมาย และปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเปิดรับฟังความเห็นผ่าน LAW.go.th ระหว่าง 25 สิงหาคม – 8 กันยายน 2568 ปัจจุบันกำลังสรุปผลเพื่อปรับปรุงให้เหมาะสม

การออกประกาศนี้ไม่ใช่การห้าม แต่เป็นการกำกับดูแลเพื่อให้ธุรกิจเรือท่องเที่ยวตกปลาเติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่กระทบต่ออาชีพประมงพื้นบ้านหรือนักตกปลาสมัครเล่นทั่วไป หากคุณเป็นเจ้าของเรือท่องเที่ยวในพื้นที่ชายฝั่ง อย่างสงขลาหรือที่อื่นๆ นี่คือโอกาสดีที่จะจดทะเบียนให้ถูกต้องและรับ tourists มาสัมผัสประสบการณ์ตกปลาแบบปลอดภัย

ในมุมมองของผม การจำกัดเบ็ด 3 คันต่อคน ดูสมเหตุสมผล เพราะช่วยป้องกันการจับปลามากเกินไป ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในทะเลไทย ถ้าทุกคนทำตามกฎ เราจะรักษาปลาและทะเลให้ลูกหลานได้ยาวนานขึ้น ลองคิดดูสิ ถ้าเรือท่องเที่ยวตกปลาเติบโต จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงาน และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชอบกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมแบบนี้

ถ้าคุณสนใจอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายประมงหรือธุรกิจเรือท่องเที่ยว ลองติดตามข่าวจากกรมประมง หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับดราม่านี้บ้าง จะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน!

ที่มา – กรมประมง แจงดราม่า (ร่าง) ประกาศ “เรือท่องเที่ยวตกปลา” ใช้เบ็ดได้ไม่เกิน 3 คัน/คน

Scroll to top