กรมศุลกากร

ศุลกากรรวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีมาบอกกันแบบเป็นกันเองเลยนะ เรื่อง ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ นี่เอง! กรมศุลกากรบ้านเรานี่แหละ ทำงานเจ๋งมาก ร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จับกุมชายชาวอินเดียที่พยายามลักลอบขนสัตว์ป่าออกไปได้สำเร็จ มูลค่าของกลางกว่า 2 แสนบาทเลยทีเดียว เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567 (ในเนื้อหาต้นฉบับเป็น 2569 คงพิมพ์ผิดนะครับ)

ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ

ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่านโยบายของรัฐบาลไทยเข้มงวดเรื่องนี้จริงๆ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้เร่งรัดสกัดกั้นการลักลอบค้าสัตว์ป่าทุกเส้นทางเลย ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง บูรณาการทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน ส่วนดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง ก็มอบนโยบายให้กรมศุลกากรทำงานร่วมกับหน่วยอื่นๆ เพิ่มความเข้มงวดในการนำเข้า-ส่งออก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้โลกเห็นว่าไทยจริงจังกับเรื่องนี้

ตามนโยบายนั้น อธิบดีกรมศุลกากร นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ และที่ปรึกษา นางนันท์ฐิตา ศิริคุปต์ สั่งให้ตรวจเข้มทุกทาง โดยเฉพาะที่สนามบิน ซุกในกระเป๋าผู้โดยสารนี่แหละอันตรายสุด

ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ ผู้ต้องหา

รายละเอียดการจับกุมศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ

นางสันธนี ไพรัตนากร ผู้อำนวยการศุลกากรตรวจผู้โดยสารสุวรรณภูมิ เล่าว่า ผู้ต้องหาคือชายสัญชาติอินเดีย กำลังจะบินไปโกลกาตา พวกเจ้าหน้าที่บุกตรวจ ก็เจอของกลางเพียบ! นี่คือรายการสัตว์ที่ถูกซุกซ่อนมา:

  • ชะนีมีชีวิต 1 ตัว
  • ซากชะนี 1 ตัว
  • กิ้งก่าคาเมเลี่ยนมีชีวิต 20 ตัว
  • เต่าญี่ปุ่นมีชีวิต 18 ตัว

มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท สัตว์พวกนี้อยู่ในบัญชีคุ้มครองตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 นะครับ ชะนีเป็นสัตว์ป่าประเภทที่หายาก กิ้งก่าคาเมเลี่ยนก็เป็นสัตว์แปลกที่นิยมค้าขายในตลาดมืด เต่าญี่ปุ่นก็เช่นกัน พวกนี้ถูกห้ามค้าขายเพราะเสี่ยงสูญพันธุ์และอาจนำโรคระบาดมาด้วย

ของกลางสัตว์ป่าจากการลอบขน

กฎหมายที่ผู้กระทำผิดต้องรับโทษ

การกระทำแบบนี้ผิดกฎหมายหลายฉบับเลยนะครับ เช่น

  • พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562
  • พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558
  • พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558
  • พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
  • และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

โทษหนักแน่นอน ปรับ จับ ต้องคืนสัตว์ให้ธรรมชาติด้วย

ทำไมต้องปราบปรามการลอบขนสัตว์ป่า?

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ สัตว์ป่าเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ ถ้าค้าขายกันแบบนี้ สัตว์จะสูญพันธุ์ ผลกระทบต่อธรรมชาติยาวๆ เช่น ป่าที่เสียสมดุล โรคระบาดแพร่จากสัตว์สู่คน (แบบโควิดนี่ไง) ไทยยังเป็นสมาชิก CITES ต้องรักษาภาพลักษณ์ด้วย การจับกุมแบบ ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ไทยไม่ยอมแพ้แน่นอน

ส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นข่าวที่ทำให้ภูมิใจในเจ้าหน้าที่มากๆ ถ้าทุกคนช่วยกันแจ้งเบาะาสงสัย ก็จะลดปัญหาได้เยอะ มาช่วยกันปกป้องสัตว์ป่าบ้านเรากันเถอะครับ!

เรียกร้องให้คุณ: ถ้าพบเห็นการลักลอบ แจ้งสายด่วนกรมอุทยาน 1302 หรือศุลกากรทันที สร้างความแตกต่างได้ตั้งแต่วันนี้!

ที่มา – ศุลกากร รวบผู้โดยสารลอบขนสัตว์ป่ามีชีวิตออกนอกประเทศ มูลค่ากว่า 2 แสนบาท

รัฐบาลจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาล็อตใหญ่

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสกันเลยนะครับ รัฐบาลจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ล็อตใหญ่สุดๆ กว่า 42,451 ชิ้น มูลค่าความเสียหายทะลุ 223 ล้านบาท! เป็นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ที่ทำให้พวกของปลอมแบรนด์ดังต้องสะดุดยับเยิน

รัฐบาลจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาล็อตใหญ่ เกิดขึ้นที่ไหนบ้าง?

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวสุดมันส์นี้ครับ โดยเป็นผลจากการปราบปรามสินค้าละเมิด IP ตามนโยบายรัฐบาล หน่วยงานที่ร่วมมือกันมี กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมศุลกากร และ สมอ. (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) สถานที่เกิดเหตุคือ สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือกรุงเทพ เขตปลอดอากรศรีราชา จ.ชลบุรี และด่านศุลกากรอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ช่วง 13 ม.ค. – 6 ก.พ. 2569

สินค้าที่โดนยึดส่วนใหญ่เป็นของปลอมแบรนด์ดังระดับโลก เช่น Louis Vuitton, Dior, Gucci, Prada, Balenciaga อะไรแบบนี้เลยครับ ประเภทกระเป๋า รองเท้า นาฬิกา น้ำหอม โช้คอัพรถ ผ้าเบรก และโคมไฟโซลาร์ไลท์ พวกนี้ไม่ใช่แค่ปลอมลิขสิทธิ์ แต่บางชิ้นยังไม่มีมาตรฐาน อาจอันตรายต่อผู้ใช้ได้นะ

รายละเอียดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ถูกจับกุม

  • กระเป๋าและรองเท้าแบรนด์หรู: ปลอมยับ ลายเหมือนของจริงแต่คุณภาพห่วย
  • นาฬิกาและน้ำหอม: กลิ่นและงานไม่เหมือนต้นฉบับ
  • ชิ้นส่วนรถยนต์: โช้คอัพ ผ้าเบรก ไร้มาตรฐาน ใช้แล้วเสี่ยงอุบัติเหตุ
  • โคมไฟ Solar: อาจระเบิดหรือไฟไหม้ได้ง่าย

นี่แหละครับที่ทำให้มูลค่าเสียหายพุ่งสูงขนาดนี้ เพราะของพวกนี้ถ้าขายในตลาด จะกระทบเศรษฐกิจจริงจัง

ผลงานปราบปรามทั้งปีงบ 2569 ของกรมศุลกากร

ไม่ใช่แค่ล็อตนี้เท่านั้นนะ กรมศุลกากรปราบปรามไปแล้ว 38 คดี ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 – 6 ก.พ. 2569 มูลค่าเสียหายรวมกว่า 885 ล้านบาท! ตามกฎหมาย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534, พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์, และประกาศห้ามนำเข้าของปลอม พ.ร.บ.แสดงกำเนิดเท็จ ฯลฯ ของพวกนี้เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าเด็ดขาด

รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานทำงานเชิงรุก ตรวจเข้มทุกด่าน ชาวไทยอย่างเราก็ช่วยได้นะ ถ้าพบของปลอม สามารถแจ้งเบาะแสได้เลย

ทำไมรัฐบาลจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถึงสำคัญ?

การละเมิด IP ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะครับ มันทำลายชื่อเสียงแบรนด์ สูญเสียรายได้ภาษี และที่สำคัญ ผู้บริโภคอย่างเราซื้อของปลอมไป อาจได้ของห่วยๆ แถมอันตรายอีก เช่น ชิ้นส่วนรถที่ไม่มีมาตรฐาน ใช้แล้วรถพัง แถมเสี่ยงชีวิต ช่วยปกป้องเศรษฐกิจไทย รักษางานให้ผู้ผลิตจริง และให้เราซื้อของแท้ได้อย่างสบายใจ

นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในสายตานานาชาติ เพราะหลายประเทศจับตาเรื่องนี้ ถ้าเราปราบปรามดี จะดึงดูดการลงทุนจากแบรนด์ดังได้มากขึ้น

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิ ถ้าตลาดเต็มไปด้วยของปลอม แบรนด์จริงจะกล้ามาลงทุนไหม? รัฐบาลเลยต้องเข้มงวดแบบนี้แหละ

วิธีตรวจสอบสินค้าปลอม หลีกเลี่ยงการซื้อของเถื่อน

  • เช็คโลโก้และ stitching ให้ละเอียด
  • ซื้อจากร้าน官方หรือเว็บไซต์จริง
  • ใช้แอปตรวจสอบ QR code ของแบรนด์
  • ราคาถูกเกินจริง มักเป็นของปลอม

สุดท้ายนี้ ขอชวนทุกคนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็น รัฐบาลจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่เรื่องของรัฐอย่างเดียว แต่เป็นหน้าที่เราด้วย สามารถแจ้งได้ที่ กองปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368 เว็บ www.ipthailand.go.th มาช่วยกันปราบของปลอม สร้างไทยให้ดีขึ้นนะครับ!

การปราบปรามแบบนี้จะช่วยให้ตลาดสะอาดขึ้น ผู้บริโภคปลอดภัย และเศรษฐกิจเติบโตยั่งยืน ลองแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ด้วยสิ

ที่มา – รัฐบาลจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาล็อตใหญ่ กว่า 42,451 ชิ้น มูลค่าเสียหายกว่า 223 ล้านบาท

กรมศุลฯ จับมือ ร.ฟ.ท. พัฒนาระบบโลจิสติกส์

นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลฯได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการขนส่งของที่อยู่ในอารักขาของศุลกากรทางรถไฟและการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ให้มีมาตรฐานระดับสากล และเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า และควบคุมทางศุลกากร เพื่อให้การนำเข้า ส่งออก และการผ่านแดนเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังมีภารกิจสำคัญในการปกป้องสังคมจากการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ผิดกฎหมาย รวมถึงป้องกันภัยคุกคามที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร
นายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร

อีกทั้งต้องร่วมกันกำหนดแนวทางและกรอบการปฏิบัติงานที่ชัดเจนในด้านการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าที่อยู่ในอารักขาของศุลกากร ผ่านแพลตฟอร์มกลางการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว National Single Window (NSW) ซึ่งเป็นระบบกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการ

นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย
นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย

“การพัฒนาระบบนี้จะช่วยให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานยานพาหนะเข้า/ออก บัญชีสินค้าทางรถไฟ และข้อมูลการปฏิบัติพิธีการศุลกากร มีความถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ทั้งนี้ปัจจุบัน บทบาทของระบบขนส่งสินค้าทางราง มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะภายใต้บริบทของยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ชาติ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อสร้างเครือข่ายการขนส่งที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

การลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของไทย

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้มีมาตรฐานระดับสากล ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเท่านั้น แต่ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย

กรมศุลกากร ผนึก ร.ฟ.ท. พัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ให้มีมาตรฐานระดับสากล

การเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกรมศุลกากรและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ระบบ National Single Window (NSW) จะช่วยให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างราบรื่น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และลดระยะเวลาในการดำเนินการ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ

  • ลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่งสินค้า
  • เพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในกระบวนการนำเข้า-ส่งออก
  • ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและดึงดูดการลงทุน
  • ยกระดับมาตรฐานโลจิสติกส์ของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล

การบูรณาการระบบข้อมูลและการทำงานร่วมกันระหว่างกรมศุลกากรและ ร.ฟ.ท. เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาค การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

ที่มา – กรมศุลกากร ผนึก ร.ฟ.ท. พัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศ ให้มีมาตรฐานระดับสากล

อย.-ศุลกากร เสริมแกร่งผู้นำเข้าตัวแทนออกด่านอาหารและยา

อย. จับมือกรมศุลกากร ลงนาม MOU พัฒนาศักยภาพผู้นำเข้า-ตัวแทนออกด่านอาหารและยา ยกระดับสู่ความเป็นเลิศด้วยหลักสูตรอบรมเฉพาะทาง มุ่งเพิ่มคุณภาพและความรวดเร็วในการนำเข้าสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย พร้อมมอบโล่รางวัล GIP Plus แก่ผู้นำเข้าคุณภาพ 7 ราย สนับสนุนเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับกรมศุลกากร จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาหลักสูตร “ผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา: ผลิตภัณฑ์สุขภาพ” โดยมีนายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการ อย. และนายธีรัชย์ อัตนวานิช อธิบดีกรมศุลกากร เป็นประธาน

บันทึกความเข้าใจนี้เน้นความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถด้านการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการดำเนินพิธีการศุลกากร รวมถึงการนำความรู้จากการอบรมไปประยุกต์ใช้จริง เพื่อให้การนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพเป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีการประกาศความร่วมมือในการพัฒนาการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพสู่ความเป็นเลิศระหว่าง อย. และภาคเอกชน ไฮไลท์ของงานคือพิธีมอบโล่รางวัล GIP Plus แก่ผู้ที่ผ่านการรับรองในปี 2568 จำนวน 7 ราย และการจัดแสดงผลงานของผู้ได้รับการรับรอง GIP Plus ทั้งในปีนี้และปีที่ผ่านมา รวม 30 ราย

นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการ อย. กล่าวว่า งานในวันนี้เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่าง อย. และกรมศุลกากร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา ให้สามารถนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง ปลอดภัย และรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค พร้อมแสดงความยินดีกับผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพทั้ง 7 ราย ที่ได้รับการรับรอง GIP Plus และขอให้รักษามาตรฐานที่ดีนี้ไว้

งานนี้เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเป็นผู้นำเข้าคุณภาพสูง มีธรรมาภิบาล และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งเป็นการยกระดับและพัฒนาองค์กร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่นำเข้าสู่ตลาดมีคุณภาพ และเปิดโอกาสในการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

ขอเชิญชวนผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา และผู้สนใจ เข้าร่วมโครงการอบรมเพื่อยกระดับสู่มาตรฐานที่เป็นเลิศ ในหลักสูตร “ผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา: ผลิตภัณฑ์สุขภาพ” ในวันที่ 17-18 กันยายน 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิซ คอนเวนชั่น จังหวัดนนทบุรี สามารถติดตามข่าวสารการรับสมัครได้จากกองด่านอาหารและยา

อย.-ศุลกากร เสริมแกร่งผู้นำเข้าตัวแทนออกด่านอาหารและยา

หลักสูตรอบรมผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยา

หลักสูตรนี้มุ่งเน้นให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่ผู้นำเข้าและตัวแทนออกของ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้างความเข้าใจในเรื่องของมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าสู่ตลาดนั้นมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

  • ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • การดำเนินพิธีการศุลกากรสำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • มาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • การจัดการความเสี่ยงในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ
  • จริยธรรมในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ

การอบรมนี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้นำเข้าและตัวแทนออกของในการพัฒนาความรู้และทักษะของตนเอง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

การที่ อย. และกรมศุลกากรร่วมมือกันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพและปลอดภัย เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคและเศรษฐกิจของประเทศ การพัฒนาศักยภาพของผู้นำเข้าและตัวแทนออกด่านอาหารและยาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้

ดังนั้น การเข้าร่วมโครงการอบรมดังกล่าวจึงเป็นโอกาสที่ไม่ควรพลาดสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาตนเองและยกระดับธุรกิจของตนเองไปสู่ความเป็นเลิศ

ที่มา – อย.-ศุลกากร เสริมแกร่งผู้นำเข้า-ตัวแทนออกด่านอาหารและยา สร้างความเชื่อมั่นให้คนไทย

กทท.-ศุลกากร เชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้า

“มนพร” ดึง “การท่าเรือฯ – กรมศุลกากร” เชื่อมต่อระบบ Scanning ตู้สินค้า ดันไทยสู่ฮับโลจิสติกส์โลก แหลมฉบัง นำร่อง “ท่าเรือแหลมฉบัง” ผุดใช้ระบบ X-ray Scanning ยกระดับความปลอดภัย ลดลักลอบนำเข้า-เพิ่มความโปร่งใส ลดต้นทุน

นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) และกรมศุลกากรได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้วยการเชื่อมต่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ (Scanning System) โครงการพัฒนาระบบ Scanning เพื่อยกระดับการรักษาความปลอดภัยของท่าเรือให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยของเรือและท่าเรือระหว่างประเทศ (International Ship and Port Facility Security Code : ISPS Code) ระหว่าง กทท. และกรมศุลกากร

สำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากระบบตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูล การพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์ และการศุลกากรของประเทศ เพื่อยกระดับการให้บริการและการรักษาความปลอดภัยของท่าเรือไทยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความโปร่งใส รวดเร็ว แม่นยำ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคมในการขับเคลื่อนระบบโลจิสติกส์ของไทยให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับผู้ประกอบการ นักลงทุน ตลอดจนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวว่าในปัจจุบัน การตรวจสอบตู้สินค้ายังคงเป็นการสุ่มตรวจ (Profiling) โดยใช้บุคลากรเป็นหลัก ซึ่งแต่ละครั้งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงและมีค่าใช้จ่ายสูง การนำระบบ X-ray Scanning เข้ามาใช้จะช่วยให้การตรวจสอบรวดเร็วขึ้นอย่างมหาศาล จากเดิมที่ต้องเปิดตู้สินค้าเพื่อตรวจสอบและใช้เวลานานนับชั่วโมง จะเปลี่ยนเป็นการสแกนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เวลาเพียงไม่นาน ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและต้นทุนของผู้ประกอบการได้อย่างมาก ทำให้การส่งออกและนำเข้าสินค้าเป็นไปอย่างคล่องตัวและรวดเร็วยิ่งขึ้น

“โครงการนี้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยท่าเรือระดับโลก (ISPS Code) และนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าระดับโลก (Logistic Hub) โดยท่าเรือแหลมฉบังซึ่งมีปริมาณตู้สินค้าเกือบ 10 ล้านตู้ต่อปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้รับเลือกให้เป็นพื้นที่นำร่องในการติดตั้งระบบ X-ray Scanning เนื่องจากเป็นประตูการค้าหลักของประเทศ” นายจุลพันธ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความพร้อมและประเมินงบประมาณการลงทุนในแต่ละท่าเรือ ซึ่งการท่าเรือฯ จะเป็นผู้รับผิดชอบการลงทุนในครั้งนี้ ขณะนี้สิ่งที่น่าจับตาคือระบบ X-ray Scanning จะช่วยให้กรมศุลกากรสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับท่าเรือได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การตรวจสอบมีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากขึ้น โดยคาดว่าระบบนี้จะเริ่มใช้งานจริงได้ประมาณปี 2569 ซึ่งจะถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความโปร่งใสในการขนส่งสินค้าของประเทศไทยไปสู่ระดับสากลอย่างแท้จริง

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นการบูรณาการศักยภาพของ กทท. และกรมศุลกากร โดย กทท. จะพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความปลอดภัยสูง เพื่อนำไปใช้ในการเชื่อมโยงข้อมูลสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น โดยจะเริ่มดำเนินการที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักด้านการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเป็นแห่งแรก และจะขยายสู่ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรืออื่น ๆ ของ กทท. ในอนาคต โดยจะตั้งคณะทำงานร่วมด้านการบริหารจัดการและกำกับดูแลระบบเชื่อมโยงอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกำหนดมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูล ติดตามผลการดำเนินงาน แก้ไขปัญหาทางเทคนิคและพัฒนาระบบให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยจะประชุมและประสานงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐและมาตรฐานสากล

กทท.-ศุลกากร เชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้า

ทำไมการเชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้าจึงสำคัญ?

การที่ กทท. และศุลกากร ร่วมมือกันเชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้า ถือเป็นข่าวดีสำหรับภาคธุรกิจส่งออกและนำเข้าของไทย เนื่องจากจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการตรวจสอบสินค้า ทำให้การขนส่งสินค้ารวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายอีกด้วย การพัฒนาระบบกทท.-ศุลกากร เชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้า จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

การนำเทคโนโลยี X-ray Scanning มาใช้ในการตรวจสอบตู้สินค้า จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้อย่างมาก จากเดิมที่ต้องใช้เวลานานในการเปิดตู้สินค้าเพื่อตรวจสอบ ปัจจุบันสามารถสแกนตู้สินค้าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบตู้สินค้าได้จำนวนมากขึ้น และตรวจจับสิ่งผิดปกติได้แม่นยำยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเชื่อมต่อระบบ กทท.-ศุลกากร เชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้า ยังช่วยให้ข้อมูลการตรวจสอบสินค้ามีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการศุลกากรได้อีกด้วย

การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าระดับโลก (Logistic Hub) เป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาล การพัฒนาระบบ กทท.-ศุลกากร เชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้า เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

ระบบ กทท.-ศุลกากร เชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้า ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการจากทั่วโลกให้เข้ามาใช้บริการท่าเรือของไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

โดยสรุปแล้ว การเชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้าของ กทท. และศุลกากร เป็นโครงการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทย และควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากทุกภาคส่วน

ที่มา – “กทท-ศุลกากร” ผุดเชื่อมระบบ Scanning ตู้สินค้า สกัดลักลอบนำเข้า

Scroll to top