กรมสรรพากร

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70

สวัสดีครับชาวนักวางแผนภาษีทุกคน! วันนี้มีข่าวดีที่น่าตื่นเต้นมากสำหรับสายบุญและผู้ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาไทย เพราะล่าสุดมีข่าวว่า ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70 ถือเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนภาคเอกชนและประชาชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้ดียิ่งขึ้นครับ

ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70

หลายคนอาจจะสงสัยว่ามาตรการนี้คืออะไรและเริ่มเมื่อไหร่ บอกเลยว่างานนี้ครอบคลุมย้อนหลังด้วยครับ โดยมาตรการภาษีนี้เปิดโอกาสให้เรานำเงินหรือทรัพย์สินที่บริจาคผ่านระบบ e-Donation ของกรมสรรพากรมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า ระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2568 จนถึงสิ้นปี 2570 เลยทีเดียว เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องหลังจากมาตรการเก่าหมดไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมาครับ

สิทธิประโยชน์ที่คุณไม่ควรพลาด

สำหรับมาตรการ ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70 นี้มีความน่าสนใจตรงที่รองรับทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลครับ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เกิดการบริจาคอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • บุคคลธรรมดา: นำยอดบริจาคมาหักลดหย่อนได้ 2 เท่าของที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับเงินบริจาคประเภทอื่นต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายครับ
  • นิติบุคคล: หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายเพื่อการกุศลอื่น ต้องไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลครับ

สิ่งสำคัญที่ต้องย้ำคือ ทุกยอดบริจาคจะต้องทำผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น เพื่อความโปร่งใสและสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลผ่านกรมสรรพากรครับ โดยสถานศึกษาที่เข้าเกณฑ์ได้รับความช่วยเหลือครอบคลุมตั้งแต่มหาวิทยาลัยของรัฐ โรงเรียนเอกชน ไปจนถึงสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงครับ

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีมาก นอกจากจะได้ช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาในไทยให้มีทรัพยากรมากขึ้นแล้ว ยังถือเป็นการทำวางแผนภาษีที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่งเลยครับ ลองตรวจสอบข้อมูลสถานศึกษาที่ท่านประสงค์จะบริจาคให้ดีก่อนโอนเงินผ่านระบบ e-Donation นะครับ เพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของท่านได้รับการรองรับอย่างถูกต้องและแม่นยำที่สุด บอกเลยครับว่างานนี้ win-win ทั้งคนทำบุญและเด็กไทยทั่วประเทศ!

ที่มา – ผู้บริจาคเฮ! ครม.ไฟเขียวลดหย่อนภาษี 2 เท่า ผู้บริจาคหนุนการศึกษา ถึง ธ.ค. ปี 70

กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวร้อนแรงว่า กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากพบว่ามีการชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลสำคัญอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

สถานการณ์ล่าสุด: กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กรมสรรพากรได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างอิงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานนั้นถูกต้องตามกฎหมาย และถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ดังนั้น หนี้ภาษีดังกล่าวจึงเป็นภาระที่ต้องเร่งดำเนินการจัดเก็บให้ครบถ้วน

รายละเอียดการดำเนินการเชิงรุกจากภาครัฐ

ทางด้านนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ได้เปิดเผยว่า กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการในหลายขั้นตอน ดังนี้:

  • มีการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ทำการสืบสวนทรัพย์สินทุกประเภทของนายทักษิณทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามทรัพย์สินจากต่างแดน

แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาหรือดำเนินการตามสิทธิอุทธรณ์ในอดีต แต่เมื่อศาลได้ตัดสินให้เป็นที่ยุติแล้ว กรมสรรพากรจึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย ก็เพื่อเป็นแนวทางสุดท้ายหากพบว่ายอดเงินภาษีที่ชำระเข้ามายังไม่เพียงพอต่อยอดการประเมิน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการปฏิบัติกับภาษีอากรในรายอื่นๆ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

มุมมองต่อเหตุการณ์นี้

การดำเนินการของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างบรรทัดฐานความเท่าเทียมทางกฎหมาย หากใครมีหนี้ภาษีต่อแผ่นดินก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะมีสถานะหรือบทบาทอย่างไรในสังคม สำหรับกรณีนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในขั้นสุดท้ายจะมีการชำระหนี้ได้ครบถ้วนหรือไม่ หรือจะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามที่ได้มีการประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างชัดเจน

ที่มา – กรมสรรพากร ขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากชำระภาษีไม่ครบถ้วน

ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลแอปถุงเงินภาษี

ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยขวัญผวาไปตามๆ กัน สำหรับกระแสข่าวลือเรื่องการส่งข้อมูลยอดขายจากแอปพลิเคชันถุงเงินไปให้กรมสรรพากรเพื่อไล่เก็บภาษีย้อนหลัง วันนี้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาคลายความกังวลแล้วครับว่า เรื่องนี้เป็นข่าวจริงที่ถูกเข้าใจผิดไปไกล

ทำไมต้องเช็กให้ชัวร์เรื่อง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอี ได้ออกมายืนยันผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง อย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นข่าวจริงที่หลายคนกำลังเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ โดยทางรัฐบาลได้ชี้แจงประเด็นสำคัญไว้ดังนี้ครับ:

  • ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงินจะไม่ถูกส่งไปให้สรรพากรเพื่อคิดภาษีย้อนหลังแบบเจาะจง
  • หลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะคิดจากรายได้รวมทุกช่องทางตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดผ่านโครงการฯ
  • ร้านค้ารายย่อยส่วนใหญ่ที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หลายคนอาจมีความกังวลใจเมื่อเห็นยอดขายในแอปพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่เข้าร่วมโครงการ แต่กฎหมายภาษีมองที่ภาพรวมรายได้ทั้งปี ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นประเด็นที่สร้างภาระภาษีให้เกิดขึ้นแบบปุบปับครับ การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนในโลกโซเชียลนั้นสร้างผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าอย่างมาก เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนส่งผลต่อการวางแผนการเงินหรือแม้แต่ความเชื่อมั่นในโครงการของรัฐ

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นข่าวสารที่น่าสงสัย ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวปลอม อย่าเพิ่งรีบแชร์ต่อโดยเด็ดขาดครับ ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเอง

สำหรับใครที่ยังมีความสงสัย หรือพบเห็นข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์ สามารถตรวจสอบและแจ้งเบาะแสได้ผ่านช่องทางของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้:

  • สายด่วน 1111 ต่อ 87
  • เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
  • Line ID: @antifakenewscenter
  • โซเชียลมีเดีย: Anti-Fake News Center Thailand

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าในยุคดิจิทัลเช่นนี้ การมีสติและตรวจสอบที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อรักษาสิทธิของตัวคุณเองและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมในโซเชียลมีเดียนะครับ

ที่มา – ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน

วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างจับตามอง เมื่อนายวัชระ เพชรทอง อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาจะเดินหน้าติดตามกรณี วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน เพื่อให้แน่ใจว่าเม็ดเงินมหาศาลนี้จะกลับคืนสู่คลังของประเทศไทยตามคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างถูกต้อง ซึ่งภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไม วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน ถึงสำคัญต่อภาษีประชาชน?

ความคืบหน้าล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อนายวัชระได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง ซึ่งระบุว่าเรื่องการจัดเก็บภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของกรมสรรพากร ทางกระทรวงการคลังจึงได้ส่งเรื่องต่อให้กรมสรรพากรดำเนินการพิจารณาตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยนายนายวัชระได้แสดงความขอบคุณนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้สั่งการให้มีการตอบหนังสืออย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม นายวัชระยังคงยืนยันว่าเขาจะไม่หยุดเพียงแค่นี้ โดยให้คำมั่นว่าจะติดตามทวงถามความคืบหน้าเรื่อง วัชระ ลุยทวงภาษี ทักษิณ 1.7 หมื่นล้าน ติดตามใกล้ชิดทุกเดือน ต่อไปอย่างไม่ลดละ เพื่อเป็นหลักประกันว่ากฎหมายจะถูกบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม และเงินจำนวนดังกล่าวจะต้องเข้าสู่แผ่นดินให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568

สิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากกรณีนี้นับเป็นเรื่องของความโปร่งใสในระบบภาษีอากรและกระบวนการยุติธรรม โดยมีประเด็นหลักที่ต้องติดตามดังนี้:

  • ความคืบหน้าจากกรมสรรพากร: ต้องรอฟังผลการพิจารณาว่าจะมีมาตรการอย่างไรในการติดตามเงินภาษีดังกล่าว
  • การตรวจสอบของภาคประชาชน: บทบาทของนายวัชระถือเป็นตัวแทนในการกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐทำงานอย่างเต็มที่
  • ความเป็นธรรมตามกฎหมาย: การที่ศาลตัดสินแล้ว ทุกฝ่ายต้องเคารพและดำเนินการตามนั้นเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย

ในมุมมองของนักกฎหมายและสังคมทั่วไป มองว่ากรณีนี้เป็นตัวสะท้อนสำคัญถึงความเชื่อมั่นในระบบราชการ หากรัฐบาลสามารถจัดการเรื่องนี้ให้จบสิ้นได้ด้วยความโปร่งใส ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีอย่างเต็มภาคภูมิ สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์นี้จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าไม่มีใครที่อยู่เหนือกฎหมายได้ และทุกหยาดเหงื่อของภาษีอากรจะต้องถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาประเทศชาติ ไม่ใช่เพียงแค่การพูดถึงในหน้าสื่อเท่านั้น

ที่มา – “วัชระ” ลั่นจะติดตามทุกเดือน ปมเก็บภาษี “ทักษิณ” จนกว่าประเทศจะได้ครบ 1.7 หมื่นล้าน

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับอุบัติเหตุระหว่างคนกับสัตว์ป่ากันมาบ้างแล้ว แต่ล่าสุดมีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นที่ประเทศยูกันดา เมื่อเกิดเหตุสลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย ซึ่งสร้างความโศกเศร้าให้กับผู้ที่ติดตามข่าวเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายในอุทยานแห่งชาติเมอร์ชิสัน ฟอลส์ (Murchison Falls) แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ

สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย เกิดขึ้นได้อย่างไร?

รายงานข่าวระบุว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถของเจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากรยูกันดา (URA) ที่กำลังเดินทางจากเมืองอารัวเพื่อกลับเข้าสู่กรุงกัมปาลา ในระหว่างทางที่ผ่านเขตอุทยานฯ ได้เกิดการพุ่งชนเข้ากับช้างป่าตัวหนึ่งอย่างจัง ส่งผลให้ผู้โดยสารในรถเสียชีวิตทันที 3 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 4 ราย ซึ่งขณะนี้ทั้งหมดถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงกัมปาลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลว่าช้างป่าคู่กรณีมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง

บทเรียนจากเหตุ สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศยูกันดา เนื่องจากปัจจุบันการขยายตัวของชุมชนเมืองเริ่มรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่ามากขึ้น ส่งผลให้โอกาสที่มนุษย์กับสัตว์ป่าจะเผชิญหน้ากันบนท้องถนนเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ทางองค์การบริหารจัดการสัตว์ป่ายูกันดา (UWA) จึงได้ออกมาเตือนผู้ขับขี่ทุกคนให้เพิ่มความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยเฉพาะการเดินทางผ่านพื้นที่อนุรักษ์ ดังนี้:

  • ลดความเร็วรถให้ต่ำกว่าขีดจำกัดที่กำหนด
  • สังเกตป้ายเตือนสัตว์ป่าข้ามถนนอย่างเคร่งครัด
  • ระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วงโพล้เพล้หรือกลางคืน
  • ไม่ควรเปิดไฟสูงใส่สัตว์ป่าเพราะอาจทำให้พวกมันตกใจและพุ่งเข้าโจมตีรถได้

จากข่าวสลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย ในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องเตือนใจสำคัญให้กับนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรทั่วไปว่า ธรรมชาติคือพื้นที่ของสัตว์ป่า การเคารพกฎและเพิ่มความรอบคอบในการขับขี่ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นการอนุรักษ์ชีวิตของสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ให้คงอยู่สืบไป หวังว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นบทเรียนให้เราตระหนักถึงความปลอดภัยในการเดินทางในพื้นที่ธรรมชาติให้มากขึ้นกว่าเดิมครับ

ที่มา – สลด รถพุ่งชนช้างในอุทยานยูกันดา คนดับ 3 ศพเจ็บ 4 ราย

“กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร ฝากทำงานเป็นทีม

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ประทับใจในวงการข้าราชการกันค่ะ นั่นคือ “กุลยา” อำลาข้าราชการสรรรพากร อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งและน้ำตาแห่งความสุข น.ส.กุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากรคนแรกที่เป็นผู้หญิง ได้กล่าวอำลาเพื่อนร่วมงานในโอกาสที่กำลังจะลาออกจากราชการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 โดยมีข้าราชการและบุคลากรทั้ง 12 ภาคและส่วนกลางมาร่วมงานอย่างอบอุ่น มอบดอกกุหลาบและถ่ายรูปหมู่กันอย่างเป็นกันเอง

“กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 30 เม.ย. 2569 ที่กรมสรรพากร บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและซึ้งใจ น.ส.กุลยาเปิดใจด้วยน้ำตาคลอเบ้า ว่าทุกหยดน้ำตาที่ไหลคือน้ำตาแห่งความสุข จากความรักความสามัคคีของพี่น้องชาวสรรพากรที่มอบให้กันมาตลอดระยะเวลา 25 ปีในราชการ เธอเล่าว่าตัวเองเป็นคนตรงไปตรงมา ทุ่มเททุกอย่าง และเชื่อมั่นว่าถ้าทำงานเพื่อประชาชน เพื่อส่วนรวม โดยละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัว ทุกอย่างจะราบรื่นเสมอ

คำแนะนำสุดท้ายจาก “กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร

นอกจากคำกล่าวอำลาแล้ว กุลยายังฝากคำแนะนำดีๆ ให้กับข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่ทั้งในกรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง โดยสรุปได้ดังนี้

  • ทำงานเพื่อประชาชน: ละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัว ทำด้วยใจเพื่อส่วนรวม จะทำให้ทุกอย่างสำเร็จ
  • ดูแล Work-Life Balance: ทำงานหนักแต่เล่นให้สนุก Work Hard, Play Hard เพื่อความสุขในการทำงาน
  • ให้ความสำคัญกับสุขภาพ: สุขภาพดีคือสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าไม่มีสุขภาพ ความสำเร็จก็ไร้ค่า
  • ใส่ใจครอบครัวและเพื่อน: ในวันที่ประสบความสำเร็จ อย่าลืมคนที่คอยสนับสนุน
  • ทำงานเป็นทีม: ผู้บริหารดูแลลูกน้อง ลูกน้องช่วยเหลือกัน เพื่อทำให้กรมสรรพากรแข็งแกร่ง เป็นกำลังสำคัญของชาติ

คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำอำลาธรรมดา แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ลึกซึ้ง เหมาะสำหรับทุกคนในองค์กร ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน การที่กุลยาเป็นอธิบดีหญิงคนแรกและทำหน้าที่ได้อย่างโดดเด่น ยิ่งทำให้คำกล่าวของเธอมีน้ำหนัก เราควรนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างองค์กรที่เข้มแข็ง

"กุลยา" อำลาข้าราชการสรรพากร

จากมุมมองของเราเอง เหตุการณ์ “กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้นำที่ทุ่มเทและรักองค์กร การจากลาแบบนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องสานต่อ ในยุคที่องค์กรต้องการความสามัคคี การทำงานเป็นทีมอย่างที่กุลยาฝากไว้ จะช่วยให้กรมสรรพากรและประเทศไทยก้าวหน้าต่อไป

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านนำคำสอนเหล่านี้ไปใช้ ลองคิดดูสิคะ ถ้าทุกคนในที่ทำงานช่วยเหลือกันแบบนี้ องค์กรจะแข็งแกร่งแค่ไหน? แชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะคะ อย่าลืมกดไลค์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วย!

ที่มา – “กุลยา” อำลาข้าราชการสรรพากร ฝากข้าราชการร่วมกันทำงานเป็นทีม ทำให้สรรพากรแข็งแกร่ง

รัฐบาลเตือนรีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ถึง 8 เม.ย.69

รัฐบาลเตือนรีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 สำหรับพ่อค้าแม่ค้า ยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้มีรายได้ทุกประเภทในปี 2568 อย่ารอช้า! สามารถยื่นผ่านระบบออนไลน์ได้ถึง 8 เมษายน 2569 หรือยื่นกระดาษถึง 31 มีนาคมนี้ กรมสรรพากรคืนภาษีไปแล้วกว่า 23,000 ล้านบาท มาดูรายละเอียดกันเลย

รัฐบาลเตือนรีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

วันที่ 13 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเตือนประชาชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการออนไลน์อย่างแม่ค้าออนไลน์ ยูทูบเบอร์ และอินฟลูเอนเซอร์ที่มีรายได้ในปีภาษี 2568 ให้รีบยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90 และ ภ.ง.ด. 91 โดยสามารถยื่นผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรด้วยระบบ e-Filing หรือ D-MyTax ซึ่งเป็นระบบดิจิทัลที่ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาไปที่สำนักงานสรรพากร

กำหนดเวลายื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ชัดเจนดังนี้: ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ได้จนถึง 8 เมษายน 2569 และยื่นแบบกระดาษได้ถึง 31 มีนาคม 2569 หากยื่นผ่านออนไลน์ยังมีเวลาอีกเกือบเดือน อย่าปล่อยให้พลาดเดดไลน์นะครับ

สถิติการยื่นแบบภาษีและการคืนเงิน

ข้อมูลล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 มีนาคม 2569 มีประชาชนยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ไปแล้วกว่า 6.26 ล้านแบบ เพิ่มขึ้น 8.53% จากปีก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวมากขึ้น โดยมีผู้ขอคืนภาษี 3.38 ล้านแบบ เพิ่ม 12.32% และกรมสรรพากรได้อนุมัติคืนเงินไปแล้ว 2.59 ล้านแบบ มูลค่ารวม 23,531 ล้านบาท! ถ้าคุณมีสิทธิ์คืนภาษี รีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 วันนี้เพื่อรับเงินเร็วขึ้น

วิธียื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ออนไลน์ง่ายๆ

1. เข้าเว็บไซต์ rd.go.th หรือแอป D-MyTax
2. ล็อกอินด้วย Username และ Password (ถ้ายังไม่มี สมัครได้ฟรี)
3. เลือกยื่น ภ.ง.ด. 90 หรือ 91 ตามประเภทรายได้
4. กรอกข้อมูลรายได้ หักลดหย่อน แล้วคำนวณภาษี
5. ส่งแบบและชำระหรือรอคืนเงิน

สำหรับผู้ที่ต้องชำระภาษีตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป สามารถขอผ่อน 3 งวดได้ สะดวกสุดๆ

โทษหากไม่รีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91

  • ไม่ยื่นหรือชำระเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท + เบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน
  • หลบเลี่ยงภาษีโดยเจตนา: จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • แจ้งข้อมูลเท็จ: จำคุก 3 เดือน – 7 ปี + ปรับ 2,000 – 200,000 บาท

ทุกคนที่มีรายได้ต้องยื่นภาษีตามกฎหมาย อย่าคิดว่าไม่มีรายได้ต้องเสียถึงไม่ต้องยื่นนะครับ แม้รายได้ต่ำก็ต้องแสดงเพื่อรับสิทธิ์ลดหย่อนและคืนภาษี

นอกจากนี้ ระวังมิจฉาชีพส่งอีเมลแอบอ้างกรมสรรพากร หลอกให้กรอกข้อมูล Username Password หรือข้อมูลส่วนตัว หากเจอให้ลบทิ้งทันที กรมสรรพากรไม่เคยขอข้อมูลแบบนั้นทางอีเมล

สรุปแล้ว รีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 วันนี้ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับ รับคืนภาษีไว และช่วยเศรษฐกิจประเทศด้วย หากมีข้อสงสัย ลองเช็กเว็บกรมสรรพากรหรือโทร 1161 ได้เลยครับ

CTA: รีบเช็กสิทธิ์คืนภาษีของคุณ แล้วยื่นออนไลน์ภายใน 8 เม.ย. 69 วันนี้เลย! รับรองไม่พลาดเงินคืนก้อนโต

ที่มา – รัฐบาลเตือนผู้มีเงินได้รีบยื่นแบบภาษี ภ.ง.ด. 90/91 ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ถึง 8 เม.ย. 69

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี ชวนให้กำลังใจ

“วรชัย” งง เรียกภาษี “ทักษิณ” 1.7 หมื่นล้าน ทั้งที่เคยถูกยึดเงินขายหุ้นไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท สงสัยเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหน ชวนกินข้าวหน้าเรือนจำให้กำลังใจเสาร์นี้

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลฎีกาพิพากษากลับให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทกรณีขายหุ้นว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตนรู้สึกงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเงิน 7 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้น ถูกยึดไปจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท แล้วยังต้องมาเสียภาษีอีก 1.7 หมื่นล้านบาทอีก เลยสงสัยว่าเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหนไปเข้ากระเป๋าใคร และการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกรณีอื่นๆ กรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯก็ถูกคสช.ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนถูกกระทำเช่นนี้เลย นี่คือความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ ฉะนั้นในวันเสาร์นี้ ขอเชิญพี่น้องที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยรวมตัวแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ หน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อทานอาหารพร้อมกับนายทักษิณในเรือนจำ ขอเชิญประชาชนมากันให้มากที่สุดในวันเสาร์นี้ และเพื่อขอคืนความยุติธรรมให้กับนายทักษิณ ที่ถูกกระทำมาตลอดกว่า 18 ปี

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนให้กำลังใจ

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถูกเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป โดยนายวรชัยได้ตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนของเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เงินจากการขายหุ้นของนายทักษิณได้ถูกยึดไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ: ทำไมต้องเสียภาษีอีก?

คำถามสำคัญที่นายวรชัยและอีกหลายคนตั้งขึ้นก็คือ เหตุใดนายทักษิณจึงยังต้องถูกเรียกเก็บภาษีอีก ทั้งๆ ที่เงินจากการขายหุ้นจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทได้ถูกยึดไปแล้ว ข้อสงสัยนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการทางกฎหมายและการเงินที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้อย่างละเอียด

นอกจากนี้ นายวรชัยยังได้กล่าวถึงกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว โดยเน้นย้ำว่า ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนใดที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่นายทักษิณ นายวรชัยได้เชิญชวนประชาชนที่รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตยให้รวมตัวกันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อร่วมรับประทานอาหารและส่งกำลังใจให้นายทักษิณที่อยู่ในเรือนจำ การรวมตัวครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่ยังคงฝังรากลึกในประเทศไทย การออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชนจึงเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะเห็นสังคมไทยก้าวไปสู่ความเป็นธรรมและความเสมอภาคอย่างแท้จริง

  • การถูกเรียกเก็บภาษีของนายทักษิณ: ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน?
  • การรวมตัวให้กำลังใจ: พลังของประชาชนในการเรียกร้องความยุติธรรม
  • มองอนาคต: สังคมไทยจะก้าวไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างไร?

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน

ดังนั้น การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนความเป็นธรรม จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจว่าประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม มาร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ที่มา – “วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนพลพรรคให้กำลังใจหน้าเรือนจำ

กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

โฆษกกรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท “ทักษิณ ชินวัตร” เผยตอนนี้เรื่องยังมาไม่ถึง

วันที่ 18 พ.ย. 68 นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี โฆษกกรมบังคับคดี กล่าวถึงขั้นตอนดำเนินการกรณีศาลฎีกา พิพากษาคดีภาษีของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) โดยมีผลให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ 1.76 หมื่นล้านบาท ว่า ในขั้นตอนของกรมบังคับคดี ตอนนี้เรื่องยังมาไม่ถึง

โดยจากคำพิพากษา เมื่อฝ่ายลูกหนี้ทราบคำพิพากษาแล้วก็ต้องติดต่อชำระหนี้ต่อกรมสรรพากร ภายในระยะที่กฎหมายกำหนด แต่หากลูกหนี้ไม่ชำระ ก็จะเข้าสู่การดำเนินการ โดยกรมสรรพากรมีขั้นตอนที่จะดำเนินการเองได้ ทั้งนี้ กรณีคดีแพ่งทั่วไป กรมบังคับคดี จะเข้าไปดำเนินการ เมื่อมีหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นหลักการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง โดยหลักการทั่วไป เจ้าหนี้ซึ่งก็คือกรมสรรพากรต้องเป็นผู้ร้องต่อศาล เพื่อให้มีหมายบังคับคดี โดยเจ้าหนี้ต้องดำเนินการสืบหาทรัพย์สิน แล้วแจ้งให้กรมบังคับคดีทำการยึดอายัดขายทอดตลาดตามขั้นตอน

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากทรัพย์อยู่นอกประเทศ มีวิธีการดำเนินการอย่างไร โฆษกกรมบังคับคดี กล่าวว่า ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดียังอยู่ในราชอาณาจักรเท่านั้น เพราะเป็นคดีแพ่ง ซึ่งต่างจากคดีอาญา โดยการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 10 ปี นับจากศาลพิพากษาถึงที่สุด

กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

ขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

จากกรณีที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับคดีภาษีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ซึ่งส่งผลให้กรมสรรพากรต้องดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณเป็นจำนวนเงิน 1.76 หมื่นล้านบาทนั้น หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการดังกล่าว ทางกรมบังคับคดีจึงได้ออกมาให้ข้อมูลและชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำว่าในขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้มีการส่งมาถึงกรมบังคับคดีแต่อย่างใด

นางเพ็ญรวี มาแสง รองอธิบดีกรมบังคับคดี ในฐานะโฆษกกรมบังคับคดี ได้อธิบายว่า หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปคือลูกหนี้ (ในที่นี้คือนายทักษิณ) จะต้องติดต่อกับกรมสรรพากรเพื่อชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากลูกหนี้ไม่ดำเนินการชำระหนี้ตามกำหนด กรมสรรพากรก็จะเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้

สำหรับกรณีคดีแพ่งทั่วไป กรมบังคับคดีจะเข้าไปมีบทบาทเมื่อมีหมายบังคับคดี ซึ่งเป็นไปตามหลักการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีแพ่ง โดยหลักการทั่วไปคือ เจ้าหนี้ (ในที่นี้คือกรมสรรพากร) จะต้องเป็นผู้ร้องขอต่อศาลเพื่อให้ศาลออกหมายบังคับคดี จากนั้นเจ้าหนี้จะต้องดำเนินการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ และแจ้งให้กรมบังคับคดีทำการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินเหล่านั้นตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ กรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตั้งอยู่นอกราชอาณาจักรไทย โฆษกกรมบังคับคดีได้ชี้แจงว่า ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน อำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดียังคงจำกัดอยู่ภายในราชอาณาจักรเท่านั้น เนื่องจากเป็นคดีแพ่ง ซึ่งแตกต่างจากคดีอาญา กระบวนการบังคับคดีจะมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ดังนั้น การทำความเข้าใจขั้นตอนการบังคับคดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และเข้าใจถึงกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

โดยสรุปแล้ว ขั้นตอนการบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปนั้น ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และต้องรอให้กรมสรรพากรดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีของกรมบังคับคดีต่อไป

ที่มา – กรมบังคับคดี แจงขั้นตอนบังคับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.76 หมื่นล้านบาท

Scroll to top