กรรมการการเลือกตั้ง

“กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุล่าสุด “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ หลังจากนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับปัญหาการนับคะแนนเลือกตั้งที่ชลบุรี เขต 1 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกถูกทอดทิ้งและปวดใจไปตามๆ กัน

“กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง

นายกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ตนติดตามสถานการณ์ปัญหาการนับคะแนนที่ชลบุรีอย่างใกล้ชิด และรู้สึกปวดใจอย่างยิ่งที่เห็นประชาชนถูกทอดทิ้งโดยภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ควรเป็นผู้ชี้แจงให้ชัดเจนทันที แต่กลับไม่มีคำอธิบายที่โปร่งใส นี่คือสัญญาณอันตรายที่อาจทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในระบบเลือกตั้ง

กรณ์ ยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวจากการเลือกตั้งครั้งแรกของตัวเอง ที่ต้องนั่งทับกล่องบัตรเลือกตั้งที่มีพิรุธ ตลอดคืนเพื่อรอคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ เขายอมรับว่าถ้าแพ้เพราะซื้อเสียงก็ยอมรับได้ เพราะเป็นการตัดสินใจของประชาชน แต่การยัดเยียดบัตรหรือโกงการนับคะแนนนั้นรับไม่ได้เด็ดขาด

สถานการณ์นับคะแนนที่ชลบุรี: อะไรเกิดขึ้น?

ที่ชลบุรี เขต 1 เกิดปัญหาการนับคะแนนที่ล่าช้าและมีข้อพิพาท ทำให้ชาวบ้านออกมาแสดงความไม่พอใจ คำพูดของชาวบ้านคนหนึ่งที่กรณ์ได้ยินคืนนั้นว่า “เขาเป็น กกต. เขามีหน้าที่เดียวคือจัดการเลือกตั้งให้เป็นธรรม ทำไมเขาไม่ทำ” สะท้อนถึงความรู้สึกที่ถูกหักหลังของประชาชน “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เพราะหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ในอนาคต

ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย การนับคะแนนที่ไม่โปร่งใสมักก่อให้เกิดข้อกล่าวหาและการโต้เถียงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย กกต. ในฐานะผู้รับผิดชอบหลัก ต้องเร่งสร้างความโปร่งใสด้วยการถ่ายทอดสด การรายงานผลเรียลไทม์ และการตอบคำถามประชาชนอย่างรวดเร็ว

บทบาทของ กกต. ในการสร้างความเชื่อมั่น

กรณ์ ย้ำชัดว่ากกต. มีหน้าที่ทำทุกอย่างให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งโปร่งใสและเป็นธรรม หากล้มเหลว ประชาชนจะรู้สึกไม่มีที่พึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย

  • ชี้แจงทันทีเมื่อเกิดปัญหา
  • ใช้เทคโนโลยีช่วยนับคะแนนเพื่อลดข้อผิดพลาด
  • มีกลไกตรวจสอบอิสระ
  • ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด
  • สื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังควรมีระบบร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ประชาชนรู้สึกว่ามีที่พึ่งจริงๆ

ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงกับปัญหาการเมืองไทยในภาพรวม เช่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียง การทุจริตเลือกตั้ง ที่ต้องแก้ไขจากรากฐาน ผ่านการศึกษาและการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยืนยันจุดยืนในการต่อสู้เพื่อการเลือกตั้งที่สุจริต

สุดท้ายแล้ว “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง เป็นคำเตือนที่ทุกฝ่ายต้องรับฟัง หากเราต้องการประชาธิปไตยที่มั่นคง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยกันติดตามข่าวสารเพื่อผลักดันการปฏิรูปการเลือกตั้งให้ดีขึ้น

ที่มา – “กรณ์” แนะอย่าปล่อยให้ ปชช. รู้สึกไม่มีที่พึ่ง บอกเห็นสถานการณ์นับคะแนนที่ชลบุรี แล้วปวดใจ

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง กลายเป็นประเด็นร้อนในช่วงใกล้เลือกตั้งท้องถิ่นปี 2569 เมื่อนายซีเค เจิง หรือ CK Cheong CEO ของแพลตฟอร์ม Fastwork ได้โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยเรื่องยายของตัวเองถูกซื้อเสียง ทำให้เกิดดราม่าขึ้นในโซเชียลมีเดีย ล่าสุดเจ้าตัวออกมาชี้แจงว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับ กกต. อย่างเต็มที่ และยืนยันว่าการลบโพสต์ต้นทางไม่ใช่เพราะกลัวดราม่า แต่เพราะยายงอนจริงๆ

“ซีเค เจิง” ยัน พร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง

ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 “ซีเค เจิง” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเล่าว่าได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ กกต. แล้ว และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะให้ข้อมูลช่วยปราบปรามการซื้อเสียงเลือกตั้ง เขายังชวนชาวเน็ตช่วยกันขุดข้อมูลข้อกล่าวหาต่างๆ ที่มีต่อตัวเอง เช่น คดีอาญาที่อเมริกา คดีลวนลาม หรือโกงเงินต่างชาติ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าไม่จริง และอยากรู้ที่มาของข่าวลือเหล่านี้เพื่อเอาผิดผู้แพร่กระจาย

“ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง โดยระบุว่าเพิ่งคุยโทรศัพท์กับเจ้าหน้าที่ และหวังว่าข้อมูลจากยายจะช่วยให้เจ้าหน้าที่จับกุมผู้กระทำผิดได้จริง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่ารักๆ เมื่อยายโกรธที่หลานโพสต์เรื่องนี้ เจ้าตัวเลยลบโพสต์ต้นทางไป และคอมเมนต์ใต้โพสต์ใหม่ว่า “ลบโพสต์เพราะดราม่า ผิด ลบโพสต์เพราะยายงอน” พร้อมสัญญาจะซื้อทีวีและไอแพดให้ยายหลายเครื่องเพื่อง้อ

ดราม่าซีเค เจิง กับการเลือกตั้ง 2569

ประเด็นนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังร้อนระอุ โดยการซื้อเสียงเป็นปัญหาเรื้อรังที่ กกต. ต้องรับมือตลอดทุกการเลือกตั้ง “ซีเค เจิง” ซึ่งเป็นนักธุรกิจและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้กลายเป็นจุดสนใจหลังจากโพสต์ภาพและเรื่องราวที่ยายถูกชายต้องสงสัยยื่นเงินซื้อเสียงให้ ทำให้เกิดการถกเถียงในโลกออนไลน์ บางคนชื่นชมที่กล้าเปิดโปง แต่ก็มีบางส่วนโจมตีกลับด้วยข่าวลือต่างๆ จนซีเคต้องออกมาปัด

  • ซีเค เจิงยืนยันพร้อมให้ข้อมูลทั้งหมดกับ กกต.
  • ชวนชาวเน็ตช่วยสืบข้อกล่าวหาเท็จ หากไม่มีหลักฐานจะดำเนินคดี
  • ลบโพสต์ต้นทางเพราะยายงอน ไม่เกี่ยวกับดราม่า
  • ฝากเตือนให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. นี้

นอกจากประเด็นหลักแล้ว ยังมีเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ เช่น การที่ซีเค เจิงบริหาร Fastwork ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์ชั้นนำในไทย ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การออกมาในฐานะพลเมืองดีครั้งนี้ จึงยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับกระแสต่อต้านการซื้อเสียง

ความสำคัญของการรายงานการซื้อเสียง

การซื้อเสียงไม่ใช่แค่ปัญหาการเมือง แต่กระทบต่อประชาธิปไตยโดยรวม หากพลเมืองอย่าง “ซีเค เจิง” ยันพร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง แบบนี้ จะช่วยให้การเลือกตั้งโปร่งใสขึ้นได้มาก ผู้สมัครที่ซื่อสั่งควรขอบคุณข้อมูลเหล่านี้ เพราะช่วยลดคู่แข่งที่ทุจริต ในทางกลับกัน ผู้ที่ซื้อเสียงควรตระหนักว่าปี 2569 เจ้าหน้าที่มีเทคโนโลยีและทีมงานเข้มข้นกว่าเดิม

จากประสบการณ์ในอดีต การซื้อเสียงมักเกิดในพื้นที่ชนบท โดยใช้วิธีแจกเงิน แจกของ หรือแม้กระทั่งสัญญาว่าจะช่วยเหลือ แต่ด้วยโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายคลิปและแพร่กระจายได้รวดเร็ว ทำให้ กกต. สามารถตรวจสอบได้ทันท่วงที ซีเค เจิงยังเน้นย้ำว่า อย่าลืมออกไปโหวตในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อเลือกคนดีเข้าสู่ตำแหน่งท้องถิ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของซีเค เจิงเป็นตัวอย่างที่ดีของพลเมืองยุคดิจิทัล ที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ขับเคลื่อนสังคม แม้จะมีดราม่าตามมา แต่สุดท้ายก็แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและพร้อมรับผิดชอบ สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้คนอื่นกล้ารายงานปัญหาได้มากขึ้น

สุดท้าย ชวนทุกท่านออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ เพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิม!

ที่มา – “ซีเค เจิง” ยัน พร้อมร่วมมือ กกต. ปมยายโดนซื้อเสียง ปัดลบโพสต์หนีดราม่าแค่ยายงอน

“แสวง” ขออภัยประชาชนสื่อสารไม่ดี ปมเลือกตั้ง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าร้อนๆ ในแวดวงการเมืองไทย ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่โตไปทั่วโซเชียล “แสวง” ขออภัยประชาชนสื่อสารไม่ดีเอง จากปมคำพูดสุดแสบในรายการทีวีที่ว่า “ไม่ไว้ใจกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง” คำพูดนี้ถูกตีความไปไกล จนนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องรีบโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงด่วน!

แสวง ขออภัยประชาชนสื่อสารไม่ดี หลังสื่อตัดต่อบริบท

เรื่องเกิดขึ้นหลังจากนายแสวงไปออกรายการ กรรมกรข่าวคุยนอกจอ กับคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 เวลา 20.14 น. เขาโพสต์ยาวเหยียดอธิบายว่า ตนไม่ได้มีเจตนาท้าทายอำนาจประชาชน แต่สื่อนำเสนอแค่บางประโยค โดยขาดบริบททั้งก่อนและหลัง ทำให้คนเข้าใจผิด สร้างความไม่สบายใจ และบรรยากาศการเลือกตั้งตึงเครียดไปหมด

แสวงยืนยันว่า ไปออกรายการเพื่อชี้แจงประเด็นที่สังคมสงสัย โดยเฉพาะการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 ก.พ. ที่มีคนตั้งคำถามและกล่าวหาเจ้าหน้าที่ กับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึงวันที่ 8 ก.พ. เขาเน้นว่าการเลือกตั้งต้องมี ความเชื่อมั่น 2 ด้านหลัก: 1. ตัวระบบ และ 2. คนที่ทำหน้าที่กรรมการ

บริบทคำพูด “ไม่ไว้ใจกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง” จริงๆ คืออะไร?

ในรายการ แสวงพูดในเชิงหลักการและข้อเท็จจริง โดยบอกว่ากรรมการต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่น ก็เลือกตั้งไปก็ไม่เรียบร้อย ไม่ยอมรับกัน มันเป็นการเตือนสติกรรมการที่กำลังจะปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 8 ก.พ. ให้ระวังข้อผิดพลาด พร้อมบอกมาตรการป้องกันด้วย อาจมีเล่นคำเปรียบเปรยออกรสชาติ แต่พอสื่อตัดแค่ประโยคเด็ด ก็กลายเป็นดราม่าใหญ่ทันที

แสวง ขออภัยประชาชนสื่อสารไม่ดีเองอย่างจริงใจ ย้ำชัดว่าไม่มีเจตนาไปท้าทายสิทธิเลือกตั้งของใคร เพียงแต่สื่อสารล้มเหลวเพราะขาดบริบท ทำให้คนตีความเกินเลย

  • จุดหลักที่แสวงชี้แจง: ไม่ใช่ห้ามเลือกตั้ง แต่เตือนให้กรรมการทำงานดี
  • ตอบโต้ข้อกล่าวหาจากเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ.
  • ย้ำมาตรการรับประกันความเรียบร้อยวันที่ 8 ก.พ.
  • ขอโทษที่สร้างความเข้าใจผิด สร้างบรรยากาศไม่ดี

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาการสื่อสารในยุคดิจิทัล ที่คลิปสั้นๆ สามารถจุดไฟดราม่าได้ง่ายมาก โดยเฉพาะเรื่องการเมืองที่ทุกคนอ่อนไหว สื่อควรนำเสนอให้ครบถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดความแตกแยก

ทำไมความเชื่อมั่นในการเลือกตั้งถึงสำคัญ?

การเลือกตั้งคือหัวใจประชาธิปไตย ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นใน กกต. หรือกรรมการ ผลการเลือกตั้งก็จะถูกตั้งคำถาม ลากยาวเป็นวิกฤตได้ เหมือนกรณีเลือกตั้งล่วงหน้าที่เพิ่งผ่านมา มีคนตั้งข้อสังเกตเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่ แสวงเลยใช้โอกาสนี้ย้ำว่าต้องทำให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะ “คน” ที่เป็นกรรมการ เพราะระบบดีแค่ไหน ถ้าคนไม่โปร ก็จบเห่

จากประสบการณ์การเลือกตั้งไทยหลายครั้ง เรามักเจอประเด็นแบบนี้ซ้ำๆ ไม่ว่าจะทุจริต คำร้องเรียน หรือดราม่าสื่อ การที่แสวงออกมาขออภัยเร็วแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดี แสดงถึงความรับผิดชอบ แม้จะรู้สึกตัดพ้อสื่อหน่อยๆ แต่ก็ช่วยคลายความตึงเครียดได้บ้าง

ขยายความอีกนิด ในรายการ แสวงยังพูดถึงหลักการเลือกตั้งที่ต้องโปร่งใส ยุติธรรม และเชื่อมั่นได้ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ กกต. ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไม่ว่าจะพรรคการเมือง สื่อ หรือประชาชน การเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ก็น่าจะราบรื่น

สุดท้ายนี้ คิดเห็นยังไงบ้างครับ? คำพูดของแสวงเกินไปหรือเปล่า หรือสื่อเกินจริง? การสื่อสารที่ดีคือกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตการเลือกตั้งจากเรา เพื่อไม่ให้พลาดประเด็นสำคัญนะครับ!

ที่มา – “แสวง” ขออภัยประชาชนสื่อสารไม่ดีเอง เรื่องไม่ไว้ใจกรรมการ ก็อย่าไปเลือกตั้ง

เลือกตั้ง 2569: แสวง รับความผิดพลาด ไม่โกรธ “อย่ามาแหวง”

ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังร้อนระอุกับการเลือกตั้งครั้งใหญ่ปี 2569 ชื่อของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กลายเป็นประเด็นร้อน เมื่อเขาได้ออกมา แสวง รับความผิดพลาด ที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ทั้งประชาชนและ กกต. เสียหายไปไม่น้อย แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือทัศนคติที่ไม่โกรธเคืองต่อคำพูด “อย่ามาแหวง” ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก

แสวง รับความผิดพลาด

จากรายการ “กรรมกรข่าว คุยนอกจอ” ที่นายสรยุทธ สุทัศนะจินดาเป็นผู้ดำเนินรายการ นายแสวงได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้งล่วงหน้า เขายอมรับว่ามีความบกพร่องหลายประการ เช่น กระดาษผู้สมัครซ้อนกัน หรือปัญหาการจัดการหน่วยเลือกตั้งที่ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่พอใจ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต. เสียหาย แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย นายแสวงย้ำว่า “แสวง รับความผิดพลาดของเรามันจะทำให้คนอื่นเสียหาย กับเรานี่เสียหาย” โดยชี้ว่าทีมงานได้ซักซ้อมมาอย่างดีแล้ว แต่สุดท้ายปัญหาก็ยังเกิดขึ้น

แม้จะมีข้อครหามากมาย แต่เลขาฯ กกต. ยืนยันว่าจะยึดหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ไม่เต้นตามคำกล่าวหา เขาให้ความมั่นใจว่าทุกเจตจำนงของประชาชนจะไม่ถูกทิ้งขว้าง โดยเฉพาะวันเลือกตั้งหลักวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่คาดว่าจะราบรื่นกว่า เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งน้อยลงและกระดาษไม่ซ้อนทับกัน นอกจากนี้ ทุกเหตุการณ์ในหน่วยเลือกตั้งจะถูกบันทึกไว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้

ไม่โกรธคนพูด “อย่ามาแหวง” และขอโทษสังคม

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกคือคำพูด “อย่ามาแหวง” ที่กลายเป็นไวรัล นายแสวงตอบแบบชิลๆ ว่า “ไม่โกรธครับ ไม่โกรธ ผมกำลังมีความสุขกับฟุตบอลช่วงนี้” โดยเชียร์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่กำลังฟอร์มดีติดท็อป 4 พรีเมียร์ลีก เขายังแถลงขอโทษไปแล้วตั้งแต่วันนั้น และย้ำอีกครั้งว่าสำนักงาน กกต. ตั้งใจให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แม้ซักซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ปัญหาก็ยังหลุดรอดมาได้ สำหรับการแสดงความรับผิดชอบ เขาขอให้เป็นไปตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่คำขอโทษอย่างเดียว

นอกจากนี้ นายแสวงยังถูกถามถึงข้อกล่าวหาอื่นๆ เช่น คดีฮั้ว สว. ที่ล่าช้า หรือที่เขามาจากบุรีรัมย์แล้วลำเอียง ซึ่งเขาแก้ต่างด้วยรอยยิ้ม “ใช่ครับ แล้วยังไงครับคนบุรีรัมย์” โดยยืนยันว่า กกต. ทำงานเป็นกลางเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อพรรคการเมืองใดๆ ลูกน้องก็ไม่ฟังคำสั่งลำเอียงแน่นอน หากทำผิดก็พร้อมรับผลจากศาล

บริบทการเลือกตั้ง 2569 และบทบาท กกต.

การเลือกตั้ง 2569 ถือเป็นครั้งสำคัญที่กำหนดอนาคตประเทศ โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายมาหลายปี กกต. มีหน้าที่หลักในการรับประกันความโปร่งใสและยุติธรรม แต่ปัญหาในวันเลือกตั้งล่วงหน้าทำให้เกิดคำถามถึงความพร้อม นายแสวงชี้ว่าความเชื่อมั่นคือหัวใจ หากประชาชนไม่เชื่อใจกรรมการ ก็ยากที่จะจัดการเลือกตั้งได้ราบรื่น เขาย้ำว่าเพื่อนของ กกต. ตอนนี้คือ “กฎหมายกับความจริง” เท่านั้น

  • ปัญหาหลัก: กระดาษซ้อน การจัดการหน่วยเลือกตั้ง
  • แนวทางแก้ไข: บันทึกทุกเหตุการณ์ ตรวจสอบย้อนหลัง
  • วันหลัก 8 ก.พ.: คาดไม่มีปัญหาเพราะหน่วยน้อย
  • ขอโทษประชาชน: ยอมรับผิดพลาดและซักซ้อมไม่พอ

นายแสวงยังฝากถึงประชาชนว่า “อีก 2-3 วันก็ถึงวันเลือกตั้ง อยากให้ออกมาใช้สิทธิเยอะๆ ท่านอยากให้ประเทศเป็นอย่างไรก็เลือกตามนั้น” หลังชี้แจง เขาก็บอกว่าสบายใจขึ้นมาก

จากมุมมองของเรา การที่นายแสวงกล้าออกมา แสวง รับความผิดพลาด แบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นความเชื่อมั่น แม้จะมีปัญหา แต่ทัศนคติบวกและคำขอโทษชัดเจนจะช่วยให้การเลือกตั้งครั้งนี้ผ่านพ้นไปได้ คุณล่ะคิดอย่างไร? ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันเยอะๆ นะครับ เพื่ออนาคตของชาติ!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : “แสวง” รับความผิดพลาดทำคนอื่น-กกต.เสียหาย ไม่โกรธคนพูด “อย่ามาแหวง”

เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้

เตรียมติดตาม! เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อให้วุฒิสภาเห็นชอบ กกต. และ ป.ป.ช. แทนตำแหน่งที่ว่างที่รอการพิจารณา

วันที่ 21 ธันวาคม 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้มีการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ โดยมีสาระสำคัญอยู่ที่การให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งสำคัญตามรัฐธรรมนูญ

เหตุผลสำคัญของการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ คือประธานวุฒิสภาได้กราบบังคมทูลว่า แม้จะอยู่ในช่วงยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่วุฒิสภาจะต้องประชุมเพื่อพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 126 วงเล็บ (2) ของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการสรรหาและแต่งตั้งบุคคลสำคัญเหล่านี้เป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อสถานการณ์ จึงได้มีการ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ เพื่อให้วุฒิสภาสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้

นายมงคล สุรัจสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการเปิดประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและเร่งด่วนของภารกิจที่วุฒิสภาจะต้องดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ ได้มีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมสมัยวิสามัญรัฐสภาในวันเดียวกัน คือวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การประชุมครั้งนี้จะมีระยะเวลาดำเนินการที่จำกัดเพียงใด และจะสามารถพิจารณาเรื่องสำคัญดังกล่าวได้แล้วเสร็จหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ

  • การพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.
  • การพิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช.
  • ระยะเวลาในการพิจารณาที่จำกัด เนื่องจากมีพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมในวันเดียวกัน
  • ผลการลงมติของวุฒิสภาต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลทั้งสอง

การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกภาคส่วนของสังคม เนื่องจากผลของการพิจารณาจะส่งผลต่อการดำเนินงานขององค์กรอิสระที่สำคัญของประเทศ ทั้งในด้านการจัดการเลือกตั้งและการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญได้จากสื่อต่างๆ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ เพื่อให้ทราบถึงการตัดสินใจที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสังคมโดยรวม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการทำความเข้าใจในกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถตัดสินใจและแสดงออกได้อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์

จับตาทิศทางการเมือง! การเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่? ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ 24 ธันวาคมนี้ ให้วุฒิสภาเห็นชอบ กกต.และป.ป.ช.

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “สราวุธ ทรงศิวิไล” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” เป็นกรรมการการเลือกตั้งแล้วตั้งบัดนี้ ประกาศ ณ 30 สิงหาคม 2568

วันที่ 2 กันยายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายปัญญา อุดชาชน เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามประกาศลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 นั้น ต่อมา นายปัญญา อุดชาชน ได้พ้นจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากครบวาระการดำรงตำแหน่ง เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 200 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ขณะเดียวกัน ยังมีการเผยแพร่ พระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งกรรมการการเลือกตั้ง มีเนื้อหาว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายปกรณ์ มหรรณพ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ตามประกาศลงวันที่ 12 สิงหาคม 2561 นั้น ต่อมา นายปกรณ์ มหรรณพ ได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปี เป็นเหตุให้ตำแหน่งว่างลง

บัดนี้ วุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 222 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 222 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบมาตรา 8 และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลสำคัญสองท่านในตำแหน่งสำคัญของประเทศ ได้แก่ นายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) การแต่งตั้งทั้งสองท่านนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามกระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รายละเอียดการแต่งตั้ง โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต.

ในการแต่งตั้งนายสราวุธ ทรงศิวิไล เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น สืบเนื่องมาจากตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่างลง เนื่องจากนายปัญญา อุดชาชน ครบวาระการดำรงตำแหน่ง วุฒิสภาจึงได้ให้ความเห็นชอบนายสราวุธ ทรงศิวิไล ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าว การแต่งตั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 200 (5) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561

ในส่วนของการแต่งตั้งนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น สืบเนื่องมาจากตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งว่างลง เนื่องจากนายปกรณ์ มหรรณพ มีอายุครบ 70 ปี วุฒิสภาจึงได้ให้ความเห็นชอบนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าว การแต่งตั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 222 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560

การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต. มีผลตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม พุทธศักราช 2568 เป็นต้นไป โดยมีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

การแต่งตั้งบุคคลทั้งสองท่านนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ในการพิจารณาและตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเมืองการปกครองของประเทศ ในขณะที่กรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สราวุธ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ณรงค์ กกต. จึงเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการรักษากฎหมายและส่งเสริมประชาธิปไตยในประเทศไทย

การแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ กกต. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันทางการเมือง และกระบวนการยุติธรรมของไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “สราวุธ” เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ “ณรงค์” เป็น กกต.

Scroll to top