กรรมการบริหารพรรค

“ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

เป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้รับพระราชทานอภัยโทษในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะท่าทีของพี่น้องในพรรคเพื่อไทยที่มีต่อเหตุการณ์นี้

“ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า สมาชิกพรรคทุกคนต่างรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ท่านได้รับโอกาสนี้ นี่ถือเป็นข่าวดีที่สร้างพลังบวกให้กับคนในพรรคอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่าการกลับมาของท่านจะส่งผลต่อการบริหารงานภายในพรรคอย่างไร ซึ่งนายประเสริฐได้ย้ำชัดเจนว่า “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา อย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำเรื่องโครงสร้างพรรคที่แข็งแรงอยู่แล้ว

มุมมองจากคนใกล้ชิดและการเดินหน้าพรรคเพื่อไทย

ต้องยอมรับว่า คุณทักษิณเปรียบเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคมาโดยตลอด แต่ในส่วนของการบริหารจัดการนั้น นายประเสริฐได้ชี้แจงว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีกรรมการบริหารพรรคที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพอยู่แล้ว ซึ่งนี่คือกลไกปกติของการทำงานทางการเมืองที่มีลำดับขั้นตอนชัดเจน

ประเด็นที่น่าสนใจเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์มีดังนี้:

  • การปรึกษาเรื่องงานในอนาคต: นายประเสริฐมองว่าการไปขอคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์สูงอย่างคุณทักษิณเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ทำได้
  • ความเชื่อมั่นในองค์กร: มั่นใจว่าโครงสร้างของพรรคปัจจุบันมีความเข้มแข็งและสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีการแทรกแซง
  • ความยินดีร่วมกัน: บรรยากาศภายในพรรคเป็นไปอย่างชื่นมื่นหลังจากได้รับทราบข่าวดีนี้

ท้ายที่สุด การที่ “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงความเคารพในฐานะผู้อาวุโส แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพในการแยกบทบาทหน้าที่ให้คนในพรรคได้ทำงานตามกลไกที่ได้วางไว้ต่อไป ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์แบบพี่น้องและความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณก็ยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ยึดเหนี่ยวใจคนในพรรคเพื่อไทยไว้อย่างเหนียวแน่นครับ

ที่มา – “ประเสริฐ” ยินดี “ทักษิณ” พ้นโทษ มั่นใจไม่ยุ่งงานพรรคเพื่อไทย เผยมีโอกาสจะไปขอคำปรึกษา

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย

วันนี้เรามาส่องประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัยกันครับ ท่านนี้คือฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในกรุงเทพมหานครชั้นใน โดยเฉพาะย่านเยาวราชที่เต็มไปด้วยชุมชนจีนโบราณและการค้าขายคึกคัก พินิจคือลูกหลานตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย

นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ หรือที่ชาวเยาวราชเรียกติดปากว่า “สก.พินิจ” อายุ 69 ปี เกิดวันที่ 17 สิงหาคม 2499 จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการบริหารทั่วไป จากมหาวิทยาลัยเกริก ท่านเป็นหลานชายของเสี่ยส่ง กาญจนชูศักดิ์ เจ้าของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังตราปลามังกรชื่อดังในย่านเยาวราช ปทุมวัน สัมพันธวงศ์ เสี่ยส่งยังเป็นโปรโมเตอร์มวยดังและผู้จัดการทีมมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ทำให้ตระกูลนี้เป็นที่เคารพในวงการกีฬาและชุมชน

ตระกูลกาญจนชูศักดิ์: บ้านใหญ่กรุงเทพชั้นใน

ตระกูลกาญจนชูศักดิ์คือตัวอย่างของครอบครัวไทยเชื้อสายจีนที่สร้างตัวจากธุรกิจค้าขายในย่านชุมชนจีน สู่ความสำเร็จในวงการกีฬาและการเมือง ปี 2538 เสี่ยส่งส่งบุตรสาว “อรทัย กาญจนชูศักดิ์” (ฐานะจาโร) ลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 2 พรรคพลังธรรม ได้รับชัยชนะ สร้างชื่อให้ตระกูล

ตามด้วยปี 2541 นายพินิจลงสมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตสัมพันธวงศ์ พรรคประชาธิปัตย์ และชนะเลือกตั้งมาอย่างต่อเนื่อง 5 สมัย! ทำให้ท่านครองใจชาวเขตนี้มานานกว่า 20 ปี ด้วยการคลุกคลีแก้ปัญหาชุมชน เช่น ปัญหาการจราจร ความสะอาด และการค้าขาย

ปี 2544 น้องสาว “น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์” ได้เป็นสก.เขตปทุมวัน พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนขยับไปเป็น ส.ส.กทม.เขตปทุมวัน-สัมพันธวงศ์ พรรคแม่พระธรณีบีบมวยผม 2 สมัย (2550, 2554) แม้บางช่วงจะแข่งกับญาติในพรรคไทยรักไทย แต่ตระกูลนี้ยังคงแข็งแกร่ง

ชัยชนะถล่มทลายในศึกเลือกตั้งล่าสุด

ในการเลือกตั้งสก.ปี 2566 เขตสัมพันธวงศ์ พินิจ กาญจนชูศักดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ คว้าคะแนน 4,613 เสียง ทิ้งห่างนายจักรกฤช ธนดิตถ์ จากพรรคก้าวไกล (1,672 เสียง) เกือบ 3,000 คะแนน! แสดงถึงฐานเสียงที่เหนียวแน่น แม้กระแสสีส้มจะมาแรง แต่พินิจก็ดับกระแสได้สบาย

ปัจจุบัน น.ส.อรอนงค์ยังเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคในกทม.

ผลงานเด่นในสภากรุงเทพฯ

  • คณะกรรมการสามัญ 2565-ปัจจุบัน: ประธานคณะกรรมการการวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการกีฬา, กรรมการสาธารณสุข, กรรมการปกครองและความสงบ
  • คณะกรรมการวิสามัญ: พิจารณางบประมาณ 2566, ทุนวิจัยแพทย์, ถ่ายโอนกิจการจราจร
  • ปี 2566: รองประธานคณะวิสามัญประมวลจริยธรรมสก., โฆษกสภากรุงเทพฯ, กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์

ผลงานเหล่านี้ช่วยพัฒนาเขตสัมพันธวงศ์ให้เป็นย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่คึกคัก ส่งเสริมวัฒนธรรมจีนและกีฬาในชุมชน

ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย แสดงให้เห็นถึงนักการเมืองท้องถิ่นที่เข้าใจชุมชนจริงๆ จากรากเหง้าธุรกิจและกีฬา สู่การเมืองที่ยั่งยืน ด้วยความทุ่มเท ท่านไม่เพียงรักษาเก้าอี้ได้ แต่ยังพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ในมุมมองผม พินิจคือแบบอย่างของนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีฐานะมั่นคงและทำงานจริงจัง หากเลือกตั้งรอบใหม่ ท่านน่าจะยังคงเป็นแชมป์ต่อไป คุณคิดเห็นอย่างไรกับเส้นทางของสก.พินิจ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองกทม.เพิ่มเติมได้เลยครับ!

ที่มา – ประวัติ “พินิจ กาญจนชูศักดิ์” แชมป์สก.เขตสัมพันธวงศ์ 5 สมัย ฐานเสียงสำคัญพรรคประชาธิปัตย์

“ภราดร” ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ.

"ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ. กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะภายในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่มีกระแสข่าว สส.บางคนไม่พอใจจนออกจากกลุ่มไลน์พรรค หลังมีรายชื่อหลุดประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ 14 คณะ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีคนคาดหวังแต่พลาดโอกาส นายภราดร ปริศนานันทกุล ในฐานะแกนนำพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชิลๆ ยืนยันว่าทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีรอยร้าวอะไร

"ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ.

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 29 เมษายน 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดรได้เผยว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมเคาะรายชื่อประธานกมธ. 14 คณะอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า หลังจากกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะประชุมอีกครั้ง เพื่อเร่งตั้งกมธ.ให้เร็วที่สุด รายชื่อที่หลุดออกมาเป็นเพียงกระแสข่าวเท่านั้น ไม่ใช่ของจริง

เมื่อผู้สื่อข่าวจี้ถามถึง สส.ที่คาดว่าจะได้เป็นประธานกมธ.แต่ชื่อไม่ติดบัญชี จนเกิดความไม่พอใจออกจากไลน์กลุ่ม นายภราดรตอบแบบขำๆ ว่า “โทรศัพท์เสีย จนไลน์เด้งหรือไม่” แสดงถึงสไตล์การรับมือที่ผ่อนคลาย ไม่ตีโพยตีพาย

หลักการเยียวยาของพรรคต่อ สส. ชวดตำแหน่ง

สำหรับการเยียวยาคนที่ไม่ได้ตำแหน่ง นายภราดรย้ำชัดว่าตำแหน่งประธานกมธ.มีจำกัด แต่พรรคมี สส.เก่งๆ เยอะแยะ ดังนั้นไม่สามารถแจกจ่ายให้ทุกคนได้ พรรคจะบริหารจัดการอย่างเป็นธรรมสูงสุดต่อทุกฝ่าย เมื่อถามว่าจะเกิดรอยร้าวในพรรคหรือไม่ เขาตอบสั้นๆ ว่า “คงไม่ครับ เรื่องบ้านเราก็คุยกันในบ้าน” สะท้อนความมั่นใจในการรวมพรรค

  • รายชื่อประธานกมธ. จะประกาศสัปดาห์หน้า
  • กก.บห. ประชุมเพื่อยืนยันรายชื่อ
  • ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทุกคน
  • ปัญหาไลน์กลุ่มแก้ได้ด้วยการคุยกัน
  • ไม่ปล่อยให้เกิดรอยร้าวภายใน

บริบทการเมืองพรรคภูมิใจไทยกับตำแหน่งกมธ.

พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่มี สส.กว่า 70 คน ถือเป็นพรรคใหญ่รองจากเพื่อไทย ตำแหน่งประธานกมธ.สามัญมีความสำคัญมาก เพราะควบคุมการพิจารณากฎหมาย วาระการประชุม และอิทธิพลในสภา การจัดสรรตำแหน่งจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กระแสข่าวครั้งนี้เกิดจากความคาดหวังสูงของ สส.รุ่นใหม่ที่อยากมีบทบาท แต่พรรคต้องพิจารณาประสบการณ์และสมดุลอำนาจ

"ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ. แบบนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคมีกลไกจัดการภายในที่ดี ไม่ปล่อยให้ปัญหาเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ในอดีตพรรคการเมืองไทยเคยแตกแยกจากปัญหาแบ่งเก้าอี้แบบนี้หลายครั้ง เช่น กรณีพรรคประชาธิปัตย์หรือชาติไทยพัฒนา แต่ภท.ดูจะเรียนรู้บทเรียนแล้ว โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ก็มักเน้นสามัคคี

ผลกระทบที่อาจเกิดหากไม่จัดการดี

หากปล่อยให้รอยร้าวลุกลาม อาจกระทบคะแนนในสภาฯ โดยเฉพาะในการโหวตกฎหมายสำคัญอย่างงบประมาณหรือ พ.ร.บ.ต่าง ๆ แต่จากคำพูดของนายภราดร เชื่อว่าพรรคจะเคลียร์ได้รวดเร็ว สส.ที่ออกไลน์น่าจะกลับมาเร็วๆ นี้ เพราะการเมืองไทยเน้นผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความขัดแย้งส่วนตัว

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยยังมีบทบาทสำคัญในรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เช่น การผลักดันนโยบายเกษตรและสาธารณสุข การรักษาความเป็นเอกภาพจึงยิ่งสำคัญเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านฉวยโอกาส

สรุปแล้ว "ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์ ปมชวดประธาน กมธ. ครั้งนี้เป็นแค่เรื่องเล็กที่พรรคจัดการได้ แสดงถึงความเป็นมืออาชีพในการบริหารภายใน

ความเห็นของเรา: เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนว่าพรรคการเมืองต้องสื่อสารโปร่งใสตั้งแต่ต้น เพื่อลดความเข้าใจผิด คุณคิดว่าพรรคภูมิใจไทยจะจัดการอย่างไรต่อ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – "ภราดร" ปัดตอบ สส. ออกไลน์กลุ่ม ปมชวดประธาน กมธ. เชื่อคุยกันได้ไม่เกิดรอยร้าว

พรรคไทรวมพลังเลือกจิตรวรรณหวังศุภกิจโกศลหัวหน้าพรรค

ในวงการการเมืองท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี มีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแส เมื่อ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาดามกบ” ส.ส.เขต 9 อุบลราชธานี ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ขณะที่ “กังฟู” หรือนายวสวรรธน์ พวงพรศรี ย้ายมานั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรค การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ที่โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี

พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค

การประชุมครั้งนี้มีสมาชิกพรรคและตัวแทนจากทั่วสารทิศมาร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ กังฟู หัวหน้าพรรคคนเก่า เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเก่า ประธานที่ปรึกษาพรรค นายสมศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.เขต 9 นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร ส.ส.เขต 3 นายสมศักดิ์ บุญประชม ส.ส.เขต 10 นายณรงค์ชัย วีระกุล ส.ส.เขต 2 รวมถึงกรรมการสาขาพรรค 10 สาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และสมาชิกพรรคจำนวนมาก

นายวสวรรธน์ ได้กล่าวเปิดประชุม แจ้งวาระสำคัญ และเพื่อให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการเลือกคณะบริหารชุดใหม่ จึงยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคต่อนายทะเบียนสมาชิกในที่ประชุม ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 17 (2) ซึ่งกำหนดว่าหากหัวหน้าพรรคลาออก คณะกรรมการบริหารทั้งชุดจะพ้นจากตำแหน่งทันที สิ่งนี้เปิดทางให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ทันที

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ดังนี้

  • นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล เป็นหัวหน้าพรรค
  • นางพิมพกาญจน์ พลสมัคร เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 1
  • นายสมศักดิ์ บุญประชม เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 2
  • นายสิทธิชัย กอแก้ว เป็นรองหัวหน้าพรรค ลำดับที่ 3
  • นายวสวรรธน์ พวงพรศรี เป็นเลขาธิการพรรค
  • นายกิตติกร เชิดชู เป็นรองเลขาธิการพรรค
  • นางมาลี บุญเรือง เป็นเหรัญญิกพรรค
  • นางสาววรางคณา สำราญสุข เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค
  • นายณรงค์ชัย วีระกุล เป็นโฆษกพรรค
  • นายบรรหาร ศรีบุระ เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายวีระนันท์ ทัศศรี เป็นกรรมการบริหารพรรค
  • นายเหมชาติ เชื้อโชติ เป็นกรรมการบริหารพรรค

พรรคไทรวมพลัง เลือก จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล สร้างทีมบริหารใหม่ที่แข็งแกร่ง

นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือมาดามกบ เป็น ส.ส.พรรคไทรวมพลัง จังหวัดอุบลราชธานี เขต 9 มีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างโชกโชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง เธอเป็นที่รู้จักจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาท้องถิ่น การเลือกเธอเป็นหัวหน้าพรรค แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของพรรคที่ต้องการผู้นำหญิงที่เข้มแข็งและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่นายวสวรรธน์ หรือกังฟู ยังคงอยู่ในทีมบริหารในฐานะเลขาธิการพรรค ซึ่งจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการทำงานของพรรค

พรรคไทรวมพลังเป็นพรรคท้องถิ่นที่เน้นนโยบายพัฒนาจังหวัดอุบลราชธานีและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี ส.ส.กระจายในหลายเขต เช่น เขต 2, 3, 9, 10 การเปลี่ยนแปลงคณะบริหารครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้พรรคในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะการผลักดันประเด็นเศรษฐกิจ สังคม และโครงสร้างพื้นฐานท้องถิ่น

เฟซบุ๊กเพจพรรคไทรวมพลังได้โพสต์แสดงความยินดีกับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่แล้ว เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 สะท้อนถึงความสามัคคีภายในพรรค การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปรับโครงสร้างภายในเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่าพรรคพร้อมก้าวสู่เวทีการเมืองระดับชาติมากขึ้น

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การ พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรค จะช่วยดึงดูดฐานเสียงสตรีและเยาวชนในพื้นที่ได้ดีขึ้น ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและใกล้ชิดประชาชน ขณะที่ทีมรองหัวหน้าและเลขาธิการที่มีประสบการณ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการวางแผนยุทธศาสตร์

หากคุณสนใจการเมืองท้องถิ่นและอยากติดตามพัฒนาการของพรรคไทรวมพลัง ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเพจทางการของพรรค หรือแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดอย่างไรกับคณะบริหารชุดใหม่นี้ พรรคจะประสบความสำเร็จในอนาคตอย่างไร?

ที่มา – พรรคไทรวมพลัง เลือก “จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล” เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ “กังฟู” นั่งเลขาธิการพรรค

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

สถานการณ์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยเฉพาะในพรรคขนาดกลางอย่างไทยสร้างไทย (ทสท.) ที่กำลังเผชิญความท้าทายภายใน ล่าสุด “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ กลายเป็นประเด็นร้อนที่สื่อการเมืองให้ความสนใจอย่างมาก นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ รองหัวหน้าพรรค ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนท่ามกลางความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาล

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ภายในพรรคไทยสร้างไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีข้อเห็นต่างเรื่องการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) จะมอบหมายให้รักษาการหัวหน้าพรรครับผิดชอบเจรจาเพื่อสนับสนุนเสียงข้างมากในการจัดตั้งรัฐบาลแล้วก็ตาม ความเห็นต่างนี้เกิดจากหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้งที่พรรคได้ที่นั่งไม่มากนัก รวมถึงเหตุการณ์การเมืองล่าสุดที่ทำให้สมาชิกบางคนมีความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

“ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเข้าใจมุมมองของทุกคนที่ต้องการรัฐบาลที่มีศักยภาพโดยเร็วที่สุด แต่หากยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนเองจะขอไม่รับตำแหน่งบริหารใดๆ ในพรรคอีกต่อไปในการประชุมสามัญที่จะมาถึง และจะส่งกำลังใจให้ชุดบริหารใหม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บริบทการเมืองและพรรคไทยสร้างไทย

พรรคไทยสร้างไทยก่อตั้งโดยนางสาวอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566 พรรคมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และประชาธิปไตย หลังเลือกตั้งได้ ส.ส. จำนวนหนึ่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะเป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล ทำให้ต้องเจรจากับพรรคอื่น สถานการณ์ปัจจุบันที่ “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่อาจกระทบต่อความเป็นเอกภาพของพรรค

  • ผลกระทบจากการเลือกตั้ง: พรรคได้ที่นั่งน้อยกว่าที่คาด ส่งผลให้เกิดคำถามเรื่องทิศทาง
  • การเจรจาจัดตั้งรัฐบาล: ต้องประสานเสียงกับพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่น
  • จุดยืนส่วนตัวของ ส.ส.: แต่ละคนมีมุมมองต่างต่อผู้สมัครนายกฯ

จุดยืนของนายต่อพงษ์และผลกระทบที่อาจเกิด

นายต่อพงษ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยสังกัดพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน จุดยืนที่ชัดเจนของเขาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแสดงความกังวล แต่เป็นการเตือนใจให้พรรคหาข้อสรุปโดยเร็ว หาก “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ต่อไป อาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างบริหารพรรคครั้งใหญ่ ส่งผลให้พรรคเสียความน่าเชื่อถือในสายตานักการเมืองอื่น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครนายกฯ จากกกต. และการตีความรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้เกิดความล่าช้าในการโหวต สมาชิกพรรคไทยสร้างไทยต้องเร่งหาทางออกเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสสำคัญ

การแสดงจุดยืนของนายต่อพงษ์นี้ สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อพรรคและประเทศ เขาเชื่อว่ารัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อาชญากรรม และความเหลื่อมล้ำได้ดียิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคไทยสร้างไทย หากสามารถรวมใจกันได้ จะกลายเป็นพรรคที่แข็งแกร่งในอนาคต ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว

ที่มา – “ต่อพงษ์” ห่วง ทสท. ยังเห็นต่างโหวตนายกฯ ลั่นหากไร้ข้อสรุป ขอไม่รับตำแหน่งบริหารพรรคต่อ

“โสภณ” รับมติพรรคชิงประธานสภา พ่วง “มัลลิกา”

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติชัดเจนในการผลักดันนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรีและ ส.ส.บุรีรัมย์ ให้ลงชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รมช.คมนาคมและ ส.ส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่องบุรีรัมย์อาจครองอำนาจสองสภา

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 เวลา 13.35 น. ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายโสภณได้ออกมาเปิดเผยหลังการประชุมพรรค โดยยืนยันว่ามติพรรคได้เสนอชื่ออย่างเป็นทางการแล้ว การเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2567 หลังพิธีเปิดประชุมสภาสมัยแรกเสร็จสิ้น นายโสภณย้ำว่า ผลจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา แต่ตัวเขาเองพร้อมเต็มที่ 100%

“โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 เหตุผลคือความเหมาะสม

เหตุผลหลักที่พรรคเลือกทั้งสองคนนี้เพราะเห็นความเหมาะสมและศักยภาพในการทำงาน นายโสภณซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในแวดวงการเมือง ทั้งในฐานะ ส.ส. รองนายกฯ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย เชื่อมั่นว่าจะสามารถควบคุมการประชุมสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่น.ส.มัลลิกาก็มีบทบาทสำคัญในกระทรวงคมนาคม แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการ

นายโสภณกล่าวว่า “ไม่ว่าตำแหน่งไหน ผมก็ทำงานเต็มที่ ไม่ใช่คนเล่นๆ” เขายังตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่ว่า บุรีรัมย์จะกินรวบทั้งประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เพราะวุฒิสภาเป็นเรื่องของวุฒิสภา ส่วนตัวเขาเป็นตัวแทนพรรค หากพรรคมีเสียงไม่พอ ก็ไม่มีโอกาสอยู่แล้ว

สำหรับการทำงาน นายโสภณย้ำว่าต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง ไม่ใช่มาจากจังหวัดเดียวกันแล้วจะตีตราว่าไม่เหมาะสม เขากล่าวว่า “ถ้าทำงานดี ก็เป็นประโยชน์ต่อชาติ ถ้าไม่ ก็ให้สังคมตัดสิน” นอกจากนี้ ยังพูดถึงรองประธานคนที่ 2 จากพรรคเพื่อไทยว่าไม่ทราบรายชื่อ แต่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างพรรค

ความสำคัญของตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรในยุคใหม่

ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นหัวใจของนิติบัญญัติ ประธานต้องเป็นกลาง ควบคุมให้การอภิปรายราบรื่น และรักษาความสมดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ในสมัยที่การเมืองไทยมีความหลากหลายมากขึ้น บทบาทนี้ยิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความขัดแย้ง

หากนายโสภณได้เป็นประธาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้รัฐบาลกึ่งกลางอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลร่วมกับเพื่อไทย ขณะที่ฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล และอื่นๆ ก็พร้อมตรวจสอบ นายโสภณมั่นใจว่าไม่หนักใจ เพราะแต่ละฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเอง

ตอบคำถามบุรีรัมย์กินรวบสองสภา?

ประเด็นบุรีรัมย์กินรวบถูกหยิบยกขึ้นมาเพราะประธานวุฒิสภาเป็นคนบุรีรัมย์เช่นกัน นายโสภณชี้ว่าไม่ใช่ปัญหา เพราะการทำงานไม่เกี่ยวกับถิ่นกำเนิด “กินรวบหรือไม่ อยู่ที่ผลงาน ถ้าทำงานดีจังหวัดไหนก็ได้” เขายกตัวอย่างว่าถ้าทำงานแบบกินรวบจริง ก็เกิดได้แม้ต่างจังหวัด

  • จุดเด่นของนายโสภณ: ประสบการณ์สูง สุภาพ มีวินัยในการประชุม
  • จุดเด่นของน.ส.มัลลิกา: ผู้หญิงแกร่ง ทำงานคมนาคมได้ผลดี
  • ความท้าทาย: ต้องพิสูจน์ความเป็นกลาง ท่ามกลางเสียงค้าน
  • ผลกระทบ: ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลใหม่

นอกจากนี้ การเสนอชื่อนี้ยังสะท้อนกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการยึดเก้าอี้สำคัญ เพื่อต่อรองอำนาจในสภา ซึ่งจะช่วยให้พรรคมีบทบาทมากขึ้นในการออกกฎหมาย โดยเฉพาะนโยบายที่พรรคถนัดอย่างเกษตร คมนาคม และสาธารณสุข

ในมุมมองผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ผลงานต้องมาก่อนเส้นสาย หาก “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1 แล้วได้เป็นจริง คงต้องรอดูการทำงานว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้หรือไม่ สุดท้ายแล้ว สภาไทยจะยิ่งเข้มแข็งขึ้นหรือไม่ อยู่ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับการเสนอชื่อครั้งนี้? คิดว่าโสภณเหมาะสมไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “โสภณ” รับ มติพรรคเสนอชื่อชิงประธานสภาผู้แทนราษฎร พ่วง “มัลลิกา” นั่งรองประธานสภาฯคนที่ 1

กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตที่ติดตามข่าวการเมืองอย่างใกล้ชิด วันนี้เรามีเรื่องสำคัญที่ กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569 มาอัปเดตกันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ใครที่กำลังสนใจการเมืองไทยช่วงใกล้เลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ห้ามพลาดเด็ดขาด!

กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569

เช้าวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.30 น. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการ กำชับให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง (กบห.) และกรรมการบริหารพรรคทุกพรรค ต้องควบคุมและกำกับดูแลสมาชิกพรรค รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคให้เคร่งครัด ไม่ให้กระทำการใดๆ ที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม

พูดง่ายๆ เลยนะครับ คือ กกต. กำลังบอกว่าช่วงใกล้เลือกตั้ง 2569 ทุกพรรคต้องเข้มงวดกับลูกทีมตัวเอง ถ้าพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ว่าจะซื้อสิทธิ์ขายเสียง แจกของ จ้างวาน หรืออะไรที่ขัดกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ หรือระเบียบของ กกต. โทษหนักมาก!

โทษหนักเว้นวรรคการเมือง 20 ปี หากไม่คุมสมาชิก

ถ้า กบห. พรรคละเลย ไม่ทำหน้าที่ควบคุม จะถือว่าฝ่าฝืนโดยตรง ส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดพ้นจากตำแหน่งทันที แถมยังห้ามมิให้บุคคลเหล่านั้นดำรงตำแหน่งใดๆ ในพรรคการเมืองเป็นเวลา 20 ปี นับแต่วันพ้นตำแหน่ง นอกจากนี้ยังห้ามยุ่งเกี่ยวกิจกรรมพรรค ห้ามก้าวก่าย แทรกแซง และห้ามมีส่วนร่วมในการสรรหาผู้สมัคร ส.ส. หรือตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ ด้วย

  • พ้นตำแหน่งทั้งคณะ: กบห. ทุกคนในพรรคนั้น bye bye
  • เว้นวรรค 20 ปี: ห้ามยุ่งการเมืองในพรรคไปเลย 20 ปีเต็ม
  • ห้ามแทรกแซง: ไม่ให้ก้าวก่ายกิจกรรมพรรคหรือช่วยสรรหาผู้สมัคร
  • ผลกระทบพรรค: พรรคอาจอ่อนแอลงเพราะขาดผู้นำชั่วคราว

เห็นภาพชัดเลยใช่ไหมครับ มาตรการนี้เข้มข้นมาก เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคปล่อยปละละเลย จนเกิดทุจริตเลือกตั้งแบบในอดีต

เหตุผลที่ กกต. ออกมาตรการนี้

กกต. หวังให้สมาชิกและผู้บริหารพรรคทุกคนยึดกฎหมาย ระเบียบ ประกาศอย่างเคร่งครัด เพื่อให้พรรคการเมืองทำหน้าที่ได้เต็มที่ เป็นสถาบันทางการเมืองที่แข็งแกร่ง สนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสำคัญที่สุดคือทำให้การเลือกตั้ง 2569 เป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม ชอบด้วยกฎหมาย

ในมุมมองของผมนะครับ เรื่องนี้เป็นสัญญาณดีมาก เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาเรามักเจอข่าวฉาวเรื่องทุจริตบ่อยๆ ถ้าทุกพรรคจริงจังกับการควบคุมสมาชิก ก็น่าจะลดปัญหาได้เยอะ ช่วยยกระดับการเมืองไทยให้โปร่งใสขึ้น ลองนึกภาพเลือกตั้งที่ทุกคนเล่นตามกติกา สนุกและยุติธรรมแค่ไหน

แต่ก็ต้องติดตามดูว่า กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569 แบบนี้ พรรคการเมืองจะปฏิบัติตามจริงหรือเปล่า หรือจะมีใครพลาดโดนโทษหนัก 20 ปี? ช่วงนี้พรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย พปชร. ก้าวไกล ต้องระวังตัวเป็นพิเศษเลย

เพื่อเสริม SEO และให้เพื่อนๆ เข้าใจง่าย ลองดูตัวอย่างพฤติกรรมที่เสี่ยง:

  • แจกเงิน แจกของให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
  • ใช้โซเชียลมีเดียโจมตีคู่แข่งแบบเท็จ
  • จ้างคนไปลงคะแนนหรือข่มขู่
  • ทุจริตในการหาผู้สมัคร

สรุปแล้ว มาตรการนี้คือการเตือนล่วงหน้าให้ทุกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อม ผมเชื่อว่าถ้าทุกพรรคร่วมมือ การเลือกตั้ง 2569 จะเป็น landmark ของการเมืองสะอาดครั้งใหญ่

คุณล่ะคิดยังไงกับ กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569? มีพรรคไหนที่คุณมั่นใจว่าจะทำได้ดีสุด? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนกันด้านล่างเลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจการเมืองได้อ่านด้วย!

ที่มา – กกต. ส่งสัญญาณเตือนทุกพรรค คุมเข้มช่วงเลือกตั้ง 2569 หากพบทุจริต เว้นวรรคการเมือง 20 ปี

รวมไทยสร้างชาติ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ

พรรครวมไทยสร้างชาติ จัดประชุมใหญ่ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ “ชัช เตาปูน” นั่งเลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เดินหน้าสู้ศึกเลือกตั้ง “นราพัฒน์” โผล่นั่งรองหัวหน้าพรรค

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี ครั้งที่ 1/2568 เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค และตำแหน่งอื่นของพรรค แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีผู้บริหารพรรค พร้อมด้วย สส. และสมาชิกพรรคเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง ณ สโมสรราชพฤกษ์ กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้

1.นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

2.นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

3.นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

4.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

5.นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

6.นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

7.นายสามารถ มะลูลีม รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

8.นายโกวิทย์ ธารณา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

9.พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

10.นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

11.นายนิติศักดิ์ ธรรมเพชร รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

12.นาวาอากาศตรี ดร.ปุญณัฐส์ นำพา รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

13.ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง อัยรดา บำรุงรักษ์ รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ

14.นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ เหรัญญิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

15.นายสยาม บางกุลธรรม นายทะเบียนสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ

ในการประชุม นายพีระพันธุ์ ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกพรรคทุกคนที่ให้ความไว้วางใจเลือกตนให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป พร้อมระบุว่า ตลอด 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตนได้มีโอกาสเข้าไปปฏิบัติภารกิจให้กับประเทศในการกำกับดูแลพลังงาน ทำให้ได้ทราบข้อเท็จจริงและปัญหาต่าง ๆ ในด้านพลังงาน จึงได้เร่งแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติและประชาชน จนทำให้พรรครวมไทยสร้างชาติเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่สามารถบริหารจัดการโครงสร้างพลังงานของประเทศให้เกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตรึงราคาก๊าซหุงต้มให้อยู่ที่ 423 บาท/ถัง ขนาด 15 กิโลกรัม และการลดค่าไฟฟ้าลงอย่างต่อเนื่องจนมาอยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ในปัจจุบัน ซึ่งตนมั่นใจว่าหากได้ทำงานกำกับดูแลกระทรวงพลังงานต่อก็จะสามารถลดค่าไฟให้ลงมาเหลือหน่วยละ 3.70 บาท ได้แน่นอน ทั้งนี้จากการตรึงค่าไฟในปี 2567 สามารถทำให้ประชาชนประหยัดเงินค่าไฟรวมกันได้ถึง 270,000 กว่าล้านบาท ส่งผลให้ประชาชนมีเงินคืนสู่กระเป๋าเพื่อนำไปจับจ่ายซื้อสิ่งของและกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

“ผมอาจจะช่วยให้ทุกคนรวยขึ้นไม่ได้ แต่ผมทำให้ทุกคนประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ประเทศไทยในวันนี้ต้องการคนทำงาน คนที่ตั้งใจแก้ปัญหาให้ประเทศ ผมจึงขอให้คำมั่นกับสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติว่า พรรคจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ และหากได้เข้าไปบริหารประเทศ ผมจะแก้ทุกปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในทันที ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคงทางชายแดน ความมั่นคงทางพลังงาน และปัญหาความมั่นคงด้านอื่น ๆ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ยังเป็นนิมิตหมายที่ดีที่พรรคได้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยเฉพาะในตำแหน่งเลขาธิการพรรคที่ได้นายชัชวาลล์ คงอุดม เข้ามารับตำแหน่ง ซึ่งตนมั่นใจว่า ด้วยผลงานที่ผ่านมาของนายชัชวาลล์ ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานและการช่วยเหลือผู้อื่นมาเสมอ จะช่วยขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแน่นอน

ด้านนายชัชวาลล์ กล่าวว่า ตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับนายพีระพันธุ์และพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะนายพีระพันธุ์ เป็นคนดี มีความซื่อสัตย์ เสียสละ ทำงานให้ประเทศเต็มที่ และมุ่งมั่นตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหาให้ประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ตนตัดสินใจอยู่กับพรรครวมไทยสร้างชาติต่อไป

นอกจากนี้ ในคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ยังมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง เข้ามารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย

รวมไทยสร้างชาติ ประชุมใหญ่

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังคงเดินหน้าเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของชาติ มาร่วมกันติดตามข่าวสารและสนับสนุนพรรคการเมืองที่เราเชื่อมั่น เพื่อสร้างประเทศไทยให้ก้าวหน้าไปด้วยกัน

ทิศทางต่อไปของพรรครวมไทยสร้างชาติ

หลังจากที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้จัดการประชุมใหญ่และมีการเลือกตั้งตำแหน่งต่างๆ ภายในพรรคเสร็จสิ้น สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือทิศทางและนโยบายที่พรรคจะนำเสนอในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

การประชุมใหญ่ของพรรครวมไทยสร้างชาติและการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์ จะช่วยนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จได้ หวังว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

รวมไทยสร้างชาติ มุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศในทางที่ดีขึ้น ด้วยนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน การสนับสนุนและติดตามการทำงานของพรรคจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – “รวมไทยสร้างชาติ” ประชุมใหญ่ เลือก “พีระพันธุ์” นั่งหัวหน้าพรรคต่อ “ชัชวาลล์” ขึ้นเลขาธิการพรรค

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่!

เป็นไปตามคาด! ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยมีมติเลือก “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 354 เสียง

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ได้มีการจัดการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี 2568 เพื่อทำการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ สืบเนื่องจากการลาออกจากตำแหน่งของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรค ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เลือก นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ขึ้นดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างล้นหลามถึง 354 เสียง ในขณะที่มีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนเพียง 15 เสียง จากจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 369 คน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

เส้นทางสู่ตำแหน่ง หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

การได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขา นายจุลพันธ์ฯ เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองที่มีประสบการณ์ ทำงานในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน และเป็นที่ยอมรับในความสามารถและความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวม เขาได้รับการคาดหมายว่าจะนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จและความก้าวหน้าในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน ทั้งจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยเอง นักวิเคราะห์การเมือง และประชาชนทั่วไป ต่างก็จับตามองและให้ความสนใจกับการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำพรรคของนายจุลพันธ์ฯ ว่าเขาจะมีวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารพรรคอย่างไรต่อไป

ความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้าสำหรับ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ คือการนำพาพรรคเพื่อไทยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของประชาชนได้อย่างแท้จริง การสร้างความสามัคคีและความเป็นเอกภาพภายในพรรค การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อพรรคเพื่อไทย ล้วนเป็นภารกิจสำคัญที่นายจุลพันธ์ฯ จะต้องเผชิญ

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ฯ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันทางการเมืองที่เข้มข้น การรักษาฐานเสียงของพรรค การขยายฐานเสียงไปยังกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่ และการสร้างความร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของเขา

ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงผู้นำพรรคในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย และเป็นสิ่งที่ประชาชนควรจับตามองและให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศของเรา

การก้าวขึ้นมาเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่ ของคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามอง และส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศอย่างแน่นอน มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจผู้นำคนใหม่ในการนำพาพรรคเพื่อไทยไปสู่ความสำเร็จ

ที่มา – ตามคาด “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยคนใหม่

Scroll to top