กรรมาธิการวิสามัญ

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570

ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 อย่างเป็นทางการแล้ว

เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับความคืบหน้าล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบต่อวาระสำคัญ นั่นก็คือ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 เพื่อเตรียมเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีได้ย้ำชัดว่ารัฐบาลมุ่งเน้นความโปร่งใสและพร้อมตอบทุกข้อซักถามในสภาฯ อย่างเต็มที่

รายละเอียดการโอนงบประมาณและงบประมาณปี 2570 ที่ต้องทราบ

สำหรับการอนุมัติงบประมาณในครั้งนี้ มีสาระสำคัญแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ประชาชนควรทราบข้อมูล ดังนี้:

  • ร่าง พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. ….: ซึ่งเป็นการโอนงบประมาณจำนวน 10,328 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 25 คน เพื่อตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่าที่สุด
  • ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570: วงเงินไม่เกิน 3,788,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อดูแลการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การที่ ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570 ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งผลต่อทิศทางการพัฒนาประเทศโดยตรง ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำชับให้รัฐมนตรีทุกท่านเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับการอภิปรายในสภา เพื่อให้ประชาชนได้มั่นใจว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับเอกสารงบประมาณประกอบต่างๆ สามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงบประมาณ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้อย่างโปร่งใส ตามนโยบายการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากติดตามว่ากระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรตามกำหนดการที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียว พ.ร.บ.โอนงบประมาณ–งบประมาณ ปี2570

“ไชยชนก” ไขก๊อกกมธ. MOU 43 เพราะอะไร?

“ไชยชนก” แจงเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 หวั่นทับซ้อนกับคณะกรรมการรัฐบาลที่ “บวรศักดิ์” พิจารณาเรื่องนี้อยู่แล้ว เชื่อ “ปานเทพ” เหมาะสม นั่งประธานกมธ.ได้ เพราะมีแนวคิดคล้ายกัน

วันที่ 31 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยถึงการลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ว่า มีหลายปัจจัย แต่ปัจจัยหลักไม่ได้ซับซ้อน โดยปัจจัยที่ 1 คือ เรื่องความทับซ้อนในเรื่องหน่วยงานที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งเข้ามาในส่วนของฝ่ายบริหาร เรื่องการหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลมีอยู่แล้ว 2.เรื่องการบริหารจัดการเวลา จากที่มีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่วนตัวอยู่ในแทบจะทุกคณะกรรมการฯ เลย น่าจะเลย 10 คณะกรรมการ แล้ว ยังไม่รวมงานในฝั่งของกระทรวงดีอี ด้วย 2 ปัจจัยนี้แล้ว พบว่า งานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่จะลาออกได้ แต่เหตุผลที่ 3 คือ ทราบดีว่าคนในคณะกรรมการฯ มีแต่คนที่มากความสามารถ และมากความรู้ รวมถึงนาย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ที่ขึ้นมาเป็น กมธ.แทนตน ก็มีแนวคิดที่คล้ายกัน มีความรู้ความสามารถแน่นอน ซึ่งส่วนตัวก็ยังดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรี ในหน่วยงานของฝ่ายบริหารด้วย เพราะฉะนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งไปไหนแน่นอน

“ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43

ชี้แนวคิด“ปานเทพ-ธเนศ”คล้ายกัน

ส่วนการเลือกใครนั่งแทนนั้น นายไชยชนก ระบุว่า ให้ออฟชั่น เลือกกันระหว่าง ดร.ธเนศ สุจารีกุล ที่ปรึกษา กมธ.ฯ กับ นายปานเทพ ด้วยเหตุผลที่คิดว่า 2 คนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในหลากหลายรูปแบบ และส่วนตัวคิดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา  อีกฝ่ายยังไม่ได้รับเวลาอย่างเป็นธรรมเท่าไร จึงคิดว่าเหมาะดีที่จะมีตัวแทนจากฝั่งนี้ ได้เป็นกมธ.ที่จะแสดงความคิดเห็นอีกมุมหนึ่ง  ทั้งนี้ กมธ.ต้องรวบรวมมุมมองของทุกฝ่ายเพื่อนำเสนอ ไม่ได้บอกว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด แต่แนวโน้มของทั้ง 2 คนนี้ จะคล้ายกับผม และค่อนข้างที่จะคิดตรงกันก็เลยคิดว่าเหมาะที่จะให้โอกาสทั้ง 2 คน

เหตุผลที่ “ไชยชนก” ตัดสินใจขอไขก๊อกกมธ. MOU 43

การตัดสินใจลาออกจากกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาของนายไชยชนก ชิดชอบนั้น มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • ความทับซ้อนของหน่วยงาน: มีคณะกรรมการที่ อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตั้งขึ้นมาในส่วนของฝ่ายบริหาร เพื่อหาทางออกของเอ็มโอยูของฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน
  • การบริหารจัดการเวลา: นายไชยชนกมีคณะกรรมการสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับวาระแห่งชาติจำนวนมาก ทำให้มีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบมากมาย และงานในฝั่งของกระทรวงดีอีอีกด้วย
  • ความมั่นใจในบุคลากรอื่น: นายไชยชนกเชื่อมั่นว่าคนในคณะกรรมการฯ มีความรู้ความสามารถ รวมถึงนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ซึ่งมีแนวคิดที่คล้ายกัน

จากเหตุผลเหล่านี้ นายไชยชนกจึงตัดสินใจว่างานกมธ. MOU 43 น่าจะเป็นส่วนเดียวที่สามารถลาออกได้ โดยที่ยังสามารถดำเนินการขับเคลื่อนเรื่องนี้ต่อกับทางฝ่ายของคณะรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ การเลือกคนมานั่งแทนนั้น นายไชยชนกได้เสนอชื่อ ดร.ธเนศ สุจารีกุล และนายปานเทพ โดยมองว่าทั้งสองท่านมีความรู้ความสามารถ และสมควรได้รับโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในฐานะกรรมาธิการ

โดยรวมแล้ว การตัดสินใจของนายไชยชนกในการขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 เป็นการพิจารณาถึงภาระหน้าที่และความรับผิดชอบที่หลากหลาย รวมถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคคลอื่นที่จะสามารถสานต่องานนี้ได้เป็นอย่างดี การมีส่วนร่วมในคณะกรรมการหลายชุดอาจทำให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การกระจายโอกาสให้ผู้อื่นที่มีความสามารถเข้ามามีบทบาทจึงเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ

การเปลี่ยนแปลงในคณะกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าการเข้ามาของบุคลากรใหม่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลักดันประเด็น MOU 43 ไปในทิศทางใด

ที่มา – “ไชยชนก” ยกเหตุผลขอไขก๊อกกมธ. MOU 43 งานสำคัญล้นมือ เชื่อ “ปานเทพ” นั่งประธานกมธ.ได้

“ไชยชนก” นั่งประธาน MOU 2543-2544 ตามคาด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ เจ้าตัวให้คำมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เชื่อว่าจะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้

วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2543-2544 ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีการเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการฯ ในที่ประชุมนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ขณะที่ ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูน อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ในฐานะกรรมาธิการเสนอชื่อนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญ ทั้งนี้ นายประศาสน์ได้ขอถอนตัว ให้เหตุผลว่า ได้รับเชิญมาเพื่อทำหน้าที่กรรมาธิการ ทำให้นายไชยชนกได้รับเป็นประธานกรรมาธิการ

ส่วนรองประธาน ประกอบด้วย 1. นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 2. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส. กระบี่ พรรคภูมิใจไทย, 3. นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, 4. ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ และ 5. นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายธนาธร โล่ห์สุนทร เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ สำหรับโฆษกคณะกรรมาธิการ คือ นายปิยรัฐ จงเทพ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

ลั่นแก้ปมเขตแดนสุดฝีมือ

นายไชยชนก กล่าวว่า ขอขอบคุณที่โหวตให้มาทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ และทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเห็นต่างกัน เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เชื่อมั่นว่า กรรมาธิการชุดนี้จะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้ และยังเชื่อมั่นว่า กรรมาธิการหลายคนมีประสบการณ์และความรู้ ทั้งนี้ MOU 2543 และ 2544 มีผลกระทบที่เกี่ยวข้อง และส่งผลต่อประเด็นในบ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม กรรมาธิการจะรวบรวมประเด็นและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544

การเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ของนายไชยชนก ชิดชอบ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและกัมพูชา โดย MOU ดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับเขตแดน ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นที่จับตาของประชาชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของ MOU 2543-2544

MOU 2543 และ 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีผลต่อการกำหนดสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าว เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม MOU ดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงและมีความเห็นต่างกันในหลายฝ่าย ทำให้การพิจารณาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างล่าช้า

การที่นายไชยชนกได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการชุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและความเป็นกลางของเขาในการนำพากรรมาธิการไปสู่การหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ MOU 2543-2544 ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยอีกด้วย

นายไชยชนกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและเป็นกลาง โดยมุ่งหวังที่จะรวบรวมประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและหาทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่กรรมาธิการชุดนี้ประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาประเด็นต่างๆ เป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง อดีตข้าราชการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลเหล่านี้จะช่วยให้กรรมาธิการสามารถเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและการหาทางออกที่ดีที่สุด

โดยสรุป การแต่งตั้งนายไชยชนกเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมานาน การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยและกัมพูชา การติดตามและให้กำลังใจการทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรให้ความสนใจ

ที่มา – “ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ

Scroll to top