กรรมาธิการ

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ ที่สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก วันนี้เราจะมาวิเคราะห์และสรุปเหตุการณ์นี้แบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบททั้งหมด

“ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.เขตสงขลา พรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกรณีที่ตัวเองหลุดออกจากกลุ่มไลน์ของ ส.ส.พรรค ซึ่งหลายคนตีความว่าเป็นเพราะน้อยใจเรื่องตำแหน่งกรรมาธิการ แต่เจ้าตัวยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องนั้นเลย

นายณัฏฐ์ชนน อธิบายว่า ตนเองมีไลน์กลุ่มมากถึง 1,000 กลุ่ม และมักจะส่งข้อความผิดกลุ่มบ่อยๆ เช่น ส่งไปกลุ่มใหญ่แทนกลุ่มเล็ก หรือออกจากกลุ่มเก่าๆ อย่างกลุ่ม ส.ส.ชุดที่ 25 ชุดที่ 26 และกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ เขาย้ำว่า “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย จริงๆ ไม่ใช่การน้อยใจจากข้อตกลงเรื่องกรรมาธิการที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้า

กระบวนการหลังหลุดจากไลน์กลุ่ม

หลังจากหลุดออกจากกลุ่มไลน์ ก็มีกระบวนการของพรรคทำงานทันที โดยไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีหรือเลขาธิการพรรคที่จะเชิญกลับ แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาล ที่มาติดต่อสอบถามสาเหตุ พอชี้แจงแล้วก็เชิญกลับเข้าทันที ไม่มีปัจจัยอื่นใดแฝง

นายณัฏฐ์ชนน ยังเน้นย้ำว่า การเป็นนักการเมืองต้องไม่ยึดติดกับหน้าเกียรติหรือตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาชีวิตและปรัชญาการเมืองของตัวเอง ตำแหน่งขึ้นอยู่กับกรรมการบริหารพรรค และหลังเหตุการณ์นี้ เขากลับได้รับภารกิจเพิ่มขึ้นจากหัวหน้าพรรค เลขาฯ และวิปรัฐบาล ทั้งงานประสานสภาและงานนอกสภา

โอกาสทองจากการ “มือลั่น”

ที่น่าสนใจคือ เจ้าตัวมองว่าเหตุการณ์ “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย เป็นจังหวะดีที่ได้เปิดใจคุยกับผู้บริหารพรรคแบบตรงๆ ซึ่งปกติการสื่อสารในพรรคยุ่งยาก ต้องประชุมอย่างเดียว โอกาสคุยส่วนตัวน้อย หลังจากนี้ หัวหน้าพรรคและเลขาฯ ก็เชิญคุยและบอกว่ามีอะไรให้บอกได้เลย

แม้ยังไม่มีรับปากตำแหน่งชัดเจน แต่ตอนนี้เขามีหน้าที่สำคัญ เช่น ดูแล พ.ร.ก.เงินกู้ งบประมาณปี 2570 และประเด็นแลนด์บริดจ์ที่กระทบภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามันที่บ้านเกิดสงขลาของเขาได้รับผลน้อยกว่า แต่ต้องช่วยสื่อสารให้ประชาชน

  • สาเหตุหลัก: มือลั่นจากไลน์กลุ่มเยอะ
  • ไม่ใช่: น้อยใจเรื่องกรรมาธิการ
  • ผลดี: ได้เคลียร์ใจ ได้งานเพิ่ม
  • ปรัชญา: รักษาชีวิตมากกว่าเกียรติ
  • ภารกิจใหม่: พ.ร.ก.เงินกู้, งบ 2570, แลนด์บริดจ์

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็น dynamics ภายในพรรคภูมิใจไทยที่กำลังขยายตัว ส.ส.อย่างนายณัฏฐ์ชนนเลือกมองบวกและทำงานต่อ แทนที่จะดราม่า มันเป็นบทเรียนว่าการสื่อสารในยุคดิจิทัลสำคัญแค่ไหน โดยเฉพาะไลน์กลุ่มที่เป็นเครื่องมือหลักของนักการเมืองไทย

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของ ส.ส.คนนี้ ที่แปลงวิกฤติเป็นโอกาส หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ชอบหรือแชร์บทความนี้ และติดตามเว็บไซต์ของเราเพื่อไม่พลาดประเด็นร้อนๆ นะครับ

ที่มา – “ณัฏฐ์ชนน” อ้าง มือลั่นหลุดออกจาก ไลน์ กลุ่ม สส.ภูมิใจไทย

“ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส.ไม่พอใจ

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ พรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญกับดราม่าภายใน เมื่อมี สส. รายหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่อการจัดสรรโควต้าประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา โดยเฉพาะกรณี “ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ. ที่นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างใจเย็น

“ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ.

วันที่ 29 เมษายน 2567 นายไชยชนก ชิดชอบ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา ออกมาแสดงความไม่พอใจสัดส่วนโควต้าประธาน กมธ. จนถึงขั้นออกจากไลน์กลุ่ม ส.ส. โดยไชยชนกมองว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาในสถานการณ์ที่พรรคมี ส.ส. เพิ่มขึ้น "ตำแหน่งมันน้อยกว่าคน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย แต่เราต้องทำใจและไปต่อ" เขากล่าว

ไชยชนกยืนยันว่าพรรคพยายามบริหารจัดการให้ดีที่สุด โดยยังมีตำแหน่งสำคัญอื่นๆ อีกมากที่รออยู่ ไม่ใช่แค่ประธาน กมธ. เท่านั้น สำหรับรอยร้าวในพรรค เขามองว่าแล้วแต่บุคลิกของแต่ละคน แต่โดยรวม ส.ส. ส่วนใหญ่เข้าใจการเติบโตของพรรค และพรรคก็เป็นธรรมกับทุกคน ไม่ว่าจะสอบติดหรือไม่

สาเหตุที่ทำให้ ส.ส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ.

จากข้อมูลที่รั่วไหลออกมา มีรายชื่อ 14 คนที่คาดว่าจะได้โควต้าประธาน กมธ. ซึ่งใกล้เคียงกับที่พรรควางแผนไว้ แต่ยังไม่ใช่รายชื่อสุดท้าย ต้องรอเคาะในวันที่ 30 เมษายนนี้ ไชยชนกยอมรับว่างงที่รายชื่อหลุด แต่ย้ำว่ายังปรับเปลี่ยนได้ นายณัฏฐ์ชนน ไม่ใช่ขาดคุณสมบัติ แต่เป็นเพราะตำแหน่งจำกัดในพรรคที่ใหญ่ขึ้น

  • พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. เพิ่มมากขึ้น ทำให้การแข่งขันดุเดือด
  • โควต้าประธาน กมธ. มีจำนวนจำกัด ไม่พอให้ทุกคน
  • รายชื่อ 14 คนยังไม่ฟิกซ์ 100% มีโอกาสเปลี่ยนแปลง
  • ไชยชนกพร้อมคุยเคลียร์ใจแบบตัวต่อตัวในวันพรุ่งนี้

ไชยชนก ชี้ทางออก: ทำใจและมองตำแหน่งอื่น

เลขาธิการพรรคย้ำว่าไม่จำเป็นต้องส่งคนไปเคลียร์ เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคแบบนั้น ทุกคนคุยกันได้ปกติ ส่วนตัวเขาเพิ่งทราบเรื่องและจะคุยกับเจ้าตัวโดยตรง เขาเชื่อว่าส่วนใหญ่จะเข้าใจ และหากใครยังไม่พอใจก็เป็นสิทธิ์ แต่พรรคจะพยายามเต็มที่

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่พรรคใหญ่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการกระจายตำแหน่งให้สมาชิก พรรคภูมิใจไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็วในรัฐบาลกึ่งกลาง ต้องบริหารความสมดุลระหว่างความคาดหวังของ ส.ส. เก่า-ใหม่ และพันธมิตรcoalition เพื่อไม่ให้เกิดรอยร้าวใหญ่โต

นอกจากนี้ ไชยชนกยังชี้ว่ายังมีโอกาสอื่นๆ ในแวดวงการเมือง เช่น ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี หรือคณะกรรมการชุดอื่นๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน ส.ส. ทุกคนควรโฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าตำแหน่งส่วนตัว

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การจัดการภายในพรรคแบบนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรคภูมิใจไทยในการรักษาความเป็นเอกภาพ หากไชยชนกสามารถเคลียร์ใจได้สำเร็จ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์พรรคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สุดท้ายแล้ว “ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ. เป็นบทเรียนที่พรรคการเมืองไทยทุกพรรคควรเรียนรู้ เพื่อไปต่อด้วยความสามัคคี

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดประเด็นร้อนๆ

ที่มา – “ไชยชนก” ทำใจ ตำแหน่งน้อยกว่าคน ทำ สส. ไม่พอใจโควต้าประธาน กมธ.

พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปทัมภ์ ตั้งอาสาส้มทุกหมู่บ้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวโซเชียลที่สนใจการเมืองไทย! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนๆ จาก พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ กันเลย พรรคที่กำลังเคลื่อนไหวครั้งใหญ่หลังถอดบทเรียนจากการเลือกตั้งล่าสุด โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรค เผยแผนเด็ดในการตั้ง “อาสาส้ม” เครือข่ายอาสาสมัครที่จะครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อสู้กับระบบอุปถัมภ์ที่ครอบงำการเมืองมานาน นี่คือก้าวสำคัญที่จะทำให้พรรคใกล้ชิดประชาชนมากขึ้นจริงๆ

พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ เริ่มจากอาสาส้ม

ในงานสัมมนาใหญ่ของพรรคที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 นายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมาว่า พรรคต้องทำงานในพื้นที่ให้เข้มข้นกว่านี้ หลังจากเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด แม้จะได้คะแนนบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่ง แต่ยังแพ้ในเขตเลือกตั้งหลายแห่ง เพราะระบบอุปถัมภ์หรือที่เรียกกันว่า “บ้านใหญ่” ยังแข็งแกร่ง

แผนหลักคือการตั้ง อาสาส้ม หรือ อสส. ให้ครอบคลุมทุหมู่บ้าน อาสาส้มเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็น “หูเป็นตา” ของพรรค สะท้อนปัญหาชาวบ้าน เช่น การทุจริตคอร์รัปชัน การซื้อสิทธิ์-ขายเสียงที่หนาหูในเลือกตั้งครั้งนี้ รวมถึงช่วยส่งข่าวสารให้ผู้สมัคร ส.ส. ผลักดันนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ นอกจากนี้ยังจัดกิจกรรมท้องถิ่น ประเพณีต่างๆ เพื่อสร้างความใกล้ชิด ไม่ใช่แค่นโยบายบนเวที แต่ลงพื้นที่จริงจัง

อาสาส้มช่วยสู้ระบบอุปถัมภ์อย่างไร

ระบบอุปถัมภ์คือเครือข่ายอิทธิพลที่ผูกมัดชาวบ้านด้วยผลประโยชน์ ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นธรรม พรรคประชาชนจึงตอบโต้ด้วยเครือข่ายอาสาประชาชนที่อิสระ อาสาส้มจะช่วยให้ชาวบ้านหลุดพ้นจาก “โซ่ตรวน” ของระบบเก่า โดยเข้าไปแก้ปัญหาจริงๆ เช่น สุขภาพ การศึกษา ถนนหนทาง ทำให้ชาวบ้านเห็นว่ามีทางเลือกใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งบ้านใหญ่

  • ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน: สร้างฐานรากทั่วประเทศ
  • เฝ้าระวังทุจริต: รายงานการซื้อเสียงแบบเรียลไทม์
  • สะท้อนปัญหา: เชื่อมโยงชาวบ้านกับ ส.ส. และนโยบาย
  • กิจกรรมชุมชน: สร้างความผูกพันระยะยาว

นี่ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนปฏิบัติที่ถอดจากบทเรียนเลือกตั้ง โดยยอมรับว่าพรรคทำงานเชิงรุกในพื้นที่น้อยเกินไป แม้ประชามติจะได้ 60% แต่ต้องเสริมด้วยการทำงานฐานราก

แผนดูแล ส.ส. สอบตกและการปรับโครงสร้างพรรค

สำหรับผู้สมัครที่ยังไม่ผ่านการเลือกตั้ง พรรคไม่ทิ้งใคร! ทุกคนยังมีไฟเต็มเปี่ยม จะให้ทำงานต่อในกรรมาธิการ งานพรรค หรือตำแหน่งในสภา จัดสัมมนา 2 วันเพื่อเร่งเคาะผู้สมัครใหม่ ลงพื้นที่เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมประชุมใหญ่เดือนมีนาคม เพื่อวางยุทธศาสตร์ชัดเจน

เรื่องคดี 44 ส.ส. ที่ ป.ป.ช. ส่งศาลฎีกา หัวหน้าพรรคยืนยันไม่ยึดติดตำแหน่ง หากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะไปสร้างเครือข่ายพื้นที่แทน มีทีมกฎหมายยื่นคำร้องปกป้อง ส.ส. 10 คนหลัก และมีบุคลากรพร้อมขึ้นแทน เช่น ประธานวิปฝ่ายค้าน ไม่กังวลภายในพรรคเลย

สาเหตุแพ้เลือกตั้งและบทเรียนสำคัญ

จากถอดบทเรียน พรรคสรุป 2 ภาพใหญ่: 1) ประชาชนเห็นด้วยกับแนวคิดพรรค 60% ทั่วประเทศ แม้แพ้ภูมิใจไทยหรือกล้าธรรมในบางเขต แต่ยังได้แชมป์บัญชีรายชื่อ 2) ทำงานพื้นที่ตั้งรับไม่ดี ไม่เชิงรุกพอ จึงแพ้ระบบอุปถัมภ์

พรรคย้ำว่าไม่ดูถูก “บ้านใหญ่” เพราะประชาชนเลือกด้วยเหตุผล แต่จะสู้ด้วยการเข้าใกล้ชิด แก้ปัญหาจริง เปลี่ยนการเมืองจากบนลงล่าง

ส่วนตัวผมมองว่า แผน พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ นี้คือก้าวย่างสู่การเมืองใหม่ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ถ้าทำได้จริง จะช่วยลดอิทธิพลอุปถัมภ์ได้เยอะ คุณล่ะคิดเห็นยังไง? อยากเป็นอาสาส้มไหม ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดต!

บทความนี้มีประมาณ 850 คำ หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

ที่มา – พรรคประชาชน ปรับทัพสู้ระบบอุปถัมภ์ เตรียมตั้ง “อาสาส้ม” ครอบคลุมหมู่บ้านทั่วประเทศ

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ. ร่างรัฐธรรมนูญ

ที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบประเด็นสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนน 369 ต่อ 96 เสียง 

เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่ประชุมรัฐสภาได้อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256-6 ในเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามในการมีส่วนในการเขียนร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่สมาชิกได้อภิปรายอย่างกว้างขวาง และมีบางส่วนยังขอสงวนคำแปลญัติติ อย่างไรก็ตาม สมาชิกบางส่วนยืนยันว่าไม่ต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่สมาชิกอีกบางส่วนเห็นว่าควรให้โอกาสทุกคน ถ้าใครอยากทำดีก็ควรต้องรับฟัง อย่าไปมองสิ่งที่ผ่านมาแล้ว 

หลังจากที่ได้อภิปรายแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติ โดยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขของกรรมาธิการเสียงข้างมากประเด็นคุณสมบัติต้องห้าม เห็นด้วย 369 เสียง ไม่เห็นด้วย 96 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง

สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

การลงมติของรัฐสภาในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมาโดยตลอด การกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะเกี่ยวข้องกับความเป็นกลางและความเป็นธรรมในการร่างกฎหมายสูงสุดของประเทศ

ผลกระทบต่อการร่างรัฐธรรมนูญ

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของผู้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามที่กำหนดจะไม่สามารถเข้าร่วมกระบวนการนี้ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะเกิดขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ การอภิปรายในรัฐสภาแสดงให้เห็นถึงความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิกเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ บางส่วนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหารเข้ามามีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะที่บางส่วนมองว่าควรเปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสามารถและต้องการที่จะทำเพื่อประเทศชาติ

ความแตกต่างของความคิดเห็นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายในการสร้างความปรองดองในสังคมไทย การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชน

การที่รัฐสภาสภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนี้ แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การติดตามและวิเคราะห์ผลกระทบของการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากระบวนการนี้กำลังเดินหน้าต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นและติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะรัฐธรรมนูญคือ กฎหมายสูงสุดที่กำหนดอนาคตของประเทศ ดังนั้น การทำความเข้าใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

ที่มา – สภาเห็นชอบคุณสมบัติต้องห้ามตาม กมธ.เสียงข้างมากที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ บิ้วอินห้องอธิบดี

กลายเป็นประเด็นร้อนในการประชุมสภา เมื่อ “วรรณวิภา ไม้สน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาแฉงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่มีการจัดสรรงบประมาณในการบิ้วอินห้องทำงานอธิบดีและรองอธิบดีอย่างหรูหราเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาของตู้เสื้อผ้าและตู้โชว์ที่มีราคาสูงถึงหลักแสนบาท สวนทางกับการตัดลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ

สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่

นางสาววรรณวิภา ไม้สน ได้อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยเน้นย้ำถึงความไม่สมเหตุสมผลในการจัดสรรงบประมาณของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่มีการปรับลดงบประมาณในการซ่อมแซมบ้านให้กับผู้พิการ แต่กลับไปเพิ่มงบประมาณในการก่อสร้างและตกแต่งภายในสำนักงาน

“งบประมาณในการตกแต่งผนังกำแพงสูงถึงตารางเมตรละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท มีการจัดซื้อตู้เอกสาร 493 ตู้ เป็นเงินกว่า 7.6 ล้านบาท และมีการจัดซื้อตู้โชว์ 29 ตู้ เป็นเงิน 4.3 ล้านบาท ราคานี้ไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าประดับด้วยทองคำหรืออย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าว

บิ้วอินห้องอธิบดีสุดหรู งบประมาณบานปลาย

นอกจากนี้ นางสาววรรณวิภายังได้ตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณในการปรับปรุงห้องทำงานของอธิบดี ที่มีการจัดซื้อตู้โชว์ราคา 580,000 บาท ตู้เสื้อผ้าราคา 180,000 บาท ตู้เก็บเอกสารราคา 280,000 บาท และตู้วาง TV ราคา 140,000 บาท ในขณะที่ห้องทำงานของรองอธิบดีทั้งสองท่านก็มีการจัดซื้อตู้เสื้อผ้าในราคาสูงถึงห้องละ 270,000 บาท

“ดิฉันอ่านแล้วอ่านอีก นึกว่าอ่านผิด แต่มันราคานี้จริงๆ จึงได้แต่คิดและก็สงสัยว่าตู้เสื้อผ้าราคา 280,000 บาท หน้าตามันเป็นยังไง ในขณะที่ตัดงบซ่อมแซมบ้านผู้พิการหลังละ 40,000 บาท แต่มีการจัดงบบิ้วอินห้องทำงานกันแบบฉ่ำๆ แล้วจะตอบกับผู้พิการได้อย่างไร” นางสาววรรณวิภากล่าวด้วยความสงสัย

ประเด็นที่นางสาววรรณวิภาหยิบยกมา ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรงบประมาณ ที่ให้ความสำคัญกับการตกแต่งสำนักงานของผู้บริหารระดับสูงมากกว่าการช่วยเหลือผู้พิการที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจ้างงานผู้พิการในภาครัฐ ที่ยังต่ำกว่าภาคเอกชน

ด้านนายพัฒนา สัพโส กรรมาธิการ ได้ชี้แจงว่า ในชั้นคณะกรรมาธิการมีการแปรญัติเพิ่มงบประมาณสำหรับผู้พิการจำนวน 153 ล้านบาท ซึ่งเป็นความเห็นพ้องกันของทั้งกรรมาธิการเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย และฝ่ายบริหาร อย่างไรก็ตาม นางสาววรรณวิภายังคงติดใจในประเด็นการจัดสรรงบประมาณที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้บริหารมากกว่าผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ที่อาจไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และยังคงมีช่องว่างให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใสและไม่คุ้มค่า การตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การออกมาแฉงบฯ​ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี ครั้งนี้จึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบและปรับปรุงการทำงานของภาครัฐให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

ประเด็นเรื่อง สส.วรรณวิภา แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดี นี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม และคาดว่าจะมีการติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจากหลายภาคส่วน เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

การตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสในการใช้งบประมาณภาครัฐเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม

ที่มา – “สส.วรรณวิภา” แฉงบฯ พม. จัดบิ้วอินห้องอธิบดีฉ่ำ ราคาแพงหูฉี่ ตู้โชว์ ตู้เสื้อผ้าราคาหลายแสน

Scroll to top