กระทรวงการคลัง

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการไทย! ล่าสุด ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ การขยายระยะเวลาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองที่ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ให้สามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นการใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ ได้แก่

  • หักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 เท่า: สำหรับรายจ่ายที่เกิดจากการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่าซอฟต์แวร์ ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และค่าบริการผู้ให้บริการระบบ
  • สิทธิประโยชน์ใหม่: เพิ่มเติมค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจประเมินระบบสารสนเทศโดย สพธอ. เพื่อให้ระบบมีมาตรฐานสากล

ทำไมธุรกิจต้องหันมาใช้ระบบตามมาตรการ ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

ปัจจุบันกรมสรรพากรผลักดันระบบ e-Withholding Tax อย่างจริงจัง โดยการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือเพียง 1% สำหรับการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจได้มหาศาล อีกทั้งยังลดภาระงานเอกสารกระดาษที่กินทรัพยากร ทั้งนี้ การที่รัฐบาลประกาศว่า ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 จึงเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐต้องการให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามผ่านกระบวนการทำงานแบบเดิมเพื่อมุ่งสู่ Smart Tax อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมระบบบัญชีและภาษีให้พร้อม การมีพาร์ทเนอร์หรือ Service Provider ที่มีมาตรฐานจะช่วยลดความผิดพลาดในการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้เป็นอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น การปรับตัวในครั้งนี้ยังทำให้ธุรกิจของคุณมีความคล่องตัวสูงขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณในการจัดเก็บเอกสารในระยะยาว

เราเชื่อว่าการปรับตัวสู่เทคโนโลยีภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี การที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์มาครอบคลุมและยาวนานถึงปี 2570 นับเป็นโอกาสอันดีที่เราควรหยิบฉวยเอาไว้ เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและก้าวทันกระแสโลกยุคใหม่ ลองเริ่มปรึกษาผู้ให้บริการระบบภาษีตั้งแต่ตอนนี้เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ

ที่มา – ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดการประชุมครั้งสำคัญ โดยมีชื่อว่า “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นตามปฏิทินงบประมาณครับ

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดภารกิจสำคัญในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม.นัดพิเศษในครั้งนี้แทน ซึ่งภารกิจหลักคือการตรวจรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท

เปิดขั้นตอนการทำงานเมื่อ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

หลังจากที่ ครม. ได้มีการตรวจร่างงบประมาณอย่างละเอียดแล้ว ขั้นตอนที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญได้แก่:

  • สำนักงบประมาณจะเร่งจัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในช่วงวันที่ 17-22 มิถุนายน
  • นำเสนอ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิถุนายน
  • ยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

ความพยายามในการเร่งเครื่องครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้การพิจารณางบประมาณทั้งในวาระที่ 2 และ 3 เสร็จสิ้นภายในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เพื่อให้งบประมาณปี 2570 พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นการบริหารจัดการเวลาที่ค่อนข้างกระชับและชัดเจนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันท่วงทีครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับปฏิทินงบประมาณอย่างเคร่งครัดเป็นสัญญาณที่ดีครับ เพราะงบประมาณรัฐเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การที่ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการทำงานที่ต่อเนื่องไม่สะดุด แม้นายกฯ จะติดภารกิจต่างประเทศ ก็ต้องมาติดตามกันต่อครับว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว จะมีประเด็นการอภิปรายเรื่องใดที่น่าสนใจบ้าง

ที่มา – “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

ลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านราย รีบทำก่อน 21 มิ.ย.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวอัปเดตที่สำคัญสำหรับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาฝากกันครับ สำหรับใครที่ถามเข้ามาว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง รัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่ามีพี่น้องประชาชนที่เข้ามาลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านราย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีอีกกว่า 1.3 ล้านรายที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ดังนั้นต้องรีบตรวจสอบสิทธิ์กันด่วนๆ เลยนะครับ

ลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านราย รีบทำก่อน 21 มิ.ย.

หลายๆ คนอาจจะยังกังวลว่าหากยังไม่ได้ดำเนินการจะต้องทำอย่างไร ซึ่งนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำชัดเจนว่าผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธินั้น จะต้องรีบเข้ามาดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เวลา 23.00 น. เท่านั้น หากช้ากว่านี้อาจจะเสียสิทธิ์ในการรับสวัสดิการได้ โดยเป้าหมายของการลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านรายนี้ เป็นการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลใหม่ที่มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้นครับ

รายละเอียดการตรวจสอบข้อมูลหลังลงทะเบียน

สำหรับเพื่อนๆ ที่กังวลเรื่องข้อมูลผิดพลาด ไม่ต้องตกใจไปนะครับ หากท่านได้กรอกเลขบัตรประจำตัวประชาชนถูกต้อง แต่มีข้อมูลส่วนอื่นผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ทางคณะกรรมการฯ ได้มีมติให้ถือว่าการลงทะเบียนนั้นสมบูรณ์แล้ว ไม่ต้องแก้ไขใหม่ให้วุ่นวาย แต่ถ้าหากเป็นข้อมูลในส่วนของสาระสำคัญ ทางการจะเร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขให้เองครับ ทั้งนี้ หากท่านยังลังเลใจว่าตัวเองต้องไปลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านรายกับเขาด้วยหรือไม่ ก็แนะนำให้ลองเช็กสถานะผ่านช่องทางออนไลน์ได้เลยครับ

ช่องทางการเช็กผลและข้อมูลเพิ่มเติม:

  • เว็บไซต์หลักโครงการ: บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ welfare.mof.go.th
  • แอปพลิเคชันเป๋าตัง และแอปพลิเคชันทางรัฐ
  • หน่วยรับลงทะเบียน ณ ธนาคารที่กำหนดทั้ง 5 แห่ง

สุดท้ายนี้ อย่าลืมปักหมุดวันสำคัญไว้นะครับ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นี้ กระทรวงการคลังจะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ใครที่ยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวรอฟังข่าวดีกันได้เลยครับ การรักษาสิทธิ์ของตนเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะฉะนั้นรีบจัดการธุระส่วนนี้ให้เรียบร้อยก่อนเส้นตาย 21 มิถุนายนนี้กันนะครับ

ที่มา – ลงทะเบียนบัตรคนจนแล้ว 11 ล้านราย แนะอีก 1.3 ล้านราย รีบทำให้เสร็จก่อน 21 มิ.ย.

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังยอมยกเลิกเกณฑ์ลดหย่อนภาษี

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังยอมยกเลิก เกณฑ์ตัดสิทธิพ่อแม่ถูกใช้ชื่อลดหย่อนภาษีแล้ว

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังรอคอยความชัดเจนเกี่ยวกับการลงทะเบียนรับสิทธิ์ โดยล่าสุดกระทรวงการคลังได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังยอมยกเลิก เกณฑ์ตัดสิทธิพ่อแม่ถูกใช้ชื่อลดหย่อนภาษีแล้ว ถือเป็นข่าวที่สร้างความสบายใจให้กับหลายครัวเรือนที่กังวลว่าการนำชื่อบิดาหรือมารดาไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี จะส่งผลกระทบต่อสถานะการรับสวัสดิการหลักจากภาครัฐ

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ว่า ทางคณะกรรมการมีมติชัดเจนแล้วว่าจะยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อให้การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับความยุติธรรมและครอบคลุมผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ มากที่สุด

รายละเอียดการปรับปรุงเกณฑ์คัดกรอง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังยอมยกเลิก เกณฑ์ตัดสิทธิพ่อแม่ถูกใช้ชื่อลดหย่อนภาษีแล้ว

นอกจากข่าวดีเรื่องการยกเลิกเงื่อนไขการใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษีแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ครับ:

  • เร่งตรวจสอบรายชื่อผู้ตกหล่น กลุ่มที่ไม่มีรายชื่อในระบบกระทรวงมหาดไทยหรือ พม.
  • เจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยพร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ลงทะเบียนผิดพลาด
  • คาดการณ์ข้อสรุปทั้งหมดจะเสร็จสิ้นก่อนวันที่ 17 กรกฎาคม 2569

อย่างไรก็ตาม สำหรับเงื่อนไขส่วนอื่น ๆ ยังคงไว้ตามเกณฑ์เดิม แต่จะมีการนำรายละเอียดทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอีกครั้งเพื่อให้เกิดความรอบคอบที่สุด โดยรัฐบาลยืนยันว่าเป้าหมายหลักของ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังยอมยกเลิก เกณฑ์ตัดสิทธิพ่อแม่ถูกใช้ชื่อลดหย่อนภาษีแล้ว ครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการตัดสิทธิ์ใครออก แต่ต้องการให้ผู้ที่ยากจนและลำบากจริง ๆ สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือของรัฐได้อย่างทั่วถึงมากกว่า

ในส่วนของสถานะการยืนยันสิทธินั้น ล่าสุดมีผู้ถือบัตรรายเดิมมารายงานตัวแล้วกว่า 11.28 ล้านคน และปัญหาจากการลงทะเบียนที่พบในช่วงก่อนหน้านี้ไม่กี่ราย ก็ได้รับการแก้ไขโดยเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นท่านที่กังวลเรื่องสถานะการลงทะเบียน ขอให้มั่นใจว่าภาครัฐกำลังเร่งดำเนินการทุกช่องทางเพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิอย่างครบถ้วนตามเกณฑ์

สุดท้ายนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานรัฐรับฟังเสียงจากประชาชน การผ่อนปรนเงื่อนไขให้ยืดหยุ่นขึ้นจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ครอบครัวที่ขัดสนจริงได้รับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับใครที่ยังกังวลเรื่องสถานะตัวเอง แนะนำให้หมั่นตรวจสอบประกาศจากหน้าเพจกระทรวงการคลังอย่างต่อเนื่องนะครับ

ที่มา – บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 คลังยอมยกเลิก เกณฑ์ตัดสิทธิพ่อแม่ถูกใช้ชื่อลดหย่อนภาษีแล้ว

เคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภาทันที เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดใหม่เพื่อตรวจสอบการใช้งบประมาณก้อนใหญ่ ล่าสุดที่ประชุมได้มีมติเคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศการถกเถียงเรื่องสัดส่วนตัวแทนจากฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ดุเดือดตั้งแต่วันแรก

เคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน อย่างเป็นทางการ

การประชุมครั้งที่ 1 ของคณะกรรมาธิการวิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนโตนี้ มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช ทำหน้าที่เป็นประธานชั่วคราว การเลือกนายศุภชัย ใจสมุทร เข้ามาดำรงตำแหน่งถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการเดินหน้าตรวจสอบการใช้เงินตามพ.ร.ก.แก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ซึ่งประชาชนจำนวนมากต่างจับตามองว่าเม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทนี้ จะถูกบริหารจัดการอย่างไรให้คุ้มค่าและโปร่งใสที่สุด

เบื้องหลังกว่าจะมาถึงบทสรุป เคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน

อย่างไรก็ตาม การทำงานวันแรกไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.จากพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นทักท้วงเรื่องสัดส่วนตำแหน่งรองประธานที่เกือบจะกลายเป็นคนจากฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด จนนำไปสู่การพักประชุมและการเจรจาใหม่เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการเมือง ซึ่งถือเป็นสีสันตามระบอบประชาธิปไตยที่ฝ่ายตรวจสอบทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเข้มข้น

บทสรุปใหม่หลังจากหารือกัน ลงเอยด้วยการแต่งตั้งรองประธานกรรมาธิการจำนวน 5 คน เพื่อให้ครอบคลุมการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ดังนี้:

  • นางนันทนา สงฆ์ประชา
  • นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล
  • นายภัณฑิล น่วมเจิม
  • นายไผ่ ลิกค์
  • นายชัยชนะ เดชเดโช

ในส่วนของโฆษกคณะกรรมาธิการได้แก่ นางปทิดา ตันติรัตนานนท์ และนายศุภโชติ ไชยสัจ โดยกำหนดจะประชุมกันทุกวันพุธเพื่อติดตามความคืบหน้าของโครงการอย่างใกล้ชิด

สำหรับก้าวต่อไปในสัปดาห์หน้า คณะกรรมาธิการฯ จะเชิญหน่วยงานหลักอย่างสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มาชี้แจงสถานการณ์ภาพรวม โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มีการใช้จ่ายไปแล้วกว่า 2 แสนล้านบาท งานนี้ถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ที่นายศุภชัยและคณะต้องทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การมี กมธ. ที่มาจากความเห็นพ้องของทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้การตรวจสอบงบประมาณก้อนใหญ่ไม่ถูกผูกขาด และสร้างความมั่นใจให้กับภาคประชาชนได้ว่าเงินภาษีของพวกเราจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด เราคงต้องคอยติดตามผลการดำเนินงานกันต่อไปว่าในการประชุมครั้งหน้านั้น จะมีข้อมูลเชิงลึกอะไรมาอัปเดตให้เราได้รับทราบกันบ้าง

ที่มา – เคาะเลือก “ศุภชัย” สส.ภูมิใจไทย นั่งประธาน กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน

ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี 11 มิ.ย. นี้

ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี 11 มิ.ย. นี้

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ได้ออกมาเน้นย้ำถึงกำหนดการประชุมสำคัญในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ เพื่อพิจารณาการทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ทำให้พ่อแม่หลายคนเสียสิทธิ์ในการรับสวัสดิการจากภาครัฐครับ

สรุปประเด็นการประชุมเรื่อง บัตรคนจน

ในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการฯ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 11 มิถุนายน ทางกระทรวงการคลังจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากบุตรหลานนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีส่วนตัว โดยนายเอกนิติย้ำชัดเจนว่า การ ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี ครั้งนี้จะทำเพียงเกณฑ์เดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือกระทบกับหลักเกณฑ์ด้านอื่น เช่น การถือครองที่ดินครับ

  • เป้าหมายหลักคือการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจริงๆ
  • ปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิ์ให้มีความแม่นยำและละเอียดขึ้น
  • เร่งประสานกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ค้นหาผู้ตกหล่น

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเรื่องนี้? คำตอบคือ รัฐบาลได้รับเสียงสะท้อนจากสังคมว่า มีคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากที่ไม่ได้เงินสนับสนุนจากลูกจริงๆ แต่กลับต้องเสียสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี ซึ่งเรื่องนี้สร้างความเดือดร้อนพอสมควร การจัดประชุมเพื่อ ทบทวน บัตรคนจน เกณฑ์ลูกใช้ชื่อพ่อแม่ลดหย่อนภาษี จึงถือเป็นความพยายามของภาครัฐที่ต้องการเยียวยาและเข้าถึงประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริงครับ

นอกเหนือจากเรื่องภาษีแล้ว นายเอกนิติยังได้ระบุด้วยว่า ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรกว่า 13.2 ล้านคน ซึ่งลงทะเบียนตั้งแต่ปี 2565 ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการตรวจสอบให้ทันสมัย เพราะสภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประชาชนมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป้าหมายของโครงการคือการช่วยเหลือคนที่ยากลำบากที่สุด ดังนั้นการคัดกรองที่เข้มข้นขึ้นถือเป็นสิ่งที่จำเป็นครับ

สำหรับใครที่รอฟังผลการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ ทางเราจะคอยติดตามข่าวสารและนำมาอัปเดตให้ทุกคนทราบทันทีครับ หากใครที่มีปัญหาเรื่องการลงทะเบียนหรือถูกตัดสิทธิ์โดยไม่เป็นธรรม นี่คือสัญญาณที่ดีที่รัฐบาลกำลังหันมามองความเป็นจริงของสังคมมากขึ้นครับ ส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความใส่ใจต่อข้อร้องเรียนเช่นนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะหัวใจสำคัญของสวัสดิการรัฐควรจะถึงมือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์จริงๆ ไม่ใช่แค่การยึดติดกับตัวเลขหรือเงื่อนไขทางบัญชีเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “เอกนิติ” ย้ำ 11 มิ.ย. ทบทวน “บัตรคนจน” เกณฑ์เดียว ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษี

นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงบัตรคนจน

นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการเคลื่อนไหวทางการเมืองและนโยบายภาครัฐล่าสุด โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ทั้งเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศและปากท้องของประชาชน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นสำคัญดังกล่าว โดยสื่อมวลชนได้สอบถามถึงเรื่องความมั่นคงกรณีจีนเตรียมส่งมอบรถถัง T59D จำนวน 93 คันให้กัมพูชา ซึ่งนายกฯ ได้สั่นหน้าและยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับไทย พร้อมเน้นย้ำสั้นๆ ว่า “กองทัพไทยก็พร้อม” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจต่อศักยภาพการป้องกันประเทศ

รายละเอียดการทบทวนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับประเด็นภายในประเทศที่มีความเกี่ยวข้องกับคำว่า นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน นั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบดูแลและชี้แจงรายละเอียดการทบทวนหลักเกณฑ์ภาษีการลดหย่อนค่าอุปการะพ่อแม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการคัดกรองผู้มีสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมมากที่สุด

สิ่งที่เราควรจับตามองหลังจากนี้มีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ความคืบหน้าเรื่องหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขอย่างไรเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ
  • ความสัมพันธ์และการทูตในระดับภูมิภาค หลังจากมีการรายงานข่าวว่า นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน ซึ่งสะท้อนถึงการวางตัวในเวทีระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
  • ความพร้อมของกองทัพไทยในการรักษาอธิปไตยภายใต้สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของกำลังทางทหารในเพื่อนบ้าน

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นการจัดการที่ตรงจุดของรัฐบาล เพราะในขณะที่มุ่งเน้นความมั่นคงของชาติ นายกฯ ก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจในเรื่องนโยบายสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลประชาชน เราต้องมารอลุ้นกันว่าบทสรุปของเกณฑ์การลดหย่อนภาษีที่นายเอกนิติจะนำเสนอนั้น จะส่งผลกระทบต่อผู้ถือบัตรคนจนอย่างไรบ้าง และรัฐบาลจะทำอย่างไรให้เกิดสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างการรักษาวินัยการคลังกับการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ที่มา – นายกฯ ไม่กังวลจีนส่งรถถังให้กัมพูชา โยน “เอกนิติ” แจงทบทวนหลักเกณฑ์บัตรคนจน

ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด บัตรคนจน ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงกำลังจับตาดูกันอย่างใกล้ชิดเลยนะครับ สำหรับประเด็นการ **ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร** หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องเกณฑ์การคัดกรองผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการแห่งรัฐที่เชื่อมโยงกับประเด็นภาษี ซึ่งทำเอาหลายครอบครัวกังวลใจไปตามๆ กันครับ

ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด บัตรคนจน ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

ล่าสุด นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ความชัดเจนว่า ในวันพรุ่งนี้ (11 มิถุนายน 2569) จะมีการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการ เพื่อหารือในประเด็นนี้โดยเฉพาะครับ โดยจะมีการนำข้อสั่งการจากท่านนายกรัฐมนตรีมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อแก้ไขปัญหาความกังวลที่ว่าการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดา-มารดา จะส่งผลให้คุณพ่อคุณแม่สูญเสียสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปหรือไม่

สรุปสถานการณ์และแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับ ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย.

สำหรับใครที่ยังมีความกังวลใจ ผมอยากสรุปสิ่งที่ควรรู้ให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ:

  • ในวันพรุ่งนี้ คณะกรรมการฯ จะประชุมเพื่อทบทวนหลักเกณฑ์ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ
  • หากมีการปรับเปลี่ยนเกณฑ์ ทางกระทรวงการคลังต้องเสนอกระบวนการต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป
  • ย้ำชัดๆ ว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสิทธิผู้ใดทั้งสิ้น

หลายคนอาจจะถามว่า แล้วตอนนี้เราต้องทำอย่างไร? คำตอบคือ ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติครับ กระทรวงการคลังยังคงเปิดให้ผู้ถือบัตรยืนยันตัวตนตามกำหนดการเดิม ตั้งแต่วันที่ 4 ถึง 21 มิถุนายนนี้ครับ เพื่อนๆ ไม่ต้องตระหนกตกใจไป เพราะรัฐบาลยืนยันแล้วว่ายังไม่มีการคัดกรองหรือตัดสิทธิใครในตอนนี้ครับ การที่ **ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร** นั้น เป็นเพียงความพยายามที่จะปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความเป็นธรรมและครอบคลุมความต้องการของประชาชนมากขึ้นเท่านั้นครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาขยับตัวและรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในประเด็นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะหัวใจสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ หากหลักเกณฑ์เดิมมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบ การทบทวนใหม่ให้สมดุลขึ้นย่อมเป็นทางออกที่ถูกต้องและน่าชื่นชมครับ เรามาติดตามผลการประชุมในวันพรุ่งนี้ไปด้วยกันนะครับว่าจะมีการเคาะออกมาเป็นอย่างไร ฝากเพื่อนๆ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเป็นหลัก เพื่อจะได้ไม่สับสนกับข่าวลือต่างๆ ครับ

ที่มา – ปลัด ก.คลัง เผยประชุมบอร์ด “บัตรคนจน” ทบทวนสิทธิเกณฑ์ลดหย่อนภาษีพ่อแม่ 11 มิ.ย. ยังไม่ตัดสิทธิใคร

ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยมีความผันผวนสูง การบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ล่าสุดประเด็นเรื่อง ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยออกมาเสนอแนะให้ภาครัฐใช้ฐานข้อมูลเชิงลึกในการคัดกรอง เพื่อให้เม็ดเงินถึงมือผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง

เหตุผลที่ ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

การทบทวนหลักเกณฑ์รอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการตัดสิทธิ แต่เป็นการเพิ่มความละเอียดในการหาข้อมูลรายได้และภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน โดยเฉพาะกรณีการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการอุปการะบิดามารดา ซึ่งทาง ส.อ.ท. มองว่าควรมีการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้มีความเป็นธรรมและรอบด้านมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มเปราะบางตัวจริงหลุดรอดจากตาข่ายรองรับของรัฐ

ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงระบบสวัสดิการ

เพื่อให้การเข้าถึงสวัสดิการของรัฐมีประสิทธิภาพ ทาง ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้:

  • เชื่อมโยงฐานข้อมูลรายได้ อาชีพ และภาวะพึ่งพิงของประชาชนแบบเรียลไทม์
  • ปรับเกณฑ์การประเมินสิทธิให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่จริงของครอบครัวไทยยุคใหม่
  • เน้นการคัดกรองแบบ Targeted Welfare เพื่อลดภาระทางการคลังในระยะยาว
  • มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะแรงงาน (Reskill และ Upskill) เพื่อสร้างงานที่มั่นคง

หัวใจสำคัญของการที่ ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในครั้งนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้รอคอยสวัสดิการ ไปสู่การเป็นแรงงานที่มีศักยภาพและมีรายได้เลี้ยงตนเองได้อย่างยั่งยืน ภาคอุตสาหกรรมเองก็พร้อมที่จะร่วมมือในการฝึกอบรมทักษะต่าง ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การมีระบบคัดกรองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จะเป็นรากฐานที่ดีในการใช้งบประมาณประเทศให้คุ้มค่าที่สุด

ที่มา – ส.อ.ท. หนุนรัฐทบทวนเกณฑ์ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จี้ใช้ข้อมูลลึกคัดกรองตรงจุด

Scroll to top