กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

“ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

“ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

เหตุการณ์ล่าสุดที่หลายคนให้ความสนใจคือการที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ล่าสุดได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบ “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา เพื่อหาทางออกให้กับโครงการที่หยุดชะงักไปนานกว่าหลายปี โดยสนามกีฬาแห่งนี้เคยถูกตั้งความหวังไว้สูงมากว่าจะเป็นศูนย์กลางกีฬาของพี่น้องชาวใต้ แต่กลับต้องกลายเป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่ถูกทิ้งร้างมูลค่ามหาศาลถึง 177 ล้านบาท สร้างความเสียดายให้กับชาวนราธิวาสเป็นอย่างมาก

ความคืบหน้าเรื่อง “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

ปัญหาของสนามกีฬาแห่งนี้มีความซับซ้อน ตั้งแต่เรื่องการฟ้องร้องระหว่างหน่วยงานไปจนถึงผู้รับเหมาที่ทิ้งงาน ทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนจบตามแผนเดิม พ.ต.อ.ทวี เห็นว่านี่คือโอกาสทองหลังจากที่สโมสรนรา ยูไนเต็ด สามารถเลื่อนชั้นขึ้นสู่ไทยลีก 2 ได้สำเร็จ ทำให้ความต้องการสนามกีฬาที่มีมาตรฐานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก การปล่อยให้สนามร้างต่อไปจึงถือเป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่

จากการลงพื้นที่ “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา ครั้งนี้ ท่านได้เตรียมนำเรื่องเข้าสู่กรรมาธิการฯ เพื่อเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยและวางแผนแก้ไขให้ชัดเจน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปิดใช้งานสนามให้ได้ภายในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เพื่อรองรับฤดูกาลการแข่งขันใหม่ของทีมในจังหวัดชายแดนภาคใต้

  • เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการปัญหาข้อกฎหมายให้จบ
  • ผลักดันงบประมาณส่วนที่เหลือเพียงเล็กน้อยเพื่อให้สนามพร้อมใช้งาน
  • สร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้แก่เยาวชนและคนในพื้นที่

สิ่งที่น่าชื่นชมคือความสามัคคีที่เกิดขึ้นผ่านเกมกีฬา ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธหรือมุสลิม ทุกคนต่างรวมใจกันเชียร์ทีมรักของจังหวัดเดียวกัน นี่คือภาพสะท้อนที่สวยงาม แต่ความสวยงามนี้จะสมบูรณ์แบบได้ก็ต่อเมื่อสนามกีฬาแห่งนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่มีคิวลงพื้นที่ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้ จึงเป็นความหวังสำคัญที่ชาวนราธิวาสกำลังเฝ้ารอว่า ปัญหานี้จะถูกแก้ไขให้ลุล่วงอย่างเป็นรูปธรรมเสียที หรือจะปล่อยให้เป็นมรดกความล้มเหลวต่อไป

ในมุมมองของเรา นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลจะต้องแสดงออกถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับคนในพื้นที่ภาคใต้ การทำให้สนามฟุตบอล 177 ล้านบาทกลับมาใช้งานได้จริงไม่ใช่แค่เรื่องของการกีฬา แต่เป็นเรื่องของขวัญและกำลังใจของประชาชน หากทำสำเร็จจะเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนาความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับชุมชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ทวี” ลุยตรวจสนามกีฬา จ.นราธิวาส ร้าง จี้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งสางปัญหา

“สุรศักดิ์” แจงค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการท่องเที่ยวที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือ “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท แค่ขั้นตอนการศึกษา ซึ่งเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาให้กับนักเดินทางและผู้ประกอบการท่องเที่ยวไม่น้อย มาดูกันว่านโยบายนี้คืออะไร และจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

“สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนในวันที่ 28 เมษายน 2567 ที่พรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับแนวคิดการจัดเก็บค่าธรรมเนียม 1,000 บาท สำหรับคนไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวนอกประเทศ โดยย้ำว่าขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาเท่านั้น ยังไม่มีกำหนดเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่อย่างใด

แนวคิดนี้มาจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร พ.ศ. 2526 ซึ่งประเทศไทยเคยนำมาใช้จริงในช่วงปี 2540 มาก่อน ปัจจุบันกระทรวงการคลังเป็นผู้ศึกษาหลัก โดยเชิญสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ เองไม่มีอำนาจในการจัดเก็บ แต่ได้ให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้เงินที่ได้นำไปกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ

หลักการจัดเก็บและกลุ่มที่ยกเว้น

“สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท จะมุ่งเป้าไปที่ผู้เดินทางเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น โดยวีซ่าประเภทอื่น เช่น ทูต, วีซ่า Work Permit, ไปเรียน, หรือไปทำงาน จะได้รับการยกเว้นบางกลุ่ม ตัวเลข 1,000 บาท เป็นอัตราที่เคยใช้ในอดีต และ พ.ร.ก. ระบุว่าสามารถจัดเก็บได้สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท แต่ตอนนี้ยังเป็นแค่แนวคิดเพื่อรับฟังความเห็น

เงินที่ได้จากการจัดเก็บจะนำไปสนับสนุนโครงการกระตุ้นท่องเที่ยวในไทย เช่น เราเที่ยวด้วยกัน หรือ ทัวร์ทั่วไทย ช่วยเหลือคนไทยที่อยากเที่ยวในประเทศแต่ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศ โดยตรงกับข้อเสนอจาก ATTA ที่ต้องการนโยบายช่วยเหลืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวหลังโควิด

ข้อดี-ข้อกังวลของนโยบายนี้

  • ข้อดี: กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ลดการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ สนับสนุน SME โรงแรม รีสอร์ท และผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • ช่วยเศรษฐกิจ: รัฐบาลไม่ต้องกู้เงินเพิ่มมากเพื่อโครงการกระตุ้น สร้างรายได้ใหม่ให้วงการท่องเที่ยวไทย
  • ยั่งยืน: คล้ายนโยบายหลายประเทศที่เก็บภาษีนักท่องเที่ยวออกนอกเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในประเทศ
  • ข้อกังวล: อาจกระทบนักเดินทางบ่อยๆ หรือกระทบภาพลักษณ์ไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ
  • ราคาและระยะเวลา: ยังต้องศึกษาว่าราคาเหมาะสมแค่ไหน และเก็บช่วงไหน
  • การยกเว้น: ต้องชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน

รัฐมนตรีสุรศักดิ์ย้ำชัดว่า “พูดง่ายๆ ว่าจัดเก็บคนที่ไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อมาช่วยคนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ” และยืนยันว่าไม่กระทบคนไปเรียนหรือทำงาน ขณะนี้กำลังรวบรวมความเห็นจากทุกฝ่าย เช่น เห็นด้วยหรือไม่ ราคาเท่าไหร่ เก็บนานแค่ไหน และยกเว้นใครบ้าง

นโยบายนี้หากเดินหน้าจริง อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้การท่องเที่ยวไทยคึกคักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ทุกประเทศแข่งขันกันดึงดูดนักท่องเที่ยว ในมุมมองของผม นี่คือไอเดียดีที่สมดุลระหว่างการเก็บรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “สุรศักดิ์” แจง จัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยเที่ยวนอก 1,000 บาท แค่ขั้นตอนการศึกษา

รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่มูลค่าสูง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวท่องเที่ยวและคนรักกีฬาทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีจากวงการท่องเที่ยวและกีฬาไทยมาอัปเดตกันครับ คือ รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่ “มูลค่าสูง” ดัน 4 เสาหลักกีฬาสร้างรายได้ โดยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้มอบนโยบายสำคัญนี้ให้กับผู้บริหารกระทรวงฯ เรียบร้อยแล้ว นี่คือก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและกีฬาของเราให้ยั่งยืนและสร้างรายได้มหาศาลมากขึ้น คุณพร้อมที่จะไปเที่ยวแบบพรีเมียมหรือปะล่ะ?

รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่ “มูลค่าสูง” ดัน 4 เสาหลักกีฬาสร้างรายได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีปลัดกระทรวงนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ และผู้บริหารทุกคนมาร่วมฟังกันแน่นขนัด รมว.สุรศักดิ์ ย้ำว่ากระทรวงนี้คือกลไกหลักในการสร้างรายได้ให้ประเทศและยกระดับชีวิตคนไทย ทุกงานต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล เพื่อผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงๆ ไม่ใช่แค่นโยบายลอยๆ นะครับ

ประเด็นเด็ด: บูรณาการกับวัฒนธรรมและตั้งกระทรวงกีฬาแยก

ไฮไลต์สำคัญคือการปรับโครงสร้างใหญ่ เล็งบูรณาการท่องเที่ยวกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยเข้ากับการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อ ลดงานซ้ำซ้อน ประหยัดงบรัฐ แถมยังหนุนตั้ง “กระทรวงกีฬา” แยกต่างหาก เพื่อนโยบายกีฬาชัดเจน ครอบคลุมทุกด้าน นี่แหละครับที่ทำให้กีฬาไทยก้าวไกลขึ้น!

ยกระดับท่องเที่ยวไทย: จากปริมาณสู่คุณภาพสูง

สำหรับท่องเที่ยว รัฐบาลชูวิสัยทัศน์ชัดเจน จากเน้น “ปริมาณ” มาเป็น “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” ทิศทางหลักมี 4 ด้านที่เจ๋งมาก:

  • เที่ยวได้ 365 วัน: เปลี่ยนจากการขายสินค้าเป็นตอบโจทย์นักท่องเที่ยวแบบ Demand Driven ทำให้เที่ยวไทยได้ทุกฤดู ไม่มีกระจุกตัวแค่ high season
  • ท่องเที่ยวเฉพาะทาง: ดันสายมูเตลู (เชิงความเชื่อ) และ Health & Wellness เช่น สปา โยคะ รักษาสุขภาพ รับเทรนด์โลกเลย
  • กระจายรายได้สู่ฐานราก: โปรโมตเมืองรองและท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านแคมเปญพิเศษ ช่วยเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคัก
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน: พัฒนาโรงแรม สิ่งอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย ให้ได้มาตรฐานโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติจะได้มั่นใจ

นโยบายนี้ตอบโจทย์ยุคหลังโควิดที่นักท่องเที่ยวอยากได้ประสบการณ์คุณภาพ ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปเช็คอินอย่างเดียวครับ ลองนึกภาพเที่ยววัดดังๆ แบบสายมูพร้อมเวลเนสสุดชิลสิ!

4 เสาหลักกีฬาไทย: สร้างรายได้และอนาคตสดใส

ด้านกีฬา เน้นจัดการแข่งขันมาตรฐานสากล คุ้มค่า ใช้กีฬาขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคน ผ่าน 4 เสาหลักสุดคูล:

  1. Sport Health: ส่งเสริมสุขภาพประชาชน ผ่านกีฬาเพื่อทุกวัย ฟิตแอนด์เฟิร์มทั้งชาติ
  2. Sport Wealth: เปลี่ยนกีฬาเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ เช่น อีสปอร์ต ทัวร์นาเมนต์ใหญ่
  3. Sport Pride: ยกระดับนักกีฬาไทยสู้เวทีโลก ได้เหรียญทอง เพิ่มความภูมิใจชาติ
  4. Sport Future: ใช้ดิจิทัลและนวัตกรรม เช่น VR ฝึกซ้อม AI วิเคราะห์ อนาคตไบรท์มาก

นี่คือ รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่ “มูลค่าสูง” ดัน 4 เสาหลักกีฬาสร้างรายได้ ที่จะทำให้ไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวน่าไปและศูนย์กลางกีฬาอาเซียนเลยล่ะ

เน้นเอกภาพ ประหยัดงบ สั่งเบรกดูงานต่างประเทศ

ปิดท้ายด้วยคำย้ำจาก รมว.สุรศักดิ์ ว่าต้องมีเอกภาพในการทำงาน สร้าง Smart Organization ที่ใช้ข้อมูล คล่องตัว โปร่งใส ยึดประโยชน์ชาติ นอกจากนี้ยังสั่งประหยัดงบเคร่งครัด เช่น Work from Home, Work from Anywhere และงด/ชะลอศึกษาดูงานต่างประเทศ เว้นแต่จำเป็นสุดๆ เพื่อเก็บเงินไว้พัฒนาประเทศครับ

นโยบายนี้เจ๋งมากสำหรับอนาคตท่องเที่ยวและกีฬาไทย คุณล่ะคิดยังไง? พร้อมไปเที่ยวเมืองรองหรือออกกำลังกายตาม 4 เสาหลักมั้ย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ หรือลองวางแผนทริปสายมูดูสิ รับรองสนุก!

ที่มา – รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่ “มูลค่าสูง” ดัน 4 เสาหลักกีฬาสร้างรายได้

นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ “ยศชนัน” คุมโควตาเพื่อไทย

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามในคำสั่งสำคัญล่าสุดที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดินชัดเจนยิ่งขึ้น นั่นคือ นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย คำสั่งนี้คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่องการมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ประกาศเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2567 ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่ขับเคลื่อนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

การแบ่งงานครั้งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์การบริหารของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ชัดเจน โดยมอบหมายหน้าที่ให้รองนายกรัฐมนตรีแต่ละคนดูแลกระทรวงและหน่วยงานสำคัญๆ เพื่อให้การแก้ปัญหาประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การดูแลสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐาน นี่คือรายละเอียดการมอบหมายงานที่นายกฯ อนุทิน ลงนาม

รายชื่อรองนายกรัฐมนตรีและหน้าที่รับผิดชอบ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ: กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะช่วยเร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงและ EEC
  • นายทรงศักดิ์ ทองศรี: ดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะกีฬา) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เน้นปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมหลังโควิด
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: กำกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สำนักงบประมาณ (ยกเว้นหน้าที่นายกฯ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการราคาน้ำมัน
  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ดูแลกระทรวงการต่างประเทศ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ สำคัญต่อความมั่นคงและ外交
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์: กำกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (การท่องเที่ยว) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ช่วยฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการส่งออก
  • นายปกรณ์ นิลประพันธ์: ดูแลสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา รวมถึงการดำเนินคดีปกครอง การขอพระราชทานอภัยโทษ และแปลงสัญชาติ
  • นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: รับผิดชอบหนักสุด กำกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ และสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ครอบคลุมกระทรวงโควตาพรรคเพื่อไทยทั้งหมด

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ ยังมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายด้วย

  • น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี: กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์: สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ องค์การบริหารไนท์ซาฟารี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: สำนักงบประมาณ (ยกเว้นหน้าที่นายกฯ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล: สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

การนายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกสำคัญของรัฐบาลในการจัดโครงสร้างการทำงานให้เหมาะสมกับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตและการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะยศชนันที่คุมกระทรวงสังคม การศึกษา เกษตร ซึ่งเป็นหัวใจของประชาชนส่วนใหญ่ คาดว่าจะช่วยแก้ปัญหาเกษตรกร นักเรียน และผู้ใช้แรงงานได้ตรงจุด

ในมุมมองผู้เขียน การแบ่งงานนี้แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล โดยให้โควตาเพื่อไทยดูแลกระทรวงหลักๆ ที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง หากดำเนินการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยหลังวิกฤตโควิดและน้ำท่วม

คุณคิดอย่างไรกับการแบ่งงานครั้งนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ลงนามคำสั่งแบ่งงาน 7 รองนายกฯ – รมต.ประจำสำนักนายกฯ “ยศชนัน” คุมกระทรวงโควตาเพื่อไทย

ซาบีดา รับ ภูมิใจไทยหารือรวม ก.วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว คาด 6 เดือน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองไทย วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงนักการเมืองและนักท่องเที่ยวมาฝากกัน นั่นคือเรื่องที่ซาบีดา รับ ภูมิใจไทยหารือรวม ก.วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว คาดเสร็จใน 6 เดือนหลังมีรัฐบาล ซึ่งเป็นแนวคิดเจ๋งๆ จากพรรคภูมิใจไทย นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มองเห็นโอกาสในการเชื่อมโยงสองกระทรวงนี้เพื่อยกระดับ soft power ของไทยให้ปังยิ่งขึ้น

ซาบีดา รับ ภูมิใจไทยหารือรวม ก.วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว คาดเสร็จใน 6 เดือนหลังมีรัฐบาล

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามข่าวบางแห่ง แต่เชื่อว่าน่าจะ 2567) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นกันเอง เธอยอมรับตรงๆ ว่าพรรคภูมิใจไทยมีการพูดคุยเรื่องนี้กันมาระดับหนึ่งแล้ว โดยเป็นวิสัยทัศน์หลักของนายอนุทิน ที่เห็นว่าไทยมีพหุวัฒนธรรมที่หลากหลาย แต่ยังไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้เต็มที่ การนำการท่องเที่ยวมาผสานกับวัฒนธรรม จะช่วยสร้างจุดแข็งใหม่ให้กับประเทศ โดยจะรวมกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน และแยกกระทรวงกีฬาออกมาเหลืออย่างเดียว

ซาบีดา พูดถึงการรวมกระทรวงวัฒนธรรมและท่องเที่ยว

รายละเอียดการหารือ ซาบีดา รับ ภูมิใจไทยหารือรวม ก.วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่ามีการทาบทามซาบีดาให้ไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อสานต่อภารกิจนี้หรือยัง เธอตอบแบบชิลๆ ว่ายังไม่ทราบ รู้แค่ว่าจากข่าวที่ออกมา แต่เรื่องการรวมกระทรวงทั้งสอง คาดว่าจะเร่งให้เร็วที่สุด จากการคุยกับนายกฯ อนุทิน อยากเห็นความคืบหน้าภายใน 6 เดือนหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แน่นอนว่าการปฏิบัติจริงต้องดูความซับซ้อนของหน้างาน แต่ประเด็นสำคัญคือไม่ใช่แค่ปรับโครงสร้างอย่างเดียว แต่ต้องวางยุทธศาสตร์ใหญ่ โดยดึงเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวและการส่งออกทางวัฒนธรรมมาสนับสนุน

แนวคิดนี้ฟังดูน่าสนใจมากใช่ไหมครับ? ปัจจุบันกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาแยกจากวัฒนธรรม ทำให้บางครั้งการประสานงานไม่คล่องตัว เช่น โปรโมทเทศกาลลอยกระทงหรือสงกรานต์ที่เป็นทั้งวัฒนธรรมและแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยว ถ้ารวมกัน จะช่วยให้มีงบประมาณและนโยบายที่เชื่อมโยงกันได้ดีกว่า

ภาพการสัมภาษณ์ซาบีดา เรื่องรวมกระทรวง

ประโยชน์ของการรวม ก.วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว ตามวิสัยทัศน์พรรคภูมิใจไทย

มาดูกันว่าทำไมนโยบายนี้ถึงน่าจะเวิร์ค ลองนึกภาพไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่ไม่ใช่แค่ทะเล ภูเขา แต่เป็นประสบการณ์วัฒนธรรมแท้ๆ เช่น นักท่องเที่ยวไปวัดพระแก้วแล้วต่อด้วยเวิร์กช็อปทำเครื่องจักสาน หรือไปภาคเหนือเรียนรู้วิถีล้านนาแบบ immersive

  • เพิ่มรายได้ท่องเที่ยว: เชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้ากับแพ็กเกจท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม
  • ส่งเสริม soft power: ไทยมีวัฒนธรรมพหุหลาก เช่น มุสลิมใต้ อีสาน ล้านนา จะถูกโปรโมทให้โลกเห็น
  • ประหยัดงบประมาณ: ลดการทับซ้อนของหน่วยงาน ลดขั้นตอนราชการ
  • แยกกีฬาให้ชัด: ก.กีฬาโฟกัสกีฬาเต็มตัว ไม่แบ่งทรัพยากร
  • ยุทธศาสตร์ระยะยาว: ใช้รายได้ท่องเที่ยวลงทุนอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม

ส่วนความท้าทาย คงมีเรื่องกฎหมาย ปรับโครงสร้างบุคลากร และการต่อต้านจากคนที่กลัวเสียอำนาจ แต่ถ้าทำได้จริงตามที่ซาบีดากล่าว ก็น่าจะเป็น win-win สำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวหลังโควิด

มุมมองส่วนตัว: ยุทธศาสตร์สำคัญกว่าปรับโครงสร้าง

อย่างที่ซาบีดาเน้น การวางยุทธศาสตร์สำคัญกว่าการย้ายเก้าอี้ ถ้ารวมแล้วมีแผนชัดเจน เช่น สร้าง Thailand Cultural Tourism Hub หรือแอปรวมข้อมูลวัฒนธรรม-ท่องเที่ยว ก็จะช่วยให้ไทยก้าวเป็นผู้นำอาเซียนด้านนี้ได้ ในฐานะคนชอบเที่ยวและรักวัฒนธรรมไทย ผมเชียร์เต็มที่!

คุณคิดยังไงกับข่าวซาบีดา รับ ภูมิใจไทยหารือรวม ก.วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว คาดเสร็จใน 6 เดือนหลังมีรัฐบาลนี้? คิดว่าจะเกิดขึ้นจริงไหม หรือมีข้อกังวลอะไรบ้าง ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจนโยบายรัฐบาลใหม่ได้อ่านด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันติดตามความคืบหน้า!

ที่มา – “ซาบีดา” รับ ภูมิใจไทยหารือรวม ก.วัฒนธรรม-ท่องเที่ยว คาดเสร็จใน 6 เดือนหลังมีรัฐบาล

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งหามาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ล่าสุด เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ซึ่งเป็นข่าวดีที่ช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่ยุ่งยาก

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

วันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดเผยหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการพูดถึงการจัดหาน้ำมันเพิ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย แต่ไม่ได้เจาะจงที่ใดที่หนึ่ง

ประเด็นสำคัญคือ ในส่วนของสัญญาการค้าน้ำมันนั้น สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาฯกฤษฎีกายืนยันว่าไม่ได้มีการหารือเรื่องนี้เลย มีเพียงประเด็นน้ำมันเท่านั้นที่ถูกพูดถึง

บริบทราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทย

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในไทยปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนทั่วไป

  • ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร
  • ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 10-20%
  • ค่าครองชีพครัวเรือนสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อ

การที่ เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน สามารถเจรจาและทำสัญญานำเข้าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

ขั้นตอนการทำสัญญาค้าน้ำมันแบบเร่งด่วน

ตามคำชี้แจงของเลขาฯกฤษฎีกา การทำสัญญานี้ยึดตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางปกครองและพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหน่วยงานสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อความเร่งด่วนได้ โดยไม่ต้องรอครม. อนุมัติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้หลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีน้ำมันชั่วคราว การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน และการส่งเสริมพลังงานทางเลือก

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่ควรมีแผนสำรองระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน LNG หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ

สำหรับประเด็นแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่ถูกปัดตกในการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งดึงมาก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน

สรุปแล้ว เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. เป็นข่าวดีที่ช่วยให้รัฐบาลไทยตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและประชาชนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในช่วงสัปดาห์หน้า หากราคาลดลง ค่าครองชีพก็จะผ่อนคลายลงตามไปด้วย

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

Scroll to top