กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

“ยศชนัน” จับมือ พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox “แก้จน”

เป็นเรื่องราวดีๆ ที่น่าจับตามองครับ เมื่อล่าสุด “ยศชนัน” จับมือ พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox “แก้จน” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยการนำองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อววน.) มาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้คนจนสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน

“ยศชนัน” จับมือ พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox “แก้จน”

การดำเนินงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนใน 5 มิติหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การยกระดับความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลและลงพื้นที่จริง ซึ่งความโดดเด่นของโมเดลนี้คือการใช้แพลตฟอร์มขจัดความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ (PPAP) ที่ช่วยให้เรารู้ว่าใครคือกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นจากระบบบ้าง

บทบาทสำคัญของ “ยศชนัน” จับมือ พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox “แก้จน”

สำหรับในจังหวัดร้อยเอ็ด เราได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมแล้ว โดยเฉพาะโมเดลเกษตรแม่นยำที่นำเทคโนโลยี IoT มาใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างน่าประทับใจ นอกจากนี้ กระทรวง พม. ยังได้นำระบบฐานข้อมูล Social Map มาช่วยชี้เป้าหมายให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการบูรณาการครั้งนี้มีมากมาย ดังนี้:

  • เพิ่มรายได้: ช่วยเกษตรกรลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตด้วยเทคโนโลยี
  • ลดปัญหาตกหล่น: ใช้ข้อมูลที่แม่นยำในการคัดกรองผู้เปราะบาง
  • สร้างอาชีพ: มุ่งเน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแทนการให้เพียงสวัสดิการ
  • ขยายผลทั่วประเทศ: หากโมเดล Sandbox นี้ประสบความสำเร็จ จะถูกนำไปใช้ในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป

สิ่งที่ผมประทับใจมากคือทัศนคติที่ว่า การแก้จนไม่ใช่แค่การให้เงิน แต่คือการให้ความรู้และสร้างเครื่องมือให้พวกเขาพึ่งพาตัวเองได้ นี่คือหัวใจสำคัญของการทำงานในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังระหว่าง อว. และ พม. ที่สะท้อนถึงการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ เราทุกคนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทาง Sandbox นี้ จะกลายเป็นโมเดลต้นแบบที่ช่วยเปลี่ยนชีวิตคนไทยให้มีความสุขและมีชีวิตที่มั่นคงขึ้น หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในชุมชน อย่าลืมติดตามข่าวสารและสนับสนุนกิจกรรมดีๆ แบบนี้เพื่ออนาคตของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – “ยศชนัน” จับมือ พม. ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟ Sandbox “แก้จน

โรงรับจำนำของรัฐ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ให้เกษตรกร

เชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรหลายท่านคงกำลังเหนื่อยกับค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกใช่ไหมครับ ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้ โรงรับจำนำของรัฐ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ตลอดเดือน ก.ค. ให้เกษตรกรในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก เพื่อเป็นการบรรเทาภาระทางการเงินและเติมสภาพคล่องให้เกษตรกรสามารถเดินหน้าทำการเกษตรได้อย่างราบรื่นที่สุด

โรงรับจำนำของรัฐ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ให้เกษตรกรในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

การที่รัฐบาลสั่งให้สำนักงานธนานุเคราะห์หรือโรงรับจำนำของรัฐทั่วประเทศจัดโครงการพิเศษนี้ ถือเป็นความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมมากครับ เพราะในช่วงเวลาที่ต้องเตรียมดิน จัดหาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และอุปกรณ์ต่างๆ เงินทุนหมุนเวียนสำคัญมาก การได้พักชำระดอกเบี้ยนานถึง 1 เดือน จะช่วยลดต้นทุนแฝงให้กับพี่น้องเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

เงื่อนไขการใช้สิทธิ โรงรับจำนำของรัฐ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ตลอดเดือน ก.ค. ให้เกษตรกรในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

สำหรับวิธีการเข้าถึงสิทธิดังกล่าว รัฐบาลได้ออกแบบขั้นตอนมาให้สะดวกและรวดเร็ว โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • ลูกค้าใหม่: เพียงนำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง พร้อมด้วยหลักฐานความเป็นเกษตรกร เช่น สมุดทะเบียนเกษตรกร ไปติดต่อยื่นเรื่องที่สถานธนานุเคราะห์ใกล้บ้านท่าน
  • ลูกค้าเดิม: หากเคยลงทะเบียนในฐานข้อมูลว่าเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว ท่านสามารถยื่นเพียงบัตรประจำตัวประชาชนใบเดียว ก็รับสิทธิ์ฟรีดอกเบี้ยไปได้เลยทันที

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังกำชับให้ทุกสาขาเปิดให้บริการในช่วงพักเที่ยงเพื่อให้เกษตรกรสามารถจัดการธุระได้สะดวกที่สุด โดยเปิดทำการในวันและเวลาราชการตั้งแต่ 08.00 – 16.30 น. ทั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของปี

ในมุมมองของผม มาตรการ โรงรับจำนำของรัฐ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ตลอดเดือน ก.ค. ให้เกษตรกรในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ครั้งนี้ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับบางคน แต่สำหรับชาวสวนชาวนาแล้ว เงินที่ประหยัดจากดอกเบี้ยนี้สามารถนำไปต่อยอดซื้อปุ๋ยหรืออุปกรณ์จำเป็นได้อีกเยอะครับ หากใครที่กำลังต้องการเงินทุนหมุนเวียนอยู่ อย่าลืมไปใช้สิทธิ์กันนะครับ

ที่มา – รัฐบาลสั่งโรงรับจำนำของรัฐ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ตลอดเดือน ก.ค. ให้เกษตรกรในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

เด็ก 11 ปีขับรถพุ่งชนพระธุดงค์ นิกรสั่งเร่งตรวจสอบด่วน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวที่น่าสะเทือนใจและเป็นอุทาหรณ์สำหรับสังคมไทยอย่างยิ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ เด็ก 11 ปี ขับรถพุ่งชนคณะพระเดินธุดงค์ ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร จนเป็นเหตุให้คณะสงฆ์ได้รับบาดเจ็บและมรณภาพหลายรูป ซึ่งสร้างความตกใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ เด็ก 11 ปี ขับรถพุ่งชนคณะพระเดินธุดงค์ กระทบจิตใจสังคม

จากรายงานข่าว นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ทันที โดยได้สั่งการให้ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) ประสานงานไปยังจังหวัดมุกดาหารเพื่อเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณี เด็ก 11 ปี ขับรถพุ่งชนคณะพระเดินธุดงค์ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาในระยะยาว

การดำเนินงานของ พม. ต่อกรณี เด็ก 11 ปี ขับรถพุ่งชนคณะพระเดินธุดงค์

ทางทีมเจ้าหน้าที่ พม.มุกดาหาร ได้ลงพื้นที่ไปพบกับเด็กและครอบครัวแล้ว โดยจะมีการดำเนินการตามหลักสังคมสงเคราะห์ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อดูแลเด็กผู้ก่อเหตุตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยทางกระทรวงเน้นย้ำถึงเรื่องความปลอดภัยและการปลูกฝังวินัยในครอบครัวเป็นสำคัญ:

  • ทีมสหวิชาชีพดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอน
  • ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่
  • เน้นย้ำผู้ปกครองให้เฝ้าระวังไม่ให้เด็กเข้าถึงกุญแจรถ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่เตือนใจพ่อแม่ผู้ปกครอง ว่ารถยนต์ไม่ใช่ของเล่น และการปล่อยให้เด็กที่ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอมาทดลองขับขี่อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่ไม่อาจแก้ไขได้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้สูญเสีย และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นซ้ำอีกในอนาคตครับ

ที่มา – “นิกร” ส่ง ศรส.มุกดาหาร เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เด็ก 11 ปี ขับรถพุ่งชนคณะพระเดินธุดงค์

อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้ รัฐบาลเปิดคอร์สฟรี

อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้ รัฐบาลเปิดคอร์สฟรี

ใครบอกว่าโลกออนไลน์มีไว้สำหรับคนรุ่นใหม่เท่านั้น? ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ ก็สามารถเริ่มต้นอาชีพพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ได้สบายๆ เพราะล่าสุดมีการเปิดตัวโครงการดีๆ ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้ รัฐบาลเปิดคอร์สฟรี เพื่อสอนทักษะการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มระดับประเทศอย่าง Shopee แบบครบทุกขั้นตอน

การที่ภาครัฐจับมือกับทาง Shopee จัดทำหลักสูตรพิเศษนี้ ถือเป็นการปลดล็อกศักยภาพของผู้สูงวัยให้ก้าวทันยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ ไม่ใช่แค่สอนให้กดสั่งของเป็น แต่เป็นการสอนให้คุณสร้างรายได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงขั้นสูง โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจมากมายดังนี้:

เจาะลึกเนื้อหาหลักสูตร อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้

  • การเปิดร้านค้าออนไลน์: สอนตั้งแต่ขั้นตอนลงทะเบียน การตั้งชื่อร้านให้จำง่าย และการจัดการหน้าร้านให้น่าเชื่อถือ
  • การบริหารจัดการสินค้า: เทคนิคการถ่ายภาพสินค้าให้สวยงาม การเขียนคำบรรยายที่ดึงดูดลูกค้า และการตั้งราคาที่เหมาะสม
  • การตลาดออนไลน์: เรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือของ Shopee เพื่อโปรโมทสินค้าให้เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น
  • ระบบนายหน้า (Affiliate): เหมาะมากสำหรับผู้ที่อยากเริ่มแต่ไม่มีต้นทุน เพราะระบบนี้ไม่ต้องสต็อกสินค้า ไม่ต้องส่งของเอง เพียงแค่นำสินค้ามาแนะนำต่อก็ได้ค่าคอมมิชชั่น
  • ความปลอดภัยไซเบอร์: สอนวิธีป้องกันตัวจากมิจฉาชีพและการทำธุรกรรมดิจิทัลที่ปลอดภัย 100%

โครงการนี้ตอบโจทย์สังคมสูงวัยของประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้สูงอายุแล้ว ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจและทำให้รู้สึกว่าตนเองยังมีคุณค่าในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สำหรับใครที่สนใจ นี่คือโอกาสทองที่คุณจะได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น การที่เรากล้าออกจาก Comfort Zone มาเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ในวัยเกษียณ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เรามีเงินเก็บเพิ่มขึ้น แต่ยังเป็นการบริหารสมองและฝึกทักษะใหม่ๆ ให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้นอีกด้วย

หากคุณเป็นผู้ที่สนใจหรือมีญาติผู้ใหญ่ที่ต้องการหาอะไรทำแก้เหงาและสร้างรายได้เสริม ลองติดตามข่าวสารจากทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดีครับ เพราะโครงการดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ การเริ่มต้นวันนี้อาจนำไปสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้มั่นคงให้กับคุณและครอบครัวในอนาคตได้อย่างแน่นอน

ที่มา – อายุ 60 ปีขึ้นไป ก็ขายออนไลน์ได้ รัฐบาลเปิดคอร์สฟรี สอนสร้างรายได้บน Shopee ครบทุกขั้นตอน

“ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

“ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

ถือเป็นก้าวย่างครั้งสำคัญของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เมื่อมีการประกาศแต่งตั้งให้ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน อย่างเป็นทางการ โดยนายภูร์ผา ไทยแท้ ได้ออกมาเปิดเผยความพร้อมในการเข้ารับตำแหน่งสำคัญนี้ เพื่อเป็นกระบอกเสียงหลักในการเชื่อมโยงนโยบายจากภาครัฐไปสู่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

ในยุคที่การสื่อสารมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม การที่ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมาก นายภูร์ผาได้กล่าวขอบคุณนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ที่ให้ความไว้วางใจมอบหมายภารกิจอันมีเกียรตินี้ โดยเจ้าตัวยืนยันว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใสและมุ่งเน้นผลลัพธ์เป็นหลัก

แนวทางการทำงานของ ภูร์ผา กับภารกิจใหม่ใน พม.

สำหรับเป้าหมายหลักหลังจากที่ “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน คือการลดช่องว่างระหว่างนโยบายภาครัฐกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยมีแนวทางการปฏิบัติงานที่ชัดเจนดังนี้:

  • การสื่อสารที่เข้าถึงง่าย: ย่อยข้อมูลซับซ้อนให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าใจได้รวดเร็ว
  • ความโปร่งใส: นำเสนอข้อมูลภารกิจของกระทรวงอย่างตรงไปตรงมา
  • การรับฟังเสียงสะท้อน: พร้อมเปิดรับความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงการทำงาน

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคปัจจุบัน หากประชาชนไม่รับรู้ถึงสิทธิหรือนโยบายที่เขาควรได้รับ การทำงานของภาครัฐย่อมไปไม่ถึงเป้าหมาย การที่นายภูร์ผาเข้ามารับหน้าที่นี้จึงเป็นเครื่องยืนยันว่ากระทรวง พม. กำลังเร่งปรับตัวเพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้เปราะบางและประชาชนทุกคนให้ทันท่วงทีมากขึ้น เราคงต้องร่วมกันส่งกำลังใจให้กับการทำงานชิ้นสำคัญนี้ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมไทยดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูร์ผา” นั่งโฆษก พม. คนใหม่ ลั่นมุ่งมั่นสื่อสารนโยบายตรงไปตรงมาเพื่อประชาชน

บ้านเคหะเพื่อคนไทย: รองรับผู้สูงอายุ-ฟื้นฟูชุมชนดินแดง

รัฐบาลไทยกำลังเร่งเดินหน้าโครงการสำคัญที่ตอบโจทย์คนทุกวัย โดยเฉพาะ บ้านเคหะเพื่อคนไทย ซึ่งเป็นนโยบายที่อยู่อาศัยยุคใหม่ เน้นการเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาย่อมเยา พร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุและฟื้นฟูชุมชนเก่าแก่ เช่น ชุมชนดินแดง โครงการนี้ไม่เพียงยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังส่งเสริมความยั่งยืนด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

บ้านเคหะเพื่อคนไทย

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของ บ้านเคหะเพื่อคนไทย โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ขับเคลื่อนเต็มสูบ มุ่งสร้างที่อยู่อาศัยกว่า 20,000 หน่วยทั่วประเทศในปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Housing for All” และ Sustainable Affordable Housing

โครงการนี้ครอบคลุมรูปแบบหลากหลาย ทั้งซื้อ เช่า และเช่าระยะยาว เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงได้ง่าย รัฐบาลยังมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น ส่วนลดค่าเช่า และแคมเปญ “บ้านพร้อมอยู่” กว่า 60 โครงการ ลดราคาสูงสุด 20% ผ่อนนาน 40 ปี ช่วยลดภาระทางการเงินของประชาชนได้อย่างมาก

บ้านเคหะเพื่อคนไทย สำหรับผู้สูงอายุ

หนึ่งในไฮไลต์คือการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่บางละมุงและร่มเกล้า รวมเกือบ 3,000 หน่วย ออกแบบตามหลัก Universal Design (UD) ซึ่งเป็นการออกแบบสากลที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เช่น

  • ทางลาดและห้องน้ำที่กว้างขวาง ป้องกันลื่นล้ม
  • มือจับและราวกันตกในจุดเสี่ยง
  • ประตูอัตโนมัติและระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะ
  • พื้นที่ส่วนกลางสำหรับกิจกรรมชุมชน

ด้วยการออกแบบเหล่านี้ ผู้สูงอายุสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย สะดวกสบาย โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นมากนัก สอดคล้องกับสังคมสูงวัยที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ

ฟื้นฟูชุมชนดินแดงและพื้นที่ใกล้เคียง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งฟื้นฟูชุมชนดินแดงอย่างต่อเนื่อง ขยายไปยังห้วยขวาง รามอินทรา ทุ่งสองห้อง และบ่อนไก่ เพื่อยกระดับชุมชนเมืองให้ทันสมัย เพิ่มโอกาสการอยู่อาศัยคุณภาพ ลดปัญหาความแออัด และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน

บ้านเคหะเพื่อคนไทย ยังเน้นชุมชนสีเขียว โดยติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการเคหะชุมชนและบ้านเอื้ออาทร ลดค่าไฟฟ้าและพึ่งพาพลังงานสะอาด นอกจากนี้ ยังเตรียม “ห้องปลอดฝุ่น PM 2.5” สำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กและผู้สูงอายุ เพื่อสุขภาพที่ดีในยุคอากาศเสีย

ประโยชน์ระยะยาวของโครงการ

โครงการนี้ไม่ใช่แค่สร้างบ้าน แต่เป็นการพัฒนาเมืองยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสให้คนไทยทุกคนมีบ้านดีๆ ในราคาเข้าถึงได้ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคุณภาพสูง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการ บ้านเคหะเพื่อคนไทย ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลตอบสนองความต้องการประชาชนได้ตรงจุด โดยเฉพาะในยุคที่ที่อยู่อาศัยกลายเป็นปัญหาใหญ่ หากคุณสนใจ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครได้ที่เว็บไซต์การเคหะแห่งชาติ หรือเยี่ยมชมโครงการตัวอย่างใกล้บ้านคุณวันนี้ เพื่อบ้านในฝันที่ยั่งยืน

ที่มา – รัฐบาลเดินหน้า “บ้านเคหะเพื่อคนไทย” รองรับผู้สูงอายุ-ฟื้นฟูชุมชนดินแดง

ศธ.-พม. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต “ครูหื่น” ตลอดชีพ

ในสังคมที่เด็กและเยาวชนควรได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่ เหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศโดยครูในโรงเรียนเอกชนที่จังหวัดลพบุรีเมื่อปี 2567 ได้สร้างความสะเทือนใจให้กับทุกฝ่าย ล่าสุด ศธ.-พม. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต “ครูหื่น” ตลอดชีพ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำร้ายอีก การลงพื้นที่ของนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และทีมจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

ศธ.-พม. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต “ครูหื่น” ตลอดชีพ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นายอัครนันท์พร้อมด้วยนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารมว.พม. และ ส.ส. ลพบุรี จากพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่โรงเรียนดังกล่าวเพื่อติดตามความคืบหน้าและพูดคุยกับญาติผู้เสียหายโดยตรง ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นอดีตครู ได้รับโทษจำคุกนาน 36 ปี และกำลังรับโทษอยู่ในเรือนจำแล้ว แต่เรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะ ศธ.-พม. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต “ครูหื่น” ตลอดชีพ โดยประสานงานกับคุรุสภา เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลนี้กลับมาสอนหนังสือได้อีกตลอดชีวิต

นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการเร่งด่วน 3 ประการเพื่อเยียวยาและป้องกัน ดังนี้

  • เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพครูตลอดชีวิต: มอบหมายให้คุรุสภารีบดำเนินการทันที
  • กำชับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.): ออกหนังสือเตือนโรงเรียนต้นสังกัดให้ดูแลเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม และพิจารณาขั้นเด็ดขาด เช่น พักใบอนุญาตหรือปิดโรงเรียนหากจำเป็น
  • สรุปมาตรการเยียวยาครอบครัวภายใน 2 สัปดาห์: โดยคณะกรรมการบริหารโรงเรียนต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและความเป็นมนุษย์

มาตรการเยียวยาและขีดเส้น 2 สัปดาห์จากศธ.-พม.

ทางพม. ยังส่งทีมนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาลงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูจิตใจเด็กและครอบครัวให้เข้มแข็งเร็วที่สุด นายอัครนันท์ย้ำว่า “โรงเรียนต้องเคียงข้างนักเรียน และศธ. จะเป็นที่พึ่งให้ผู้เสียหายทุกคน” ขณะที่นายชนินทร์ขีดเส้นให้โรงเรียนสรุปเยียวยาภายใน 2 สัปดาห์ โดยจะลงมาติดตามด้วยตัวเอง

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เคสแรกที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายตื่นตัว การ ศธ.-พม. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต “ครูหื่น” ตลอดชีพ ถือเป็นมาตรการเด็ดขาดที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครอง นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อยกระดับระบบเฝ้าระวัง เช่น การอบรมครูเรื่องจริยธรรม การติดตั้งกล้องวงจรปิด และช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน

ในมุมกว้างขึ้น ปัญหาล่วงละเมิดทางเพศในเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โรงเรียนเอกชนซึ่งมีอิสระในการบริหารมาก ต้องมีนโยบายป้องกันที่ชัดเจน เช่น การตรวจสอบประวัติครูอย่างละเอียด การฝึกอบรมเรื่องสิทธิเด็ก และการสร้างวัฒนธรรมรายงานเหตุการณ์ทันที ผู้ปกครองเองก็ควรสอนลูกให้รู้จักปกป้องตัวเองและกล้าแจ้งเบาะแส

จากประสบการณ์เคสคล้ายๆ กันในอดีต พบว่าการเยียวยาที่ดีไม่เพียงช่วยเยียวยาบาดแผล แต่ยังป้องกันปัญหาทางจิตใจระยะยาว เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือ PTSD ดังนั้น การขีดเส้น 2 สัปดาห์นี้จึงสำคัญมาก เพื่อให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับความยุติธรรมโดยเร็ว

สุดท้าย การดำเนินการของศธ. และพม. ในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม หากทุกโรงเรียนนำไปปฏิบัติ อนาคตของเด็กไทยจะปลอดภัยยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และช่วยแพร่กระจายเพื่อปกป้องเด็กทุกคนกันเถอะ

ที่มา – ศธ.-พม. สั่งเพิกถอนใบอนุญาต “ครูหื่น” ตลอดชีพ ขีดเส้น 2 สัปดาห์เยียวยาเป็นธรรม

“นิกร” นำทีม พม. ล่องเรือ ติดตามการสร้างบ้านริมคลองเปรมประชากร

“นิกร” นำทีม พม. ล่องเรือ ติดตามการสร้างบ้านริมคลองเปรมประชากร เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมากในวันที่ 20 เมษายน 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองเปรมประชากร เพื่อติดตามความก้าวหน้าและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

“นิกร” นำทีม พม. ล่องเรือ ติดตามการสร้างบ้านริมคลองเปรมประชากร

กิจกรรมเริ่มต้นที่ชุมชนประชาร่วมใจ 1 เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยได้รับฟังรายงานความก้าวหน้าการพัฒนาคลอง จากนั้นนายนิกรและคณะได้ล่องเรือจากท่าเรือวัดเสมียนนารี ไปยังชุมชนตลาดหลักสี่ เขตหลักสี่ ผ่าน 10 ชุมชน รวมระยะทาง 5.5 กิโลเมตร เพื่อตรวจดูการก่อสร้างบ้านและเขื่อนริมคลอง

ระหว่างทาง ท่านได้พบปะประชาชน พูดคุยให้กำลังใจ และมอบถุงยังชีพให้กลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ ผู้สูงอายุ แม่เลี้ยงเดี่ยว และครอบครัวยากจน มีนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัด พม. นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และผู้บริหารอื่นๆ ร่วมด้วย

แนวทางโครงการบ้านมั่นคง

นายนิกร ย้ำถึงการขับเคลื่อนโครงการบ้านมั่นคง ที่ให้ชุมชนเป็นแกนหลัก ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคงที่อยู่อาศัย ตามแผนแม่บท 20 ปี ภายใต้วิสัยทัศน์ “Housing For All” เพื่อให้คนไทยทุกคนมีบ้านดีๆ และเข้าถึงบริการรัฐอย่างเท่าเทียม

โครงการครอบคลุม 6,386 ครัวเรือน ใน 38 ชุมชน เขตหลักสี่ จตุจักร ดอนเมือง และปทุมธานี ณ 31 มี.ค. 2569 ดำเนินการแล้ว 2,597 ครัวเรือน (41%) แบ่งเป็นเสร็จ 2,239 อยู่ระหว่างสร้าง 215 และเตรียมพื้นที่ 143 ครัวเรือน เหลืออีก 3,789 โดยมีแผน 1,423 และเจรจา 2,366 ครัวเรือน

  • ความสำเร็จ: บ้านเสร็จสิ้นกว่า 2,200 หลัง
  • เป้าหมาย: ยกระดับชุมชนริมคลองทั้งหมด
  • หลักการ: ชุมชนจัดการเอง เปลี่ยนจากผู้บุกรุกเป็นเจ้าของถูกกฎหมาย

ประชาชนในพื้นที่แสดงความยินดี รู้สึกอุ่นใจกับการดูแลใกล้ชิด สร้างสภาพแวดล้อมดีขึ้น ภายใต้สโลแกน “คืนความสุขให้คนคลอง คืนสายคลองให้คนเมือง”

ประโยชน์ต่อชุมชน

โครงการนี้ไม่เพียงสร้างบ้าน แต่ยังพัฒนาเขื่อน ปรับปรุงคลอง ลดน้ำท่วม สร้างรายได้ยั่งยืน ชุมชนมีส่วนร่วมเต็มที่ ทำให้เกิดความยั่งยืน กระทรวง พม. ยังเร่งบูรณาการกับหน่วยงานอื่น เพื่อผลักดันให้สำเร็จตามแผน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมือง เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเชิงรุก หากคุณสนใจโครงการบ้านมั่นคงหรืออยากมีส่วนร่วม สามารถติดต่อกระทรวง พม. เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ จะช่วยยกระดับชีวิตชุมชนได้จริง

ที่มา – “นิกร” นำทีม พม. ล่องเรือ ติดตามการสร้างบ้านริมคลองเปรมประชากร

Scroll to top