กระทรวงคมนาคม

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวการเตรียมขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งล่าสุด “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของนายกรัฐมนตรี

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีกลุ่มชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และแสดงความต้องการให้มีการทบทวนการนำจังหวัดเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นนโยบายหลักที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลและพิจารณาตัดสินใจ

เบื้องลึกและเหตุผลของการพิจารณา

การตัดสินใจที่ยังคงคลุมเครือในเรื่องนี้มีความน่าสนใจหลายประการ โดยมีประเด็นหลักที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การจัดการปัญหาขยะและมลพิษในพื้นที่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เตรียมลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาด่วน
  • การพิจารณาถึงความเหมาะสมของสภาพัฒน์ ที่ได้มีการเสนอให้ขยายขอบเขตจาก 3 จังหวัดหลัก (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ไปยังปราจีนบุรี
  • การคาดการณ์เรื่องการเชื่อมต่อแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อาจทำได้สะดวกมากขึ้นหากมีการขยายเขตดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามที่ว่าเหตุใดการตัดสินใจครั้งนี้ถึงกลายเป็นข้อถกเถียง นายพิพัฒน์ย้ำว่า ในอดีตเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบาย EEC ได้เคยมีการพูดคุยเรื่องนี้จริง แต่เป็นการพิจารณาในมิติของเศรษฐกิจและแรงงาน โดยยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจากผลการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ และในปัจจุบัน “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี อีกต่อไป เพื่อรอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าผลสรุปของการขยายเขต EEC จะออกมาในรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่และการแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกคนในสังคม

ที่มา – “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

“ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวความคืบหน้าด้านอุตสาหกรรมการบินของไทยกันมาบ้าง โดยล่าสุด นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดวงหารือร่วมกับหน่วยงานด้านการบินและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันหาแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยมีประเด็นหลักคือ “ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) ให้มีความพร้อมและแข่งขันได้ในระดับสากล

“ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน เพื่ออนาคตการบินไทย

ในการประชุมที่จัดขึ้น ณ สถาบันการบินพลเรือน นายภัทรพงศ์ได้เน้นย้ำถึงนโยบายที่เปิดกว้างให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานที่มีมาตรฐานสูง โดยรัฐบาลไม่ได้มองแค่เรื่องการซ่อมบำรุงทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงการ Private Jet Terminal ที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินและนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาสู่ประเทศอีกด้วย ทั้งนี้ การจะทำโครงการใหญ่ให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัย ซึ่งต้องมีการจัดการวัตถุอันตรายและระบบนิรภัยในสนามบินอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานสากล

ก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่กับ “ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน พร้อมดันสนามบินเพชรบูรณ์เป็น Sandbox

ไม่เพียงแค่เรื่อง MRO เท่านั้น แต่ในที่ประชุมยังมีการพูดถึงการนำเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันให้ สนามบินเพชรบูรณ์ กลายเป็นพื้นที่ทดสอบนวัตกรรม (Sandbox) สำหรับโครงการ Urban Air Mobility (UAM) หรือที่เรารู้จักกันในนาม “แท็กซี่บินได้” รวมถึงอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) ซึ่งถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและน่าจับตามองมากสำหรับอุตสาหกรรมการบินของไทยในอนาคต

เหตุผลที่เลือกสนามบินเพชรบูรณ์เป็นพื้นที่ทดสอบ มีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญดังนี้:

  • ไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ให้บริการ ทำให้การจัดตารางเวลาบิน (Slot) มีความคล่องตัวสูง
  • พื้นที่เอื้อต่อการทดสอบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และ eVTOL โดยไม่กระทบต่อเที่ยวบินอื่น
  • เหมาะสำหรับการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงนวัตกรรมทางการบินของภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเล็งเห็นประโยชน์ของนวัตกรรมเหล่านี้ในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสาธารณสุข โดยเฉพาะการขนส่งเวชภัณฑ์เร่งด่วนไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งจะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ทันท่วงที นี่คือวิสัยทัศน์ที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการบินไม่ได้มีไว้เพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอีกด้วย

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี eVTOL และการซ่อมบำรุงอากาศยานอย่างจริงจัง ถือเป็นสัญญาณบวกที่ยอดเยี่ยม หากรัฐบาลสามารถประสานความร่วมมือกับเอกชนได้สำเร็จตามกรอบที่วางไว้ ประเทศไทยเราจะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการบินในอาเซียนได้อย่างแน่นอนครับ คงต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่าโครงการ Sandbox ที่เพชรบูรณ์นี้จะผลิดอกออกผลให้เราได้เห็นแท็กซี่บินได้บนท้องฟ้าไทยเร็วแค่ไหน

ที่มา – “ภัทรพงศ์” ถกเอกชนยกระดับศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน

พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกถึงกระแสข่าวการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตามองว่าท่านรัฐมนตรีอาจจะตกเป็นเป้าหมายสำคัญ

พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว.

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายพิพัฒน์ยืนยันอย่างมั่นใจว่า พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. อย่างแน่นอน โดยมองว่ากระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานที่ถูกจับตาและอภิปรายในทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว จึงถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเตรียมความพร้อมในการชี้แจงทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านสงสัยด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้

เปิดประเด็นฮั้ว สว. และความมั่นใจในความบริสุทธิ์

สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมนำเรื่องการฮั้ว สว. มาอภิปรายนั้น นายพิพัฒน์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมระบุว่าในรายชื่อ 229 คนที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่มีชื่อของตนปรากฏอยู่เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ กกต. ซึ่งต้องรอผลสรุปที่ชัดเจนต่อไป

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้เคลียร์ประเด็นต่างๆ ที่เคยเป็นข้อกังขา เช่น:

  • เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ปัจจุบันมีการยกเลิกการศึกษาไปแล้ว
  • การบริหารงานในกระทรวงคมนาคมที่เน้นความโปร่งใสมาโดยตลอด
  • ความพร้อมในการชี้แจงทุกประเด็นซักฟอก เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์เมือง การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความชัดเจนและไม่หวั่นเกรงต่อการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงวุฒิภาวะและความพร้อมในการทำงานเพื่อส่วนรวม แม้จะมีกระแสกดดันทางการเมืองอยู่เป็นระยะ แต่หากทุกอย่างยึดถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง การชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองในยุคปัจจุบัน

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการเตรียมตัวรับมือฝ่ายค้านของนายพิพัฒน์ในครั้งนี้? อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองกันอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของรัฐบาลที่ดีครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. ไม่อยู่ใน 229 ชื่อ

เดินหน้า New Route-New Airline ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

ข่าวดีสำหรับนักเดินทางและสายการบิน เมื่อรัฐบาลประกาศเดินหน้า เดินหน้า “New Route-New Airline” ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ มาตรการนี้ไม่ได้เพียงแค่ช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่สายการบินเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสกับการเดินทางที่สะดวกสบายและหลากหลายมากขึ้น

เหตุผลที่รัฐบาลต้องเดินหน้า “New Route-New Airline” ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

การผลักดันนโยบาย “Airport for Regional Development” โดยกระทรวงคมนาคมและกรมท่าอากาศยาน มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนสนามบินให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยมาตรการนี้จะมอบส่วนลดค่าบริการขึ้นลงและค่าเก็บอากาศยานถึง 50% เป็นระยะเวลา 1 ปีสำหรับเส้นทางบินใหม่ และ 6 เดือนสำหรับสายการบินใหม่ เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการกล้าขยายเครือข่ายการบิน

สิทธิประโยชน์จากการเดินหน้า “New Route-New Airline” ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

มาตรการนี้แบ่งการสนับสนุนออกเป็น 2 รูปแบบหลัก เพื่อให้ครอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้:

  • New Route (เส้นทางใหม่): สำหรับเส้นทางที่ไม่เคยให้บริการหรือหยุดบินไปนานกว่า 1 ปี จะได้รับส่วนลด 50% เป็นเวลา 1 ปีเต็ม
  • New Airline (สายการบินใหม่): สำหรับสายการบินที่เริ่มเปิดให้บริการในท่าอากาศยานนั้นๆ จะได้รับส่วนลด 50% นาน 6 เดือน

ด้วยมาตรการนี้ เราจะเริ่มเห็นการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในตลาดการบินภายในประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อผู้บริโภคโดยตรง ทั้งในเรื่องของราคาตั๋วเครื่องบินที่อาจถูกลงและทางเลือกของเวลาบินที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมาที่มีการขอใช้สิทธิหลายเส้นทาง เช่น อุดรธานี-อู่ตะเภา หรือ นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ สะท้อนให้เห็นว่านโยบายนี้เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองทั่วไทย

ในมุมมองของผู้เขียน การที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนสนามบินถือเป็นยุทธศาสตร์ที่เฉียบคม เพราะเมื่อสนามบินคึกคัก เศรษฐกิจในพื้นที่ก็จะเติบโตตาม ทั้งร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม และภาคการท่องเที่ยวจะได้รับอานิสงส์จากการที่มีคนเดินทางเข้าถึงพื้นที่ได้ง่ายขึ้น สำหรับใครที่วางแผนเที่ยวหรือเดินทางบ่อยๆ เตรียมตัวพบกับตารางบินที่แน่นขึ้นและตัวเลือกที่หลากหลายกว่าเดิมได้เลยครับ

ที่มา – เดินหน้า “New Route-New Airline” ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% เพิ่มทางเลือกคนเดินทาง

“สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่

ช่วงนี้หลายคนกำลังจับตามองการลงพื้นที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือ “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ให้กับพี่น้องชาวใต้ ล่าสุด นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาตอกย้ำถึงความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ว่าไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่คือการเปิดประตูสู่การพัฒนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของหาดใหญ่และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

“สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ให้พื้นที่

การลงพื้นที่ของ ครม. ในครั้งนี้ นายสรรเพชญมองว่าเป็นจังหวะสำคัญที่จะทำให้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาในหลายกระทรวงถูกนำมาวางบนโต๊ะเดียวกัน เพื่อบูรณาการการแก้ปัญหาให้เห็นภาพรวม มากกว่าการทำงานแบบแยกส่วน นอกจากนี้ยังเป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคต เพื่อให้หาดใหญ่กลับมาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งอีกครั้ง

ความคืบหน้าของงบฟื้นฟูน้ำท่วม

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่หลายคนกังวลคือเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่หลังเหตุอุทกภัย นายสรรเพชญย้ำชัดว่า “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ โดยในส่วนของการฟื้นฟูนั้น รัฐบาลไม่ได้รอการประชุมเพียงอย่างเดียว แต่ได้อนุมัติงบกลางกว่า 843 ล้านบาทให้กรมชลประทานดำเนินการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารระบบชลประทานรวม 67 โครงการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุมัติงบไปจนถึงการโอนงบประมาณ ทำให้การทำงานเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม

  • ซ่อมแซมระบบชลประทาน 67 โครงการ
  • ครอบคลุม 5 จังหวัด: สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
  • เน้นการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ
  • วางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

สิ่งที่น่าสนใจคือมุมมองที่กว้างกว่าเรื่องการซ่อมแซม นายสรรเพชญกล่าวว่าเราต้องมองไปถึงอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้า ว่าจะทำอย่างไรให้เมืองเติบโตอย่างมั่นคง ทั้งในด้านการค้า การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน การประชุม ครม.สัญจรจึงถือเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจระดับนโยบายให้เกิดขึ้นจริง

ท้ายที่สุด การทำงานของภาครัฐควรได้รับการพิจารณาจากผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับ มากกว่าการตีความในมิติทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากการลงพื้นที่ครั้งนี้สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน และแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานให้ดีขึ้นได้ นั่นคือชัยชนะที่แท้จริงของพี่น้องประชาชนชาวใต้ครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” ชี้ ครม.สัญจรสงขลา สร้างโอกาสใหม่ ย้ำงบฟื้นฟูน้ำท่วมเดินหน้าแล้ว

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

เป็นที่จับตามองอย่างมากสำหรับการเตรียมความพร้อมจัดประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าถึงภารกิจสำคัญในครั้งนี้ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่และแก้ไขปัญหาผังเมืองที่คั่งค้างมานาน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นการขับเคลื่อนนโยบายจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค โดยเน้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งทางภาครัฐได้มีการประสานงานร่วมกับภาคเอกชนและผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อรวบรวมข้อมูลและโครงการที่จะช่วยพัฒนาอาชีพและรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

จุดประสงค์หลักของการประชุม ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ในการประชุมที่จะถึงนี้ รัฐบาลไม่ได้เพียงแค่ต้องการอนุมัติงบประมาณ แต่ต้องการฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่จริงๆ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและผังเมืองใหม่ให้เหมาะสมกับยุคสมัย
  • การส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับรายได้เฉลี่ยของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • การเร่งผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารให้เป็นระบบมากขึ้น

ทางด้านนายพิพัฒน์ได้ฝากถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจมีการยกระดับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจว่า ตนไม่เข้าใจถึงเหตุผลในการประท้วง โดยเฉพาะประเด็นที่จบไปแล้วหรือไม่มีอยู่จริง พร้อมย้ำว่า ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม ซึ่งเป็นช่องทางที่เปิดกว้างและพร้อมรับฟังมากกว่าการมาชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงโครงการ Missing Link และการพัฒนาท่าเรือฝั่งอันดามัน ซึ่งกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งศึกษาความเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับระบบราง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ส่วนประเด็นน้ำท่วมในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้มีการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว

ในมุมมองของเรา การที่ภาครัฐลงมาประชุมถึงพื้นที่จริงเป็นสัญญาณที่ดีของการแก้ปัญหาแบบถึงลูกถึงคน สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับภาคประชาชน หากเกิดข้อสงสัยหรือต้องการข้อเสนอแนะ การพูดคุยผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามที่กระทรวงคมนาคมแนะนำ ถือเป็นวิธีการที่สร้างสรรค์และก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าการใช้กฎหมู่กดดันรัฐบาลครับ

ที่มา – ครม.สัญจรสงขลา จ่อถกปัญหา 5 จังหวัดใต้ ขอม็อบอย่าชุมนุมทำเนียบฯ มีอะไรไปคุยที่คมนาคม

ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

ข่าวดีสำหรับสายเดินทาง เมื่อล่าสุด ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค อย่างเต็มสูบ ด้วยการออกโปรโมชั่นเด็ดลดค่าธรรมเนียมสนามบินถึง 50% เพื่อดึงดูดให้สายการบินต่างๆ เปิดเส้นทางบินใหม่ๆ เชื่อมต่อสู่ท่าอากาศยานภูมิภาคมากขึ้น งานนี้บอกเลยว่าประชาชนอย่างเราได้รับอานิสงส์เต็มๆ เพราะนอกจากจะมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้นแล้ว ยังอาจได้เห็นค่าตั๋วเครื่องบินที่ราคาสมเหตุสมผลกว่าเดิมอีกด้วย

ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50%

นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเผยถึงแผนการดำเนินงานเชิงรุกภายใต้นโยบาย "Airport for Regional Development" โดยกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดค่าธรรมเนียมการขึ้นลงและค่าบริการที่เก็บอากาศยานลงครึ่งหนึ่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนให้สายการบิน ซึ่งมาตรการ ภัทรพงศ์ หนุนเที่ยวบินภูมิภาค นี้ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการกระจายรายได้สู่ชุมชน

เงื่อนไขมาตรการส่งเสริมการบินใหม่

สำหรับมาตรการสนับสนุนนี้ กรมท่าอากาศยานได้กำหนดเงื่อนไขแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก เพื่อให้ครอบคลุมทั้งเส้นทางใหม่และสายการบินใหม่ ได้แก่:

  • เส้นทางบินใหม่ (New Route): ลดค่าธรรมเนียม 50% เป็นระยะเวลา 1 ปี สำหรับเส้นทางที่ไม่เคยทำการบินมาก่อน หรือหยุดบินไปนานเกิน 1 ปี
  • สายการบินใหม่ (New Airline): ลดค่าธรรมเนียม 50% เป็นระยะเวลา 6 เดือน สำหรับสายการบินรายใหม่ที่เข้ามาเปิดให้บริการในท่าอากาศยานสังกัด ทย.

มาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2569 จนถึงวันที่ 9 สิงหาคม 2570 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองที่จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านบริการและราคาอย่างคึกคัก

หากมองในมุมมองของผู้บริโภค การที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะจะช่วยลดการผูกขาดในเส้นทางที่มีผู้ให้บริการเพียงรายเดียว ทำให้เรามีโอกาสเลือกเวลาเดินทางและราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น นอกจากนี้ การเดินทางที่สะดวกและรวดเร็วจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้หันมาเที่ยวเมืองรองมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาวอย่างแน่นอน ใครที่มีแผนจะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเตรียมตัวรอพบกับโปรโมชั่นจากสายการบินต่างๆ ได้เลยครับ

ที่มา – “ภัทรพงศ์” หนุนเที่ยวบินภูมิภาค คลอดโปรฯ ลดค่าธรรมเนียมสนามบิน 50% ดึงรูทบินใหม่

คมนาคม ลุยอุดรธานี อัปเดตถนน-ทางรถไฟ รับมหกรรมพืชสวนโลก 2569

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อยกับงานใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในจังหวัดอุดรธานี อย่างงานมหกรรมพืชสวนโลก 2569 ที่กำลังจะมาถึง ล่าสุดทางกระทรวงคมนาคมได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมกันอย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานจะรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่

คมนาคม ลุยอุดรธานี อัปเดตถนน-ทางรถไฟ พร้อมรับมหกรรมพืชสวนโลก 2569

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำทีมลงพื้นที่จ.อุดรธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการคมนาคม ทั้งถนนสายหลัก ถนนทางหลวงชนบท และระบบราง เพื่อเตรียมความพร้อมและแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการเดินทางสู่พื้นที่จัดงานพืชสวนโลก ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคอีสาน

ความคืบหน้าโครงสร้างพื้นฐานเพื่อมหกรรมพืชสวนโลก 2569

จากการลงพื้นที่ คมนาคม ลุยอุดรธานี อัปเดตถนน-ทางรถไฟ พร้อมรับมหกรรมพืชสวนโลก 2569 พบว่าหลายโครงการมีความคืบหน้าไปมาก ไม่ว่าจะเป็น:

  • การพัฒนาทางหลวงหมายเลข 2023 ที่คืบหน้าไปกว่า 66% ช่วยให้การสัญจรสะดวกขึ้น
  • การก่อสร้างสะพานข้ามลำห้วยยาง เพื่อลดปัญหาน้ำท่วมและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเกษตร
  • การปรับปรุงเส้นทางเลียบคลองชลประทาน เพื่อรองรับการจราจรในช่วงจัดงานพืชสวนโลก

นอกจากเรื่องถนนแล้ว ทางกระทรวงยังให้ความสำคัญกับการขนส่งสาธารณะ โดยสั่งการให้สถานีขนส่งจังหวัดอุดรธานี ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และกำชับการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ปรับแผนงานก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ให้สอดรับกับการจัดงาน เพื่อไม่ให้กระทบต่อวิถีชีวิตและการเดินทางของประชาชนในพื้นที่

การที่ คมนาคม ลุยอุดรธานี อัปเดตถนน-ทางรถไฟ พร้อมรับมหกรรมพืชสวนโลก 2569 ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เตรียมความพร้อมสำหรับอีเวนต์ระดับนานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวอุดรธานีให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว เรามาร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีและต้อนรับผู้มาเยือนไปพร้อมกันนะครับ

ที่มา – คมนาคม ลุยอุดรธานี อัปเดตถนน-ทางรถไฟ พร้อมรับมหกรรมพืชสวนโลก 2569

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สำหรับใครที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณวงเวียนใหญ่ในช่วงนี้ คงจะทราบถึงสถานการณ์การดำเนินงานของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน–ราษฎร์บูรณะ กันเป็นอย่างดี ซึ่งล่าสุดรัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ จากกรณีดินทรุดตัว เพื่อให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติโดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับหนึ่งครับ

ในส่วนของความคืบหน้าล่าสุด นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ด้วยตัวเอง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหลักวิศวกรรมอย่างเคร่งครัด โดยเป้าหมายหลักคือการฟื้นฟูพื้นที่และคืนสภาพการจราจรให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยเร็วที่สุดครับ

มาตรการทางวิศวกรรมในการแก้ไขผลกระทบ

เพื่อให้การทำงานมีความมั่นคงและยั่งยืน ทางเจ้าหน้าที่ได้เริ่มดำเนินการเสริมความมั่นคงของชั้นดิน (Grouting) ไปแล้วกว่า 40 จุด และมีแผนจะขยายเพิ่มเติมอีก 80 จุด โดยกระบวนการนี้คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เพื่อสร้างความมั่นใจในโครงสร้างพื้นฐานก่อนจะเปิดให้ใช้งานตามปกติ ทั้งนี้ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ โดยมีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารและโครงสร้างโดยรอบอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อบ้านเรือนประชาชนอย่างที่สุด

  • ดำเนินการอัดฉีดวัสดุเสริมความมั่นคงชั้นดิน (Grouting)
  • ตรวจสอบจุดรั่วซึมภายในอุโมงค์อย่างละเอียด
  • ประเมินเสถียรภาพพื้นที่อย่างต่อเนื่องก่อนคืนผิวจราจร
  • เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ หลังจากกระบวนการเสริมความมั่นคงแล้วเสร็จ ทางทีมวิศวกรจะทยอยลดระดับน้ำภายในอุโมงค์เพื่อตรวจสอบจุดรั่วซึมอย่างละเอียด หากพบความจำเป็นก็พร้อมที่จะยกระดับมาตรการทางวิศวกรรมให้สูงขึ้นทันที เพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว

ท้ายที่สุดนี้ ผมเชื่อมั่นว่าการที่ รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่ อย่างจริงจังเช่นนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้ในไม่ช้า การคืนผิวจราจรเป็นรายจุดจะช่วยให้การเดินทางและการทำมาค้าขายในพื้นที่วงเวียนใหญ่กลับมาคึกคักอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของพวกเราทุกคนต้องมาก่อนเสมอครับ

ที่มา – รัฐบาลเร่งแก้ผลกระทบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงวงเวียนใหญ่

Scroll to top