กระทรวงคมนาคม

รฟม. แจงน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ วงเวียนใหญ่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน หลายวันที่ผ่านมาคงได้มีประเด็นข่าวที่น่ากังวลใจสำหรับชาวกรุงเทพฯ เกี่ยวกับเหตุการณ์น้ำรั่วซึมในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้า หลายคนคงตื่นตระหนกกับข่าวที่ว่ามีน้ำไหลเข้าอุโมงค์ แต่ในวันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลให้ชัดเจนครับว่า รฟม. แจงน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ วงเวียนใหญ่ ควบคุมได้-ไร้ปัญหาดินทรุด อย่างที่หลายคนกังวลใจครับ

รฟม. แจงน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ วงเวียนใหญ่ ควบคุมได้-ไร้ปัญหาดินทรุด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ สัญญาที่ 4 โดยมีการรายงานว่าเกิดน้ำรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์ที่ความลึกประมาณ 30 เมตร อย่างไรก็ตาม ทางการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ได้ส่งทีมวิศวกรเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที โดยยันยันว่าเหตุการณ์ รฟม. แจงน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ วงเวียนใหญ่ ควบคุมได้-ไร้ปัญหาดินทรุด เป็นที่เรียบร้อยครับ

รายละเอียดความคืบหน้าและการแก้ไขปัญหา

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าน้ำซึมออกมาจากรอยต่อของบ่อรับน้ำ (Sump pit) ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างหลักของอุโมงค์แต่อย่างใด สำหรับมาตรการแก้ไขที่ผู้รับจ้างดำเนินการอยู่ ได้แก่

  • เร่งดำเนินการปรับปรุงคุณภาพดิน (Ground Improvement) เพื่ออุดรอยรั่วซึม
  • มีการควบคุมระดับน้ำและปริมาณน้ำที่รั่วซึมด้วยหลักวิศวกรรมที่ถูกต้อง
  • เฝ้าระวังการทรุดตัวของถนนและอาคารข้างเคียงตลอด 24 ชั่วโมง

เหตุการณ์ รฟม. แจงน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ วงเวียนใหญ่ ควบคุมได้-ไร้ปัญหาดินทรุด ครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนที่ดีว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ตรวจสอบด้วยตัวเอง ก็ถือเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนบริเวณใกล้เคียงได้เป็นอย่างดีครับ

สุดท้ายนี้ ฝากถึงเพื่อนๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณแนวรถไฟฟ้า ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไปนะครับ เพราะทางทีมงานวิศวกรจาก รฟม. ยังคงเฝ้าระวังความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดตามมาตรฐานสากล เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์โดยที่ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากใครต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารอัปเดตแบบเรียลไทม์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ทางการของ รฟม. ได้ตลอดเวลาครับผม

ที่มา – รฟม. แจงน้ำรั่วอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ วงเวียนใหญ่ ควบคุมได้-ไร้ปัญหาดินทรุด

อนุทิน ลุยกลางดึก ตรวจน้ำรั่วอุโมงค์ MRT วงเวียนใหญ่

อนุทิน ลุยกลางดึก ตรวจน้ำรั่วอุโมงค์ MRT วงเวียนใหญ่ หวั่นซ้ำรอยถนนยุบ

เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นเมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเหตุการณ์น้ำรั่วซึมบริเวณบ่อพักน้ำใต้อุโมงค์ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ บริเวณวงเวียนสมเด็จพระเจ้าตากสิน เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ซึ่งเหตุการณ์

สถานการณ์ อนุทิน ลุยกลางดึก ตรวจน้ำรั่วอุโมงค์ MRT วงเวียนใหญ่ เป็นอย่างไร?

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ นายอนุทินต้องการเข้ามาดูหน้างานด้วยตนเองเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความกังวลว่าเหตุการณ์น้ำรั่วอาจจะส่งผลให้เกิดถนนยุบตัวได้เหมือนกับบทเรียนในอดีตที่เคยเกิดขึ้นบริเวณโรงพยาบาลวชิรพยาบาล อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบเหตุ อนุทิน ลุยกลางดึก ตรวจน้ำรั่วอุโมงค์ MRT วงเวียนใหญ่ หวั่นซ้ำรอยถนนยุบ ในครั้งนี้ ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าทางวิศวกรและ รฟม. สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นที่เรียบร้อยครับ

  • ระดับน้ำภายในอุโมงค์ไม่เพิ่มขึ้นและอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้
  • ไม่มีความจำเป็นที่ต้องปิดการจราจรในบริเวณดังกล่าว
  • มีการติดตั้งเครื่องวัดการเคลื่อนตัวของอาคารโดยรอบเพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

รัฐบาลเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงไม่ใช่การสร้างภาพ แต่เป็นการแสดงความใส่ใจต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้ถนนในบริเวณใกล้เคียง ในเชิงวิศวกรรมขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนป้องกันและแก้ไข ไม่มีการแจ้งเตือนอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด

บทสรุปของเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีในการคุมเข้มงานก่อสร้างขนาดใหญ่ในเมืองหลวง การที่ผู้นำลงมาดูด้วยตัวเองทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก แม้จะเป็นช่วงกลางดึกก็ตาม เชื่อว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันตรวจสอบอย่างละเอียดแบบนี้ ความเสียหายที่จะเกิดต่อทรัพย์สินและถนนหนทางจะลดลงอย่างแน่นอนครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ คิดอย่างไรกับมาตรการเฝ้าระวังภัยพิบัติในเมืองใหญ่อย่างนี้บ้าง?

ที่มา – อนุทิน ลุยกลางดึก ตรวจน้ำรั่วอุโมงค์ MRT วงเวียนใหญ่ หวั่นซ้ำรอยถนนยุบ

พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การนำของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้ออกมาประกาศกร้าวเตรียมใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด เพื่อจัดการกับปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในไซต์งานก่อสร้างให้รัดกุมยิ่งขึ้น หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะกรณีปัญหาถนนพระราม 2 ที่เป็นฝันร้ายของผู้ใช้รถใช้ถนนมาอย่างยาวนาน

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า แนวทางในการ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ครั้งนี้ จะมีการออกกฎกระทรวงฉบับใหม่เพื่อเพิ่มบทลงโทษผู้รับเหมาอย่างจริงจัง โดยจะไม่ได้พิจารณาแค่เพียงการทิ้งงานเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงบริบทเศรษฐกิจและต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเด็ดขาดในการคัดกรองบุคลากรและบริษัทที่จะเข้ามาทำงานกับภาครัฐ

ยกระดับความปลอดภัยด้วยการทำประกันภัยบังคับ

นโยบายหลักที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัยของประชาชน” โดยกฎหมายใหม่นี้จะบังคับให้ผู้รับเหมาทุกรายต้องจัดทำแผนความปลอดภัยที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ด้วยการกำหนดให้ผู้รับเหมาต้องทำประกันภัยภาคบังคับ เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกที่อาจได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุจากการก่อสร้าง ดินสไลด์ หรือโครงสร้างทรุดตัว เพื่อไม่ให้เหตุการณ์สลดใจเหมือนสีคิ้วหรือพระราม 2 เกิดขึ้นซ้ำอีก

แนวทางปฏิบัติใหม่จะมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ผู้รับเหมาต้องส่งแผนความปลอดภัยผ่านการอนุมัติก่อนเริ่มงาน
  • การบังคับทำประกันภัยสำหรับบุคคลภายนอกอย่างครอบคลุม
  • ระบบการติดตามผลงานที่เข้มงวดมากขึ้นโดย สนข.
  • การนำเทคโนโลยีและมาตรการลงโทษผู้ทิ้งงานอย่างเด็ดขาดมาใช้

สำหรับการตั้งคำถามถึง KPI ของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นายพิพัฒน์ระบุว่า งานคมนาคมเป็นงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินโครงการ ทำให้การวัดผลในระยะสั้นอาจยังไม่เห็นภาพผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทั้งหมด แต่เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ

การที่ พิพัฒน์ งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2 ถือเป็นการก้าวที่ถูกจุดและตอบโจทย์ความต้องการของสังคม เชื่อว่าหากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้นี้ จะช่วยคืนความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ต้องใช้เส้นทางก่อสร้างทุกวัน และยกระดับมาตรฐานงานรัฐไทยให้ทัดเทียมระดับสากลได้ในที่สุด

ที่มา – “พิพัฒน์” งัดไม้แข็ง คุมรับเหมาทิ้งงาน-บังคับทำประกัน สกัดซ้ำรอยพระราม 2

อัปเดต 2 โปรเจกต์สะพานภาคใต้ เกาะลันตา-ทะเลสาบสงขลา

เชื่อว่าพี่น้องชาวใต้โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่ สงขลา และพัทลุง ต้องตื่นเต้นแน่นอนครับ เมื่อทางกระทรวงคมนาคมได้เดินหน้าผลักดันอัปเดต 2 โปรเจกต์สะพานภาคใต้ เกาะลันตา-ทะเลสาบสงขลา อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับการเดินทางและเชื่อมต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ให้เติบโตยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยโครงการสำคัญทั้งสองนี้มีความคืบหน้าล่าสุดแล้วว่าเตรียมจะเริ่มก่อสร้างในช่วงปลายปี 2569 และคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ตามเป้าหมายภายในปี 2572 ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่รอคอยกันมานานครับ

ความคืบหน้า อัปเดต 2 โปรเจกต์สะพานภาคใต้ เกาะลันตา-ทะเลสาบสงขลา

จากการเปิดเผยของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้ได้ตัวผู้รับจ้างเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งขั้นตอนถัดไปคือการเตรียมลงนามสัญญาเงินกู้กับธนาคารโลก (World Bank) เพื่อเดินหน้าตอกเสาเข็มให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

รายละเอียดเจาะลึกสะพานเชื่อมเกาะลันตาและทะเลสาบสงขลา

สำหรับโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ จะช่วยลดปัญหาคอขวดของการใช้แพขนานยนต์ ซึ่งมักมีความล่าช้าในช่วงเทศกาลหรือฤดูกาลท่องเที่ยว ส่วนโครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างจังหวัดพัทลุงและสงขลา ช่วยย่นระยะทางและเวลาในการเดินทางได้อย่างมหาศาล จากเดิมที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานนับชั่วโมง จะเหลือเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้นครับ

ข้อดีของโครงการเหล่านี้ไม่เพียงแค่การเดินทางที่สะดวกสบาย แต่ยังครอบคลุมถึง:

  • การเพิ่มขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์: ช่วยให้การขนส่งสินค้าในภาคใต้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว: ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าถึงพื้นที่ท่องเที่ยวได้ง่ายและปลอดภัย
  • ความยั่งยืน: สำหรับสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา รัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณกว่า 400 ล้านบาท เพื่อร่วมอนุรักษ์โลมาอิรวดีควบคู่ไปกับการก่อสร้างด้วย

เมื่อมองในภาพรวมแล้ว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ให้เข้มแข็งกว่าเดิม และหากใครที่กำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในอนาคต เตรียมตัวไว้เลยครับว่าการเดินทางในพื้นที่ภาคใต้จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ หากการก่อสร้างดำเนินการเสร็จสิ้นในปี 2572 ตามกำหนดการ เชื่อมั่นว่าทั้งสะพานเกาะลันตาและสะพานข้ามทะเลสาบสงขลาจะเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่จะสร้างรายได้มหาศาลให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างก้าวกระโดดนั่นเองครับ

ที่มา – อัปเดต 2 โปรเจกต์สะพานภาคใต้ “เกาะลันตา-ทะเลสาบสงขลา” จ่อคิวสร้างปลายปี 69 เปิดใช้ปี 72

“พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามแวดวงการเมืองคงได้เห็นความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกระทรวงคมนาคมกันแล้ว เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอย่างคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้เปิดตัวเพจเฟซบุ๊กในชื่อว่า “พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง ซึ่งต้องบอกเลยว่างานนี้ไม่ใช่แค่การทำเพจธรรมดาๆ แต่เป็นการประกาศจุดยืนในการสื่อสารผลงานการทำงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างโปร่งใสครับ

“พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง

การเปิดตัวเพจ “หยัดได้” ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงคมนาคมในการเจาะกลุ่มประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้การทำงานในแต่ละโครงการสามารถเข้าถึงและตรวจสอบได้จริง โดยแนวคิดหลักของเพจคือการทำนโยบายให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่พูดเพื่อเอาใจใครเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการตอกย้ำว่าสิ่งที่กระทรวงทำนั้นมีเป้าหมายเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยโดยเฉพาะครับ

เปิดกลยุทธ์ 3 ภารกิจหลักจากเพจ “หยัดได้”

สำหรับภารกิจของเพจที่ตั้งเป้าไว้มีอยู่ 3 ส่วนหลักด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจการทำงานได้ง่ายขึ้น ได้แก่:

  • Update: รายงานความคืบหน้าโครงการคมนาคมแบบเรียลไทม์
  • Prove: นำเสนอผลสัมฤทธิ์ผ่านข้อมูลตัวเลขที่ตรวจสอบได้จริง
  • Connect: เชื่อมโยงทุกบริการสาธารณะและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง

นอกจากนี้ ในเพจยังเน้นการสื่อสารเรื่องนโยบาย “คมนาคมราคาประหยัด” เพื่อลดภาระค่าเดินทางของพ่อแม่พี่น้อง รวมไปถึงการพัฒนาโครงข่าย “เชื่อมโยงไร้รอยต่อ” ที่จะช่วยให้การเดินทางระหว่างจังหวัดสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบรถไฟทางคู่หรือความเร็วสูง ทางกระทรวงก็มุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เสร็จสิ้นตามเป้าหมาย

สำหรับพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเปรียบเสมือนด้ามขวานทองของไทย ก็เป็นอีกหนึ่งจุดยุทธศาสตร์ที่ในเพจให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับสนามบินหรือการขยายโครงข่ายทางหลวง เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด การที่ “พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง ในครั้งนี้ จึงเป็นการยืนยันว่าทุกโครงการที่ว่ามาจะได้รับการขับเคลื่อนอย่างจริงจังครับ

ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมมองว่านี่คือเรื่องที่ดีมากครับที่เราจะมีช่องทางในการตรวจสอบและรับรู้ข้อมูลจากภาครัฐได้ง่ายขึ้น หากท่านผู้อ่านสนใจอยากติดตามงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหรืออยากรู้ว่าโครงการแถวบ้านเรามีความคืบหน้าไปถึงไหน ก็อย่าลืมไปกดติดตามเพจ “หยัดได้” กันนะครับ รับรองว่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” เปิดตัวเพจ “หยัดได้” โชว์ผลงานคมนาคม ไม่ใช่แค่หาเสียง

กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจเกี่ยวกับความปลอดภัยในสนามบินมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดทางกระทรวงคมนาคมได้ออกมาขยับตัวครั้งใหญ่ หลังจากมีเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับสังคม ทำให้เกิดนโยบายกระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว เพื่อสกัดกั้นขบวนการลักลอบขนยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจังครับ

กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการยกระดับความปลอดภัยครั้งสำคัญ โดยเน้นย้ำว่าแม้เดิมจะมีมาตรการตรวจสอบตามมาตรฐานสากลอยู่แล้ว แต่จากสถานการณ์ที่ผู้กระทำความผิดพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงการตรวจสอบอยู่เสมอ จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกที่เข้มงวดกว่าเดิม

สรุปมาตรการคุมเข้มที่สายการบินต้องทราบ

  • การห้ามรับหิ้วของ: ออกกฎชัดเจนไปยังทุกสายการบินเรื่องการห้ามรับหิ้วของแปลกหน้า เพื่อลดความเสี่ยงในการถูกใช้เป็นเครื่องมือขนสิ่งผิดกฎหมาย
  • การเพิ่มสุนัขดมกลิ่น (K9): ผนึกกำลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมศุลกากร นำสุนัข K9 กว่า 60 ตัว มาช่วยตรวจตราสัมภาระอย่างเข้มข้น
  • ยกระดับงานข่าว: เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้านข้อมูลข่าวสาร เพื่อติดตามและเฝ้าระวังกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
  • อบรมเจ้าหน้าที่: พัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเอ็กซเรย์ให้มีความแม่นยำในการตรวจจับสิ่งผิดปกติให้มากขึ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องคุมเข้มขนาดนี้? คำตอบคือมาตรฐานความปลอดภัยในสนามบินไม่มีคำว่าประมาทครับ การที่กระทรวงคมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ไว้ใจบุคลากร แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับอุตสาหกรรมการบินของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และป้องกันไม่ให้ผู้บริสุทธิ์ต้องไปตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยความใจดีหรือการว่าจ้างหิ้วของเป็นช่องทางหาผลประโยชน์

ผมเชื่อว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนเดินทางได้อย่างอุ่นใจขึ้นแน่นอนครับ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับการที่ต้องเข้มงวดในการตรวจสัมภาระมากยิ่งขึ้นแบบนี้? ลองมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันดูนะครับ หรือหากใครมีแพลนจะเดินทางไปต่างประเทศช่วงนี้ ก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อการเดินทางที่ราบรื่นไร้ปัญหาครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” เผย ก.คมนาคม สั่งเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว

พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่

เชื่อว่าพี่น้องชาวสตูลและนักท่องเที่ยวหลายท่านคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญอย่างการพัฒนาท่าเรือตันหยงโป เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่พร้อมจะยกระดับการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับศักยภาพของสตูลอย่างจริงจัง พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะเป้าหมายในการเชื่อมโยงการเดินทางไปยังหมู่เกาะชื่อดังอย่างเกาะหลีเป๊ะ และเกาะตะรุเตา ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

รายละเอียดโครงการท่าเรือตันหยงโป

กรมเจ้าท่าได้วางงบประมาณปี 2570 ไว้กว่า 30 ล้านบาท เพื่อเนรมิตสะพานท่าเทียบเรือความยาว 150 เมตร ที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องโครงสร้าง แต่ยังใส่ใจในรายละเอียดด้านดีไซน์ โดยนำเอา:

  • ลายฉลุมลายู: สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ที่งดงาม
  • อุทยานธรณีโลกสตูล: เพิ่มอัตลักษณ์ด้วยลวดลายฟอสซิลแอมโมไนต์

โครงการ พิพัฒน์ ลุยสตูลปักหมุด ตันหยงโป ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่ ครั้งนี้ ยังมุ่งหวังให้เรือสปีดโบ๊ทสามารถเทียบท่าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงอีกต่อไป ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น แทนที่จะต้องไปกระจุกตัวอยู่ที่ท่าเรือปากบาราเพียงจุดเดียว

นอกเหนือจากการสร้างท่าเรือแล้ว รัฐบาลยังมีแผนบูรณาการโครงข่ายคมนาคมทางบก เช่น การเร่งก่อสร้างเส้นทางสายใหม่เชื่อมจากสะเดา จ.สงขลา สู่ควนกาหลง จ.สตูล ซึ่งจะช่วยย่นระยะทางได้ถึง 60 กิโลเมตร รวมถึงการเร่งพัฒนาท่าเรือตำมะลังเพื่อเปิดประตูสู่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซียอีกด้วย นับเป็นก้าวสำคัญที่เปลี่ยนสตูลให้กลายเป็นฮับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคใต้ฝั่งอันดามันอย่างแท้จริง การพัฒนาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องการท่องเที่ยว แต่ยังเป็นการกระจายเม็ดเงินสู่ชุมชน ร้านค้า และผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวในท้องถิ่นให้ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงอย่างแน่นอน

ที่มา – “พิพัฒน์” ลุยสตูลปักหมุด “ตันหยงโป” ดันงบปี 70 พลิกโฉมประตูทะเลใหม่เชื่อมมาเลเซีย

รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เป็นสายเที่ยวหรือคนที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ คงพอจะทราบกันดีว่าช่วงนี้สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบวงกว้างพอสมควร โดยเฉพาะกับเรื่องราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีข่าวดีออกมาสำหรับสายการบินในบ้านเราครับ เพราะรัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน เพื่อช่วยพยุงธุรกิจการบินให้เดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤตนี้

รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน ช่วยสายการบิน

การขยายเวลามาตรการนี้จัดทำขึ้นโดยบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนโดยตรงให้กับสายการบินต่างๆ ที่ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศ ซึ่งการลดค่าธรรมเนียมลงถึง 30% ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2569 นี้ ถือเป็นจังหวะที่ดีมากในการลดแรงกดดันจากค่าเชื้อเพลิงที่ผันผวน

รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือและประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ

ไม่เพียงแค่การลดค่าบริการเท่านั้น รัฐบาลยังเล็งเห็นถึงปัญหาเรื่องกระแสเงินสดของสายการบิน โดยมีการเพิ่มรายละเอียดในมาตรการดังนี้ครับ:

  • ลดค่าบริการเดินอากาศสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ 30% ตลอด 2 เดือน
  • ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ให้กับสายการบิน
  • สายการบินสามารถชำระค่าบริการ 50% ตามรอบปกติ และยืดเวลาชำระส่วนที่เหลือออกไปได้อีก 30 วัน

มาตรการที่รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือนนี้ ไม่ได้ช่วยแค่สายการบินอย่างเดียว แต่ยังส่งผลดีต่อภาพรวมการท่องเที่ยวของเราด้วย เพราะเมื่อต้นทุนสายการบินลดลง ก็จะช่วยให้ราคาตั๋วเครื่องบินในประเทศไม่ปรับตัวสูงขึ้นจนเกินไป ช่วยกระตุ้นให้คนหันมาเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ บวท. ยังมุ่งเน้นการบริหารจัดการจราจรทางอากาศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้เที่ยวบินต่างๆ สามารถลดความล่าช้าและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลที่ตั้งไว้ครับ

ในมุมมองของผม มาตรการนี้คือการช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจการบินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ปัจจัยภายนอกควบคุมไม่ได้แบบนี้ หวังว่าความช่วยเหลือจากรัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือนในครั้งนี้ จะช่วยให้สายการบินต่างๆ มั่นคงขึ้นและพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นที่จะมาถึงนี้ได้อย่างราบรื่นนะครับ

ที่มา – รัฐบาลต่ออายุมาตรการลดค่าบริการการเดินอากาศ 30% อีก 2 เดือน ช่วยสายการบินรับผลกระทบตะวันออกกลาง

เจาะลึกงบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่ร้อนแรงอย่าง งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยตรง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากการชี้แจงของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกันครับ

สรุปภาพรวม งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ให้สิ้นสงสัย

ในการอภิปรายช่วงค่ำวันที่ 29 มิถุนายน 2569 นายสิริพงศ์ได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงเหตุผลที่กระทรวงคมนาคมถูกปรับลดงบประมาณลงกว่า 23,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 8.79 โดยย้ำว่าแม้เงินจะลดลงแต่กระทรวงฯ ยังคงยึดมั่นในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน ทั้งการเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง พร้อมเชื่อมั่นว่าระบบคมนาคมไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

ประเด็นร้อนที่ต้องรู้: งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ แบบชัดเจน

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว สิ่งที่สมาชิกสภาฯ ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือกรณี “ผู้รับเหมาชั้นพิเศษ” ซึ่งนายสิริพงศ์ชี้แจงว่า:

  • เกณฑ์การคัดเลือกผู้รับเหมาเป็นหน้าที่ของกรมบัญชีกลาง เพื่อพิสูจน์ศักยภาพตามมูลค่างาน
  • ประเทศไทยมีผู้รับเหมาชั้นพิเศษอยู่ 83 ราย ซึ่งไม่ใช่สถานะที่ถาวร แต่มีการตัดแต้มและปรับเปลี่ยนได้หากผลงานไม่เป็นไปตามเงื่อนไข
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกและยืนยันว่าการทำงานของกระทรวงฯ ไม่มี “ค่าต๋ง” หรือรับส่วยอย่างแน่นอน
  • ทุกโครงการมุ่งเน้นความคุ้มค่าของภาษีประชาชนเป็นสำคัญ

นายสิริพงศ์ยังย้ำด้วยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาอธิปไตยของชาติ รวมถึงการดูแลพื้นที่ชายแดนหากมีความจำเป็นต้องทำโครงการคมนาคมในเขตพื้นที่พิเศษ รัฐบาลพร้อมสนับสนุนและประสานความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การอภิปรายในวันแรกต้องปิดฉากลงในเวลา 22.46 น. โดยประธานสภาฯ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล ได้สั่งพักการประชุมและจะกลับมาพิจารณาร่างงบประมาณกันต่อในวันถัดไป สำหรับเราในฐานะประชาชน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเฝ้าติดตามว่าการจัดสรรงบประมาณในปี 2570 นี้ จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อพวกเราทุกคนอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสที่สุดได้อย่างไร

ที่มา – งบปี 70 “สิริพงศ์” แจงงบคมนาคม-ปมผู้รับเหมาชั้นพิเศษ สภาฯ สั่งพักประชุมวันแรกแล้ว

Scroll to top