กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

เป็นประเด็นที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุด ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายการจัดการผู้อพยพที่ส่งผลกระทบต่อแนวชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโกโดยตรง

ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อคณะตุลาการได้มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ในการยกเลิกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่เคยระงับการใช้มาตรการจำกัดคิวหรือที่เรียกว่าระบบ Metering นโยบายดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะเคยถูกนำมาใช้ตั้งแต่ในยุคของประธานาธิบดีโอบามา และถูกนำมาบังคับใช้ซ้ำอีกครั้งอย่างเข้มข้นในสมัยรัฐบาลทรัมป์

รายละเอียดและผลกระทบของนโยบายจำกัดสิทธิ์ผู้ขอลี้ภัย

การตัดสินใจของศาลในครั้งนี้ทำให้รัฐบาลสามารถกลับมาใช้ระบบโควตาการรับผู้ขอลี้ภัยในแต่ละวันได้อีกครั้ง ซึ่งฝ่ายรัฐบาลให้เหตุผลว่านี่คือเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการจำนวนผู้อพยพจำนวนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความกังวลอย่างมากให้กับกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยมองว่าศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน จะนำไปสู่วิกฤตด้านมนุษยธรรมเนื่องจากผู้อพยพต้องติดค้างอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยเป็นเวลานาน

  • ระบบ Metering คือกลไกการจัดการคิวผู้อพยพที่รอขอลี้ภัย
  • รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่ามาตรการนี้ช่วยรักษาความมั่นคงชายแดน
  • กลุ่มนักกิจกรรมเตือนว่านโยบายนี้อาจทิ้งผู้อพยพไว้ในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์นี้นับเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกเครื่องกฎหมายคนเข้าเมืองทั้งหมดของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นคดีความเรื่องสัญชาติโดยกำเนิด หรือการอนุญาตให้ยุติการคุ้มครองผู้หนีความรุนแรง ข่าวนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของนโยบายระดับประเทศที่สะท้อนถึงท่าทีแข็งกร้าวต่อการจัดการผู้อพยพ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทดสอบขอบเขตอำนาจรัฐบาลกลางในการจัดการปัญหาชายแดน ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าผลกระทบที่แท้จริงจะส่งผลต่อชีวิตผู้คนบนพรมแดนอย่างไร และทิศทางจากนี้จะมีการปรับจูนให้สมดุลระหว่างความมั่นคงและจริยธรรมได้หรือไม่ เราเชื่อว่าทุกการตัดสินใจควรตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ยั่งยืนมากกว่าเพียงแค่การผลักดันคนออกไป

ที่มา – ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เปิดทาง รบ.ทรัมป์ฟื้นนโยบาย จำกัดสิทธิ์ผู้ลี้ภัยที่ชายแดน

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว แล้วนะครับ หลังจากที่รีพับลิกันไม่ยอมรับข้อตกลงจากวุฒิสภา สถานการณ์ชัตดาวน์บางส่วนของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ยังคงยืดเยื้อต่อไป ส่งผลกระทบต่อการเดินทางทางอากาศของประชาชนชาวอเมริกันอย่างหนัก

เมื่อวันศุกร์ที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวของตัวเอง คะแนน 213 ต่อ 203 เสียง ร่างนี้จัดสรรงบเต็มจำนวนให้ DHS เป็นเวลา 8 สัปดาห์ แต่ปัญหาคือ วุฒิสภาจะต้องเห็นชอบเวอร์ชันเดียวกันก่อนถึงจะส่งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ลงนามได้ ทำให้ชัตดาวน์ยังไม่จบง่ายๆ

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลงสว.

สาเหตุหลักมาจากการที่รีพับลิกันไม่พอใจร่างจากวุฒิสภา เพราะร่างนั้นตัดงบประมาณของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) และหน่วยตระเวนชายแดน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในนโยบายกวาดล้างผู้อพยพผิดกฎหมายของทรัมป์ ไมค์ จอห์นสัน ประธานสภา เรียกร่างวุฒิสภาว่า “เรื่องตลก” เลยทีเดียว

ผลกระทบจากการชัตดาวน์ DHS

ภาวะชัตดาวน์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ TSA (Transportation Security Administration) หลายพันคนต้องทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือนมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้คิวยาวเหยียดที่สนามบินต่างๆ เช่น สนามบินนานาชาติฮิวส์ตัน ที่ผู้โดยสารต้องรอตรวจนานจนเจ้าหน้าที่ต้องแจกน้ำดื่มช่วยเหลือ

  • บริการตรวจคัดกรองผู้โดยสารและสัมภาระล่าช้า
  • เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทำงานฟรี สร้างความเดือดร้อน
  • กระทบการบินทั่วประเทศ สายการบินล่าช้า
  • ทรัมป์สั่งชดเชยย้อนหลัง แต่ยังไม่ช่วยบรรเทาในทันที

ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตวุฒิสภา วิจารณ์หนักว่า ร่างของรีพับลิกันเป็นแค่ “ยึดติดสถานะเดิม” และวุฒิสภาจะตีตกทันที เขาย้ำว่าเดโมแครตสนับสนุนงบ DHS แต่ต้องปฏิรูป ICE ก่อน โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุเจ้าหน้า ICE ยิงชาวอเมริกันเสียชีวิต 2 รายในมินนิโซตา ทำให้ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติรุนแรงเกินกว่าเหตุ

ความขัดแย้งทางการเมืองเบื้องหลัง

สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบ DHS ชั่วคราว นี้ สะท้อนความแตกแยกระหว่างรีพับลิกันกับเดโมแครต รีพับลิกันยืนกรานเรื่องงบ ICE และชายแดน เพื่อนโยบายทรัมป์ ส่วนเดโมแครตต้องการการตรวจสอบและปฏิรูป ร่างของสภาล่างจัดสรรงบเต็มให้ TSA, ICE และชายแดน แต่ต้องรอวุฒิสภา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่งบประมาณกลายเป็นสงครามการเมือง สมัยทรัมป์ ชัตดาวน์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐเกิดขึ้นเพราะกำแพงชายแดน ครั้งนี้กระทบเฉพาะ DHS แต่ผลกระทบต่อประชาชนชัดเจน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า หากไม่หาข้อตกลงเร็วๆ อาจลุกลามชัตดาวน์ทั้งรัฐบาล ส่งผลเศรษฐกิจเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ แนะนำให้ทั้งสองพรรคเจรจาแบบทวิภาคีเพื่อความมั่นคงชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ในมุมมองของผม ความขัดแย้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองสหรัฐฯ กำลังแบ่งขั้วรุนแรง ซึ่งอาจกระทบความมั่นคงสาธารณะ ติดตามต่อไปว่าวุฒิสภาจะทำอย่างไร หรือจะมีข้อตกลงใหม่ไหมครับ

ที่มา – สภาล่างสหรัฐฯ ผ่านร่างงบฯ ชั่วคราว DHS หลังรีพับลิกันปัดข้อตกลง สว.

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่า

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส กลายเป็นมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลสหรัฐออกมาเพื่อคลายความตึงเครียดท่ามกลางวิกฤตการเมืองและสังคมที่รุนแรง หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางวิสามัญฆาตกรรมพลเมืองถึง 2 รายในเมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงและเรียกร้องปฏิรูปการตรวจคนเข้าเมืองอย่างดุเดือด

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา หรือ DHS ได้ประกาศคำสั่งทันทีให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร หรือ CBP ที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่มินนิอาโพลิสต้องสวมกล้องบันทึกภาพติดตัว หรือที่เรียกกันว่า “บอดี้แคม” โดยมีผลบังคับใช้ในทันที ไม่รอช้า มาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์อย่างหนักหน่วง หลังจากกรณีเสียชีวิตของอเล็กซ์ เพรตตี และเรเน กู๊ด สองพลเมืองสหรัฐที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมาย

ผลชันสูตรศพของอเล็กซ์ เพรตตี ยืนยันชัดเจนว่าเสียชีวิตจากการถูกยิงหลายนัด ซึ่งถือเป็น “การฆาตกรรม” โดยฝีมือเจ้าหน้าที่ CBP สองนายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตอนเกิดเหตุทั้งคู่สวมบอดี้แคมอยู่แล้ว แต่คลิปภาพยังไม่ถูกเปิดเผย ขณะนี้ทั้งสองถูกพักงานและอยู่ระหว่างการสอบสวนโดยกระทรวงยุติธรรมในข้อหาละเมิดสิทธิพลเมือง

บอดี้แคมคืออะไร และทำไมถึงจำเป็น

บอดี้แคม หรือ Body Worn Camera คือกล้องขนาดกะทัดรัดที่เจ้าหน้าที่รักษากฎหมายติดไว้ที่เสื้อหรือหมวก เพื่อบันทึกภาพและเสียงแบบเรียลไทม์ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในสหรัฐมานานหลายปี โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โจฆาตกรรมจอร์จ ฟลอยด์ในมินนิอาโพลิสเมื่อปี 2020 ที่จุดชนวนการประท้วง Black Lives Matter ทั่วประเทศ

  • เพิ่มความโปร่งใส: หลักฐานภาพชัดเจน ป้องกันการกล่าวหาผิดทั้งสองฝ่าย
  • ปกป้องเจ้าหน้าที่: ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ช่วยปกป้องเจ้าหน้าที่ถึง 80% จากคำโกหกของประชาชน
  • ช่วยสอบสวนคดี: คลิปวิดีโอเป็นพยานหลักในศาล ลดเวลาและข้อพิพาท
  • ลดการใช้กำลัง: ศึกษาพบว่าการรู้ว่าถูกบันทึกทำให้เจ้าหน้าที่ระมัดระวังมากขึ้น

บริบทดราม่าและวิกฤตชัตดาวน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่สหรัฐกำลังเผชิญ “ชัตดาวน์รัฐบาลบางส่วน” วันที่ 3 เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องงบประมาณระหว่างทำเนียบขาวกับพรรคเดโมแครต โดยเดโมแครตยื่นเงื่อนไขให้ปฏิรูประบบตรวจคนเข้าเมือง รวมถึงติดตั้งบอดี้แคมให้เจ้าหน้าที่ CBP ทั่วประเทศ คริสตี โนเอม รัฐมนตรี DHS ระบุว่าจะขยายโครงการนี้ทันทีที่ได้งบ แต่ตอนนี้ต้องเริ่มจากมินนิอาโพลิสก่อน

มินนิอาโพลิสถูกมองว่าเป็น “เมืองหลบภัย” (Sanctuary City) ที่ปฏิเสธร่วมมือกับรัฐบาลกลางในการจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย ทรัมป์จึงส่งกำลังกว่า 3,000 นายเข้าไปปราบปราม สร้างความตึงเครียดกับผู้ว่าการรัฐท้องถิ่นและนายกเทศมนตรีที่เรียกร้องถอนกำลังทั้งหมดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

เพื่อลดความร้อนแรง รัฐบาลสั่งย้ายเกรกอรี โบวิโน หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนชายแดนออก และแต่งตั้งทอม โฮแมน ผู้บัญชาการพรมแดนแทน โดยโฮแมนได้เจรจากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อถอนกำลังบางส่วน

สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส ถือเป็นก้าวแรกในการสร้างสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายและสิทธิพลเมือง ในยุคที่วิดีโอบนโซเชียลมีเดียแพร่กระจายเร็ว หลักฐานจากบอดี้แคมจะช่วยคลายข้อสงสัยและป้องกันข่าวลือได้ดี

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งเรื่องนโยบายผู้อพยพยังคงอยู่ โดยเฉพาะในเมือง sanctuary อย่างมินนิอาโพลิสที่เห็นต่างกับวอชิงตันอย่างสิ้นเชิง มาตรการนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในระบบตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ

ความเห็นของเรา: การติดบอดี้แคมไม่ใช่แค่เครื่องมือบันทึก แต่เป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบที่แท้จริง ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมั่นใจ และประชาชนไว้วางใจมากขึ้น ในที่สุดก็ลดเหตุรุนแรงได้

คุณคิดว่ามาตรการนี้จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่? หรือควรมีอะไรเพิ่มเติม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากเห็นว่าน่าสนใจ!

ที่มา – สั่งติดกล้อง “บอดี้แคม” จนท.ตม.สหรัฐฯ ทันที สยบดราม่าเหตุวิสามัญฯ ในมินนิอาโพลิส

Scroll to top