กระทรวงดีอี

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน

ถือเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดเซอร์ไพรส์ว่า ตนเองก็เคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์เข้ามาหลอกถึงในห้องทำงานที่กระทรวงมาแล้ว!

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ไชยชนก รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน มากับตัว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ไม่มีความเกรงกลัวกฎหมาย และพร้อมจะสุ่มโทรหาทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไปหรือระดับรัฐมนตรีก็ตาม

กลยุทธ์ 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

แม้จะเคยถูกลองดี แต่ท่านรัฐมนตรีก็ได้ประกาศความสำเร็จว่า ตลอดระยะเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กระทรวงดีอีได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งธนาคาร และผู้ให้บริการเครือข่าย จนสามารถทำให้สถิติการหลอกลวงลดลงได้กว่า 50% ซึ่งถือเป็นผลงานที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา

  • เตือนประชาชน: อย่าหลงเชื่อความกลัวและความโลภที่มิจฉาชีพนำมาขู่
  • การบูรณาการ: หัวใจสำคัญคือการดึงทุกหน่วยงานมาทำงานร่วมกัน
  • ความเชื่อมั่น: รัฐมนตรีไม่หวั่นหากต้องเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ในการให้สัมภาษณ์ นายไชยชนกยังได้ย้ำว่า แม้จะมีกระแสเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นโครงการ TH-AI Passport แต่ตนก็ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างทำตามกฎหมายและเน้นผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาอย่างตรงไปตรงมา

สรุปแล้ว แม้ว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังมีอยู่ แต่การตื่นตัวของรัฐบาลและการให้ความรู้แก่ประชาชนคือวัคซีนที่ดีที่สุด หากเรามีสติและเท่าทันรูปแบบการหลอกลวง เราก็จะสามารถป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพเหล่านี้ได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ไชยชนก” รับเคยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โทรหลอกถึงห้องทำงาน โว 8 เดือน ดีอีแก้ปัญหาลดฮวบ 50 %

ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุนไปรษณีย์ไทยสู้ขนส่งต่างชาติ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยสงสัยว่าทำไมการแข่งขันในตลาดขนส่งบ้านเราถึงดุเดือดนัก ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เตรียมผลักดันการแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับรัฐวิสาหกิจคู่บ้านคู่เมืองอย่างไปรษณีย์ไทย โดยประเด็นหลักคือ ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ให้มีความเท่าเทียมและทันสมัยมากขึ้น

ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน “ไปรษณีย์ไทย” สู้ขนส่งต่างชาติ

การแก้ไข พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 ซึ่งใช้มานานกว่า 90 ปี ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ เพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยดิจิทัล โดยเป้าหมายหลักคือการสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน เพราะที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่าแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติมักผูกขาดการขนส่งด้วยบริษัทในเครือของตนเอง ทำให้ผู้ให้บริการในประเทศเสียเปรียบ การที่ ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ครั้งนี้ จะช่วยจัดระเบียบให้ผู้ให้บริการทุกรายต้องจดแจ้งการดำเนินกิจการให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดกติกาการแข่งขันที่โปร่งใส

ผลงานสุดแกร่ง: ไปรษณีย์ไทยโชว์รายได้ทะลุหมื่นล้าน

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ไปรษณีย์ไทยยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้วยการประกาศรายได้ครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่พุ่งทะลุ 11,368 ล้านบาท สะท้อนว่าแบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานยังคงได้รับความไว้วางใจ โดยเฉพาะบริการ EMS ที่ยังเป็นหัวใจสำคัญ และเมื่อกระทรวง ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน ไปรษณีย์ไทย สู้ขนส่งต่างชาติ ได้สำเร็จ จะยิ่งเป็นแรงส่งให้รายได้ส่วนนี้เติบโตขึ้นไปอีก

นอกจากการปรับปรุงกฎหมายแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังเดินหน้ากลยุทธ์ “RelationSHIFT” เพื่อรับมือโลกอนาคต โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • Trusted Data-Driven Infrastructure: การใช้ AI และข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อยกระดับการให้บริการ
  • Customer-Centric Growth Enabler: การนำข้อมูลพฤติกรรมลูกค้ามาสร้างบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัว
  • National Trust-Based Social Infrastructure: การเชื่อมโยงคนไทย ภาคธุรกิจ และภาครัฐเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

ในมุมมองของผู้บริโภค การปรับตัวของไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความมั่นคงและเครือข่ายที่กว้างขวางของไปรษณีย์ไทยคือจุดแข็งที่บริษัทขนส่งต่างชาติยากจะเลียนแบบ หากมีการปรับปรุงกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เชื่อว่าผู้ใช้บริการอย่างเราๆ จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านราคาที่ยุติธรรมและความหลากหลายของตัวเลือกในการขนส่ง นี่คือจุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมโลจิสติกส์ไทยให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งครับ

ที่มา – ดีอี จ่อแก้ พ.ร.บ.ไปรษณีย์ หนุน “ไปรษณีย์ไทย” สู้ขนส่งต่างชาติ โชว์รายได้ครึ่งปีหมื่นล้าน

ไชยชนก โชว์วิสัยทัศน์ ไทยพร้อมเป็น แซนด์บ็อกซ์ AI ระดับสากล

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ จากเวทีโลกที่น่าภาคภูมิใจมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ไปปรากฏตัวและโชว์วิสัยทัศน์ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยประกาศก้องว่า ไชยชนก โชว์วิสัยทัศน์ ไทยพร้อมเป็น แซนด์บ็อกซ์ AI ระดับสากล เพื่อยกระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

ไชยชนก โชว์วิสัยทัศน์ ไทยพร้อมเป็น แซนด์บ็อกซ์ AI ระดับสากล

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เพียงแค่ใช้งานเทคโนโลยี แต่เรายังให้ความสำคัญกับ ‘ธรรมาภิบาล AI’ อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับภัยพิบัติ การปราบปรามภัยออนไลน์ หรือการยกระดับบริการภาครัฐ ที่ผ่านมาเราได้จัดตั้งศูนย์ AI Governance Practice Center (AIGPC) เพื่อสร้างมาตรฐานการใช้งานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับความหวังในระดับโลก

การที่ ไชยชนก โชว์วิสัยทัศน์ ไทยพร้อมเป็น แซนด์บ็อกซ์ AI ระดับสากล นั้น ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างทั่วไป แต่ไทยกำลังเชิญชวนสหประชาชาติ (UN) ให้มองเห็นว่าไทยมีความพร้อมที่จะเป็นสนามทดลองจริง (Real-world Sandbox) เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการทั่วโลก ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การพัฒนาธรรมาภิบาล AI ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
  • การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มีส่วนร่วมกำหนดอนาคต
  • การเน้นย้ำว่า AI ที่ดีต้องมอบคุณค่าและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

ความน่าสนใจอยู่ที่แนวคิดที่ว่า ‘ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่เทคโนโลยีที่ฉลาด แต่คือประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ’ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าก้าวย่างของไทยในครั้งนี้จะสร้างมาตรฐานที่ปลอดภัยและยั่งยืนให้กับภูมิภาคและโลกในอนาคต

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้นมากครับ เพราะการเป็น Sandbox ระดับโลกจะช่วยดึงดูดการลงทุนและองค์ความรู้จากทั่วทุกมุมโลกมาสู่บ้านเรา หากไทยทำได้สำเร็จจริงๆ เราจะกลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านดิจิทัลที่สำคัญอย่างแน่นอน มาร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนในก้าวสำคัญนี้ไปพร้อมกันนะครับ!

ที่มา – “ไชยชนก” โชว์วิสัยทัศน์เวทีโลก ยืนยันไทยพร้อมเป็น “แซนด์บ็อกซ์ AI” ระดับสากล

สั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

เชื่อว่าแฟนบอลชาวไทยทุกคนคงตื่นเต้นกับมหกรรมฟุตบอลโลก 2026 กันอยู่แน่ๆ แต่ในความสนุกก็ยังมีภัยเงียบแฝงตัวอยู่ครับ ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อปกป้องลิขสิทธิ์และป้องกันเยาวชนจากการพนันออนไลน์ ด้วยการเร่งสั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 อย่างจริงจัง เพื่อให้ทุกคนได้รับชมการแข่งขันอย่างถูกต้องและปลอดภัยที่สุด

สั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี ได้ร่วมมือกับบริษัท โมโนเน็กซ์ จำกัด (มหาชน) ผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 เพื่อเดินหน้ากวาดล้างแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย โดยข้อมูลจากศูนย์เฝ้าระวังฯ ระบุว่าเพียงแค่ช่วงวันที่ 10–24 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการจัดการกับเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์และเว็บพนันออนไลน์ไปแล้วกว่า 12,671 URLs ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากและแสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามทางไซเบอร์ในรูปแบบนี้กำลังแพร่ระบาดอย่างหนัก

มาตรการเด็ดขาดเพื่อแฟนบอลไทยและภารกิจสั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026

การทำงานในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปิดหน้าเว็บไปวันๆ นะครับ แต่เป็นการบูรณาการข้อมูลร่วมกับภาคเอกชนเพื่อตรวจจับแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนหลักคือ:

  • การปิดกั้นตามคำสั่งศาล จำนวน 4,496 URLs สำหรับเว็บไซต์ที่เข้าข่ายความผิดชัดเจน
  • การประสานงานตรงกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ X เพื่อระงับลิงก์ละเมิดลิขสิทธิ์อีก 8,175 URLs

รัฐบาลย้ำชัดว่าการกระทำเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ และเป็นการเอาเปรียบผู้ที่ลงทุนซื้อลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง การที่เราช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแส จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่แฟนบอลอย่างเราจะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

สำหรับใครที่ไปเจอลิงก์เถื่อน หรือพบโฆษณาเว็บพนันแฝงตัวมาในช่วงเชียร์บอล อย่าเพิ่งกดคลิกเข้าไปนะครับ เพราะนอกจากจะเสี่ยงถูกมิจฉาชีพดูดเงินในบัญชีแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนธุรกิจที่ผิดกฎหมายอีกด้วย หากพบเห็นสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 หรืออีเมล [email protected] ได้เลยครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐและเอกชนจับมือกันทำงานรวดเร็วแบบนี้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะช่วยตัดตอนโอกาสที่เยาวชนจะเข้าถึงเว็บพนันได้ดีขึ้น มาร่วมกันส่งกำลังใจเชียร์ทีมโปรดผ่านช่องทางถูกกฎหมาย เพื่อให้การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและปราศจากอาชญากรรมทางออนไลน์อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – สั่งปิด 1.2 หมื่นลิงก์เถื่อน สกัดเว็บพนัน-ละเมิดลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการกล่าวถึงกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงข้อพิพาททางกฎหมายกับ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.พรรคประชาชน โดยประเด็นหลักที่หลายคนสนใจคือกรณี ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าการดำเนินการทางกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อหวังปิดกั้นการตรวจสอบในปัจจุบัน

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

นายสุชาติได้ชี้แจง ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ความเคลื่อนไหวในการยื่นฟ้องนางสาวรักชนกในข้อหาหมิ่นประมาทและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จนั้น ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่การตอบโต้หลังจากการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตามที่มีกระแสข่าวลืออ้างถึง ทั้งนี้เป็นไปตามสิทธิในการปกป้องชื่อเสียงจากการถูกกล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง

รายละเอียดการฟ้องและประเด็นที่ ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

สำหรับคดีความที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายทนายความของนายสุชาติได้สรุปประเด็นการฟ้องร้องไว้ทั้งหมด 4 คดีหลักๆ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่นายสุชาติมองว่าเป็นการหมิ่นประมาทและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ดังนี้:

  • คดีเกี่ยวกับกรณีตึกสกายไนน์
  • คดีกล่าวหาว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าปกป้องคนผิดในกรณีผลสำรวจสินบนของ กกร.
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าเป็นคนถ่อยและมีกิริยาต่ำทราม

นายสุชาติกล่าวเน้นย้ำว่า การที่ศาลเพิ่งนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาในการทำงานของคณะกรรมาธิการที่ไอซ์เป็นประธานอยู่แต่อย่างใด เป็นเพียงขั้นตอนตามกระบวนการของศาลที่เพิ่งมาถึงคิวตรวจสอบในส่วนนี้เท่านั้น การที่ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้นานถึงหลายเดือน จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าเรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ไม่ใช่ความพยายามในการสะกัดกั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส.ฝ่ายค้าน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองออกมาปกป้องสิทธิ์ของตนเองผ่านกระบวนการศาลถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามผลการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะทั้งการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส. และการใช้สิทธิ์ทางกฎหมายของรัฐมนตรี ต่างก็เป็นกลไกที่ช่วยให้สังคมได้รับรู้ความจริงในหลายๆ แง่มุมที่สังคมกำลังตั้งคำถามอยู่

ที่มา – ปัดฟ้องปิดปาก “สุชาติ” ยันฟ้องหมิ่น “ไอซ์” กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว

เจาะลึกงบฯ 70: “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30%

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ออกมาตีแผ่ความผิดปกติของการจัดงบประมาณปี 2570 ซึ่งสะท้อนถึงวิกฤตการคลังที่ดูเหมือนรัฐบาลกำลังตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก โดยหัวใจสำคัญคือเรื่อง “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ท่ามกลางกระแสการหั่นงบประมาณลงทุนของกระทรวงอื่นๆ ลงอย่างน่าตกใจ

สถานการณ์งบประมาณปี 70 และประเด็น “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30%

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมตัวเลขงบประมาณในปีนี้ถึงดูผิดปกติ คำตอบที่ศิริกัญญาได้ชี้แจงคือเรากำลังเห็นภาพของ "งบประมาณฝีแตก" รายจ่ายประจำพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 1.2 แสนล้านบาท ในขณะที่งบลงทุนกลับถูกปรับลดลงทั่วทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคมหรือหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าถึงเวลาที่ต้องเผชิญกับความเป็นจริงเรื่องงบประมาณไทยที่บวมด้วยเบี้ยบำนาญและดอกเบี้ยจ่าย

จับตา TH-AI Passport เฟส 2 กับความไม่โปร่งใสที่ต้องตรวจสอบ

นอกจากภาพรวมงบประมาณที่น่ากังวลแล้ว จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการตั้งคำถามต่อประเด็นที่ว่า “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ได้อย่างไรในขณะที่หน่วยงานอื่นถูกตัดงบ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ที่ได้รับงบเพิ่มถึง 2 เท่าเพื่อผลักดันโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 ซึ่งก่อนหน้านี้ตรวจสอบได้ยากจากการใช้งบกองทุน แต่เมื่อครั้งนี้ต้องผ่านสภาฯ ประชาชนจึงมีสิทธิ์อย่างเต็มที่ในการตั้งคำถามและเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด

  • งบฯ รายจ่ายประจำเพิ่มสูงขึ้นจากบำนาญข้าราชการ
  • งบลงทุนถูกปรับลดลง ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
  • โครงการดิจิทัลที่น่าสงสัย: TH-AI Passport เฟส 2

ความชุลมุนของการโอนงบปี 69 ที่ทำได้เพียงแค่ 1 หมื่นล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังหลังชนฝาในการบริหารจัดการการคลัง เราในฐานะประชาชนต้องเกาะติดสถานการณ์การอภิปรายในสภาฯ วันที่ 29 มิถุนายนนี้ ว่าโครงการที่ใช้งบประมาณมหาศาลเหล่านั้นคุ้มค่าจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วจะเป็นเพียงการจัดงบเพื่อกระดาษแผ่นเดียวที่ตอบโจทย์ความอยู่รอดของรัฐบาลเท่านั้น

คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การทุ่มงบให้ดิจิทัลในเวลาที่งบลงทุนอื่นถูกลดทอน คือการก้าวไปข้างหน้าอย่างมีกลยุทธ์ หรือเป็นแค่ความพยายามกระจายงบในจุดที่ไม่ควรเป็น? มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบการใช้เงินภาษีของพวกเรากันครับ! มาติดตามความจริงในสภาฯ ไปพร้อมกัน

ที่มา – “ศิริกัญญา” แฉงบปี 70 กระทรวงดีอี พุ่ง 30% ชวนจับตา TH-AI Passport เฟส 2 เข้าสภาฯ

อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับสถานการณ์ภายในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่มีกระแสดราม่าถาโถมเข้ามาไม่หยุด ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงประเด็น อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี โดยยืนยันว่าทุกอย่างยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี

นายอนุทินเน้นย้ำชัดเจนว่า ตนเองกับคุณไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คุยกันทุกวัน ปรึกษาหารือกันในทุกเรื่อง ดังนั้นประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นภายนอกจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำงานให้เป็นรูปธรรม

มุมมองต่อการทำงานของรัฐมนตรีภายใต้กระแสสังคม

สำหรับประเด็นเรื่อง KPI ของคณะรัฐมนตรี นายอนุทินมองว่าเรื่อง อนุทินบอกคุยไชยชนกทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยท่านย้ำว่าตนเองดูภาพรวมการทำงานของทุกคน หากใครที่เก่งแต่ขาดความตื่นตัวในการแก้ปัญหา ก็จำเป็นต้องกลับมาปรับปรุงตัวกันใหม่

  • ไม่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ ทุกคนยังทำงานได้ดี
  • การทำงานต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
  • เน้นการสื่อสารผลงานให้ถึงมือประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นายอนุทินยังกล่าวทิ้งท้ายถึงการดำเนินงานในกระทรวงดีอีว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นเป็นการยกระดับศักยภาพของประชาชนและนักศึกษาให้เข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในระยะยาว มากกว่าจะไปโฟกัสกับดราม่าที่ไม่มีสาระสำคัญ

หากจะพูดให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด การบริหารประเทศไม่ใช่การวัดผลตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่คือการ ‘ตื่นตัว’ ต่อปัญหาและพร้อมแก้ไขให้กับประชาชนในทันทีครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาความชัดเจนทางการเมือง อย่าลืมติดตามกันต่อไปว่าจะมีนโยบายอะไรใหม่ๆ ออกมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของเราให้ก้าวหน้ากันบ้าง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคุย “ไชยชนก” ทุกวัน ไม่สนดราม่ากระทรวงดีอี มั่นใจสิ่งที่ทำเป็นประโยชน์ต่อ ปชช.

ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสัปดาห์นี้ หลังจากที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมตกเป็นเป้าสายตาของสังคมและกรรมาธิการเกี่ยวกับโครงการยักษ์ใหญ่ที่ชื่อว่า TH-AI Passport ซึ่งมุ่งเน้นการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ให้ได้ถึง 20 ล้านคน ล่าสุดปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ออกมาเปิดใจและหอบหลักฐานชุดใหญ่เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ เพื่อยืนยันความโปร่งใสและปฏิเสธข้อครหาเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่หลายคนกำลังสงสัย

เปิดเบื้องลึกความเป็นมาของโครงการ TH-AI Passport

นายพชร ปลัดกระทรวงดีอี ได้แจกแจงรายละเอียดไทม์ไลน์เชิงลึก โดยระบุว่าโครงการที่มีข้อกังขาเรื่องความรวดเร็วนั้น แท้จริงแล้วได้มีการวางแผนและหารือกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ในยุครัฐบาลก่อนหน้า ไม่ได้เป็นการเร่งรีบจัดทำขึ้นแต่อย่างใด และ ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการยกร่าง TOR ไปจนถึงขั้นตอนการคัดเลือกผู้รับจ้าง เพื่อให้ประเทศก้าวทันกระแสโลกเทคโนโลยี

ประเด็นสำคัญที่หลายคนตั้งข้อสังเกตมีดังนี้:

  • การใช้เงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแทนงบประมาณปกติ
  • ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างและ TOR ที่ถูกวิจารณ์ว่าคล้ายคลึงกับโครงการอื่น
  • ความกังวลเรื่องการล็อคสเปคหรือความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริษัทเอกชน

อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงยืนยันว่ากระบวนการใช้เงินกองทุนฯ นั้นผ่านการกลั่นกรองโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ไม่ใช่เพียงแค่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงตัดสินใจเอง ส่วนตัวเลขการเข้าถึง 20 ล้านคนนั้น เป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้ทันตามกำหนดภายในปี พ.ศ. 2570

ในประเด็นเรื่อง TOR ที่ถูกทักท้วงว่ามีการคัดลอกรายละเอียดมานั้น ทางผู้รับผิดชอบระบุว่าเป็นเพียงมาตรฐานราคากลางที่อ้างอิงจากหน่วยงานอื่นเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและมีมาตรฐานสากล สำหรับข้อเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาทนั้น ปลัดกระทรวงดีอีได้ตอบกลับอย่างชัดเจนว่า หากยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลทางกฎหมายรองรับ ทางกระทรวงอาจต้องเผชิญกับการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทเอกชน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ราชการต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ท้ายที่สุด การทำงานของภาครัฐในยุคดิจิทัลเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไวและความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการความโปร่งใสตรวจสอบได้ การที่ ปลัดดีอีแจง TH-AI Passport ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือการแสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์ที่จะเกิดขึ้นจริง เพื่อให้มั่นใจว่าเม็ดเงินที่จ่ายไปจะเปลี่ยนเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งประเทศได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “ปลัดดีอี” หอบหลักฐานแจงยิบยันบิ๊กโปรเจกต์ “TH-AI Passport” ทำถูกกฎหมายทุกขั้นตอน

วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ ทันที เมื่อมีการประชุมร่วมของสองคณะกรรมาธิการเพื่อตรวจสอบโครงการสำคัญอย่าง TH-AI Passport ที่ดูเหมือนว่าการเริ่มต้นจะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เพราะเกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นประชุม โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคภูมิใจไทยออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างดุเดือด

ประเด็นร้อน วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง

เหตุการณ์ความวุ่นวายนี้เกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณฯ ซึ่งนำโดย น.ส.รักชนก ศรีนอก และคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ได้นัดประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องโครงการ TH-AI Passport แต่เพียงแค่เริ่มการประชุม นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ และนายศุภชัย ใจสมุทร จากพรรคภูมิใจไทย ก็ได้ลุกขึ้นทักท้วงเรื่องรูปแบบการประชุมทันที

ทำไมการสอบ TH-AI Passport ถึงถูกทักท้วง?

คำถามหลักที่เกิดขึ้นคือ วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง ว่าการประชุมครั้งนี้ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมของสภาหรือไม่ โดยทางสส.ภูมิใจไทยมองว่าควรต้องมีการพิจารณาความถูกต้องของกฎระเบียบก่อนที่จะเริ่มดำเนินการสอบถามข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้

จากการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความพยายามในการตรวจสอบงบประมาณที่มีความละเอียดอ่อน
  • การตั้งคำถามถึงความชอบธรรมตามข้อบังคับสภาฯ
  • บทบาทของการประชุมร่วมสองกรรมาธิการที่อาจนำไปสู่ความล่าช้าหากขั้นตอนไม่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการถกเถียงกันอยู่นานเกือบชั่วโมง ในที่สุดที่ประชุมก็ได้ข้อสรุปและเดินหน้าสอบถาม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ TH-AI Passport ต่อไป ซึ่งสังคมคงต้องจับตาดูกันว่าผลการตรวจสอบนี้จะมีบทสรุปอย่างไร และโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไรบ้าง

ความเห็นส่วนตัวมองว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการควรเน้นที่เนื้อหาและประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แม้การตรวจสอบข้อบังคับจะสำคัญ แต่การทำให้การทำงานมีความล่าช้าเกินความจำเป็นอาจส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของสภาชุดนี้ หากทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาพูดคุยด้วยเหตุผลและยึดถือระเบียบเป็นที่ตั้ง การตรวจสอบความโปร่งใสก็จะเป็นเรื่องที่ราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากยิ่งขึ้น

ที่มา – วุ่นตั้งแต่เริ่ม 2 กมธ.ร่วมสอบ TH-AI Passport สส.ภูมิใจไทย ท้วง ประชุมตามข้อบังคับหรือไม่

Scroll to top