กระทรวงพาณิชย์

กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ

ในสภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับมรสุมทางเศรษฐกิจที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกันทุกทิศทาง พรรคกล้าธรรมได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ชี้ถึงเวลาผ่าตัดทีมเศรษฐกิจ เพื่อสะท้อนปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ

นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม มองว่าวิกฤตรอบนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังซ้ำเติมต้นทุนขนส่งและสินค้าให้แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกไทยก็กำลังมืดแปดด้านจากมาตรการภาษีนำเข้า 12.5% ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการแม่ทัพที่กล้าตัดสินใจและมีวิสัยทัศน์ชัดเจนในการแก้ปัญหา

ทำไมถึงต้องมีการผ่าตัดทีมเศรษฐกิจโดยด่วน?

ปัญหาเรื่อง กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงการวิจารณ์ทางการเมือง แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่ารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดูเหมือนจะหมดไฟจนไม่สามารถออกมาตรการเชิงรุกมารับมือได้ ซึ่งปัจจัยที่น่ากังวลมีดังนี้:

  • ต้นทุนพลังงานพุ่ง: เงินเฟ้อไทยที่มีแนวโน้มแตะระดับ 2.9% กำลังกัดกินกำลังซื้อประชาชน
  • ผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ: มาตรการกีดกันทางการค้าเริ่มส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
  • การสื่อสารที่ขาดหายไป: ประชาชนไม่เห็นแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจากกระทรวงพาณิชย์ในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

หากรัฐมนตรียังคงเน้นเพียงการออกงานสังคมแต่ไร้ซึ่งผลงานที่เป็นรูปธรรม กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ถือเป็นเสียงสะท้อนที่ถูกต้องและตรงจุดที่สุด เพราะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องตัดสินใจผ่าตัดทีมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อหาคนที่มีความพร้อมและพลังขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริงเข้ามาทำหน้าที่แทน เพราะความเป็นอยู่ของประชาชนรอไม่ได้อีกต่อไป

บทสรุปของสถานการณ์นี้คือความท้าทายครั้งสำคัญของนายกรัฐมนตรีว่าจะกล้าเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของชาติ หรือจะยอมปล่อยให้เศรษฐกิจไทยจมอยู่กับที่โดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจนจากกระทรวงพาณิชย์ การเปลี่ยนตัวคนทำงานในยามวิกฤตถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุดที่รัฐบาลควรแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อปากท้องของคนไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – กล้าธรรม ซัดรัฐมนตรีพาณิชย์ไร้บทบาท ท่ามกลางน้ำมันแพง-ภาษีสหรัฐฯ ชี้ถึงเวลาผ่าตัดทีมเศรษฐกิจ

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางเศรษฐกิจเมื่อนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์การค้าของไทย หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีสินค้าไทยสูงถึง 12.5% โดยให้เหตุผลเรื่องแรงงานภาคบังคับ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

นายพิชัยมองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ คือการที่รัฐบาลมีความล่าช้าในการเจรจา ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบและอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงตัวเลขการขาดดุลการค้าที่ครึ่งปีแรกพุ่งสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่น่ากังวลที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว

เร่งแก้ปม “พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี”

นอกจากนี้ นายพิชัยยังได้ให้คำแนะนำถึง คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยดึงบุคลากรที่มีประสบการณ์อย่าง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาช่วยในด้านการเจรจา เนื่องจากเคยมีผลงานที่ประสบความสำเร็จในการเจรจามาก่อนหน้านี้

ในส่วนของ พิชัย ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะศุภจี ได้มีการเน้นย้ำถึง KPI 4 เรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ ดังนี้:

  • เร่งแก้ไขราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำซึ่งส่งผลกระทบชัดเจนต่อเกษตรกรทั่วประเทศ
  • เจรจาการค้ากับพันธมิตรต่างประเทศ ทั้ง FTA ไทย-อียู และประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ
  • ควบคุมปัญหาการทะลักของสินค้าด้อยคุณภาพและการแก้ไขปัญหานอมินีที่รุนแรงขึ้น
  • บริหารจัดการตัวเลขการขาดดุลการค้า โดยเฉพาะการขาดดุลกับประเทศจีนที่พุ่งสูงผิดปกติ

การบริหารงานกระทรวงพาณิชย์ในยุคนี้ถือว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง การมุ่งเน้นเพียงการทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์แบบผิวเผินนั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติที่เข้มข้น ร่วมกับการมีแผนเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้

สุดท้ายนี้ ความอยู่รอดและคุณภาพชีวิตของประชาชนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล หากสามารถจัดการปัญหาความล่าช้าในการเจรจาและปรับโครงสร้างการส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ยังมีโอกาสที่ไทยจะพลิกฟื้นกลับมาได้ แต่ต้องรีบทำทันทีตั้งแต่วันนี้ก่อนที่ผลกระทบจะบานปลายไปมากกว่าเดิม

ที่มา – “พิชัย” ติงไทยเจรจาล่าช้า ถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีเพิ่ม แนะ “ศุภจี” เร่งทำ 4 เรื่อง

เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก

สถานการณ์ด้านการค้าและการเมืองระหว่างประเทศกำลังเป็นที่จับตามอง โดยล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังมีข่าวเรื่องการปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากไทย เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศและภาคธุรกิจไทยที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก

ประเด็นที่สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษีไทยเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งมือแก้ไข นายอนุทินเปิดเผยว่าได้รับรายงานว่าสาเหตุหลักอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นแรงงานภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลไม่นิ่งนอนใจและกำลังเตรียมการเจรจาอย่างเข้มข้น โดยมีความมั่นใจว่าด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ เราจะสามารถ **เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก** หลังจากที่ฝ่ายไทยดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานให้เป็นไปตามเกณฑ์สากลเรียบร้อยแล้ว

เตรียมแผนรับมือเชิงรุกเพื่อผลประโยชน์สูงสุด

เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการผลักดันให้อัตราภาษีกลับมาอยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการไทย โดยนายอนุทินย้ำชัดเจนว่า เราต้องเจรจาให้ได้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ โดยรอการรายงานรายละเอียดฉบับเต็มจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กำลังเร่งดำเนินการในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

  • เร่งตรวจสอบประเด็นมาตรฐานแรงงานให้ชัดเจน
  • เตรียมข้อมูลเจรจาเพื่อปรับลดภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ติดตามผลการหารือจากคณะทำงานชุดใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์

ในอีกด้านหนึ่ง หลายคนอาจกำลังติดตามข่าวกรณีการลาออกของนายสันติ ปิยะทัต จากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายอนุทินได้ให้ความเห็นสั้นๆ ว่าเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคล และหากต้องการทราบรายละเอียดเชิงลึกควรสอบถามจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ โดยตรงเนื่องจากเป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง การบริหารงานในช่วงเวลานี้จึงต้องเน้นความชัดเจนและก้าวข้ามผ่านประเด็นการเมืองเพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้สำเร็จ

โดยส่วนตัวมองว่าการที่รัฐบาลแสดงความเชื่อมั่นในเวทีเจรจาเป็นสิ่งที่ดี แต่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายในเรื่องแรงงานจะเป็นกุญแจสำคัญที่สุดที่จะทำให้เรามีความชอบธรรมในการต่อรองให้ภาษีกลับมาอยู่ในจุดที่แข่งขันได้อีกครั้ง การติดตามความคืบหน้าจากทีมกระทรวงพาณิชย์จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาที่สุดในช่วงเวลานี้ครับ

ที่มา – เชื่อไทย-สหรัฐฯ คุยภาษีกันได้ จ่ออุทธรณ์โอกาสแรก โยนถาม “พิพัฒน์” ปม “สันติ” ลาออก

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศกำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อล่าสุด “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ที่มีการปรับขึ้นเป็น 12.5% ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยในหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่

มุมมองจาก “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเจรจาครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การสรุปผลให้เร็ว แต่ต้องเป็นการสร้างความตกลงที่ให้ประโยชน์อย่างสมดุล (Balanced Trade Agreement) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยที่ไทยยังคงสามารถรักษาสิทธิในการกำหนดนโยบายสาธารณะและความมั่นคงของประเทศไว้ได้อย่างครบถ้วน

รายละเอียดมาตรการและข้อยกเว้นสำหรับสินค้าไทย

สำหรับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ที่ประกาศเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากไทยและอีก 37 ประเทศนั้น ถือเป็นการปรับขึ้นจากเดิมที่เก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือมีสินค้าไทยจำนวนกว่า 2,120 รายการที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีนี้ ซึ่งถือเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ โดยกลุ่มสินค้าที่ปลอดภัย ได้แก่:

  • วงจรรวมและหน่วยเก็บข้อมูล (HDD)
  • ชิ้นส่วนอากาศยาน
  • ยางธรรมชาติ ยางแผ่น และยางแท่ง
  • ผลไม้สดและแปรรูป อาทิ สับปะรด มะพร้าวสด น้ำมะพร้าว
  • อาหารและสินค้าแปรรูปอื่นๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สหรัฐฯ ยังคงไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว เพื่อลดผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ส่งออก

มาตรการภาครัฐเพื่อรับมือและเสริมความแกร่ง

เพื่อตอบรับกับความท้าทายนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้ามาตรการคู่ขนานหลายด้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ดังนี้:

  • มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม
  • การสนับสนุนด้านภาษี: ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ส่งออก
  • การบริหารจัดการโลจิสติกส์: เน้นลดต้นทุนค่าขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก
  • การหาตลาดใหม่: กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

การที่ “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ไทยจะมีข้อจำกัดทางกฎหมายภายในบางประการ แต่เราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ที่นำมาใช้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลกให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ที่มา – “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเรื่องที่สหรัฐอเมริกาประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% กับสินค้าจากไทยโดยอ้างประเด็นเรื่องแรงงานบังคับ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้ส่งออกอยู่ไม่น้อย แต่ล่าสุด นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้ โดยมองว่าไม่ได้เป็นปัจจัยลบที่น่ากังวลจนเกินไปนัก

สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

เหตุผลสำคัญที่ทำให้หอการค้าไทยยังคงมั่นใจ แม้ว่าเราจะโดนภาษีในอัตรานี้ คือเมื่อมองไปที่กลุ่มประเทศคู่แข่งในตลาดสหรัฐฯ หลายประเทศก็ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ในเชิงเปรียบเทียบนั้น สินค้าไทยก็ยังพอที่จะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเอาไว้ได้ แต่แน่นอนว่าเราก็ไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้ เพราะมาตรการกีดกันทางการค้าเหล่านี้มักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อ สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

นอกจากประเด็นเรื่องแรงงานแล้ว หอการค้าไทยยังมีข้อเสนอแนะในการรับมือกับสถานการณ์นี้ ดังนี้:

  • เร่งยกระดับกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อลบข้อครหาเรื่องแรงงานบังคับเชิงระบบ
  • เจรจาความตกลงต่างตอบแทน หรือ ART เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าในระยะยาว
  • จับตาดูมาตรการเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินที่ทางสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเพิ่ม
  • ภาครัฐและเอกชนต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดในการเตรียมข้อมูลเพื่อการเจรจา

ในมุมมองของภาคเอกชน เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องแรงงานบังคับในเชิงระบบแต่อย่างใด แต่การที่จะก้าวข้ามผ่านปัญหานี้ไปให้ได้ เราต้องมีความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการทุกท่าน นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะใช้จังหวะนี้ปรับปรุงระบบภายในองค์กรให้ได้มาตรฐานระดับโลกอย่างเต็มตัวครับ เพราะในอนาคตสินค้าที่ตรวจสอบย้อนกลับได้จะยิ่งได้รับความนิยมและอยู่รอดในตลาดโลกได้ดีกว่าแน่นอน

ที่มา – สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

เจาะลึก ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกันมาบ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน ที่ถือเป็นกระแสหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในขณะนี้ วันนี้เราจะมาสรุปภาพรวมความสำเร็จและผลตอบรับที่น่าสนใจให้ทุกคนได้เข้าใจกันครับว่าเงินหมุนเวียน 7.8 หมื่นล้านบาทนั้นส่งผลดีอย่างไรบ้าง

ผลสำเร็จของโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน

รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการนี้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยได้แบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 3 โครงการย่อย ซึ่งเน้นทั้งกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไป ระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดรายจ่าย แต่ยังเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทำให้ร้านค้ารายย่อยได้รับอานิสงส์อย่างทั่วถึงครับ

รายละเอียดการกระจายเม็ดเงินและผลกระทบเชิงบวก

จากการรายงานล่าสุด พบว่าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน นั้นได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญในหลายมิติ ดังนี้:

  • การสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง: บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคนได้รับเงินเพิ่มวงเงิน ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นในสินค้าจำเป็น
  • ความสำเร็จของโครงการร่วมจ่าย: มีประชาชนเข้าร่วมโครงการกว่า 26 ล้านคน เกิดยอดใช้จ่ายหมุนเวียนกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท
  • ร้านค้ารายย่อยเติบโต: ร้านค้ากว่า 1.09 ล้านรายเข้าร่วมโครงการ โดยเป็นร้านค้ารายย่อยดั้งเดิมถึง 99%

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้นำเทคโนโลยีอย่าง AI ผู้ช่วย “นกกระซิบ คู่คิดร้านค้า” เข้ามาเสริมแกร่งให้พ่อค้าแม่ค้า สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและยอดขายได้อย่างมืออาชีพ ถือเป็นการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลที่น่าชื่นชม ซึ่งโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่แจกเงิน แต่เป็นการวางรากฐานการทำธุรกิจให้ยั่งยืนผ่านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคตด้วย

ในส่วนของพื้นที่การกระจายรายได้นั้น พบว่าไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่ แต่มีการกระจายตัวไปยังเมืองรอง 55 จังหวัดอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ประกอบการระดับท้องถิ่นมีรายได้สะพัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยครับ สำหรับใครที่เข้าร่วมโครงการอยู่ อย่าลืมใช้ฟีเจอร์เด็ดๆ ในแอปถุงเงินเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้นนะครับ

ที่มา – รัฐบาลเผยผลสำเร็จ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน เงินหมุนเวียนกว่า 7.8 หมื่นล้าน

รัฐบาลจับตาราคาสินค้าหลังต้นทุนลดลง 20% ย้ำต้องปรับราคาให้เป็นธรรม

รัฐบาลจับตาราคาสินค้าหลังต้นทุนลดลง 20% ย้ำต้องปรับราคาให้เป็นธรรม

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังค่อยๆ ฟื้นตัว หลายคนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับราคาข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน หลังจากที่มีรายงานข่าวดีออกมาว่า รัฐบาลจับตาราคาสินค้าหลังต้นทุนลดลง 20% ย้ำต้องปรับราคาให้เป็นธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่กระทบต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนโดยตรง ทางภาครัฐได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ประชาชนถูกเอาเปรียบจากผู้ผลิตหรือร้านค้าที่อาจฉวยโอกาสในช่วงรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจนี้

สาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงนั้น มาจากการที่ราคาพลังงานเริ่มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาค่าขนส่งและค่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติประมาณ 20% แล้ว ในส่วนนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ทางกรมการค้าภายในได้ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการว่า สินค้าบางส่วนยังคงเป็นสต๊อกที่ผลิตในช่วงต้นทุนสูงอยู่ จึงต้องการเวลาในการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนสินค้า แต่ทางรัฐบาลก็ยังคงกำชับว่า เมื่อต้นทุนขาลงชัดเจนแล้ว ก็ต้องมีการปรับราคาขายให้สมเหตุสมผลตามกลไกตลาดที่แท้จริง

มาตรการคุมเข้มและแนวทางการดูแลผู้บริโภค

เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการ รัฐบาลจับตาราคาสินค้าหลังต้นทุนลดลง 20% ย้ำต้องปรับราคาให้เป็นธรรม จะเห็นผลเป็นรูปธรรม ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการหลายมาตรการ ดังนี้:

  • เชิญผู้ผลิตและห้างค้าปลีกกว่า 80 ราย มาร่วมวางแผนและขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าจำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนมพร้อมดื่ม
  • ติดตามราคาวัตถุดิบอาหารจานเดียวอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร เนื้อสัตว์ และผักสด เพื่อป้องกันการตั้งราคาเกินจริง
  • เพิ่มความเข้มงวดทางกฎหมายสำหรับผู้ที่ฉวยโอกาสกักตุนสินค้าหรือขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลรองรับ
  • ร่วมมือกับห้างร้านต่างๆ จัดโปรโมชันลดค่าครองชีพ เพื่อแบ่งเบาภาระในกระเป๋าของทุกคน

ในมุมมองของผู้บริโภค การที่ รัฐบาลจับตาราคาสินค้าหลังต้นทุนลดลง 20% ย้ำต้องปรับราคาให้เป็นธรรม ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าชื่นชม เพราะช่วยสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชน อย่างไรก็ดี ผมขอแนะนำว่าเราในฐานะผู้ซื้อควรเป็นผู้บริโภคที่เท่าทัน หากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าในราคาที่สูงเกินจริงหรือผิดปกติ สามารถแจ้งร้องเรียนสายด่วนกรมการค้าภายในได้ทันทีครับ การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและประชาชนถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เราผ่านพ้นสถานการณ์ค่าครองชีพสูงไปได้ด้วยกัน

ที่มา – รัฐบาลจับตาราคาสินค้าหลังต้นทุนลดลง 20% ย้ำต้องปรับราคาให้เป็นธรรม

นายกฯ ถกด่วน มท.-ตร.-พณ. สั่งดำเนินคดีโกงสอบท้องถิ่น-รุกที่ดินภูเก็ต-นอมินี

นายกฯ ถกด่วน มท.-ตร.-พณ. สั่งดำเนินคดีโกงสอบท้องถิ่น-รุกที่ดินภูเก็ต-นอมินี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในทันที เมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมด่วนร่วมกับหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ ก่อนที่จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเป้าหมายสำคัญคือการจัดการปัญหาเรื้อรังของประเทศแบบถอนรากถอนโคน ทั้งเรื่อง นายกฯ ถกด่วน มท.-ตร.-พณ. สั่งดำเนินคดีโกงสอบท้องถิ่น-รุกที่ดินภูเก็ต-นอมินี เพื่อสร้างความโปร่งใสและคืนความเป็นธรรมให้กับสังคมไทย

รายละเอียดการสั่งการเข้มงวดของ นายกฯ ถกด่วน มท.-ตร.-พณ. สั่งดำเนินคดีโกงสอบท้องถิ่น-รุกที่ดินภูเก็ต-นอมินี

ในการประชุมที่ตึกไทยคู่ฟ้า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความเด็ดขาดในการจัดการปัญหาสังคมใน 3 ประเด็นหลักที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนี้:

  • การทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น: ต้องมีการตรวจสอบย้อนหลังและลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด เพื่อให้กระบวนการสอบเข้าสู่ตำแหน่งของรัฐโปร่งใสและยุติธรรม
  • การบุกรุกพื้นที่ของกลุ่มนายทุนและผู้มีอิทธิพล: โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต ที่กำลังเกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินสาธารณะ
  • การกวาดล้างนอมินีต่างชาติ: จัดการเรื่องการตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อทำธุรกิจแทนต่างชาติ ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการไทยและทำลายระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ

การดำเนินการตามแผน นายกฯ ถกด่วน มท.-ตร.-พณ. สั่งดำเนินคดีโกงสอบท้องถิ่น-รุกที่ดินภูเก็ต-นอมินี ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตและการทวงคืนที่ดินของรัฐให้กลับมาเป็นสมบัติของส่วนรวม ก่อนที่จะนำคณะเดินทางไปกระชับความสัมพันธ์กับนานาชาติที่ประเทศจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนไทยและต่างชาติว่า การทำธุรกิจในประเทศไทยจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมกัน หวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยคืนความยุติธรรมให้กับบ้านเมืองได้ในเร็ววัน

ที่มา – ก่อนไปจีน นายกฯ ถกด่วน มท.-ตร.-พณ. สั่งดำเนินคดีโกงสอบท้องถิ่น-รุกที่ดินภูเก็ต-นอมินี

“พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องให้เราต้องขบคิดกันหนัก โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง นายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาเตือนว่าตัวเลขการส่งออกที่ดูเหมือนจะเติบโตนั้น อาจเป็นเพียงฉากหน้า เพราะเมื่อมองลึกลงไปในรายละเอียด เรากลับพบตัวเลขการขาดดุลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จนอาจกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ไขได้ยากในอนาคต

“พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดคือการขาดดุลทางการค้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาล นายพีรวัสเน้นย้ำว่าเราไม่ควรวัดความสำเร็จเพียงแค่ยอดการส่งออกในภาพรวม เพราะนั่นไม่ได้สะท้อนถึงรายได้ที่แท้จริงของ SME ไทย หรือผู้ผลิตรายย่อยที่กำลังถูกสินค้าราคาถูกจากต่างชาติเบียดขับออกจากตลาดไปเรื่อยๆ หากปล่อยไว้เช่นนี้ การขาดดุลอาจกลายเป็นหลุมดำที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยได้

ข้อเสนอเร่งด่วนจากพรรคกล้าธรรม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าสถานการณ์นี้ต้องการการจัดการที่รวดเร็ว พรรคกล้าธรรมได้เสนอทางออก 8 ข้อเพื่อให้กระทรวงพาณิชย์นำไปปฏิบัติภายใน 90 วัน ดังนี้ครับ:

  • เร่งมาตรการ Safeguard และไต่สวนการทุ่มตลาด เพื่อปกป้องผู้ผลิตในไทย
  • เปลี่ยนการวัดผลจากยอดส่งออกรวม เป็นการวัดมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศจริง
  • เปิดเผยข้อมูลการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ อย่างโปร่งใส
  • ปลดล็อก SME ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์จาก FTA ได้ง่ายขึ้น
  • ส่งเสริมการเสรีในภาคบริการเพื่อลดต้นทุนแฝงให้กับผู้ผลิต
  • วางแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านโลจิสติกส์และพลังงาน
  • สร้างหลักประกันและโอกาสเข้าถึงสินเชื่อให้แก่ SME รายใหม่
  • จัดทำแดชบอร์ดความเสี่ยงเพื่อรายงานข้อมูลการค้าแบบเรียลไทม์ให้ประชาชนได้รับทราบ

ความพยายามของ “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการจับผิดทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเตือนภัยถึงวินาทีวิกฤตที่รัฐบาลต้องเร่งมือบริหารจัดการก่อนที่ฐานการผลิตภายในประเทศจะพังทลายลง เพราะหากรัฐมนตรียังคงทำหน้าที่เพียงผู้อ่านตัวเลขพยากรณ์อากาศ โดยไม่ลงมือจัดการพายุที่กำลังถาโถมเข้ามา ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะตกอยู่กับคนไทยทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้

บทเรียนสำคัญในวันนี้คือ การนิ่งเฉยไม่ใช่ทางออกครับ “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง คือหมุดหมายสำคัญที่บอกว่าถึงเวลาที่กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานใหม่ เน้นการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคง ไม่ใช่รอรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว

ที่มา – “พีรวัส” ชี้ดุลการค้าไทยส่งสัญญาณวิกฤต ส่งออกโตแต่ขาดดุลพุ่ง จี้ “ศุภจี” เร่ง 8 มาตรการ

Scroll to top