กระทรวงยุติธรรม

แกนนำเสื้อแดงนครพนมต้อนรับทักษิณ พักโทษ หิ้วลิ้นจี่

ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศที่จังหวัดนครพนมคึกคักไปด้วยความเคลื่อนไหวของแกนนำเสื้อแดง นครพนม เตรียมเหมารถตู้ไปต้อนรับ “ทักษิณ” ได้พักโทษ พร้อมหิ้วลิ้นจี่ไปฝาก หลังจากกรมราชทัณฑ์ประกาศปล่อยตัวพักโทษให้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ ชาวเสื้อแดงนครพนมไม่ยอมพลาดโอกาสสำคัญนี้ รีบรวมตัวกันเพื่อไปให้กำลังใจที่หน้าเรือนจำ

แกนนำเสื้อแดง นครพนม เตรียมเหมารถตู้ไปต้อนรับ “ทักษิณ” ได้พักโทษ พร้อมหิ้วลิ้นจี่ไปฝาก

“เปรี้ยว ตลาดแตก” ซึ่งเป็นแกนนำเสื้อแดงชื่อดังของนครพนม ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า พวกเขาได้รวมพลแกนนำและสมาชิกเสื้อแดงทั้งหมด เตรียมเหมารถตู้เพื่อเดินทางไปยังกรุงเทพฯ ทันทีที่ทักษิณได้รับการปล่อยตัวพักโทษ ที่ขาดไม่ได้คือของฝากสุดพิเศษ ลิ้นจี่สายพันธุ์นพ.1 หรือนครพนม 1 ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจตัวหลักของจังหวัด สร้างรายได้ปีละเกือบ 100 ล้านบาท หวังให้ทักษิณได้ลิ้มรสความอร่อยจากแผ่นดินอีสาน

นอกจากนี้ แกนนำยังเล่าว่าพวกเขาจะขอกอดให้กำลังใจทักษิณ ซึ่งครั้งล่าสุดที่ได้กอดกันเมื่อ 20 ปีก่อน ในช่วงหาเสียงนายกอบจ.นครพนมเมื่อเดือนมกราคม 2568 ทักษิณคือบุคคลที่ชาวนครพนมมองว่าเป็นนายกในดวงใจ เพราะนำพาการพัฒนาจังหวัดมาอย่างต่อเนื่อง

ผลงานสำคัญของทักษิณที่เปลี่ยนโฉมนครพนม

ย้อนกลับไปในปี 2547 ทักษิณได้จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่นครพนม และอนุมัติงบประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 เชื่อมระหว่างนครพนมกับคำม่วนของลาว สะพานนี้กลายเป็นประตูบานสำคัญที่พลิกโฉมให้นครพนมกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดน เส้นทางเชื่อมสู่จีนและเวียดนามที่สั้นที่สุด นอกจากนี้ยังส่งเสริมความสัมพันธ์กับเวียดนาม นำไปสู่การก่อสร้างหมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม ส่งเสริมการท่องเที่ยวและค้าขายข้ามชาติที่เฟื่องฟูมาจนถึงปัจจุบัน

  • อนุมัติงบสะพานมิตรภาพไทย-ลาวที่ 3 มูลค่า 1,700 ล้านบาท
  • พัฒนาเศรษฐกิจชายแดน สร้างเส้นทางสู่จีน-เวียดนาม
  • สร้างหมู่บ้านมิตรภาพไทย-เวียดนาม ส่งเสริมท่องเที่ยว
  • ประชุมครม.สัญจร นำงบพัฒนาจังหวัด

ลิ้นจี่นพ.1 ของฝากที่แสดงถึงความภูมิใจของนครพนม

ลิ้นจี่นพ.1 ไม่ใช่แค่ผลไม้ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งทางการเกษตรของนครพนม ผลกลมโต เนื้อแน่น หอมหวาน รสชาติเป็นเอกลักษณ์ ปลูกในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ริมโขง ทุกปีช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มหาศาล แกนนำเสื้อแดงเลือกของฝากนี้เพราะอยากให้ทักษิณได้ชิมผลผลิตจากบ้านเกิดของผู้สนับสนุน เพื่อแสดงความขอบคุณที่ไม่เคยลืมอีสาน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของแกนนำเสื้อแดง นครพนม เตรียมเหมารถตู้ไปต้อนรับ “ทักษิณ” ได้พักโทษ พร้อมหิ้วลิ้นจี่ไปฝาก สะท้อนถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างทักษิณกับพี่น้องชาวอีสาน โดยเฉพาะนครพนมที่มั่นใจว่าอดีตนายกฯ จะกลับมาเยือนอีกครั้งเพื่อพบปะประชาชน แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ความนิยมและความเชื่อมั่นในตัวทักษิณก็ยังคงอยู่

เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการเมืองไทย โดยเฉพาะในฐานะเสื้อแดง ยังคงมีฐานมวลชนที่เหนียวแน่น สร้างสีสันให้วงการการเมืองอีกครั้ง

คุณคิดอย่างไรกับการต้อนรับสุดอบอุ่นครั้งนี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันนะครับ เพื่อติดตามข่าวสารการเมืองและผลไม้เด่นของไทยต่อไป

ที่มา – แกนนำเสื้อแดง นครพนม เตรียมเหมารถตู้ไปต้อนรับ “ทักษิณ” ได้พักโทษ พร้อมหิ้วลิ้นจี่ไปฝาก

เปิดไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง ตั้งแต่กลับไทย เข้าเรือนจำ จนได้กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า วันนี้เราจะย้อนดูทุกขั้นตอนแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดิน

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

เรื่องราวเริ่มต้นยาวนาน 28 ก.พ. 2551 ทักษิณกลับไทยครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ก้มกราบแผ่นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภาพประวัติศาสตร์เลย แต่สุดท้ายต้องลี้ภัยอีก 17 ปี

22 ส.ค. 2566 กลับไทยครั้งที่ 2 ด้วยเครื่องบินส่วนตัวจากดูไบ ลงดอนเมือง ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์ ลูกๆ รอต้อนรับ ศาลฎีกาฯ พิพากษาคดี 3 คดี โทษรวม 8 ปี ส่งเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ป่วยแน่นหน้าอก ส่ง รพ.ตำรวจ

ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย

ขั้นตอนสำคัญในไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

  • 31 ส.ค. 2566: ราชกิจจาฯ โปรดเกล้าฯ ลดโทษเหลือ 1 ปี หลังยื่นฎีกา
  • 17 ก.พ. 2567: พักโทษชั่วคราว ออกจาก รพ.ตำรวจ ไปบ้านจันทร์ส่องหล้า สวมเฝือกคอ สถานะนักโทษ 1 ใน 945 ราย อายุ 70+ ป่วยหนัก

ต่อมา 13 มิ.ย. – 30 ก.ค. 2568 ศาลไต่สวน 7 นัด 31 ปาก ทักษิณส่งทนายไปแทน

4 ก.ย. 2568 ออกนอกประเทศไปสิงคโปร์แต่เปลี่ยนไปดูไบ รักษาโรค สัญญากลับ 8 ก.ย.

8 ก.ย. 2568 กลับไทยทันฟังคำสั่ง

ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย

9 ก.ย. 2568 ศาลสั่งนับโทษใหม่ ไม่หักเวลาที่ รพ.ตำรวจ ต้องจำ 1 ปีจริง

27 พ.ย. 2568 ภาพแรกในชุดนักโทษสีฟ้า ผมสั้น อิ๊งค์โพสต์ ลูกๆ เยี่ยม 61 ครั้ง

ทักษิณ ชินวัตร ในเรือนจำ

25 ก.พ. 2569 กรมราชทัณฑ์ยันเข้าเกณฑ์พักโทษพ.ค. ครบ 2/3 หรือ 8 เดือน

31 มี.ค. 2569 คก.เรือนจำมติเห็นชอบ

29 เม.ย. 2569 อยุติธรรมอนุมัติ ติด EM ห้ามออกนอกประเทศ

11 พ.ค. 2569 ปล่อยตัวหลังจำ 243 วัน คุมประพฤติ 4 เดือน จนพ้นโทษ 9 ก.ย. 2569

ทักษิณ กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร แสดงให้เห็นกระบวนการยุติธรรมที่เข้มงวดแต่เป็นธรรม ครอบครัวคือกำลังใจใหญ่ ถ้าคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ติดตามอัปเดตจากเรา และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ!

ที่มา – เปิดไทม์ไลน์ พักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” จากเรือนจำสู่ “บ้านจันทร์ส่องหล้า”

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติด EM สูงวัย

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามองในช่วงนี้ หลังจากคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรมมีมติอนุมัติให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับการพักโทษและปล่อยตัวในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดยไม่ต้องสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) เนื่องจากคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ผู้ต้องขังสูงวัย

“ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี

การประชุมครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ โดยมีนางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงฯ การประชุมเริ่มตั้งแต่เวลา 09.00 น. และยืดเยื้อกว่า 3 ชั่วโมง เพื่อพิจารณารายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์โครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป

นายทักษิณ ชินวัตร เข้าข่ายคุณสมบัติอย่างสมบูรณ์ หลังจากถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2568 จนถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา 7 เดือน 20 วัน และใกล้ครบ 2 ใน 3 ของโทษจำคุก 1 ปีแล้ว ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบให้พักโทษ คุมประพฤติอีก 4 เดือน โดยไม่ต้องติดกำไล EM เพราะอายุเกิน 70 ปี และมีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นข้อยกเว้นตามระเบียบ

เงื่อนไขการพักโทษสำหรับผู้ต้องขังสูงวัย

ระบบพักการลงโทษในไทยมีเกณฑ์ชัดเจนสำหรับผู้ต้องขังสูงวัย โดยเฉพาะอายุเกิน 70 ปี จะได้รับการพิจารณาพิเศษ เพื่อคำนึงถึงสุขภาพและความเหมาะสมในการคุมขัง “ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบังคับใช้กฎหมายที่ยืดหยุ่น

  • ครบกำหนด 2 ใน 3 ของโทษ
  • มีประวัติการรับโทษดี
  • อายุเกิน 70 ปี หรือมีโรคประจำตัวรุนแรง
  • ไม่ต้องติด EM หากเป็นกลุ่มเสี่ยงสุขภาพ
  • เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ป.ป.ส. กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานศาลยุติธรรม อัยการสูงสุด ตำรวจแห่งชาติ และอื่นๆ

ขั้นตอนหลังมติที่ประชุม

มติที่ประชุมจะถูกส่งไปยังผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม และเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ เพื่อเตรียมปล่อยตัวนายทักษิณในวันที่ 11 พ.ค. 2569 เข้าสู่ระบบคุมประพฤติ ซึ่งจะติดตามพฤติกรรมตลอดระยะเวลาที่เหลือ โดยไม่ต้องใช้กำไล EM เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ข่าวนี้สร้างกระแสในสังคมอย่างมาก เนื่องจากนายทักษิณเป็นบุคคลสำคัญทางการเมือง การพักโทษครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยให้ความสำคัญกับหลักมนุษยธรรม โดยเฉพาะผู้สูงอายุในเรือนจำ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระเรือนจำที่แออัดได้อีกด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญที่สมดุลระหว่างการลงโทษและการฟื้นฟู หากนายทักษิณปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมประพฤติได้ดี จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ผู้ต้องขังอื่นๆ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตจากเรา!

ที่มา – “ทักษิณ” ปล่อยตัว 11 พ.ค. ไม่ต้องติดกำไล EM เหตุเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกิน 70 ปี

รมว.ยุติธรรม ตรวจสอบโรงกลั่นบางจาก ไม่พบผิดปกติ

รมว.ยุติธรรม ตรวจสอบโรงกลั่นบางจาก ไม่พบผิดปกติ เร่งกำลังการผลิตน้ำมันสูงสุดแล้ว เป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอยท่ามกลางวิกฤติขาดแคลนน้ำมันที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศ ในวันที่ 21 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำทีมลงพื้นที่ตรวจสอบโรงกลั่นบางจากอย่างละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมธุรกิจพลังงาน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบความผิดปกติใดๆ ซึ่งช่วยคลายความกังวลได้ส่วนหนึ่ง

รมว.ยุติธรรม ตรวจสอบโรงกลั่นบางจาก ไม่พบผิดปกติ เร่งกำลังการผลิตน้ำมันสูงสุดแล้ว

การตรวจสอบครั้งนี้ครอบคลุม 8 จุดใน 4 จังหวัด โดยพล.ต.ท.รุทธพลได้ลงพื้นที่โรงกลั่นบางจากด้วยตัวเอง ขณะที่ทีมอื่นๆ ตรวจจุดต่างๆ ทั่วประเทศ หลักเกณฑ์การตรวจใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยเน้นตรวจสอบปริมาณน้ำมันผลิต ปริมาณคงคลัง และการจำหน่ายให้สอดคล้องกัน ผู้บริหารบางจากได้รายงานกำลังการผลิตให้หน่วยงานทราบ ซึ่งยืนยันว่าบริษัทปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการสำรองน้ำมันเพื่อช่วยประชาชน

รายละเอียดการตรวจสอบโรงกลั่นบางจาก

ทีมตรวจสอบร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เริ่มจากโรงกลั่นและคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ก่อนขยายไปยังสถานีบริการน้ำมันในต่างจังหวัด โดยมีตำรวจและกรมการปกครองเข้าร่วม เบื้องต้น ไม่พบความผิดปกติ ในระบบการผลิตและกระจายน้ำมันของบางจาก ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความโปร่งใสของผู้ประกอบการรายใหญ่

  • ตรวจสอบกำลังการผลิตน้ำมันทั้งหมด
  • เปรียบเทียปปริมาณผลิตกับคงคลัง
  • ติดตามการขนส่งผ่านจ็อบเบอร์กว่า 200 ราย
  • ประสานข้อมูลกับหน่วยงานท้องถิ่น

นายกรัฐมนตรีสั่งการแก้ปัญหาน้ำมันอย่างเร่งด่วน

นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แก้ปัญหาน้ำมันให้เร็วที่สุด โดยตั้งทีมงานพิเศษตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม พล.ต.ท.รุทธพลย้ำว่ารัฐบาลมอบนโยบายชัดเจน และจะรายงานผลต่อกรมธุรกิจพลังงาน สำหรับจ็อบเบอร์ ซึ่งเป็นผู้ขนส่งน้ำมัน บางจากมีจำนวนไม่มากแต่จะกำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการรัฐ หากพบการกักตุนจะดำเนินการเด็ดขาด นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมได้ลงนามคำสั่งให้ DSI บูรณาการกับทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้เข้าสู่ปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ตามที่นายกฯ ระบุ

แม้ยังไม่ได้รับรายงานการกักน้ำมันในบางพื้นที่ เช่น จ.อ่างทอง แต่เจ้าหน้าที่กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด การตรวจสอบครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่น โดยบางจากสัญญาจะปรับปรุงการสื่อสารกับปั๊มน้ำมัน และใช้มาตรการผ่อนผันเวลาเดินรถเพื่อเร่งส่งน้ำมันถึงผู้บริโภค

บางจากเร่งผลิตน้ำมันเต็มกำลัง 19 ล้านลิตรต่อวัน

นายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บางจาก คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า โรงกลั่นทั้ง 2 แห่ง (บางจากและศรีราชา) มีกำลังผลิตปกติ 270,000 บาร์เรลต่อวัน แต่ได้เพิ่มเป็น 290,000 บาร์เรล โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงถึง 19 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นขีดสุดแล้ว แม้ยอดขายพุ่ง 30% ส่งผลสต็อกลดลง แต่รัฐบาลผ่อนผัน 2 เรื่องหลัก คือ เวลาเดินรถและการนับสต็อกสำรอง ช่วยให้ดึงน้ำมันจากคลังมาจ่ายประชาชนได้มากขึ้น

ยอดสต็อกคงอยู่ได้นานเท่าที่ความต้องการปกติ หากประชาชนไม่ตื่นตระหนก สถานการณ์จะคลี่คลายเร็ว บางจากมุ่งมั่นดูแลผู้บริโภคตามคำสั่งรัฐมนตรียุติธรรม

วิกฤติครั้งนี้เกิดจากความต้องการพุ่งสูงเกินกำลังผลิต สร้างคิวยาวตามปั๊ม แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เราจะผ่านพ้นไปได้ ข้อมูลชี้ว่าระบบโดยรวมยังแข็งแกร่ง เพียงแต่ต้องปรับการกระจายให้ทันใจมากขึ้น

สุดท้าย เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับปัญหาพลังงาน หากคุณพบปัญหาที่ปั๊มน้ำมัน แนะนำแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่ให้พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ตรวจสอบโรงกลั่นบางจาก ไม่พบผิดปกติ เร่งกำลังการผลิตน้ำมันสูงสุดแล้ว

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5% ปิดตำนาน มท.2

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนในวงการการเมืองกำลังจับตาในขณะนี้! หลังจากที่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย โดยล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้ส่งรายชื่อผู้สมัครเข้าตำแหน่งไปตรวจสอบกับ 18 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีรายชื่อกว่า 40 ชื่อ รวมถึงชื่อสำรองหากมีใครขาดคุณสมบัติ นี่คือสัญญาณว่าทุกอย่างใกล้ลงตัวสุดๆ

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี

จุดเด่นที่สุดของโผครม.ชุดนี้คือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ครองตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จวบจนรัฐบาลเศรษฐา แพทองธาร และอนุทิน 1 ล่าสุดมีข้อมูลว่าเขาจะขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลปัญหาน้ำทั่วประเทศและยาเสพติด แทนที่นายโสภณ ซึ่งถือเป็นการปิดตำนาน มท.2 อย่างเป็นทางการ!

สำหรับสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน ได้แก่ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ (ส.ส.สตูล), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (ส.ส.อุทัยธานี) และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี (ส.ส.นครราชสีมา)

รายชื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสำคัญ

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 ชื่อ ได้แก่:

  • นายภราดร ปริศนานันทกุล (ส.ส.อ่างทอง)
  • นางศุภมาส อิศรภักดี (ส.ส.บัญชีรายชื่อ)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ (แกนนำพรรค)
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล (ส.ส.อำนาจเจริญ)

กระทรวงกลาโหมชัดเจนแล้ว พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ขยับจากรัฐมนตรีช่วยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรมยังเป็นพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เหมือนเดิม

กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน: นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (ส.ส.ศรีสะเกษ), นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (ส.ส.พิจิตร), นายสรรเพชญ บุญญามณี (ส.ส.สงขลา)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย (ส.ส.อุบลราชธานี) เป็นรัฐมนตรีช่วย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นายสุชาติ ชมกลิ่น

กระทรวงพลังงาน: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

กระทรวงวัฒนธรรม: นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์

กระทรวงสาธารณสุข: นายพัฒนา พร้อมพัฒน์

กระทรวงอุตสาหกรรม: นายวราวุธ ศิลปอาชา

โควตานายกรัฐมนตรีและพรรคร่วม

โควตาส่วนตัวของนายอนุทิน ประกอบด้วย:

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ไม่มีรัฐมนตรีช่วย เพื่อให้ทำงานเต็มที่)
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ – รองนายกฯ ดูแลกฎหมาย

พรรคร่วมรัฐบาลได้ 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง รวมรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภา 1 คน เช่น กระทรวงเกษตรฯ ศึกษาฯ อว. แรงงาน และพม. ส่วนพรรคพลังประชารัฐได้ 1 ตำแหน่ง

การปรับโผครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการกระจายอำนาจและมุ่งแก้ปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมและยาเสพติด ซึ่งนายทรงศักดิ์มีประสบการณ์ยาวนาน คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณคิดอย่างไรกับโผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี

มติ ครม. รับทราบผลโภชนาการ สุขาภิบาลเรือนจำ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นสำคัญในวงการยุติธรรมไทยกันค่ะ นั่นคือ มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ ซึ่งเป็นมติที่เพิ่งออกมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นี่เอง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบรายงานจากกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหาร น้ำดื่ม อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลในเรือนจำทั้งประเทศ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการยกระดับสวัสดิการผู้ต้องขัง ท่ามกลางปัญหาความท้าทายมากมาย

มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงว่า ครม. รับทราบรายงานดังกล่าว และแจ้งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินทราบ รวมถึงให้กระทรวงยุติธรรมนำความเห็นจากกระทรวงการต่างประเทศไทย (กต.) และสำนักงาน ป.ป.ช. ไปดำเนินการต่อ โดยรายงานนี้มาจากการปฏิบัติตามมติครม. เดิมเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่มอบหมายให้ยธ. เป็นหน่วยงานหลักในการรับข้อเสนอแนะจากผู้ตรวจการแผ่นดิน เกี่ยวกับการบริหารจัดการเรือนจำ โดยเฉพาะสุขภาพและสวัสดิภาพของผู้ต้องขัง

ปัญหาหลักที่เรือนจำไทยเผชิญ

หนึ่งในปัญหาใหญ่คือความแออัดของผู้ต้องขังที่เกินกำลังความจุของเรือนจำ ส่งผลกระทบต่อการจัดการสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปา การกำจัดขยะ และพื้นที่อยู่อาศัย ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรที่ไม่พอ ทำให้การพัฒนามาตรฐานชีวิตผู้ต้องขังทำได้ยาก แต่กรมราชทัณฑ์ก็ได้ดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง

มาตรการสำคัญที่ได้ดำเนินการแล้ว

  • การตรวจรับอาหารดิบ: เรือนจำ ทัณฑสถาน และสถานกักขังทุกแห่งต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับอาหาร โดยมีผู้แทนภายนอกที่เป็นกลางและเชี่ยวชาญร่วมตรวจ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย
  • ตัวอย่างเมนูอาหาร: จัดทำรายการอาหารตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมต่อวัน โดยคำนึงถึงความหลากหลาย เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสารอาหารครบถ้วน ป้องกันภาวะทุพโภชนาการ
  • ตรวจน้ำประจำเดือน: กำหนดตรวจสอบคุณภาพน้ำดื่มและน้ำใช้ทุกเดือน หมุนเวียนจุดตรวจทั่วเรือนจำทั้งปี เพื่อลดความเสี่ยงโรคจากน้ำเสีย
  • แบบสอบถามตามมาตรฐานสหประชาชาติ: จัดทำแบบสอบถามภาพรวมการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์ ครอบคลุมสิทธิต่างๆ ของผู้ต้องขังตามมาตรฐานขั้นต่ำของ UN

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยและ ป.ป.ช. ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น การนำมาตรฐานสากลอื่นๆ มาปรับใช้ควบคู่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคมในการตรวจสอบ เพื่อเพิ่ม transparency และความน่าเชื่อถือ

ความสำคัญของมติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

มติ มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ นี้ไม่ใช่แค่การรับทราบเฉยๆ แต่เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง โภชนาการที่ดีช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย สุขาภิบาลอาหารและน้ำที่สะอาดป้องกันโรคระบาดในเรือนจำที่แออัดได้ ในระยะยาว จะช่วยลดภาระงบประมาณด้านสาธารณสุขและเพิ่มประสิทธิภาพระบบยุติธรรมโดยรวม

จากข้อมูล ประเทศไทยมีผู้ต้องขังกว่า 3 แสนคน ในเรือนจำที่จุได้แค่ 2 แสนกว่า ทำให้ปัญหาสุขอนามัยเป็นเรื่องเร่งด่วน การดำเนินการเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 3 (สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี) ของสหประชาชาติอีกด้วย หากทำต่อเนื่อง จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในเวทีโลกด้านสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น งบประมาณจำกัดและบุคลากรไม่พอ รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มการสนับสนุนจากเอกชนหรือ NGOs เพื่อเร่งแก้ปัญหา

ในมุมมองของผู้เขียน นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงถึงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชนทุกกลุ่ม แม้ผู้ต้องขังก็สมควรได้รับการดูแลพื้นฐาน หากคุณสนใจเรื่องสิทธิผู้ต้องขังหรือข่าวยุติธรรม ลองติดตามบล็อกเราเพิ่มเติม และแสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้ จะช่วยให้เกิดการอภิปรายที่ดีขึ้นค่ะ!

ที่มา – มติ ครม. รับทราบผลดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ ในเรือนจำ

ประวัติ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมอีกสมัย

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาพูดถึง ประวัติ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ลูกหม้อบ้านใหญ่บุรีรัมย์กันเลย ที่ผลงานเด็ดปราบเว็บพนันและแก๊งสแกมเมอร์ จนไม่หลุดโผ ได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (รมว.ยุติธรรม) อีกสมัยในครม.อนุทิน 2 แบบไม่ต้องสงสัยเลยครับ ใครที่ติดตามข่าวการเมืองไทยคงรู้ดีว่าช่วงนี้โผครม.ร้อนแรงแค่ไหน แต่ชื่อ พล.ต.ท.รุทธพล ยังคงยืนหยัดเพราะผลงานที่เข้าตาบ้านใหญ่บุรีรัมย์จริงๆ

ประวัติ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์

ประวัติ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เริ่มต้นจากหนุ่มน้อยที่จบเตรียมทหารรุ่น 24 (ตท.24) และโรงเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 40 (นรต.40) รุ่นเดียวกับ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี อดีตผบ.ทสส.เลยครับ เขาเข้ามารับราชการในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ตั้งแต่ปี 2540 ในตำแหน่งสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ จากนั้นก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็นรองผู้บังคับการจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้บังคับการจังหวัดบุรีรัมย์ และปิดท้ายที่รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3

ตัว พล.ต.ท.รุทธพล เล่าเองในโพสต์ส่วนตัวว่าชีวิตรับราชการตำรวจของเขาคือการเริ่มจากสารวัตรสืบสวนจนถึงรอง ผบ.ภ.3 ผ่านภารกิจหลากหลาย ทั้งเป็นผู้ปฏิบัติและผู้บริหาร ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องตำรวจภาค 3 เสมอ เรียนรู้แลกเปลี่ยนกัน ฟันฝ่าอุปสรรคจนสำเร็จทุกครั้ง สุดยอดเลยครับ!

ประวัติ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ กับงานสำคัญในบุรีรัมย์

นอกจากนั้น พล.ต.ท.รุทธพล ยังได้รับมอบหมายงานใหญ่ๆ เสมอ เช่น ดูแลความปลอดภัย MotoGP สนามช้าง PT Grand Prix of Thailand 2025 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ หรืออำนวยความสะดวกบุรีรัมย์ มาราธอน 2025 ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ (น้องชายนายเนวิน ชิดชอบ) เป็นประธาน แม้แต่จัดงานมุทิตาจิตให้อดีตผู้บังคับบัญชาก็เลือกสนามช้างเป็นเวที แสดงถึงความไว้วางใจจากคนบุรีรัมย์ชัดเจน

ผลงานเด่นของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ ที่ทำให้ได้นั่ง รมว.ยุติธรรมต่อ

พอถึงครม.อนุทิน 1 พล.ต.ท.รุทธพล ก็ได้โควต้าพรรคภูมิใจไทยมานั่ง รมว.ยุติธรรมในโค้งสุดท้าย พอมาครั้งนี้มีข่าวลือว่าจะเปลี่ยนเป็นนายศุภชัย ใจสมุทร เลขาฯ แต่ไม่จริง! ผลงานปราบอาชญากรรมเข้าตาเต็มๆ โดยเฉพาะเปิดโปง “10 นักการเมืองสีเทา” ที่พัวพันเว็บพนัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด

  • จับกุมนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน (พรรคส้ม) เขต 33 กทม. ข้อหาฟอกเงินยาเสพติด
  • จับนายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ (ปอนด์) อดีต ส.ส.ตาก พรรคประชาชน พัวพันเว็บพนันและฟอกเงิน
  • ล่าสุด 12 มี.ค. 2569 จับนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ในคดีเว็บพนันหมุนเงินพันล้าน!

ผลงานเหล่านี้สกัดดาวรุ่งพรรคส้ม-พรรคเขียวได้สำเร็จ จนบ้านใหญ่บุรีรัมย์อย่างนายเนวิน ชิดชอบ สนับสนุนเต็มที่ ทำให้ พล.ต.ท.รุทธพล ไม่หลุดโผครม.อนุทิน 2

บทบาท รมว.ยุติธรรมสำคัญมากในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยเฉพาะเว็บพนันที่กำลังระบาดหนักในไทย พล.ต.ท.รุทธพล ที่มีพื้นฐานตำรวจชั้นนำ น่าจะนำทีมต่อยอดได้ดี ช่วยลดปัญหาสังคมได้เยอะเลยครับ

จากประวัติ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ จะเห็นว่าคนบุรีรัมย์มีของดีจริงๆ ผลงานแบบนี้สมควรได้ต่อยอด ลุ้นเลยว่าสมัยสองจะปราบอะไรเด็ดอีก คุณคิดว่าผลงานต่อไปจะเป็นยังไง? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดติดตามเพื่อไม่พลาดข่าวการเมืองอัปเดตนะครับ!

ที่มา – ประวัติ พล.ต.ท.รุทธพล ลูกหม้อบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ไม่หลุดโผ นั่ง รมว.ยุติธรรม อีกสมัย

รมว.ยุติธรรม ยังไม่ทราบ “ทักษิณ” พักโทษ คปท. คัดค้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ อย่าง รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ในวงการการเมืองไทยเลยทีเดียว หลังจากมีกระแสข่าวว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจได้พักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ แต่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ กลับบอกว่ายังไม่ทราบเรื่องเลย และกำชับให้พิจารณาข้อคัดค้านจาก คปท. อย่างรอบคอบด้วยนะครับ

รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ

ตามที่ รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ กลายเป็นข่าวใหญ่ หลังจากทักษิณเพิ่งเข้าเรือนจำเมื่อปีที่แล้วจากคดีหมิ่นประมาทอดีตอัยการสูงสุด การพักโทษครั้งนี้เป็นกรณีพิเศษที่ต้องผ่านคณะกรรมการชุดใหญ่ถึง 5 คน ได้แก่ อธิบดีหรือผู้เทียบเท่า 4 คน และเลขาธิการ ป.ป.ส. 1 คน โดยปกติแล้วกระบวนการพักโทษจะเริ่มจากเรือนจำ ผ่านกรมราชทัณฑ์ มาถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม แต่กรณีนี้รัฐมนตรีจะให้นโยบายพิจารณาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รมว.ยุติธรรมย้ำชัดว่าตอนนี้ยังไม่มีเอกสารเรื่องพักโทษของทักษิณยื่นมาที่กระทรวงเลยครับ ข่าวลือวันที่ 11 พ.ค. จึงยังเป็นแค่กระแส และทางกระทรวงจะไม่รีบร้อน ต้องรอให้ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ เพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

กระบวนการพิจารณาพักโทษทักษิณอย่างละเอียด

มาดูรายละเอียดกันครับ การพักโทษไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะบุคคลสำคัญอย่างทักษิณที่เคยถูกตัดสินจำคุก 1 ปี กรมราชทัณฑ์ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น พฤติกรรมในเรือนจำ เวลาที่รับโทษแล้ว และเหตุผลอื่นๆ คณะกรรมการ 5 คนนี้จะมีหน้าที่ตัดสินใจสุดท้าย และรมว.ยุติธรรมจะกำกับดูแลให้ทุกอย่างถูกต้อง

  • เริ่มจากเรือนจำประเมินพฤติกรรมผู้ต้องขัง
  • กรมราชทัณฑ์สรุปเสนอปลัดกระทรวง
  • คณะกรรมการพิเศษ 5 คนพิจารณารอบด้าน
  • นำข้อคัดค้านจากประชาชนมาพิจารณาด้วย

นี่คือขั้นตอนที่ทำให้เรื่องนี้ยืดเยื้อ แต่ก็เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในอดีตที่เคยเกิดขึ้น

ข้อคัดค้านจาก คปท. ที่รมว.ยุติธรรมกำชับพิจารณา

เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการพักโทษทักษิณไปยังกระทรวงยุติธรรมแล้วครับ กรมราชทัณฑ์ส่งรายงานกลับมา แต่รองปลัดเห็นว่ายังตอบไม่ครบประเด็น จึงสั่งแก้ไขเพิ่มเติมก่อนชี้แจงกลับไปยัง คปท. ทางรมว.ยุติธรรมจึงกำชับคณะกรรมการให้เอาข้อคัดค้านเหล่านี้มาพิจารณาให้รอบคอบที่สุด เพราะไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหตุการณ์ผิดพลาดในอดีต

ข้อคัดค้านหลักๆ จาก คปท. มักเกี่ยวกับประวัติคดีของทักษิณ เช่น คดีทุจริต การเมืองเก่า และความกังวลว่าการพักโทษจะกระทบความยุติธรรมต่อประชาชน นี่เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ

บริบทการเมืองเบื้องหลังเรื่องทักษิณพักโทษ

ย้อนไปดูประวัติ ทักษิณถูกศาลพิพากษาจำคุกจากคดีหมิ่นประมาทเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 และเข้ามอบตัวทันที สร้างเซอร์ไพรส์ให้สังคมไทย การพักโทษหากเกิดขึ้น จะทำให้ทักษิณสามารถใช้ชีวิตปกติได้ แต่อาจจุดชนวนความขัดแย้งทางการเมืองอีกครั้ง โดยเฉพาะจากกลุ่มต่อต้านอย่าง คปท. ที่มองว่าทักษิณยังไม่ควรได้รับการผ่อนผัน

ในมุมมองของผม การที่รมว.ยุติธรรมออกมาพูดแบบนี้ แสดงถึงความรับผิดชอบสูง และช่วยลดทอนข่าวลือได้ดี นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสให้ประชาชนติดตามกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสมากขึ้น

เรื่องนี้ยังมีมิติอื่นๆ เช่น ผลกระทบต่อพรรครัฐบาล พลังประชารัฐ และภาพลักษณ์ของรัฐบาลสืรธนาคตไทย หากคณะกรรมการตัดสินอนุมัติพักโทษ อาจมีทั้งคนเชียร์และคัดค้าน แต่สำคัญคือต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก

เพื่อนๆ ล่ะครับ คิดเห็นยังไงกับ รมว.ยุติธรรม ทักษิณ พักโทษ เรื่องนี้? การพิจารณาควรรับฟัง คปท. มากน้อยแค่ไหน หรือควรยึดแค่กฎหมายเท่านั้น? มาแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างกันเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน!

ที่มา – รมว.ยุติธรรม ยังไม่ทราบเรื่อง “ทักษิณ” พักโทษ กำชับนำข้อคัดค้าน คปท. พิจารณาด้วย

รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ ต้องผ่าน 3 คกก.

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันหน่อยนะครับ เรื่องที่กำลังเป็นกระแสเดือด ๆ เลยก็คือ รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ นี่เอง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แบบชัดเจน ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567 ว่า ยังไม่ทราบเรื่องเลยสักนิด แม้ครอบครัวชินวัตรจะบอกว่าจะยื่นภายในเดือนนี้ก็ตาม

รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ

คุณ ๆ คงทราบกันดีว่าคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังอยู่ในเรือนจำจากคดีต่าง ๆ ที่ผ่านมา ล่าสุดมีข่าวว่าครอบครัวจะยื่นขอพักโทษ แต่ รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ ยังไม่มีข้อมูลมาถึงมือเลย ไม่ว่าจะเป็นจากเรือนจำ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ปลัดกระทรวง หรือตัว รมว. เอง รุทธพลย้ำชัดว่าต้องทำตามขั้นตอนกฎหมายเท่านั้น ไม่มีลัด!

ผู้สื่อข่าวถามต่อ รุทธพลก็ตอบตรง ๆ ว่า ยังไม่มีเรื่องเข้ามาเลยครับ ตอนนี้ทุกอย่างต้องผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการบริหารงานยุติธรรม

ขั้นตอนยื่นขอพักโทษต้องผ่าน 3 คณะกรรมการ

มาดูกันครับว่าขั้นตอนการยื่นขอพักโทษเป็นยังไงบ้าง รุทธพลได้กำชับให้ทุกฝ่ายดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยต้องผ่าน 3 คณะกรรมการหลัก ดังนี้

  • คณะกรรมการเรือนจำ: เริ่มต้นที่ระดับเรือนจำก่อนเลยครับ ที่นี่จะพิจารณาพฤติกรรมผู้ต้องขัง สุขภาพ และคุณสมบัติเบื้องต้น เช่น ต้องรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด
  • คณะกรรมการกรมราชทัณฑ์: หลังจากเรือนจำอนุมัติ ก็ส่งขึ้นมาที่กรมราชทัณฑ์ ซึ่งจะตรวจสอบเพิ่มเติมเรื่องเอกสารและหลักฐานต่าง ๆ ให้ครบถ้วน
  • คณะกรรมการกระทรวงยุติธรรม: สุดท้ายที่กระทรวงฯ ซึ่ง รุทธพล ในฐานะ รมว. จะกำกับดูแลให้ทุกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

เห็นไหมครับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ต้องผ่านหลายด่าน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการตัดสินใจเป็นไปตาม พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่มี favoritism แน่นอน

พื้นหลังคดีทักษิณและกระแสสังคม

ย้อนกลับไป คุณทักษิณถูกศาลพิพากษาคดีหมิ่นเบื้องสูงและอื่น ๆ รวมโทษกว่า 10 ปี ตั้งแต่กลับมาประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว หลังจากลี้ภัยนาน 17 ปี การยื่นพักโทษครั้งนี้จึงเป็นที่จับตาของสังคมไทยทั้งประเทศ บางคนเห็นด้วยว่าควรให้โอกาส บางคนก็กังวลเรื่องความเท่าเทียม

รุทธพลย้ำว่า ไม่ว่านายกฯ หรือบุคคลสำคัญแค่ไหน ก็ต้องทำตามกฎเดียวกันหมด ซึ่งเป็นสัญญาณดีว่ากระบวนการยุติธรรมไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่โปร่งใสมากขึ้น

ความเห็นจากรุทธพล: กำชับทำตามกฎหมาย

ที่น่าสนใจคือ รุทธพลได้กำชับลูกน้องทุกคนให้ยึดกฎหมายเป็นหลัก ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าครอบครัวชินวัตรจะยื่นเมื่อไหร่ ก็ต้องรอผลจาก 3 คกก. นี้ก่อน ถ้าคุณสมบัติครบ ก็ไปต่อได้ แต่ถ้าไม่ ก็ต้องยอมรับ

ในมุมมองของผมนะครับ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรมจริง ๆ ไม่ใช่แค่พูดไปงั้น ๆ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย เราอาจได้เห็นพัฒนาการเพิ่มเติมในไม่ช้า

สุดท้ายแล้ว เราในฐานะประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด และแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ คุณคิดยังไงกับเรื่อง รุทธพล ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ ทักษิณ นี้ล่ะครับ? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย หรือกดแชร์เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้!

ความเห็นส่วนตัว: การยึดกฎหมายคือกุญแจสู่สังคมที่ยุติธรรม ถ้าทำได้จริง จะช่วยลดข้อครหาได้เยอะเลยครับ

ที่มา – “รุทธพล” ไม่ทราบปมยื่นขอพักโทษ “ทักษิณ” เผยขั้นตอนต้องผ่าน 3 คกก. กำชับทำตามกฎหมาย

Scroll to top