กระบองเพชร

ฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ

สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน ในช่วงที่ความผันผวนของตลาดการเงินโลกกำลังรุมเร้าแบบนี้ คงไม่มีประเด็นไหนที่ร้อนแรงไปกว่าเรื่องของราคาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำที่กำลังเผชิญกับการฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ ซึ่งถือเป็นโซนราคาที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตามองอย่างตาไม่กะพริบ เพราะนี่คือบทพิสูจน์สำคัญว่าเทรนด์ขาขึ้นระยะยาวจะยังคงแข็งแกร่งอยู่หรือไม่

วิเคราะห์การฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ

ราคาทองคำได้ปรับตัวลงจากจุดสูงสุดเดิมที่ระดับ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาแกว่งตัวในระดับ 4,000 ดอลลาร์ และมีจังหวะหลุดลงมาแตะ 3,900 ดอลลาร์ ซึ่งหลายคนมองว่าเป็นสัญญาณเตือน แต่ในมุมของ คุณพวรรณ์ นววัฒนธรรม จาก YLG Bullion International ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แม้จะเป็นช่วงของการพักฐานตามหลัก Elliott Wave แต่ภาพรวมของวัฏจักรระยะยาว หรือ Grand Supercycle ที่กินระยะเวลา 70 ปีนั้นยังคงดำเนินต่อไป โดยเราเพิ่งผ่านไปเพียง 50 ปีเท่านั้น

ปัจจัยหนุนและแรงกดดันส่งผลต่อการฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ

ปัจจุบันตลาดกำลังต่อสู้กันระหว่างสองแรงผลักดันหลัก:

  • แรงขายระยะสั้น: นักลงทุนเทขายทองคำเพื่อไปพักเงินในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี, ธุรกิจ AI และสินทรัพย์ดิจิทัล อีกทั้งกองทุน ETF ก็มีการลดสัดส่วนการถือครองอย่างต่อเนื่อง
  • แรงซื้อจากธนาคารกลาง: ในขณะที่รายย่อยขาย แต่ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน ยังคงเดินหน้ากว้านซื้อสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้ราคาร่วงหลุดกรอบไปไกลกว่าที่ควรจะเป็น

หากวิเคราะห์ตามสถานการณ์ปัจจุบัน หากราคาสามารถยืนเหนือ 3,900 ดอลลาร์ได้ ตลาดก็มีโอกาสรีบาวด์กลับไปในรูปแบบ Sideways แต่หากหลุดแนวรับนี้ไปได้ แนวรับถัดไปที่ต้องเฝ้าระวังคือ 3,500 ถึง 3,700 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม นี่อาจเป็นเพียงการปรับฐานใน Worst Case เท่านั้น ไม่ใช่จุดจบของวัฏจักรทองคำแต่อย่างใด

กลยุทธ์ที่แนะนำสำหรับนักลงทุนคือการมองหาจังหวะ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” แทนที่จะตื่นตระหนกและเทขาย โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 4,200 ดอลลาร์ หากผ่านไปได้เป้าหมายถัดไปจะอยู่ที่ 4,350 ดอลลาร์ ส่วนใครที่เก็งกำไรระยะสั้น ควรหาจังหวะขายทำกำไรเมื่อราคาเข้าใกล้แนวต้านแทนที่จะไล่ราคาครับ

สุดท้ายนี้ การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ แต่การเข้าใจภาพใหญ่ของวัฏจักรจะช่วยให้คุณวางแผนรับมือความผันผวนนี้ได้อย่างมั่นคง ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนครับ!

ที่มา – ฝ่าด่าน “ทองคำ” 3,900 ดอล… จุดวัดใจ

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลกกำลังสร้างความกดดันให้เศรษฐกิจไทยอย่างหนัก เพราะเรานำเข้าน้ำมันเป็นหลัก หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้ หากรัฐบาลบริหารจัดการอย่างชาญฉลาด ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางนี้ การตรึงราคาด้วยกองทุนน้ำมันไม่ใช่ทางออกยั่งยืน เพราะภาระจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่น ตอนนี้กองทุนชดเชยดีเซลลิตรละ 13 บาท และอาจเพิ่มอีก

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน ต้องมีแผนชัดเจนเพื่อคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบาง แทนที่จะยื้อเวลาไปวันๆ สิ่งสำคัญคือการสื่อสารที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา

สื่อสารสถานการณ์จริงกับประชาชน

กระทรวงพลังงานควรแจ้งความจริงว่าการอุดหนุนราคาน้ำมันไม่สามารถทำได้ตลอดไป เนื่องจากตลาดโลกผันผวน โดยเฉพาะน้ำมันสิงคโปร์ที่กระทบไทยโดยตรง อธิบายกรอบเวลาและเงื่อนไขช่วยเหลือ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัว ไม่ปล่อยให้เกิดความตื่นตระหนก

เปลี่ยนนโยบายช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

แทนการอุดหนุนทั้งระบบ ควรโฟกัสภาคขนส่งสาธารณะ รถบรรทุก เกษตรกร ประมง และผู้มีรายได้น้อย เพราะกลุ่มเหล่านี้กระทบค่าครองชีพทั้งประเทศ

  • ภาคขนส่งสาธารณะ: ลดค่าโดยสารไม่พุ่ง
  • รถบรรทุกสินค้า: ป้องกันราคาสินค้าขึ้น
  • เกษตรกรและประมง: รักษารายได้
  • ผู้มีรายได้น้อย: มาตรการเงินช่วยเหลือตรง

การช่วยแบบเจาะจงจะยั่งยืนกว่า ลดภาระงบประมาณ

ปรับราคาค่อยเป็นค่อยไป

หากต้องขึ้นราคา ประกาศล่วงหน้า ปรับทีละน้อยแบบขั้นบันได เพื่อลดแรงกระแทกต่อเงินเฟ้อและธุรกิจ การปรับที่คาดการณ์ได้ดีกว่าฉับพลัน

เสริมความมั่นคงพลังงานระยะสั้นและยาว

ระยะสั้น: จัดการน้ำมันสำรอง กระจายแหล่งนำเข้า ป้องกันกักตุน

  • บริหารน้ำมันสำรองอย่างรอบคอบ
  • กระจายแหล่งนำเข้าจากหลายประเทศ
  • ปราบปรามการกักตุน

ระยะยาว: ใช้โอกาสนี้เร่งโครงสร้างพลังงาน เช่น พัฒนาขนส่งสาธารณะ ส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาน้ำมัน

ไทยควบคุมราคาโลกไม่ได้ แต่จัดการผลกระทบได้ หากนโยบายโปร่งใส มีเหตุผล โฟกัสประชาชนที่เดือดร้อนที่สุด การบอกความจริงคือจุดเริ่มสร้างความเชื่อมั่น ร่วมรับมือวิกฤต

หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้ คำถามสำคัญคือ รัฐจะบริหารอย่างไรให้ยั่งยืน คุณคิดว่านโยบายไหนสำคัญที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อแลกเปลี่ยนไอเดียกันครับ

ที่มา – หยุดราคาน้ำมันไม่ได้ แต่สร้างความเป็นธรรมได้

ลดค่าเงินบาท สร้างโอกาส: ปี 69 เศรษฐกิจไทยใหม่?

ลดค่าเงินบาท สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมลดค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

ทำไมการลดค่าเงินบาทถึงสำคัญต่อปี 2569?

ปี 2569 อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเราสามารถจัดการเรื่องลดค่าเงินบาทได้อย่างเหมาะสม อย่าพลาดโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา – “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

SKY Group Cash Cow: รันเวย์ไทย

ส่องอาณาจักรหมื่นล้าน จากไอทีหน้าใหม่สู่ยักษ์ใหญ่ผู้คุมระบบสนามบินทั่วไทย

วันก่อนมีโอกาสได้ร่วมโต๊ะอาหารและทำความรู้จักกับ วรพจน์ อำนวยผล หรือ “บอย สกาย” ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ผู้กว้างขวางในแวดวงธุรกิจและการเมือง พร้อมด้วยบรรดาผู้บริหารระดับสูง ทำให้ได้รู้ข้อมูลเชิงลึกว่า บมจ.สกาย ไอซีที (SKY) ที่เริ่มต้นธุรกิจเมื่อปลายปี 2553 จากการให้บริการด้านไอทีและซอฟต์แวร์ความปลอดภัยด้วยทุนจดทะเบียนไม่มากนักนั้น มาถึงวันนี้ได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

หลังจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงไม่กี่ปี SKY ได้สยายปีกกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ที่คว้างานประมูลในสนามบินทั่วประเทศไปแล้วถึง 13 แห่ง โดยเฉพาะการวางระบบเทคโนโลยีในสนามบินสุวรรณภูมิที่ทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงงานติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ AI แก่ศูนย์ราชการและเอกชนรายใหญ่รวมกว่า 400 แห่ง จนกระทั่ง สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยืนยันว่าวันนี้ได้ยกระดับเป็น “SKY Group” เต็มตัวแล้ว

หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือการสร้างธุรกิจที่เรียกว่า Cash Cow หรือธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างมหาศาลและสม่ำเสมอ โดย SKY Group ได้ร่วมทุนกับ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) หรือ AOT เพื่อให้บริการภาคพื้นดินครบวงจรตลอดระยะเวลา 25 ปี ครอบคลุมตั้งแต่ระบบ Smart AI การเช็กอิน ระบบคัดกรองผู้โดยสาร ไปจนถึงระบบลำเลียงกระเป๋า นอกจากนี้ยังร่วมมือกับการบินไทยในส่วนของงานบริการทำความสะอาดห้องโดยสาร การบำรุงรักษาเครื่องบิน และการบริหารจัดการคลังสินค้าทางอากาศทั้งหมด

เป้าหมายใหญ่ในปี 2569 ของ SKY Group คือการปรับโฉมสนามบินสุวรรณภูมิในทุกตารางนิ้วให้ก้าวขึ้นไปสู้กับสนามบินอันดับ 1 อย่างชางฮีของสิงคโปร์ และเช็คแลปก๊อกของฮ่องกงให้ได้ ด้วยบริการที่เหนือมาตรฐานและการขนส่งสินค้าที่รวดเร็ว ซึ่งคุณบอย สกาย ตั้งเป้าว่าการขยายอาณาจักรครั้งนี้จะทำให้รายได้ในปี 2568 พุ่งทะยานสู่ 12,000 ล้านบาท พร้อมดูแลพนักงานทั่วประเทศกว่า 24,000 คน

ความสำเร็จนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ตัวเลขรายได้ แต่ยังรวมถึงธรรมาภิบาลในการบริหาร จนได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AAA ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นเครื่องหมายยืนยันความโปร่งใสและผลตอบแทนที่ต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้น นานๆ ทีเราจะเห็นบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยไม่หลอกลวงนักลงทุนรายย่อยจนได้รับเรตติ้งสูงสุดเช่นนี้ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่น่าจับตามองอย่างยิ่งใน พ.ศ. นี้

SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

บริษัท SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย จากบริษัทไอทีเล็กๆ สู่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่กุมบังเหียนระบบสนามบินหลายแห่งทั่วประเทศ การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ ทำให้หลายคนสนใจว่าอะไรคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จของพวกเขา

ปัจจัยขับเคลื่อนความสำเร็จของ SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

  • การร่วมทุนกับยักษ์ใหญ่: การร่วมมือกับ AOT และการบินไทย ทำให้ SKY Group สามารถเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
  • การลงทุนในเทคโนโลยี: การนำเทคโนโลยี Smart AI มาใช้ในสนามบิน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสาร
  • ธรรมาภิบาลในการบริหาร: การได้รับคะแนน SET ESG Ratings ระดับ AAA แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นและสังคม

SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่บริษัทที่ประสบความสำเร็จทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การเติบโตของ SKY Group เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และแสดงให้เห็นว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง ก็สามารถสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้

การที่ SKY Group Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย ตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิให้เทียบเท่ากับสนามบินชั้นนำระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการบินของประเทศไทย หากพวกเขาสามารถทำได้จริง ก็จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอย่างมาก

จับตาดูการเติบโตของ SKY Group อย่างใกล้ชิด เพราะพวกเขาอาจเป็นผู้เล่นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมการบินไทยในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “SKY Group” Cash Cow ตัวใหม่แห่งรันเวย์ไทย

สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9 แก้วิกฤติน้ำ

หลังจากได้ยิน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ออกมาประกาศแนวคิดเรื่องการ “สร้างเขื่อน” เพื่อป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน แทนที่จะสิ้นเปลืองงบประมาณปีละหลายหมื่นล้านบาทไปกับแนวป้องกันเดิมๆ ที่ไม่ได้ผล นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อประเทศและคนไทย ที่จะได้มีโครงสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ไว้รับมือกับภัยธรรมชาติที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน

สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9

แน่นอนว่าเมื่อเอ่ยถึง “เขื่อน” ย่อมเกิดข้อถกเถียงตามมา ทั้งผลกระทบต่อประชาชนนับล้านคน การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน หากบริหารจัดการไม่ดี หรือขาดเทคโนโลยีที่ทันสมัย เขื่อนก็อาจไม่ใช่คำตอบ

มักมีคำกล่าวว่า “ให้ลืมเรื่องสร้างเขื่อนในไทยไปได้เลย” แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า แล้วจะช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมซ้ำซากปีละ 6 เดือนได้อย่างไร?

ความจริงคือ การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ อาจทำไม่ได้แล้วในบริบทปัจจุบัน เพราะไทยไม่มีพื้นที่ป่าขนาดใหญ่รองรับน้ำปริมาณมหาศาลได้อีก แต่สิ่งที่ทำได้คือ เขื่อนขนาดเล็ก แก้มลิง และระบบชะลอน้ำ ตามแนวพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ทรงศึกษาและวางแนวทางไว้อย่างครบถ้วน แนวพระราชดำริเรื่องการสร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9 เป็นแนวทางที่เราควรพิจารณาอย่างจริงจัง

ศาสตร์พระราชา เน้นป้องกันมากกว่าเยียวยา

แนวทางของในหลวง ร.9 ไม่ได้ฝากความหวังไว้กับโครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ทรงเน้นการผสมผสานมาตรการหลายด้าน ทั้งเขื่อน ฝายเล็ก แก้มลิง การปรับพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ รวมถึงการจัดการที่ดิน การเตือนภัย และการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

นี่คือโมเดลการบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จ “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ” ที่ทำได้จริงและสอดคล้องกับภูมิสังคมไทย ดังนี้

1. ต้นน้ำ – ลดความเชี่ยวกรากของสายน้ำ

สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง แทนที่จะสร้างเขื่อนยักษ์ ให้กระจายสร้างอ่างขนาดกลางราว 20-30 แห่ง ความจุ 10-40 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเมื่อรวมกันจะได้ปริมาณความจุเท่าเขื่อนใหญ่ แต่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมต่ำกว่ามาก

ฝายชะลอน้ำ สร้างฝาย 5,000 – 20,000 จุด เพื่อช่วยลดตะกอน เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนป่า และลดความรุนแรงของน้ำหลาก ซึ่งเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำที่สุด

2. กลางน้ำ – พื้นที่รับน้ำและทางด่วนน้ำ

แก้มลิงกลางทุ่ง สร้างพื้นที่รับน้ำในทุ่งนาหรือทุ่งหญ้าขนาด 10,000 – 200,000 ไร่ เพื่อพักน้ำก่อนเข้าสู่ตัวเมืองหรือเขตเศรษฐกิจ คล้ายกับโมเดล Retarding Basin ของญี่ปุ่น

ฟื้นฟูคลองโบราณ ในจังหวัดประวัติศาสตร์อย่าง อยุธยา สุโขทัย ลพบุรี เคยมีคลองและหนองน้ำจำนวนมาก หากขุดลอกและฟื้นฟูเส้นทางน้ำเดิมได้สัก 10-20 เส้นทาง จะเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำได้อย่างมหาศาลด้วยต้นทุนที่คุ้มค่า

กำหนดพื้นที่น้ำล้น กำหนดโซน “พื้นที่ยอมให้ท่วมได้” เพื่อเบี่ยงน้ำออกจากโบราณสถานและย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นวิธีที่จีน และญี่ปุ่นนิยมใช้

3. ปลายน้ำ – ป้องกันเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ

คลองผันน้ำรอบเมือง สร้างทางเลี่ยงน้ำไม่ให้ไหลผ่ากลางเมืองเก่า เพื่อลดแรงดันน้ำที่จะปะทะกับกำแพงเมือง วัด และโบราณสถาน

นวัตกรรมกำแพงน้ำ ติดตั้งระบบป้องกันน้ำแบบพับเก็บได้ เหมือน Mobile Flood Barriers ใช้เฉพาะฤดูน้ำหลากเพื่อไม่ให้บดบังทัศนียภาพ คล้ายโมเดลเมืองเวนิส อิตาลี

พื้นที่รับน้ำในเมือง ออกแบบสวนสาธารณะให้ทำหน้าที่เป็นแก้มลิงรองรับน้ำฝนในพื้นที่ลุ่มต่ำ หรือแอ่งกระทะ

แนวทางพระราชดำรินี้ ทรงวางแผนไว้อย่างละเอียดรอบคอบ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เลิกแก้ปัญหาในแบบเฉพาะหน้า รอฟ้าฝน หรือทำแบบขอไปทีได้แล้ว

ทำไมต้อง สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9

การสร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสร้างสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นการสร้างระบบที่ยั่งยืนในการจัดการน้ำ เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัย การนำแนวทางนี้มาปรับใช้ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความท้าทายด้านน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การพิจารณาถึงแนวทางการ สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9 จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันและอนาคต

ที่มา – สร้างเขื่อน ตามแนวพระราชดำริ ร.9

Scroll to top