กระบี่

พบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน

เชื่อว่าใครที่ได้อ่านข่าวนี้คงจะรู้สึกหดหู่ไม่น้อยครับ เมื่อล่าสุดมีรายงานการพบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน บริเวณแหลมสนหนา จังหวัดกระบี่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สะเทือนใจคนรักสัตว์และนักอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นอย่างมาก พะยูนเป็นสัตว์ป่าสงวนที่หายากและควรค่าแก่การคุ้มครอง การถูกกระทำเช่นนี้ย่อมเป็นบทเรียนสำคัญที่เราต้องช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เหตุสลดใจกับการพบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการได้รับแจ้งจากกำนันตำบลเกาะศรีบอยาว่าพบซากพะยูนลอยตายอยู่ในทะเล ทางเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจึงได้เร่งรุดเข้าตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบว่าเป็นพะยูนเพศผู้ที่มีขนาดลำตัวใหญ่ถึง 296 เซนติเมตร สภาพซากเริ่มเน่าแต่อวัยวะต่างๆ ยังดูค่อนข้างสมบูรณ์ จะมีก็เพียงรอยถลอกจากการเกยตื้นเท่านั้น แต่จุดที่น่าตกใจที่สุดคือบริเวณช่องปากที่มีร่องรอยการใช้ของมีคมเลาะเขี้ยวหายไปทั้งสองข้าง

โทษหนักจากการทำผิดกฎหมายคุ้มครองสัตว์

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดต่อกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างร้ายแรง ซึ่งจากรายงานการพบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าแจ้งความและเร่งติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด โดยบทลงโทษมีรายละเอียดดังนี้:

  • โทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี
  • โทษปรับตั้งแต่ 300,000 ถึง 1,500,000 บาท
  • หรืออาจได้รับโทษทั้งจำและปรับตามดุลยพินิจของศาล

การอนุรักษ์พะยูนต้องอาศัยพลังจากทุกคน

นอกเหนือจากบทลงโทษทางกฎหมายแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างจิตสำนึกร่วมกัน พะยูนเป็นสัตว์โลกที่อ่อนโยนและกำลังเผชิญกับวิกฤตความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ การทารุณกรรมหรือการหาประโยชน์จากซากสัตว์ป่าสงวนแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย หากใครพบเบาะแสหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้นในพื้นที่ชายฝั่ง ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อให้เรายังคงมีสัตว์ทะเลหายากเหล่านี้อยู่ในระบบนิเวศของไทยต่อไป เรามารวมพลังกันปกป้องท้องทะเลและสัตว์ป่าสงวนให้ปลอดภัยกันเถอะครับ

ที่มา – พบซากพะยูนร่างกายสมบูรณ์ ถูกตัดเขี้ยวทั้งสองข้าง ชี้โทษสูงคุก 15 ปี ปรับ 1.5 ล้าน

ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนน้ำล้นตลิ่งพื้นที่ จ.กระบี่

ช่วงนี้ใครที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกระบี่คงต้องเพิ่มความระมัดระวังกันเป็นพิเศษเลยครับ เพราะล่าสุดทาง ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนน้ำล้นตลิ่งพื้นที่ จ.กระบี่ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง มาตั้งแต่ช่วงกลางดึก ทำเอาหลายคนต้องเร่งเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

สถานการณ์ล่าสุด: ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนน้ำล้นตลิ่งพื้นที่ จ.กระบี่ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จังหวัดกระบี่เผชิญกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เมืองกระบี่ และโซนคลองกระบี่ใหญ่ ทำให้น้ำในลำคลองมีระดับสูงขึ้นอย่างน่ากังวล เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทางหน่วยงานจึงตัดสินใจระดมแจ้งเตือนภัยผ่านระบบมือถือเพื่อให้ทุกคนเตรียมพร้อมได้ทันท่วงที

มาตรการรับมือเมื่อได้รับแจ้งเตือนจาก ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนน้ำล้นตลิ่งพื้นที่ จ.กระบี่ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

สำหรับท่านที่ได้รับข้อความแจ้งเตือน หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะชุมชนริมฝั่งคลองกระบี่ใหญ่ ต.ทับปริก และ ต.กระบี่ใหญ่ ควรปฏิบัติ ดังนี้:

  • รีบยกของขึ้นที่สูง: นำทรัพย์สินที่มีค่าและเครื่องใช้ไฟฟ้าไปไว้ในที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง
  • เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน: เตรียมไฟฉาย ยาประจำตัว และอาหารแห้งไว้ให้พร้อม
  • ติดตามข่าวสาร: หมั่นเช็กข่าวจากช่องทางหลักของทางราชการหรือ ปภ. จังหวัดอย่างใกล้ชิด
  • เคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยง: ย้ายสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ปลอดภัยและพ้นจากระดับน้ำที่จะเอ่อล้น

แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรง แต่การที่ ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนน้ำล้นตลิ่งพื้นที่ จ.กระบี่ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่สำคัญมากว่าเราห้ามประมาทเด็ดขาดครับ อย่ารอให้ถึงเวลาวิกฤตแล้วค่อยเริ่มขยับตัว เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ หากใครมีคนรู้จักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว อย่าลืมส่งต่อข้อมูลนี้ให้เขาทราบด้วยนะครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ ฝนตกหนักแบบนี้ระวังเป็นหวัด และขอให้ทุกคนปลอดภัยจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ครับ

ที่มา – ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนน้ำล้นตลิ่งพื้นที่ จ.กระบี่ หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง

กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสสังคมอยู่ในขณะนี้ เกี่ยวกับการปฏิบัติการครั้งสำคัญของรัฐบาลในการกวาดล้างนอมินี “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดระเบียบที่ดินของประเทศไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้วิธีการไม่ถูกต้องตามกฎหมายครับ

เหตุผลสำคัญที่ต้อง กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

การดำเนินการเชิงรุกในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนธิกำลังกว่า 500 นาย เข้าพื้นที่เป้าหมายเพื่อทลายเครือข่ายที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “นอมินี” ซึ่งพฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลกอย่างภูเก็ต กระบี่ และพังงา ที่ดึงดูดกลุ่มทุนต่างชาติให้เข้ามาหวังครอบครองที่ดินโดยมิชอบ

รายละเอียดการปฏิบัติการ กวาดล้างนอมินี ภูเก็ต กระบี่ พังงา ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่

สำหรับผลการตรวจค้นในเฟสที่ 3 นี้ เจ้าหน้าที่ได้พบความผิดปกติในหลายจุด ดังนี้:

  • ภูเก็ต: ตรวจพบบริษัทนอมินี 10 แห่ง และบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นเกินสัดส่วนถึง 39 แห่ง มูลค่าที่ดินกว่า 231 ล้านบาท
  • พังงา: มีการยึดที่ดินมูลค่ากว่า 269 ล้านบาท พร้อมจับกุมผู้กระทำผิดชาวต่างชาติได้ทันที
  • กระบี่: ตรวจสอบพบความเชื่อมโยงของบริษัทนอมินีจำนวนมาก รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมหาศาล

จากการปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถยึดที่ดินได้รวมกันถึง 89 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 49 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 1,053 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการใช้ชื่อคนไทยถือหุ้นแทนต่างชาตินั้นเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุดครับ

นายกรัฐมนตรียังได้ให้คำมั่นว่าจะขยายผลการปราบปรามนี้ไปทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย เพื่อให้แน่ใจว่าทรัพยากรที่ดินของชาติจะถูกใช้อย่างเหมาะสมตามกฎหมาย สำหรับใครที่พบเห็นความผิดปกติหรือการถือครองที่ดินที่ดูน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ

ในมุมมองของผม การกวาดล้างครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการทวงคืนความถูกต้องทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทยว่า รัฐบาลกำลังเอาจริงเอาจังในการปกป้องสมบัติของชาติ ไม่ปล่อยให้กลุ่มทุนข้ามชาติใช้อภิสิทธิ์เหนือคนในประเทศ หวังว่ามาตรการนี้จะมีความต่อเนื่องเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้สำหรับทุกคนครับ

ที่มา – กวาดล้างนอมินี “ภูเก็ต กระบี่ พังงา” ยึดคืนที่ดิน 49 ไร่ มูลค่ากว่า 1,000 ล้าน

ล้างบางนอมินีต่างด้าว 3 จังหวัดอันดามัน ยึดที่ดินพันล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่เกี่ยวกับความพยายามของเจ้าหน้าที่รัฐในการจัดการปัญหาที่ดินและธุรกิจ ซึ่งวันนี้เรามีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับ รอง ผบ.ตร. แถลงผลล้างบาง “นอมินีต่างด้าว” 3 จังหวัดอันดามัน ยึดที่ดินกว่าพันล้านบาท โดยเป็นปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต พังงา และกระบี่ เพื่อคืนความถูกต้องให้กับระบบเศรษฐกิจและกฎหมายไทย

รอง ผบ.ตร. แถลงผลล้างบาง “นอมินีต่างด้าว” 3 จังหวัดอันดามัน ยึดที่ดินกว่าพันล้านบาท

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของปฏิบัติการตรวจค้นเครือข่ายกลุ่มนอมินีที่ถือครองที่ดินและหุ้นอย่างผิดกฎหมาย โดยเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากเฟสแรกที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งผลลัพธ์ในครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นและจริงจังมากสำหรับพื้นที่ฝั่งอันดามัน

รายละเอียดปฏิบัติการล้างบางนอมินีต่างด้าว

จากการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงของนิติบุคคลที่น่าสงสัยจำนวนหลายพันบริษัท โดยเฉพาะในภูเก็ตที่มีการเฝ้าระวังบริษัทกว่า 632 แห่งที่มีความเสี่ยง การปฏิบัติการครั้งนี้มีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้:

  • ออกหมายจับกลุ่มนอมินีต่างด้าวและคนไทยรวม 59 หมาย
  • สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ 35 คน จาก 42 หมายจับ
  • ดำเนินการเข้าตรวจค้นตามหมายค้นทั้งหมด 60 จุด
  • ยึดที่ดินได้รวม 89 แปลง คิดเป็นพื้นที่กว่า 49 ไร่
  • มูลค่าทรัพย์สินโดยรวมสูงถึง 1,053 ล้านบาท

กลุ่มผู้ต้องหามีทั้งชาวไทยที่ยอมรับว่าเป็นนอมินี และชาวต่างชาติหลากหลายสัญชาติ ทั้งจากอิสราเอล ฝรั่งเศส โปแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ อังกฤษ รัสเซีย และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหา รอง ผบ.ตร. แถลงผลล้างบาง “นอมินีต่างด้าว” 3 จังหวัดอันดามัน ยึดที่ดินกว่าพันล้านบาท นั้นเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและต้องอาศัยการตรวจสอบเชิงลึกจากหลายหน่วยงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกรมที่ดินหรือทางจังหวัด

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การดำเนินการนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะการที่ต่างชาติเข้ามาใช้คนไทยเป็นตัวแทนเพื่อถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นขัดต่อกฎหมายและส่งผลกระทบต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ท่องเที่ยว ทำให้คนไทยในท้องถิ่นอาจเสียโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ จึงถือเป็นข่าวดีที่ภาครัฐหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุด การทำงานของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยไม่นิ่งเฉยต่อการทำธุรกิจที่ผิดกฎหมาย และในอนาคตเราคงจะได้เห็นความคืบหน้าของคดีความที่เข้าสู่ชั้นศาลมากขึ้น ซึ่งต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่ามาตรการนี้จะสามารถลดปัญหาการถือครองหุ้นและที่ดินโดยมิชอบให้น้อยลงได้มากน้อยเพียงใด ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักธุรกิจต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนในบ้านเราให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดเพื่อความยั่งยืนของการลงทุน

ที่มา – รอง ผบ.ตร. แถลงผลล้างบาง “นอมินีต่างด้าว” 3 จังหวัดอันดามัน ยึดที่ดินกว่าพันล้านบาท

ล้างบางนอมินีต่างด้าว 59 หมายจับยึดที่ดินภูเก็ต พังงา กระบี่

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่เกี่ยวกับความพยายามของภาครัฐในการจัดการกับกลุ่มทุนสีเทา โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการครั้งสำคัญเพื่อ ล้างบางนอมินีต่างด้าว 59 หมายจับยึดที่ดินภูเก็ต พังงา กระบี่ ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย การกวาดล้างครั้งนี้มีหมายค้นออกมาถึง 60 จุด เพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการถือครองที่ดินและหุ้นของบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส

สถานการณ์ล่าสุด: ล้างบางนอมินีต่างด้าว 59 หมายจับยึดที่ดินภูเก็ต พังงา กระบี่

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้ามืดของวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ได้นำทีมเข้าปฏิบัติการระลอกที่ 3 หลังจากประสบความสำเร็จมาแล้วในเกาะพะงัน ครั้งนี้เป้าหมายหลักคือการจัดการกับบริษัทที่ใช้ชื่อคนไทยมาเป็นตัวแทนถือหุ้น หรือที่เรียกว่า "นอมินี" เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และที่ดินในเขตภาคใต้

เจาะลึกปม "นอมินี" และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ปัญหาเรื่องการใช้ชื่อคนไทยบังหน้าเพื่อให้ต่างชาติได้ถือครองที่ดิน กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเหลื่อมล้ำและเสียเปรียบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยจากการตรวจสอบพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า:

  • ผู้มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทบางราย มีเพียงแค่บัตรประกันสังคมหรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่อ้างว่ามีเงินลงทุนหลักล้าน
  • การถือหุ้นที่ผิดสัดส่วน โดยต่างชาติเป็นผู้กุมอำนาจการบริหารจริง
  • การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงภาษีและแย่งพื้นที่ประกอบธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยว

เจ้าหน้าที่ได้ทำงานเชิงรุกมาตลอดหนึ่งเดือนก่อนเข้าจับกุม การปฏิบัติการ ล้างบางนอมินีต่างด้าว 59 หมายจับยึดที่ดินภูเก็ต พังงา กระบี่ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการรวบรวมหลักฐานอย่างแน่นหนาจนนำไปสู่การขออนุมัติหมายจับและหมายค้นจำนวนมากในพื้นที่ภูเก็ตเพียงที่เดียวก็พบถึง 29 บริษัทที่เข้าข่ายความผิด

ในฐานะประชาชน เราต้องยอมรับว่าการที่ต่างชาติเข้ามาลงทุนเป็นเรื่องดี แต่ต้องเป็นการลงทุนที่โปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมายไทย หากปล่อยให้กลุ่มนอมินีเหล่านี้เฟื่องฟู ย่อมส่งผลเสียต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและอาจกระทบต่อความมั่นคงเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินของคนไทยในอนาคต นี่จึงเป็นก้าวสำคัญของตำรวจไทยที่ต้องชื่นชมและสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อไป

ที่มา – บุกล้างบางนอมินีต่างด้าว 59 หมายจับ 60 หมายค้น “ภูเก็ต พังงา กระบี่” ถือครองที่ดิน หุ้นผิดกฎหมาย

กระบี่ฝนตกหนัก น้ำทะลักเข้าท่วมชุมชน ต้องอพยพชาวบ้านหนีน้ำกว่า 500 ชีวิต

สถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่ภาคใต้เริ่มน่ากังวล เมื่อล่าสุดเหตุการณ์ กระบี่ฝนตกหนัก น้ำทะลักเข้าท่วมชุมชน ต้องอพยพชาวบ้านหนีน้ำกว่า 500 ชีวิต กลายเป็นประเด็นที่คนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องนานหลายชั่วโมง ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำในเขตเทศบาลตำบลอ่าวลึกใต้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก

สถานการณ์วิกฤต: กระบี่ฝนตกหนัก น้ำทะลักเข้าท่วมชุมชน ต้องอพยพชาวบ้านหนีน้ำกว่า 500 ชีวิต

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา มวลน้ำจำนวนมหาศาลได้ไหลบ่าเข้าท่วมบ้านเรือนบริเวณซอยสุขสวัสดิ์และชุมชนคลองกลางอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ตั้งอยู่ติดกับลำคลอง ทำให้ระดับน้ำพุ่งสูงเกินกว่า 1 เมตรภายในเวลาอันสั้น ส่งผลให้การสัญจรถูกตัดขาดและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านกว่า 200 ครัวเรือนได้รับผลกระทบโดยตรง

มาตรการช่วยเหลือและแผนรับมือเหตุการณ์กระบี่ฝนตกหนัก น้ำทะลักเข้าท่วมชุมชน ต้องอพยพชาวบ้านหนีน้ำกว่า 500 ชีวิต

ทางด้านนายนวกร สังข์แก้ว นายกเทศมนตรีตำบลอ่าวลึกใต้ ได้รีบสั่งการให้เจ้าหน้าที่ อปพร. และหน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเร่งเข้าช่วยเหลือเป็นการด่วน โดยมีการดำเนินการตามมาตรการฉุกเฉินดังนี้:

  • จัดตั้งศูนย์อพยพชั่วคราว ณ โรงเรียนอ่าวลึกประชาสรรค์ เพื่อรองรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ
  • ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ติดค้างอยู่ภายในบ้านเรือน
  • เฝ้าระวังระดับน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากมีการแจ้งเตือนว่าฝนจะยังคงตกหนักต่อเนื่องอีก 2-3 วัน

ความช่วยเหลือครั้งนี้เป็นไปอย่างเร่งด่วนเนื่องจากกระแสน้ำไหลแรงและมีแนวโน้มปรับระดับสูงขึ้น ทำให้นายกเทศมนตรีต้องตัดสินใจพาผู้อยู่อาศัยในเขตพื้นที่เสี่ยงภัยหนีน้ำขึ้นสู่ที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มต่ำควรหมั่นติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดและเตรียมกระเป๋าสัมภาระที่จำเป็นไว้เสมอ

ในมุมมองของผม สถานการณ์ภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การเตรียมตัวรับมือล่วงหน้าและการมีแผนอพยพที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะช่วยเหลือกันได้ในยามเกิดวิกฤต ขอให้พี่น้องชาวกระบี่ที่ประสบภัยปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้โดยเร็วครับ

ที่มา – กระบี่ฝนตกหนัก น้ำทะลักเข้าท่วมชุมชน ต้องอพยพชาวบ้านหนีน้ำกว่า 500 ชีวิต

ฝนตกหนัก ปภ.แจ้งเตือนน้ำคลองกลางจ่อล้นตลิ่ง คาดทะลักท่วม 2 อำเภอ จ.กระบี่

ฝนตกหนัก ปภ.แจ้งเตือนน้ำคลองกลางจ่อล้นตลิ่ง คาดทะลักท่วม 2 อำเภอ จ.กระบี่

ในช่วงเวลาที่สภาพอากาศแปรปรวนแบบนี้ หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุดมีรายงานว่าเกิดฝนตกหนัก ปภ.แจ้งเตือนน้ำคลองกลางจ่อล้นตลิ่ง คาดทะลักท่วม 2 อำเภอ จ.กระบี่ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเร่งเตรียมตัวรับมือกับมวลน้ำมหาศาลที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

สถานการณ์ล่าสุดเมื่อฝนตกหนัก ปภ.แจ้งเตือนน้ำคลองกลางจ่อล้นตลิ่ง คาดทะลักท่วม 2 อำเภอ จ.กระบี่

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ออกประกาศด่วนแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อำเภออ่าวลึกและอำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน เนื่องจากระดับน้ำในคลองกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจะล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่ลุ่มต่ำในไม่ช้า

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในขณะนี้:

  • ถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้าอำเภออ่าวลึกมีน้ำท่วมขัง รถเล็กไม่สามารถผ่านได้
  • ถนนสายบ้านหินดาน หมู่ 5 และเส้นทางเข้าวัดเขาล้อม หมู่ 3 ต.เขาใหญ่ ถูกน้ำท่วมสูง
  • พื้นที่หมู่ 2, 4 และ 7 ใน ต.อ่าวลึกใต้ เริ่มมีน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่การเกษตร

ทางด้านเจ้าหน้าที่ ปภ. จ.กระบี่ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและอำนวยความสะดวกในการจราจร พร้อมย้ำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยเร่งยกสิ่งของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ในพื้นที่อำเภอปลายพระยา โดยเฉพาะตำบลคีรีวงและตำบลปลายพระยา ปริมาณน้ำจากคลองพญาก็เริ่มเอ่อล้นเช่นกัน ทำให้สถานการณ์ของพี่น้องชาวกระบี่ในขณะนี้ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก การติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในวินาทีนี้

หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่ารอช้าที่จะย้ายของมีค่าและสัตว์เลี้ยงไปยังที่ปลอดภัย และหากเดินทางสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ถูกน้ำท่วมขังเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน

ที่มา – ฝนตกหนัก ปภ.แจ้งเตือนน้ำคลองกลางจ่อล้นตลิ่ง คาดทะลักท่วม 2 อำเภอ จ.กระบี่

ภัทรพงศ์ ขีดเส้น Seaplane บินนำร่อง กระบี่-ภูเก็ต

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อได้ยินข่าวความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับ ภัทรพงศ์ ขีดเส้น Seaplane บินนำร่อง กระบี่-ภูเก็ต ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการเดินทางในฝั่งอันดามันของไทยให้ทันสมัยและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ลุยงานจริงเพื่อผลักดันให้โปรเจกต์นี้เกิดขึ้นได้ตามเป้าหมาย

ภัทรพงศ์ ขีดเส้น Seaplane บินนำร่อง กระบี่-ภูเก็ต สู่มิติใหม่การท่องเที่ยว

การเปิดตัว Seaplane หรือเครื่องบินน้ำ ไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินทางที่รวดเร็วเท่านั้น แต่คือกลยุทธ์สำคัญในการปั้นประเทศไทยให้เป็น Aviation Hub อย่างเต็มตัว โดยเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง (High Value – High Spending Tourists) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและภาพรวมของประเทศให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด

เปิดแผนยุทธศาสตร์เชื่อมอันดามันอย่างไร้รอยต่อ

นายภัทรพงศ์เผยว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งพัฒนาท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาในภูมิภาค โดยการใช้เครื่องบินน้ำจะช่วยให้การเชื่อมต่อระหว่างกระบี่ไปยังภูเก็ต หรือแม้แต่แหล่งท่องเที่ยวตามเกาะแก่งต่างๆ ทำได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ภัทรพงศ์ ขีดเส้น Seaplane บินนำร่อง กระบี่-ภูเก็ต โดยคาดว่าจะเริ่มบินได้จริงภายในสิ้นปีนี้ร่วมกับ Thai Seaplane ส่วน Siam Seaplane ก็อยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมเช่นกัน

  • ยกระดับการเดินทาง: เชื่อมต่อแหล่งท่องเที่ยวฝั่งอันดามันแบบไร้รอยต่อ
  • กระตุ้นเศรษฐกิจ: สร้างรายได้ให้กับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการเกี่ยวเนื่อง
  • มาตรฐานความปลอดภัย: บูรณาการโดยคณะกรรมการเฉพาะด้านเพื่อดูแลความปลอดภัยสูงสุด

โครงการนี้ไม่ได้มองแค่เรื่องการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังมองไปถึงภารกิจด้านการแพทย์ฉุกเฉินและความมั่นคงทางทะเลอีกด้วย ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรการบินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและนักท่องเที่ยว การมี Seaplane จะเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ Lifestyle ของนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการเวลาและความเป็นส่วนตัว

สำหรับใครที่วางแผนจะไปเที่ยวอันดามันในช่วงท้ายปีนี้ ต้องจับตาดูข่าวดีนี้ให้ดี เพราะหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน เราอาจได้เห็นภาพ Seaplane ทะยานขึ้นลงบนผิวน้ำที่สวยงามของเมืองไทย ซึ่งจะเป็นภาพจำใหม่ที่จะดึงดูดใจนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้อย่างแน่นอน นี่ถือเป็นข่าวดีที่น่าติดตามอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมการบินไทยในช่วงปีนี้ครับ

ที่มา – “ภัทรพงศ์” ขีดเส้น Seaplane บินนำร่อง กระบี่-ภูเก็ต ภายในปีนี้ ปั้นไทยสู่ศูนย์กลางการบิน

นายกฯ อนุทิน ทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมท่องเที่ยววัดถ้ำเสือ

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา บรรยากาศ ณ วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ เต็มไปด้วยพลังแห่งศรัทธา เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีทอดผ้าป่าสามัคคี โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและพัฒนาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่งดงามยิ่งขึ้น งานบุญในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสืบทอดวัฒนธรรมที่ดีงาม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับคนในพื้นที่

นายกฯ อนุทิน ทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมท่องเที่ยววัดถ้ำเสือ

การจัดงาน นายกฯ อนุทิน ทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมท่องเที่ยววัดถ้ำเสือ ในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทั้งภาครัฐ คณะรัฐมนตรี และพี่น้องพุทธศาสนิกชนชาวกระบี่ที่พร้อมใจกันมาร่วมทำบุญ โดยยอดเงินอนุโมทนาผ้าป่าสามัคคีมียอดรวมสูงถึง 8,101,818.99 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงและสร้างพุทธศาสนสถานภายในวัดให้มีความเหมาะสมและสง่างามสมกับที่เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนาที่สำคัญที่สุดของภาคใต้

เหตุผลที่ต้องส่งเสริมการท่องเที่ยววัดถ้ำเสือ

วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับประกอบศาสนพิธีเท่านั้น แต่ยังเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก การที่ นายกฯ อนุทิน ทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมท่องเที่ยววัดถ้ำเสือ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนในหลายๆ ด้าน ดังนี้:

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงง่ายและปลอดภัยมากขึ้น
  • การอนุรักษ์พุทธศิลป์: ยกระดับวัดถ้ำเสือให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่า
  • กระตุ้นรายได้ท้องถิ่น: เมื่อนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ร้านค้าในชุมชนรอบข้างก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ในระหว่างพิธี ท่านเจ้าคุณพระเทพวชิรากร รองเจ้าคณะภาค 17 ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำเสือ ได้ให้พรแก่คณะรัฐมนตรีให้ประสบความสำเร็จในการบริหารราชการ เพื่อสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ถือเป็นขวัญและกำลังใจที่ดีในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวหน้าต่อไป

กิจกรรม นายกฯ อนุทิน ทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมท่องเที่ยววัดถ้ำเสือ ในมุมมองของเรา ไม่ใช่แค่การทำบุญทั่วไป แต่คือยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวระยะยาวที่จะทำให้กระบี่เป็นมากกว่าแค่เมืองชายทะเล แต่ยังเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวทางจิตวิญญาณที่ยั่งยืนและมีคุณค่าสำหรับทุกคน หวังว่าการพัฒนาในครั้งนี้จะทำให้วัดถ้ำเสือเป็นสถานที่ที่งดงามและพร้อมต้อนรับพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกมุมโลกอย่างสมบูรณ์แบบครับ

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” นำพุทธศาสนิกชนทอดผ้าป่าสามัคคี ส่งเสริมการท่องเที่ยว “วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่”

Scroll to top