กระสุนปืน

ชาวบ้านผวา ลูกกระสุนปืนกล จากการสู้รบในเมียนมา ตกใส่บ้านเรือนฝั่งไทย

ชาวบ้านผวา ลูกกระสุนปืนกล จากการสู้รบในเมียนมา ตกใส่บ้านเรือนฝั่งไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-เมียนมาในพื้นที่จังหวัดตากยังคงน่าเป็นห่วง ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง เมื่อพบรายงานว่ามีลูกกระสุนปืนกล จากการสู้รบในเมียนมา ตกใส่บ้านเรือนฝั่งไทย สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและทำให้ชาวบ้านต้องหาที่หลบภัยเพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเองและครอบครัว

ผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตคนในพื้นที่ชายแดน

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นที่บ้านห้วยมหาวงศ์ ต.มหาวัน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้แนวชายแดน เมื่อกระสุนปืนกลหนักขนาด 93 มม. ปลิวข้ามฝั่งแม่น้ำเมยเข้ามาตกในเขตพื้นที่อยู่อาศัย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ต่างต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการใช้ชีวิตปกติ มาเป็นการเฝ้าระวังภัยและการหลบอยู่ใต้ถุนบ้านเพื่อให้พ้นจากวิถีกระสุนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

นายสุรศักดิ์ หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบกล่าวด้วยความกังวลว่า ช่วงนี้เหตุการณ์ตึงเครียดมาก เหตุการณ์ชาวบ้านผวา ลูกกระสุนปืนกล จากการสู้รบในเมียนมา ตกใส่บ้านเรือนฝั่งไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะนอกจากบ้านเรือนแล้ว ศูนย์การเรียนรู้ของเด็กนักเรียนชาวเมียนมาที่อยู่ใกล้เคียงก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ทำให้ต้องมีการสั่งปิดการเรียนการสอนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับเด็กๆ ได้

มาตรการเฝ้าระวังและการรับมือ

ปัจจุบันทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอำเภอแม่สอด ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้:

  • มีการประชุมประเมินสถานการณ์ร่วมกันระหว่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตชด. และผู้อำนวยการโรงเรียนในพื้นที่
  • จัดวางหน้าที่และแผนเผชิญเหตุสำหรับคณะครูและบุคลากรหากเกิดเหตุความไม่สงบฉุกเฉิน
  • ชาวบ้านเริ่มมีการปรับตัวโดยการติดตามข่าวสารทั้งจากฝั่งเมียนมาและหน่วยงานไทยอย่างใกล้ชิด

เป็นเรื่องน่าเห็นใจอย่างยิ่งที่พี่น้องประชาชนแถบชายแดนต้องมาเผชิญกับเหตุการณ์ชาวบ้านผวา ลูกกระสุนปืนกล จากการสู้รบในเมียนมา ตกใส่บ้านเรือนฝั่งไทย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในประเทศเพื่อนบ้านจะคลี่คลายลงโดยเร็ว เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและปลอดภัยในบ้านของตนเองอีกครั้ง

ที่มา – ชาวบ้านผวา ลูกกระสุนปืนกล จากการสู้รบในเมียนมา ตกใส่บ้านเรือนฝั่งไทย

ตรังระทึก! **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** กระสุนพรุนกว่า 50 รู

ตรังระทึก! **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** กระสุนพรุนกว่า 50 รู

เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุอุกอาจ คนร้ายไม่ทราบจำนวน **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** อย่างอุกอาจ กระสุนทะลุรถยนต์และเจาะผนังบ้านกว่า 50 รู เคราะห์ดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ สร้างความหวาดผวาให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทราบว่าภายในบ้านมีเพียงผู้หญิง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็กเท่านั้น ตำรวจคาดคนร้ายเดินเท้าเข้ามาก่อเหตุ เร่งสืบสวนหาสาเหตุและติดตามจับกุมตัว

**ยิงถล่มบ้านที่ตรัง**: รายละเอียดเหตุการณ์

พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ซูซัน รอง ผกก.(สอบสวน) สภ.เมืองตรัง พร้อมกำลังตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองตรัง ชุดสืบสวน กก.สส.ภ.จว.ตรัง เจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.ตรัง และฝ่ายปกครอง ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบบ้านหลังเกิดเหตุใน ต.บ้านโพธิ์ อ.เมืองตรัง หลังได้รับแจ้งเหตุ **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** เมื่อเวลาประมาณ 22.40 น. ของคืนวันที่ 26 มกราคม

จากการตรวจสอบ พบร่องรอยกระสุนปืนจำนวนมาก คาดว่าเป็นอาวุธปืนลูกซอง กระสุนเจาะเข้าที่รถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ รุ่น TFR สีน้ำเงินเข้ม ทะเบียนสุราษฎร์ธานี ทั้งบริเวณตัวถัง กระจกหลัง และกระจกมองข้าง ทะลุเข้าไปในห้องโดยสารกว่า 20 รู นอกจากนี้ กระสุนยังโดนรถยนต์ยี่ห้อเอ็มจี สีดำ ทะเบียนภูเก็ต อีกหลายจุด แต่ไม่ทะลุเข้าไปภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้ บริเวณฝาผนังหน้าบ้าน ซึ่งด้านในเป็นห้องนอน พบร่องรอยกระสุนเจาะเข้าผนังปูนกว่า 20 รู แต่ไม่ทะลุเข้าไปด้านในตัวห้อง และในพงหญ้าข้างบ้านพบหมอนรองกระสุนปืนลูกซองตกอยู่จำนวน 2 ชิ้น เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อทำการตรวจสอบต่อไป

ความรู้สึกของผู้ที่อยู่ในบ้านหลังถูก**ยิงถล่มบ้านที่ตรัง**

น.ส.ชิดชนก อายุ 32 ปี ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นติดต่อกัน 3 นัด จากนั้นได้ยินเสียงคล้ายก้อนหินตกใส่หลังคาบ้าน เธอไม่กล้าออกจากห้องนอน เนื่องจากขณะนั้นอยู่ในห้องนอนกับหลาน เมื่อสอบถามพ่อ จึงทราบว่าเป็นเสียงปืนและรีบแจ้งตำรวจ เธอเล่าว่า ในคืนเกิดเหตุมีผู้อยู่อาศัยภายในบ้านรวม 5 คน เป็นผู้สูงอายุ 1 คน ตนเอง และเด็ก 3 คน อายุ 3 ขวบ 6 ขวบ และ 8 ขวบ

น.ส.ชิดชนก กล่าวด้วยความหวาดกลัวว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นของพี่สาว แต่ตนมาอาศัยอยู่เพื่อเลี้ยงหลาน ครอบครัวได้ซื้อที่ดินและปลูกสร้างบ้านหลังนี้มาเกือบ 2 ปี ไม่เคยมีปัญหาหรือขัดแย้งกับใคร ทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก เนื่องจากมีเด็กเล็กอาศัยอยู่ภายในบ้าน และเด็ก ๆ ต่างตกใจร้องไห้ด้วยความกลัว จึงอยากให้ตำรวจเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพราะเชื่อว่าคนร้ายตั้งใจและเจาะจงเข้ามาก่อเหตุ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเพียงบ้านหลังเดียว ส่วนสาเหตุยังไม่สามารถระบุได้ในขณะนี้

ตำรวจสันนิษฐานว่าคนร้ายน่าจะเดินเท้าเข้ามาก่อเหตุ โดยใช้เส้นทางข้างบ้านซึ่งเป็นสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และผ่านสายห้วย ก่อนหลบหนีขึ้นถนนซอย ขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อหาเบาะแสติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ รวมถึงหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เหตุการณ์ **ยิงถล่มบ้านที่ตรัง** สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก และเป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย การเร่งสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

ที่มา – ยิงถล่มบ้านที่ตรัง กระสุนทะลุรถ-เจาะผนัง กว่า 50 รู

สลด! เด็กหญิงวัย 14 ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะแก้ม

เรื่องเศร้าเกิดขึ้นเมื่อเด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย ในจังหวัดสงขลา ขณะนี้กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล และตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี

เด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา พ.ต.อ.ชาตรี รัตนคช ผกก.สภ.สิงหนคร ได้รับแจ้งเหตุยิงกัน มีผู้บาดเจ็บบริเวณซอยชุมชนหัวเขา หมู่ที่ 4 ซอย 2 ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบกองเลือดจำนวนมาก ซึ่งเป็นของเด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย ทราบชื่อคือ เด็กหญิงชัลซาร่า อายุ 14 ปี ชาวบ้านได้นำตัวส่งโรงพยาบาลสงขลาไปก่อนหน้านี้แล้ว

จากการตรวจสอบพบปลอกกระสุนปืน 11 มม. จำนวน 1 ปลอก ส่วนผู้ก่อเหตุทราบชื่อ นายนาบาวี้ หรือ วี อายุ 26 ปี ได้หลบหนีไปพร้อมอาวุธปืน

จากการสอบถามพยานเบื้องต้นทราบว่า ขณะที่เด็กหญิงชัลซาร่ากำลังเดินอยู่กับเพื่อน ได้ยินเสียงนายนาบาวี้ทะเลาะกับวัยรุ่นชายอีกคน จากนั้นทั้งคู่ได้วิ่งไล่กันมา ก่อนที่นายนาบาวี้จะชักปืนยิงไล่หลังไป 1 นัด แต่กระสุนพลาดไปโดนแก้มซ้ายของเด็กหญิงชัลซาร่าที่กำลังเดินผ่านมาพอดี

อาการล่าสุดของเด็กหญิงวัย 14 ที่ถูกลูกหลง

เด็กหญิงชัลซาร่ารู้สึกเจ็บที่แก้มซ้าย และมีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก ก่อนที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน และสลบไป ชาวบ้านรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลสงขลา ส่วนนายนาบาวี้ได้หลบหนีไป

พ.ต.อ.ชาตรี รัตนคช ผกก.สภ.สิงหนคร ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนลงพื้นที่ติดตามจับกุมตัวผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อหาเส้นทางการหลบหนี นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับพ่อแม่ของผู้ก่อเหตุ เพื่อขอให้ช่วยเกลี้ยกล่อมให้ลูกชายเข้ามอบตัว

แม่ของเด็กหญิงชัลซาร่าได้เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ต หลังทราบข่าวร้าย และได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงอาการบาดเจ็บของลูกสาว นางสาววาสนา หรือ แม่ลีน่า อายุ 35 ปี เล่าว่า ลูกสาวพักอาศัยอยู่ที่หมู่ 6 และไปนั่งเล่นที่บ้านเพื่อนที่หมู่ 4 ระหว่างนั้น มีคนข้างบ้านปีนกำแพงบ้านของผู้ก่อเหตุ ทำให้ผู้ก่อเหตุไม่พอใจและทะเลาะกัน ผู้ก่อเหตุจึงนำอาวุธปืนออกมาเพื่อยิงขู่ แต่กระสุนพลาดไปโดนแก้มน้อง

หลังเกิดเหตุ เด็กหญิงชัลซาร่าเห็นเลือดออกมาจำนวนมาก จึงสลบไป แพทย์ได้ทำการผ่าตัดนำเศษกระสุนออกจากโหนกแก้มซ้าย และแจ้งว่าโชคดีที่กระสุนไม่เข้าจุดสำคัญ อาการหลังผ่าตัดปลอดภัยแล้ว แต่ยังพูดคุยไม่ได้ โหนกแก้มบวมและยังเจ็บที่บาดแผลอยู่

นางสาววาสนาได้ฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเร่งจับกุมคนก่อเหตุ และขอความเป็นธรรมให้กับลูกสาว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย ถือเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความประมาทและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคม การใช้อาวุธปืนโดยขาดความระมัดระวังสามารถนำมาซึ่งความสูญเสียที่ไม่คาดฝันได้ หวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้โดยเร็ว และขอให้เด็กหญิงชัลซาร่าหายจากอาการบาดเจ็บโดยเร็ววัน

ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาถึงการควบคุมการใช้อาวุธปืนอย่างจริงจัง รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงอันตรายและความรับผิดชอบในการครอบครองอาวุธปืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้ขึ้นอีก

ที่มา – เด็กหญิงวัย 14 วิ่งเล่นกับเพื่อน ถูกลูกหลงกระสุนปืนเจาะเข้าแก้มซ้าย

“เท้ง” ฟังเสียง ชรบ. จี้รัฐบาลเยียวยารายครอบครัว

“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ลงพื้นที่รับฟังเสียงชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ทับทิมสยาม ชื่นชมจิตใจที่เสียสละปกป้องประเทศ พร้อมจ่อตั้งกระทู้ถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว ด้านผู้ใหญ่บ้านโอดครวญกระสุนไม่พอใช้ ขณะที่ “วิโรจน์” รับเรื่องอาวุธเป็นการบ้านเร่งแก้ไข

“เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำคณะ สส. ลงพื้นที่หมู่บ้านทับทิมสยาม 07 ตำบลบักดอง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังความเห็นและสถานการณ์ในพื้นที่จาก ชรบ.

ชรบ. ในพื้นที่นี้ประกอบไปด้วย 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบักดอง, ตำบลกันทรอม และตำบลห้วยจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์อพยพสมัยสงครามเขมรแดง ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงต่อการที่ฝั่งกัมพูชาบุกเข้ามา

นางสายสมร บุตรพา ผู้ใหญ่บ้านทับทิมสยาม กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า “พวกเราทำมาโดยตลอดในเรื่องการปราบปราม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แทบจะไม่ได้หลับไม่ได้นอน บางหมู่บ้านพอเกิดเหตุการณ์ขึ้น ทุกคนอพยพออกไป หลายท่านละทิ้งบ้าน ต้องไปอาศัยอยู่กับญาติ ต้องไปให้ไกล มีศูนย์พักพิงที่ไหนที่สามารถดูแลได้ก็ไป ด้วยกำลังของพวกเราที่ต้องดูแลลาดตระเวน ตรวจรถเข้าออก คนแปลกหน้า เพราะพื้นที่ของเราเป็นจุดเสี่ยงอย่างมาก เพราะห่างจากกัมพูชาไม่ไกล สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคืออาวุธปืน อยากได้อาวุธปืนใหม่ที่ทันสมัย รวมถึงลูกกระสุนปืนที่ให้ครบถ้วน ตอนนี้บางหมู่บ้านให้ 20 นัด บางหมู่บ้าน 40 นัด ซึ่งไม่เพียงพอ”

นางสายสมร กล่าวต่อว่า “ในห้วงของการเกิดศึกสงครามในประเทศกัมพูชา ในช่วงเขมรแดง เขาเข้ามาปล้นที่นี่ มาปล้นพี่น้องทับทิมสยาม ถ้าพูดไปสิ่งที่ไม่กลัวคือปืนใหญ่ แต่เรากลัวเขมรจะบุกเข้ามา เพราะตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายเขมรแดง ที่มีปัญหากันกับประเทศเขา แต่เป็นฝั่งเราและกัมพูชาที่มีปัญหากัน ถ้าเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นมา ทางชุด ชรบ. ซึ่งทำงานลาดตระเวน เปลี่ยนเวรกัน จะต้องใช้ส่วนนี้เป็นสิ่งกำบัง”

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องค่าตอบแทนและสวัสดิการ “เราต้องการค่าตอบแทน เนื่องจากเราไม่มีสวัสดิการ เราเป็นจิตอาสา ชุดเราก็ซื้อกันเอง ต้องใส่เพื่อความภาคภูมิใจ ใส่ไปเหมือนมีพลัง ทำให้พวกเราเกิดพลังที่จะต้องดูแลปกป้องผู้อื่นแผ่นดินไทย ชรบ. เราเกิดมาเพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน เป็นจิตอาสาตัวจริง ยิ่งเราเป็นหมู่บ้านชั้นใน ใกล้ชายแดนยิ่งหนัก เพราะไม่มีใครมองเห็นความเป็นอยู่ยากลำบาก สิ่งที่เราได้กินได้อยู่นั้นเราได้มาจากประชาชนด้วยกันเอง ได้ M150 มาม่า ปลากระป๋อง ให้พวกเราบ้าง เราขยับไปไหนไม่ได้ เราถอยไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว เราต้องดูแลทรัพย์สินให้กับประชาชน อยากให้ท่านเป็นตัวแทนให้พวกเราที่ทำงาน ไม่หวังอะไร แต่วันนี้ท่านมาเห็นแล้วว่าพวกเราอยู่อย่างไร ทุกหมู่บ้านแนวตะเข็บถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์”

ชรบ. ส่วนใหญ่กล่าวว่า กระสุนปืนที่ใช้ลาดตระเวนมีไม่เพียงพอ บางหมู่บ้านได้เพียง 20-40 นัด นอกจากนี้ ในหมู่บ้านก็มีผู้ป่วยจิตเวชและยาเสพติด ที่ทำร้ายร่างกาย ชรบ. ด้วย ตนทราบว่ามีเงินเยียวยา มีสวัสดิการ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เมื่อไหร่ อย่าดูแลพวกเราตอนถึงปลายทางแล้ว หรือตอนสงบแล้ว เราไม่ได้กลัวแค่กัมพูชา ในระหว่างที่เราปฏิบัติหน้าที่ผู้ติดยาเสพติดในพื้นที่

“ของเราเยอะมาก 157,000 เม็ด เป็นโอทอปบ้านดิฉันเองค่ะ แค่ระวังผู้ป่วยติดยาก็ลำบากแล้ว อยากจะสะท้อนตรงนี้ว่า ชรบ. ไม่ได้ป้องกันภัยสงคราม แต่ทำงานทุกอย่าง นอกจากนี้ยังกังวลเรื่องกลุ่มลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและสายข่าวฝั่งกัมพูชาด้วย” ชรบ. กล่าว

ณัฐพงษ์ เตรียมตั้งกระทู้ถามสดเรื่อง “เงินเยียวยารายครอบครัว”

ด้านนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันพฤหัสบดีนี้ (21 ส.ค.68) ตนจะเอาข้อเสนอต่างๆไปตั้งกระทู้ถามสดในสภา ถ้าวันนี้ตนไม่มาที่นี่ไม่ได้มาฟังปัญหาจริงๆ อาจจะไม่ได้เข้าอกเข้าใจในเชิงลึก

“หลายคนบอกว่าตัวเองเป็นจิตอาสา แต่ผมคิดว่าท่านทำมากกว่าจิตอาสา คือเสียสละ ผมเป็นนักการเมือง เราทุกคนพูดว่าเราอาสามาทำงานการเมือง เพราะพวกเราไม่มีใครบังคับ แต่พวกผมได้รับเงินเดือนจากภาษีประชาชน เพราะฉะนั้น ผมไม่เคยบอกว่าพวกผมเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่อาสามาทำงานเพื่อส่วนรวม แต่ผมนับถือใจพวกท่านในการป้องกันประเทศ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า โจทย์ของพวกเราเห็นตรงกันว่าจะทำอย่างไรให้ทุกท่านไม่เสียสละจนเกินตัว เราทำเท่าที่เราพอจะทำได้ คนละเล็กละน้อยช่วยกันปกป้องประเทศ ปกป้องหมู่บ้านของเราให้ดีที่สุด เรื่องเงินเยียวยาหรือมาตรการในการช่วยเหลือ ทุกท่านในที่นี้ก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน สิ่งที่ตกผลึกมาแล้วระดับหนึ่งในการลงพื้นที่ ตนคิดว่าสิ่งที่เป็นมาตรการตอบโจทย์คือเรื่องเงินเยียวยารายครัวเรือน งบประมาณบางส่วนบางที่ลงมาไม่ถึงประชาชน บางครั้งรัฐบาลประกาศมาตรการลงมาแล้ว แต่ยังไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ ทำให้เห็นว่าการออกมาตรการส่วนกลางเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีมีปัญหาในระดับปฏิบัติ

ขณะที่นายวิโรจน์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลมีความคิดจะเอาเรื่องการสนับสนุนการทำงานของ ชรบ. เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถือเป็นการติดกระดุมเม็ดแรก ซึ่ง ชรบ.มีความสำคัญอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านพร้อมอพยพ เพราะคนที่ไว้วางใจเฝ้าบ้านให้

“ไก่ก็ต้องเฝ้า หมูก็ต้องดู ผู้ติดยาก็ต้องระวัง เขมรก็ต้องดู แล้วยังมีโดรนอีก ผมว่ามีความสำคัญอย่างมาก เดี๋ยววันพฤหัสนี้จะถามว่าจะมีมติคณะรัฐมนตรีออกมาเมื่อไหร่” นายวิโรจน์ กล่าว

ส่วนเรื่องกระสุนปืน นายวิโรจน์ กล่าวว่า ถ้าปืนไม่มีลูก แล้วจะพกไปทำไม ตนขอแจ้งงบประมาณปี 2569 อนุมัติให้ซื้ออาวุธกระสุนปืนและเสื้อเกราะให้กับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง ตนเข้าใจว่าจะมีการจัดสรรให้ ชรบ.ส่วนหนึ่ง

“แต่ผมกลัวระบบการจัดสรรแบบหารยาวให้ทุกหน่วย ซึ่งจริงๆแล้วต้องให้ในหน่วยที่มีความจำเป็นอย่างมาก ผมคิดว่าหน่วยนี้เป็นหน่วยที่จำเป็นสูงสุด เดี๋ยวผมจะติดตาม เรากลัวโจรจะมาปล้นชาวบ้านด้วย ดังนั้นอาวุธต่างๆมีความจำเป็นเราจะรับเป็นการบ้านในเรื่องนี้ให้” นายวิโรจน์ กล่าว

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของ ชรบ. ที่ทำงานอย่างหนักเพื่อปกป้องหมู่บ้านและประเทศชาติ การสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเหล่านี้

ที่มา – “เท้ง” บุกฟังเสียง ชรบ. บอกนับถือใจที่เสียสละ จ่อถามรัฐบาลเรื่องเงินเยียวยารายครอบครัว

Scroll to top