กรุงมอสโก

“สีหศักดิ์” เยือนรัสเซีย นั่งประธานร่วมประชุม JC นำทัพเอกชนไทยลุยขยายการค้า-การลงทุน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญในแวดวงเศรษฐกิจและการทูตเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอย่างรัสเซีย โดยล่าสุด “สีหศักดิ์” เยือนรัสเซีย นั่งประธานร่วมประชุม JC นำทัพเอกชนไทยลุยขยายการค้า-การลงทุน ในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-รัสเซีย (JC) ครั้งที่ 9 เพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงก่อนถึงวาระครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570

“สีหศักดิ์” เยือนรัสเซีย นั่งประธานร่วมประชุม JC นำทัพเอกชนไทยลุยขยายการค้า-การลงทุน

การเดินทางเยือนกรุงมอสโกของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการพบปะทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นการยกขบวนนักธุรกิจไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร พลังงาน และสุขภาพ ไปเปิดประตูโอกาสในตลาดรัสเซียและยูเรเชีย เพื่อขยายฐานการค้าการลงทุนให้ครอบคลุมและหลากหลายมากขึ้น

ก้าวสำคัญสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นขึ้น

ในการเดินทางครั้งสำคัญนี้ “สีหศักดิ์” เยือนรัสเซีย นั่งประธานร่วมประชุม JC นำทัพเอกชนไทยลุยขยายการค้า-การลงทุน ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือการหารือกับบุคคลระดับสูงของรัสเซีย อาทิ นาย Alexander Novak รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย และนาย Bakytzhan Sagintayev ประธานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย เพื่อทำลายกำแพงภาษีและอุปสรรคทางการค้า พร้อมทั้งลงนามในแผนการหารือระหว่างกระทรวงการต่างประเทศไทย-รัสเซีย ฉบับที่ 6 (ค.ศ. 2026 – 2030) เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือในอีก 4 ปีข้างหน้า

ทำไมรัสเซียถึงสำคัญกับไทย? คำตอบคือ:

  • รัสเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย
  • เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีจำนวนมากที่สุดในภูมิภาคยุโรปที่มาเยือนไทย
  • มีความต้องการสินค้าเกษตรและนวัตกรรมสุขภาพจากไทยอย่างต่อเนื่อง

ความพยายามของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่มองหาตลาดใหม่ๆ นอกเหนือจากตลาดหลักในตะวันตก หากเราสามารถใช้โอกาสนี้ในการสร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่งได้ จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางการค้าและโอกาสทางงานให้กับคนไทยได้มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ การที่ภาครัฐขยับตัวนำทัพเอกชนไปบุกตลาดด้วยตัวเองแบบนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากสำหรับการสร้างความมั่งคั่งร่วมกันระหว่างสองประเทศครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เยือนรัสเซีย นั่งประธานร่วมประชุม JC นำทัพเอกชนไทยลุยขยายการค้า-การลงทุน

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด น้ำมันตกเป็นฝนสีดำ

เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดสุดๆ เมื่อล่าสุดมีข่าวใหญ่ระดับโลกออกมาว่า ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด น้ำมันตกเป็นฝนสีดำ สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมืองหลวงอย่างมอสโกเป็นอย่างมาก นี่ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญนับตั้งแต่เกิดสงครามมานานกว่า 4 ปีเลยทีเดียว

ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด น้ำมันตกเป็นฝนสีดำ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เมื่อยูเครนตัดสินใจส่งโดรนจำนวนเกือบ 1,000 ลำ เข้าโจมตีเป้าหมายหลายจุดในรัสเซีย โดยจุดที่หนักที่สุดคือโรงกลั่นน้ำมัน “คาปอตนียา” ในกรุงมอสโก การระเบิดในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรงและเกิดปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิด คือการที่หยดน้ำมันดิบตกลงมาใส่เมืองราวกับเป็นฝนสีดำ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่ต้องรีบทำความสะอาดข้าวของและหลบเข้าที่พักอาศัย

รายละเอียดความเสียหายและการตอบโต้

นอกจากข่าวที่บอกว่า ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด น้ำมันตกเป็นฝนสีดำ แล้ว ยังมีรายงานความเสียหายอื่นๆ อีกมากมาย:

  • ท่าอากาศยานทั้ง 4 แห่งในมอสโกต้องประกาศปิดให้บริการชั่วคราว
  • มีเที่ยวบินมากกว่า 500 เที่ยวบินถูกยกเลิกหรือดีเลย์
  • ศูนย์การค้าใกล้เคียงได้รับความเสียหายจากเศษซากโดรน
  • มีรายงานผู้บาดเจ็บในแคว้นมอสโกถึง 17 ราย

ทางการท้องถิ่นได้รีบออกมาประกาศเตือนให้ประชาชนปิดหน้าต่างให้มิดชิด และแนะนำให้ครอบครัวที่มีเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคหอบหืด ให้เร่งอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที เพราะควันไฟสีดำที่พวยพุ่งขึ้นสู่ฟ้านั้นเต็มไปด้วยมลพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ

มุมมองจากผู้นำและการเผชิญหน้า

ทางด้านประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมาให้เหตุผลว่านี่คือการตอบโต้ที่รัสเซียโจมตีกรุงเคียฟจนทำลายศาสนสถานสำคัญ โดยเขากล่าวอย่างดุดันว่า “ถ้ายูเครนต้องมอดไหม้ มอสโกของพวกคุณก็ต้องมอดไหม้ด้วย” ซึ่งในฝั่งรัสเซีย นายเซอร์เก ลาฟรอฟ ก็ได้ตอบโต้กลับทันทีว่าหลังจากนี้การทำสงครามจะดำเนินไปแบบรุนแรงและกว้างขวางมากขึ้น ความขัดแย้งที่ไม่มีทีท่าจะจบลงนี้กำลังสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงของโลกอย่างต่อเนื่อง

ในมุมมองของเรา นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกลยุทธ์ในสงครามครั้งนี้ ที่หันมาเน้นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานแทนการสู้รบในสนามรบเพียงอย่างเดียว เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างไรในระยะยาว

ที่มา – ยูเครนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซียครั้งใหญ่ที่สุด น้ำมันตกเป็นฝนสีดำ

ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้สนามบิน

สถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนกลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีการรายงานข่าวใหญ่ว่า ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก ซึ่งถือเป็นการเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานและสร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวเมืองหลวงของรัสเซียเป็นอย่างมาก

สถานการณ์ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก และผลกระทบที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เริ่มต้นขึ้นในช่วงกลางดึก โดยฝูงโดรนจำนวนมหาศาลมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์ แม้ว่าทางกองทัพรัสเซียจะออกมาประกาศว่าสามารถสกัดกั้นโดรนส่วนใหญ่ไว้ได้ แต่ก็ยังมีโดรนบางส่วนหลุดรอดเข้าไปโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน จนเกิดเพลิงไหม้รุนแรงและต้องมีการปิดถนนโดยรอบเพื่อควบคุมสถานการณ์

ผลกระทบต่อระบบการบินและประชาชน

ความรุนแรงของการโจมตีครั้งนี้ทำให้ท่าอากาศยานเชเรเมเตียโว ซึ่งเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่ง ต้องสั่งอพยพผู้โดยสารและจำกัดเที่ยวบินเข้าออกเป็นการด่วน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเดินทาง แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพการโจมตีระยะไกลของยูเครนที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ฝ่ายรัสเซียจะพยายามสกัดกั้นอย่างเต็มที่แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เกินกว่าที่จะควบคุมได้ง่ายๆ

นอกเหนือจากเรื่องของสนามบินแล้ว ยังมีประเด็นที่น่าจับตามองในหลายด้าน ดังนี้:

  • มีการกล่าวหาเรื่องการโจมตีรถบัสรับส่งนักกีฬาเยาวชน ซึ่งทางยูเครนได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าเป็นข่าวปลอม
  • การประชุมผู้นำอาเซียนที่เมืองคาซานถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่ตึงเครียดจากสถานการณ์การรบ
  • การกดดันจากเวทีโลกให้รัสเซียเร่งหาทางออกผ่านการเจรจาสันติภาพ

หลายคนมองว่าทิศทางของสงครามในครั้งนี้ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงได้ง่ายๆ เนื่องจากการที่ ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของยูเครนในการตัดท่อน้ำเลี้ยงสงคราม ไม่ว่าจะเป็นคลังน้ำมันหรือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพื่อให้รัสเซียเผชิญกับแรงกดดันภายในประเทศที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์โลก เราคงต้องเฝ้าดูต่อไปว่า การตอบโต้ของรัสเซียจะเป็นอย่างไร และเหตุการณ์เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพความมั่นคงของภูมิภาคยุโรปมากน้อยแค่ไหน หวังว่าหนทางสู่การเจรจาจะเปิดกว้างมากขึ้นเพื่อให้สงครามครั้งนี้จบลงโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ยูเครนส่งโดรนกว่า 500 ลำถล่มกรุงมอสโก เกิดไฟไหม้–อพยพผู้โดยสารสนามบิน

Scroll to top