กรุณา ชิดชอบ

อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองทันที เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโพสต์ภาพร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบ และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ภายในพรรคภูมิใจไทย โดยประเด็นที่หลายคนจับตาคือข้อความจากเฟซบุ๊กของ นางกรุณา ชิดชอบ ที่ดูเหมือนจะสื่อความหมายนัยยะบางอย่าง ซึ่งคำถามที่ว่า อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง กลายเป็นประโยคที่สะท้อนถึงมุมมองของเจ้าตัวต่อเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

เปิดใจ อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง

ในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายอนุทินได้กล่าวถึงบรรยากาศการพูดคุยว่าไม่มีอะไรที่ต้องเคลียร์ใจ พร้อมกับกล่าวอย่างมีอารมณ์ขันว่าทำไมสื่อถึงชอบตั้งคำถามให้ดูแตกแยกกันอยู่ตลอดเวลา พร้อมย้ำว่าความสัมพันธ์ที่อยู่กันมาเนิ่นนานนั้นมีความแน่นแฟ้นเกินกว่าจะมานั่งเคลียร์อะไรแบบที่คนนอกคิด โดยมองว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวและเรื่องภายในพรรคภูมิใจไทยที่ไม่จำเป็นต้องมาแจ้งให้ใครทราบ

สำหรับการโพสต์ข้อความของภรรยานายเนวินที่ว่า “เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง โตแล้วอย่าซับซ้อน” นายอนุทิน ได้ตอบกลับสื่อถึงกรณี อนุทิน ย้อนถามแปลกตรงไหน ภรรยาเนวิน โพสต์ ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง อย่างตรงไปตรงมาว่า มันผิดตรงไหน เพราะการคบหากันควรอยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ ไม่ใช่การโกหกหลอกลวงประชาชน และวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มคนที่ปล่อยข่าวโดยไม่มีข้อมูลหรือหิวแสงว่าไม่ควรค่าแก่การเชื่อถือ

ประเด็นที่น่าสนใจจากเหตุการณ์นี้คือ:

  • การเน้นย้ำถึงความเป็นพี่เป็นน้องภายในพรรคที่ยาวนาน
  • การวิพากษ์วิจารณ์นักวิเคราะห์การเมืองที่ขาดข้อมูลรอบด้าน
  • ความชัดเจนในการปกป้องคนใกล้ชิดตามสไตล์ของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของคนในพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหวต่อกระแสข่าวลือ การที่นายอนุทินเลือกจะตอบโต้ด้วยการย้อนถามกลับแทนที่จะแก้ต่างแบบยาวเหยียด ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าเขามั่นใจในความเหนียวแน่นของขั้วอำนาจตนเองอย่างเต็มที่ ซึ่งชาวเน็ตเองก็ต้องใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารและคัดกรองข้อมูลให้ดี เพราะในโลกการเมืองยุคปัจจุบัน ข่าวลือมักสร้างความปั่นป่วนได้มากกว่าความเป็นจริงเสมอ

ที่มา – “อนุทิน” ย้อนถามแปลกตรงไหน “ภรรยาเนวิน” โพสต์ “ดีก็คบทรยศก็ตัดทิ้ง”

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หลังถูกแจ้งความฐานไม่ดำเนินการปมแม่โพสต์ทะเบียนราษฎรคู่กรณี ตรวจสอบแล้วไม่เข้าข่ายผิด 157 หากไม่ใช่เกมการเมืองก็น่าเห็นใจ ย้ำเคียงข้าง แต่ไม่มีเข้าข้าง

เมื่อเวลา 08.27 น. วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงเรื่องถูกแจ้งความดำเนินคดีฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากกรณีที่ นางกรุณา ชิดชอบ มารดา นำทะเบียนราษฎรของบุคคลอื่นมาเผยแพร่ทางสื่อออนไลน์ ว่า กรณีดังกล่าวถ้าไม่ใช่เกมการเมือง ก็เห็นใจผู้ที่ร้องเรียน ตอนแรกก็คิดว่ามีความผิดเหมือนกัน แต่ภายหลังทราบว่าเรื่องนี้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรา 157 ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ชี้แจงในข้อกฎหมายแล้ว จึงยืนยันว่าได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และตนเองไม่ได้เข้าข้างแน่นอน

“พอมีเรื่องของการกระทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าใครก็ตามไม่มีทางจะเข้าข้าง วันนั้นถึงได้มีการแนะนำและให้สัมภาษณ์ไปด้วยว่า พอมีการตรวจสอบแล้วก็ไม่เข้าข่าย PDPA จริงๆ แต่อาจจะต้องดำเนินการในเรื่องของหมิ่นประมาท ดังนั้นแม้จะยืนเคียงข้างแม่ แต่ก็ไม่มีทางเข้าข้าง ถ้าเป็นเรื่องการกระทำผิดทางกฎหมาย”

ส่วนคำถามว่ามองอย่างไรที่มีการแจ้งความในช่วงใกล้เลือกตั้ง นายไชยชนก ย้ำว่า อย่างที่บอกถ้าไม่ใช่เกมการเมืองก็น่าเห็นใจ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกังวล เพราะสุดท้ายแล้วหากเป็นเกมการเมืองก็คงได้รับกรรมอยู่ดี เพราะตนเองดำเนินการทุกอย่างเรื่องสแกมเมอร์ และไม่มีทางจะหยุดในเรื่องนี้ ขณะเดียวกัน นายไชยชนก ยังเปิดเผยด้วยว่า เรื่องนี้ได้คุยกับแม่แล้ว ท่านก็เป็นห่วงและรู้สึกผิด มีความกังวลว่าจะกระทบกับตนเองและกระแสหรือไม่ แต่ก็ยืนยันไปว่าดำเนินการทุกอย่างเต็มที่แล้ว ผิดก็ว่ากันตามผิด ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และได้บอกกับแม่ว่าไม่ต้องคิดมาก.

“ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้าง

จุดยืนของไชยชนก: ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

จากกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ ถูกแจ้งความดำเนินคดี ทำให้เกิดประเด็นถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับหลักการ “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย” หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองบ้านเมือง เพราะเป็นการรับประกันว่าทุกคน ไม่ว่าจะมีสถานะทางสังคมอย่างไร จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันจึงเป็นรากฐานของความยุติธรรมและความสงบสุขในสังคม

กรณีของนายไชยชนก สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการบังคับใช้กฎหมายในบางครั้ง การตีความกฎหมาย และการพิจารณาข้อเท็จจริงต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกแยะระหว่างเรื่องส่วนตัวและหน้าที่สาธารณะ แม้ว่านายไชยชนก จะมีความผูกพันทางสายเลือดกับผู้ถูกกล่าวหา แต่เขาก็ยังคงยึดมั่นในหลักการของกฎหมาย และพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม

การที่นายไชยชนก ยืนยันว่า “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาหลักการปกครองด้วยกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงใกล้เลือกตั้ง ก็อาจทำให้เกิดข้อสังเกตและคำถามต่างๆ เกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมือง นายไชยชนก เองก็ตระหนักถึงประเด็นนี้ และได้แสดงความเห็นว่า หากไม่ใช่เกมการเมือง ก็น่าเห็นใจผู้ที่ร้องเรียน

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการยุติธรรม แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ หลักการ “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ยังคงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เป็นธรรมและสงบสุข

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนเคารพและปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้สังคมโดยรวมมีความสงบสุขและเจริญก้าวหน้า

ที่มา – “ไชยชนก” ยัน​ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ย้ำเคียงข้างแม่ แต่ไม่เข้าข้าง

Scroll to top