กลุ่มติดอาวุธ

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและเลบานอนยังคงตึงเครียด โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า จะไม่หยุดการโจมตี แม้จะมีคำสั่งให้เริ่มเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลเลบานอนเพื่อปลดอาวุธกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ก็ตาม ข่าวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง

เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายเบนจามิน เนทันยาฮู ได้เผยแพร่ข้อความวิดีโอในเย็นวันพฤหัสบดี โดยย้ำว่าอิสราเอลจะไม่หยุดยิงเลบานอน “ผมต้องการบอกพวกคุณว่า ไม่มีการหยุดยิงในเลบานอน เรากำลังเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างรุนแรงต่อไป และเราจะไม่หยุดจนกว่าจะฟื้นฟูความปลอดภัยให้พวกคุณได้” เนทันยาฮูกล่าวอย่างหนักแน่น

แม้จะมีแผนเจรจาโดยตรง แต่เนทันยาฮูชี้แจงว่า การเจรจานี้มีเป้าหมายเพื่อปลดอาวุธฮิซบอลเลาะห์และสร้าง “ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นประวัติศาสตร์” เขายังภูมิใจที่เคยทำข้อตกลงสันติภาพกับประเทศอาหรับมาแล้ว 4 ฉบับ และพร้อมทำเพิ่มเติม

คำตอบโต้จากเลบานอน

ฝั่งเลบานอนไม่ยอมง่ายๆ เจ้าหน้าที่เลบานอนให้สัมภาษณ์ CNN ว่า “จะไม่มีการเจรจาภายใต้ห่ากระสุน” เพื่อปฏิเสธแผนเจรจาของอิสราเอล ในวันเดียวกัน กองทัพอิสราเอลยังคงโจมตีต่อเนื่อง และออกคำสั่งอพยพใหม่ในพื้นที่ตอนใต้ของเบรุต

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ล่าสุด

  • วันพุธ: อิสราเอลเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่ม สังหารผู้ก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์กว่า 300 ราย บาดเจ็บ 1,150 ราย เป้าหมายคือศูนย์บัญชาและฐานที่มั่น 100 แห่ง
  • วันพฤหัสบดี: เนทันยาฮูสั่งเริ่มเจรจา แต่ยืนยันไม่หยุดยิง
  • ปัจจุบัน: การโจมตียังดำเนินต่อไป สถานการณ์มนุษยธรรมย่ำแย่

ความขัดแย้งนี้มีรากเหง้าจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ซึ่งอิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามหลัก การโจมตีล่าสุดทำให้พลเรือนเลบานอนได้รับผลกระทบหนัก สร้างแรงกดดันจากนานาชาติให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง แต่เนทันยาฮูยืนกรานเพื่อความมั่นคงของอิสราเอล

นอกจากนี้ อิสราเอลยังคงเสริมกำลังทหารบริเวณชายแดนเลบานอน เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฮิซบอลเลาะห์ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การเจรจาครั้งนี้อาจนำไปสู่สันติภาพระยะยาว หากเลบานอนยอมปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธได้ แต่ในเบื้องต้น เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อิสราเอลรายงานว่าปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จในการทำลายโครงสร้างฮิซบอลเลาะห์ ขณะที่เลบานอนเรียกร้องให้สหประชาชาติเข้าแทรกแซง

ผลกระทบต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง

  • เพิ่มความตึงเครียดกับอิหร่าน ผู้สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์
  • กระทบเศรษฐกิจเลบานอนที่ย่ำแย่อยู่แล้ว
  • อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ หากไม่มีการเจรจาที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจของเนทันยาฮูสะท้อนยุทธศาสตร์ “ต่อสู้ไปพร้อมเจรจา” ซึ่งเคยใช้สำเร็จในอดีต แต่เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตเพิ่มเติม

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศแบบเรียลไทม์ และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง สนับสนุนเราด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อให้คนไทยรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – เนทันยาฮู ยัน ไม่หยุดยิงเลบานอน แม้สั่งเริ่มเจรจาโดยตรง

เชลลี คิตเทิลสัน นักข่าวสหรัฐฯ ถูกจับในอิรัก ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

เชลลี คิตเทิลสัน นักข่าวสหรัฐฯ ถูกจับในอิรัก ได้รับการปล่อยตัวแล้ว เป็นข่าวร้ายที่กลายเป็นข่าวดีสำหรับวงการสื่อมวลชนทั่วโลก เมื่อนักข่าวหญิงชาวอเมริกันชื่อดัง เชลลี คิตเทิลสัน ได้รับการปล่อยตัวจากกลุ่มติดอาวุธฝักใฝ่อิหร่านในอิรัก หลังจากถูก

เชลลี คิตเทิลสัน นักข่าวสหรัฐฯ ถูกจับในอิรัก ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 (ค.ศ. 2026) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอิรักได้ยืนยันกับสื่อ CNN ว่า ได้รับตัวเชลลี คิตเทิลสัน ไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากกลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ (Kataib Hezbollah) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธที่สนับสนุนโดยอิหร่าน ตัดสินใจปล่อยตัวเธอในวันเดียวกัน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ เธอต้องเดินทางออกจากอิรักทันที

ก่อนหน้านี้ เชลลี คิตเทิลสัน ถูกลักพาตัวในกรุงแบกแดดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ขณะที่เธอกำลังปฏิบัติหน้าที่นักข่าว ซึ่งเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวตะวันออกกลางมาเป็นเวลานาน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เตือนเธอเกี่ยวกับภัยคุกคามจากกลุ่มนี้ไม่นานก่อนเกิดเหตุ

รายละเอียดการปล่อยตัวและแถลงการณ์จากกลุ่มติดอาวุธ

กลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ ได้โพสต์แถลงการณ์ผ่านช่องทาง Telegram โดยนายอับดุล มูจาฮิด อัล-อัสซาฟ หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของกลุ่ม ระบุว่า “ได้ตัดสินใจปล่อยตัวเชลลี คิตเทิลสัน โดยมีเงื่อนไขว่าเธอจะต้องออกจากประเทศทันที” และเตือนว่า “การดำเนินการในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต”

พวกเขายังอ้างถึงสถานการณ์สงครามที่เกิดจาก “ไซออนิสต์-อเมริกัน” ต่อศาสนาอิสลาม ทำให้ต้องตัดข้อพิจารณาบางอย่างทิ้งไป ซึ่งสะท้อนถึงความตึงเครียดในภูมิภาคที่ยังคงรุนแรง

พื้นหลังของเชลลี คิตเทิลสันและสถานการณ์ในอิรัก

เชลลี คิตเทิลสัน เป็นนักข่าวอิสระที่มีชื่อเสียงในวงการสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เธอเคยรายงานข่าวจากพื้นที่เสี่ยงภัยหลายครั้ง ทำให้เธอตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธ

  • เหตุการณ์ลักพาตัวเกิดในกรุงแบกแดด เมืองหลวงที่ยังคงไม่สงบ
  • รัฐบาลอิรักกำลังเร่งจัดเตรียมการเดินทางกลับสหรัฐฯ ให้เธอ
  • นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักข่าวต่างชาติถูกคุกคามในอิรัก

สถานการณ์ในอิรักยังคงซับซ้อน ด้วยอิทธิพลจากอิหร่านและความขัดแย้งกับสหรัฐฯ ทำให้ผู้สื่อข่าวต้องเผชิญความเสี่ยงสูง

ผลกระทบและบทเรียนที่ได้

การปล่อยตัวครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการเจรจาลับระหว่างรัฐบาลอิรัก กลุ่มติดอาวุธ และสหรัฐฯ ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดชั่วคราว แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่นักข่าวต้องเผชิญในพื้นที่ขัดแย้ง

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การลักพาตัวนักข่าวเป็นเครื่องมือกดดันทางการเมืองของกลุ่มติดอาวุธ และเหตุการณ์นี้ย้ำเตือนให้สื่อมวลชนเพิ่มมาตรการความปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีคำถามว่ากลุ่มคาตาอิบ ฮิซบอลเลาะห์ จะยึดมั่นในคำมั่นว่าจะไม่ทำซ้ำหรือไม่ ท่ามกลางสงครามตัวแทนในตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ

สำหรับผู้อ่านที่สนใจข่าวต่างประเทศ แนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะเหตุการณ์เช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงโลกได้ หากคุณเป็นนักข่าวหรือผู้สนใจอาชีพนี้ ควรศึกษาความเสี่ยงและเตรียมตัวให้พร้อม

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์เชลลี คิตเทิลสัน นักข่าวสหรัฐฯ ถูกจับในอิรัก ได้รับการปล่อยตัวแล้ว เป็นเครื่องเตือนใจถึงความกล้าหาญของนักข่าวที่เสียสละเพื่อความจริง

ที่มา – เชลลี คิตเทิลสัน นักข่าวสหรัฐฯ ถูกจับในอิรัก ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” สร้างความตกใจให้แฟนเพลงทั่วโลก

ข่าวช็อกวงการเพลงและความมั่นคง เมื่อหนุ่มออสเตรียวัย 21 ปี ชื่อเบรัน เอ. (Beran A.) ถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย จากแผนการโจมตีคอนเสิร์ตของซูเปอร์สตาร์ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 หากถูกตัดสินว่ามีความผิด เขาอาจต้องติดคุกนานกว่า 20 ปี

หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์” อย่างไร

ตามรายงานจากสำนักข่าว BBC เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 อัยการออสเตรียกล่าวหาว่า ผู้ต้องหาเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย ISIS ผลิตวัตถุระเบิด TATP แบบสะเก็ดระเบิด ซึ่งเป็นวิธีการเฉพาะของ ISIS และพยายามหาอาวุธผิดกฎหมาย นอกจากนี้ เขายังเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อของ ISIS ทางออนไลน์

การจับกุมเกิดขึ้นหลัง CIA ของสหรัฐฯ ส่งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ออสเตรีย ทำให้ยกเลิกคอนเสิร์ต 3 รอบที่สนามเอิร์นสต์ ฮัปเปล ซึ่งบัตรขายหมด บรรจุผู้ชมกว่า 195,000 คน สร้างความเสียหายมหาศาลทั้งทางการเงินและจิตใจแฟนเพลง

ประวัติผู้ต้องหาและแผนการร้าย

เบรัน เอ. ได้รับคำสั่งก่อการร้ายทางออนไลน์ และเคยวางแผนโจมตีที่ดูไบเดือนมีนาคม 2567 ร่วมกับ ISIS 3 จุด แต่เปลี่ยนใจทัน ในคดีนี้มีผู้ต้องหา 3 คน ซึ่งตอนนั้นยังเป็นวัยรุ่น อย่างโมฮาเหม็ด เอ. ชาวซีเรียวัย 16 ปี ที่ศาลเยอรมนีตัดสินจำคุก 18 เดือนแต่รอลงอาญา

  • ข้อกล่าวหาหลัก: เป็นสมาชิก ISIS, ผลิตระเบิด TATP
  • วิธีการ: ปรึกษาสมาชิก ISIS ทางออนไลน์
  • ผลกระทบ: ยกเลิกคอนเสิร์ตเทย์เลอร์ สวิฟต์
  • ความเสี่ยง: CIA เตือนหวังสังหารผู้ชมจำนวนมาก

เหตุการณ์นี้สะท้อนความเสี่ยงด้านความมั่นคงในยุคดิจิทัล ที่กลุ่มก่อการร้ายใช้โซเชียลมีเดีย radicalize วัยรุ่นได้ง่าย ออสเตรียเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยงานคอนเสิร์ตทั่วประเทศ

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ซึ่งเป็นศิลปินที่ทัวร์ Eras Tour ทำรายได้พันล้านดอลลาร์ สร้างกระแส Swifties ทั่วโลก แต่เหตุการณ์นี้ทำให้แฟนๆ กังวลเรื่องความปลอดภัยในการแสดงสด

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การก่อการร้ายแบบ lone wolf อย่างกรณีนี้ยากต่อการตรวจจับ แต่การร่วมมือระหว่าง CIA และออสเตรียแสดงให้เห็นประสิทธิภาพข่าวกรอง

นี่คือตัวอย่างที่เตือนใจว่า ความบันเทิงระดับโลกต้องเผชิญภัยคุกคามจริงจัง คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อความปลอดภัยในการร่วมงานอีเวนต์

ที่มา – หนุ่มออสเตรียโดนข้อหาก่อการร้าย วางแผนโจมตีคอนเสิร์ต “เทย์เลอร์ สวิฟต์”

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ เป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง เมื่อกองทัพอิสราเอลโจมตีทางอากาศหลายจุดในฉนวนกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แม้ทางอิสราเอลจะอ้างว่าเป็นการกำจัดกลุ่มติดอาวุธ แต่ฝั่งปาเลสไตน์กลับระบุว่าการโจมตีนี้กระทบพลเรือนโดยตรง

อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันภัยพลเรือนและสาธารณสุขปาเลสไตน์รายงานว่า การโจมตีของอิสราเอลในช่วงเช้าทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 11 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยเฉพาะในพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนใต้ของฉนวนกาซา

กองกำลังป้องกันตนเองของอิสราเอล หรือ IDF ระบุชัดเจนว่าการโจมตีมุ่งเป้าไปที่ผู้ก่อการร้ายของกลุ่มฮามาส เพื่อตอบโต้การละเมิดข้อตกลงหยุดยิง พวกเขาอ้างว่าสังหารนักรบติดอาวุธที่โผล่พ้นจากอุโมงค์ใต้ดินในเขตที่อิสราเอลควบคุม ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

รายละเอียดการโจมตีและผลกระทบต่อพลเรือน

อย่างไรก็ตาม สภาเสี้ยววงเดือนแดงปาเลสไตน์ (PRCS) เผยข้อมูลที่ขัดแย้ง โดยระบุว่าการทิ้งระเบิดครั้งแรกทางตอนเหนือของกาซา ถูกยิงโดนเต็นท์ที่พักอาศัยของผู้พลัดถิ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย ส่วนการโจมตีครั้งที่สองทางตอนใต้ คร่าชีวิตอีก 5 ราย สถานการณ์นี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความแม่นยำของการโจมตีและผลกระทบต่อประชาชนที่ไร้เดียงสา

  • ผู้เสียชีวิตหลัก: ชาวปาเลสไตน์ 11 ราย
  • พื้นที่เป้าหมาย: ตอนเหนือและตอนใต้ของฉนวนกาซา
  • สาเหตุอ้าง: ละเมิดหยุดยิงโดยฮามาส
  • ผลกระทบ: ทำลายเต็นท์ผู้พลัดถิ่น

นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงเกือบทุกวัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในกาซาอย่างน้อย 600 ราย สถานการณ์ย่ำแย่ยิ่งขึ้นท่ามกลางการเตรียมข้อตกลงหยุดยิงระยะที่สอง โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง

บทบาทของสหรัฐและคณะกรรมการสันติภาพ

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ ให้ดูแลกองกำลังนานาชาติเพื่อรักษาความปลอดภัยชายแดนกาซา ปลดอาวุธฮามาส จัดตั้งรัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่จากผู้เชี่ยวชาญ และฟื้นฟูหลังสงคราม คณะกรรมการนี้มีกำหนดประชุมครั้งแรกที่วอชิงตันในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

เหตุการณ์ อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ จึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน สะท้อนถึงความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการโจมตีครั้งนี้อาจเป็นการส่งสัญญาณจากอิสราเอลเพื่อกดดันฮามาสให้ปฏิบัติตามข้อตกลงมากขึ้น

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียด ผู้พลัดถิ่นนับล้านยังขาดแคลนอาหาร ยา และที่อยู่อาศัย สงครามครั้งนี้ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คน แต่ยังทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง

ในมุมมองของผู้เขียน สันติภาพที่ยั่งยืนต้องมาจากการเจรจาที่เท่าเทียมและยุติธรรม ไม่ใช่การใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว ประชาคมโลกควรเร่งรัดให้ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิง และสนับสนุนการฟื้นฟูอย่างแท้จริง

ติดตามข่าวสารต่างประเทศล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – อิสราเอลทิ้งบอมบ์กาซาหลายจุด ดับแล้ว 11 ศพ อ้างถล่มกลุ่มติดอาวุธ

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ ในจังหวัดบาโลจิสถาน สถานการณ์ตึงเครียดรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อกองกำลังความมั่นคงปะทะกับนักรบแบ่งแยกดินแดน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั้งสองฝ่าย รวมถึงพลเรือนที่ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งนี้

กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ กองทัพปากีสถานประกาศว่า ในวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 ได้เกิดการสู้รบดุเดือดในหลายพื้นที่ของจังหวัดบาโลจิสถาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ซึ่งมีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิตอย่างน้อย 92 ราย ขณะที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงเสียชีวิต 15 นาย และพลเรือนอีก 18 ราย รวมยอดผู้เสียชีวิตทั้งหมดกว่า 125 ศพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวหลังจากปฏิบัติการกวาดล้างครั้งก่อนที่กองทัพสังหารกลุ่มติดอาวุธไป 41 ราย บาโลจิสถานเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่มีพรมแดนติดกับอิหร่านและอัฟกานิสถาน มานานนับทศวรรษที่เผชิญกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยกลุ่มหลักคือ กองทัพปลดปล่อยบาโลจิสถาน (BLA) ซึ่งถูกทางการปากีสถานสั่งแบน

รายละเอียดการโจมตีและการตอบโต้

BLA อ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีพร้อมกันทั่วจังหวัด โดยระบุว่าดำเนินการนาน 15 ชั่วโมง สังหารเจ้าหน้าที่ปากีสถาน 84 นาย แต่กองทัพปากีสถานยืนยันว่าสามารถขัดขวางแผนยึดเมืองและสถานที่สำคัญได้สำเร็จ สำนักงานประชาสัมพันธ์กองทัพ (ISPR) ชี้ว่าการโจมตีได้รับการสนับสนุนจากอินเดีย และมีข่าวกรองยืนยันว่าถูกสั่งการจากหัวหน้ากลุ่มก่อการร้ายนอกประเทศ

  • พื้นที่เกิดเหตุ: เกตตา, มัสตุง, นอชกี, ดัลบันดิน, คารัน, ปันจ์กูร์, ทุมป์, กวาดาร์, ปาสนี
  • ผู้เสียชีวิตฝ่ายกลุ่มติดอาวุธ: 92 ราย (จากกองทัพ) / 84 ราย (จาก BLA)
  • เจ้าหน้าที่เสียชีวิต: 15 ราย
  • พลเรือน: 18 ราย รวมสตรีและเด็ก

นายโมห์ซิน นากวี รัฐมนตรีมหาดไทย ประณามการโจมตีและชื่นชมนายทหารที่ตอบโต้ได้อย่างเด็ดขาด สังหารกลุ่มติดอาวุธหลายสิบราย

บริบทความขัดแย้งในบาโลจิสถาน

จังหวัดบาโลจิสถานเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุ แต่ประชาชนพื้นเมืองบาโลชเรียกร้องสิทธิและทรัพยากรที่ถูกรัฐบาลกลางผูกขาด ความขัดแย้งยืดเยื้อตั้งแต่ยุค 1940s โดย BLA และกลุ่มอื่นๆ ใช้ยุทธวิธีก่อการร้ายโจมตีเจ้าหน้าที่และโครงสร้างพื้นฐาน ปากีสถานมองว่ามีการแทรกแซงจากต่างชาติ โดยเฉพาะอินเดียและอัฟกานิสถาน

เหตุการณ์ กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ ครั้งนี้สะท้อนถึงความท้าทายด้านความมั่นคงที่ปากีสถานเผชิญ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังฟื้นตัวจากปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองภายใน การโจมตีครั้งใหญ่เช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มความสูญเสียทางชีวิต แต่ยังกระทบต่อโครงการพัฒนา เช่น China-Pakistan Economic Corridor (CPEC) ในกวาดาร์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากลุ่มติดอาวุธใช้อาวุธหนักและวางระเบิดตามเส้นทาง ทำให้การเดินทางและค้าขายหยุดชะงัก ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าความรุนแรงอาจเพิ่มขึ้น หากไม่มีการเจรจาสันติภาพกับผู้นำบาโลช

สถานการณ์นี้เตือนใจถึงความเปราะบางของภูมิภาคเอเชียใต้ ที่ความขัดแย้งชายแดนสามารถลุกลามได้ง่าย ประชาคมโลกควรจับตาและสนับสนุนกระบวนการไกล่เกลี่ย

ติดตามข่าวสารต่างประเทศล่าสุดเพื่ออัปเดตสถานการณ์ กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ และเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ของเรา คุณคิดอย่างไรกับความขัดแย้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – กองทัพปากีสถาน ปะทะเดือดกลุ่มติดอาวุธ ดับรวม 125 ศพ

เมียนมาเริ่มแล้ว! เลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร 5 ปี

เมียนมาเริ่มแล้ว! การเลือกตั้งถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีหลังจากการรัฐประหาร ท่ามกลางข้อกังขาและเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาลทหารที่ประกาศว่านี่คือการหวนคืนสู่ประชาธิปไตย หลังจากการยึดอำนาจเมื่อ 5 ปีก่อนนำไปสู่ความขัดแย้งภายในประเทศ

เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

เมียนมาอยู่ภายใต้การปกครองของทหารมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลพลเรือนในช่วงเวลาสั้นๆ 10 ปี ที่เต็มไปด้วยความหวังและการปฏิรูป

อย่างไรก็ตาม หลังจากการเลือกตั้งในปี 2563 ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซานซูจีได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ได้ทำการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา โดยอ้างว่ามีการทุจริตในการเลือกตั้ง

นางซูจีถูกจำคุก 27 ปีในข้อหาต่างๆ ซึ่งถูกมองว่ามีแรงจูงใจทางการเมือง ส่วนพรรค NLD ก็ถูกยุบไป เหล่านักกิจกรรม นักการทูต และผู้แทนจาก UN ต่างประณามการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในช่วงเวลาที่แบ่งแยกนี้ โดยชี้ว่าเป็นการเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์แก่พันธมิตรของกองทัพเท่านั้น และมีการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งสนับสนุนกองทัพ ถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นเพียงการฟอกเขียวระบอบเผด็จการทหารเท่านั้น

สถานการณ์ในเมียนมาปัจจุบันยังคงมีความขัดแย้ง ทำให้ไม่มีการลงคะแนนเสียงในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกลุ่มกบฏ

รายละเอียดการ เลือกตั้งในเมียนมาเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สำหรับการเลือกตั้งในพื้นที่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งรอบแรกเริ่มในเวลา 6:00 น. ครอบคลุมพื้นที่สำคัญอย่างย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์

แตกต่างจากอดีตที่นางซูจีสามารถเรียกร้องผู้สนับสนุนได้จำนวนมาก การเลือกตั้งครั้งนี้ขาดบรรยากาศของการรวมตัวอย่างคึกคัก รัฐบาลทหารยังได้เปิดฉากโจมตีอย่างรุนแรงเพื่อยึดคืนพื้นที่ก่อนการเลือกตั้ง

นางโม โม มยิน กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเสรีและยุติธรรม เราจะสนับสนุนการเลือกตั้งที่จัดโดยรัฐบาลทหารได้อย่างไร ในเมื่อกองทัพนี้เป็นผู้ทำลายชีวิตของพวกเรา?”

“เรากลายเป็นคนไร้บ้าน ต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า และใช้ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นกับความตาย” เธอกล่าว

พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ยังคงยืนยันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นหนทางไปสู่การปรองดอง แม้ว่าจะไม่ได้ตอบรับคำขอสัมภาษณ์จาก AFP

การลงคะแนนเสียงรอบที่สองจะมีขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า และรอบสุดท้ายในวันที่ 25 มกราคม รัฐบาลทหารยอมรับว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในเกือบ 1 ใน 5 ของเขตเลือกตั้ง

นายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวว่าการเลือกตั้งนี้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการปราบปราม

นายซอ ตุน จากกองกำลังป้องกันประชาชน (PDF) กล่าวว่า “มีหลายวิธีที่จะสร้างสันติภาพ แต่พวกเขาไม่เลือกวิธีเหล่านั้น กลับเลือกที่จะจัดการเลือกตั้งแทน เราจะสู้ต่อไป”

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าจะนำพาเมียนมาไปในทิศทางใดต่อไปในอนาคต

ที่มา – เมียนมาเริ่มแล้ว จัดเลือกตั้งครั้งแรก 5 ปีหลังกองทัพก่อรัฐประหาร

มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส

ตำรวจออสเตรเลียเปิดเผยว่า เหตุการณ์มือปืนยิงหาดบอนได มีแรงจูงใจจากกลุ่มไอซิส โดยผู้ก่อเหตุเดินทางไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

เมื่อวันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2568 ตำรวจออสเตรเลียได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเหตุการณ์กราดยิงที่หาดบอนไดอันน่าสลดใจ โดยระบุว่ามือปืนสองคนที่ก่อเหตุในเทศกาลฮานุกกะห์ที่หาดบอนได นครซิดนีย์ ซึ่งคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปถึง 15 รายนั้น ได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ก่อนที่จะกลับมาก่อเหตุร้ายดังกล่าว และจากการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า การกระทำของพวกเขามีแนวโน้มว่าจะได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส

เหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นเหตุกราดยิงที่ร้ายแรงที่สุดในออสเตรเลียในรอบเกือบ 30 ปี และขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนอย่างละเอียดในฐานะคดีก่อการร้ายที่มีเป้าหมายไปยังชุมชนชาวยิว

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์อันน่าเศร้านี้ยังคงอยู่ที่ 15 ราย นอกเหนือจากมือปืนหนึ่งในสองคนที่ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมในที่เกิดเหตุ ตำรวจได้ระบุชื่อของเขาคือ ซาจิด อัคราม วัย 50 ปี ส่วนลูกชายวัย 24 ปีของเขา นาวีด ซึ่งร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล

ตำรวจยังเปิดเผยอีกว่า พ่อลูกอัครามได้เดินทางไปยังประเทศฟิลิปปินส์ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนวัตถุประสงค์ของการเดินทางครั้งนี้อย่างละเอียด

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของฟิลิปปินส์ให้ข้อมูลว่า ทั้งสองคนได้เดินทางไปยังกรุงมะนิลา และเดินทางต่อไปยังเมืองดาเวาทางตอนใต้ของประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน และเดินทางออกจากประเทศเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะเกิดเหตุกราดยิงที่หาดบอนได

เจ้าหน้าที่ยังระบุเพิ่มเติมว่า ผู้เป็นพ่อเดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางอินเดีย ในขณะที่ลูกชายใช้หนังสือเดินทางออสเตรเลีย และเสริมว่ายังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าพวกเขามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ หรือได้รับการฝึกฝนในประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า เครือข่ายที่เชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามมีการเคลื่อนไหวในประเทศฟิลิปปินส์ และมีอิทธิพลในบางพื้นที่ของเกาะมินดาเนาทางตอนใต้ของประเทศ ถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เครือข่ายเหล่านี้จะมีขนาดเล็กลงไปมากแล้วก็ตาม

คริสซี บาร์เร็ตต์ ผู้บัญชาการตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย กล่าวในการแถลงข่าวว่า ข้อบ่งชี้เบื้องต้นชี้ไปที่การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มรัฐอิสลาม และย้ำว่า นี่คือการกระทำของผู้ที่เข้าร่วมกับองค์กรก่อการร้าย ไม่ใช่การกระทำที่เกี่ยวข้องกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

ตำรวจยังกล่าวอีกว่า ในรถยนต์ที่จดทะเบียนในชื่อของ นาวีด อัคราม พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง (IEDs) และธงทำมือ 2 ผืนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอซิส ซึ่งในขณะนี้ทางการกำลังพยายามรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจว่าเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งความรุนแรงได้อย่างไร

มือปืนยิงหาดบอนได แรงบันดาลใจจากไอซิส

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ มือปืนยิงหาดบอนได ทำให้เห็นถึงภัยคุกคามจากการก่อการร้ายที่ยังคงมีอยู่ และความสำคัญของการเฝ้าระวังและการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านภัยคุกคามนี้

มือปืนยิงหาดบอนได กับการเดินทางไปฟิลิปปินส์

การเดินทางไปยังฟิลิปปินส์ของผู้ก่อเหตุ มือปืนยิงหาดบอนได ก่อนเกิดเหตุ ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางครั้งนี้ และความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายในภูมิภาค

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและภัยคุกคามของการก่อการร้ายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกลุ่มสุดโต่ง ซึ่งต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว เด็ดขาด และมีประสิทธิภาพจากทุกภาคส่วน

ที่มา – มือปืนยิงหาดบอนได ได้แรงบันดาลใจจากไอซิส ไปฟิลิปปินส์ก่อนลงมือ

FBI สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนีย

FBI เผย สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในภาคใต้รัฐแคลิฟอร์เนียได้สำเร็จ พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 ราย เจ้าหน้าที่ FBI ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า พวกเขาสามารถสกัดแผนการร้ายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้ทันท่วงที

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานสืบสวนกลางของสหรัฐฯ (FBI) ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในลอสแอนเจลิส แถลงข่าวว่าสามารถขัดขวางแผนก่อการร้ายในช่วงวันส่งท้ายปีเก่าที่วางแผนโดยกลุ่มหัวรุนแรง ซึ่งมีเป้าหมายจะใช้ระเบิดโจมตีพื้นที่อย่างน้อย 5 แห่งในภาคใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียได้สำเร็จ

เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 4 คน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสมาชิกของกลุ่ม “Turtle Island Liberation Front” ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของขบวนการต่อต้านรัฐบาลที่สนับสนุนปาเลสไตน์ การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่กลุ่มคนดังกล่าวกำลังเดินทางไปยังทะเลทรายทางตะวันออกของลอสแอนเจลิสเพื่อทำการทดสอบระเบิดแสวงเครื่อง (IED)

FBI มั่นใจว่าได้ขัดขวางแผนการดังกล่าวได้แล้ว แต่การสืบสวนเพื่อระบุตัวผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมที่อาจเกี่ยวข้องยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

นางแพม บอนดี อัยการสูงสุดของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยระบุว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมือกันขัดขวางกลุ่มหัวรุนแรง “ฝ่ายซ้ายจัด” ไม่ให้ดำเนินการตาม “แผนการก่อการร้ายครั้งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว”

ผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย ได้แก่ ออเดรย์ อิลลีน แคร์โรลล์ อายุ 30 ปี, ซาคารี อารอน เพจ อายุ 32 ปี, ดันเต แกฟฟีลด์ อายุ 24 ปี และ ทีนา ไล อายุ 41 ปี จะถูกตั้งข้อหาหลายกระทง รวมถึงข้อหาสมคบคิดและการครอบครองอุปกรณ์ทำลายล้างที่ไม่ได้ลงทะเบียน

ในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่ากลุ่มคนดังกล่าวเดินทางไปยังทะเลทรายพร้อมกับ “สารเคมีตั้งต้น” และถูกกล่าวหาว่าวางแผนที่จะประกอบระเบิดจากสารเคมีเหล่านั้น

เครื่องบินตรวจการณ์สามารถบันทึกภาพความเคลื่อนไหวของพวกเขาได้ ขณะที่หน่วยสวาทของ FBI พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ FBI ได้เข้าปฏิบัติการจับกุมทั้ง 4 คนได้อย่างราบรื่น จากการสืบสวนยังพบว่าเป้าหมายของการโจมตีรวมถึงบริษัทอเมริกัน 2 แห่งในพื้นที่ลอสแอนเจลิส โดยมีแผนจะลงมือในเวลาเที่ยงคืนของวันส่งท้ายปีเก่า

ผู้ต้องสงสัยยังถูกกล่าวหาว่ากำลังหารือแผนการโจมตีเจ้าหน้าที่และยานพาหนะของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ด้วยระเบิดแสวงเครื่องแบบท่อในช่วงเดือนมกราคมหรือกุมภาพันธ์ 2569 โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่านางแคร์โรลล์กล่าวว่าการระเบิดจะกำจัดพวกนั้นบางส่วนออกไป และทำให้คนที่เหลือเกิดความหวาดกลัว

FBI สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนีย

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชน การสกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนียได้สำเร็จเป็นผลมาจากการเฝ้าระวังและการตอบสนองอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FBI สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนีย

การที่ FBI สามารถสกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนียได้ทันท่วงที เป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพของระบบรักษาความปลอดภัยและการข่าวกรองของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่าภัยคุกคามจากการก่อการร้ายยังคงมีอยู่ และจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การที่กลุ่มผู้ต้องสงสัยวางแผนที่จะโจมตีสถานที่ต่างๆ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความหวาดกลัวและความปั่นป่วนในสังคม

การจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ถึง 4 คน ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญ แต่ FBI ยังคงต้องดำเนินการสืบสวนต่อไปเพื่อระบุตัวผู้ที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติมและเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองเป็นสิ่งสำคัญในการต่อต้านการก่อการร้ายอย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักถึงสัญญาณเตือนภัยของการก่อการร้าย การที่ประชาชนทั่วไปสามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลที่น่าสงสัยให้กับเจ้าหน้าที่ได้ อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการก่อการร้ายได้ การมีส่วนร่วมของชุมชนจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการรักษาความปลอดภัย

แม้ว่าสถานการณ์FBI สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในแคลิฟอร์เนียจะคลี่คลายไปในทางที่ดี แต่เราไม่ควรประมาทและควรเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต

ที่มา – FBI เผย สกัดแผนก่อการร้ายวันสิ้นปี ในภาคใต้รัฐแคลิฟอร์เนีย

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับในซีเรีย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะตอบโต้ หลังจากทหารสหรัฐฯ กับพลเรือนถูกนักรบกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามลอบโจมตีในซีเรีย จนมีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

เมื่อวันเสาร์ที่ 13 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประกาศว่า สหรัฐฯ จะตอบโต้กรณีที่ ทหารสหรัฐฯ 2 นาย กับล่ามพลเรือนอีก 1 คน ถูกสังหารในการลอบโจมตีของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส – ISIS) ในประเทศซีเรีย เหตุการณ์ ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

“เราจะตอบโต้” ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวที่นอกทำเนียบขาว ก่อนที่จะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า นายอาเหม็ด อัล-ซารา ประธานาธิบดีซีเรีย “โกรธมาก” กับการโจมตีที่เกิดขึ้น และไม่สบายใจกับการโจมตีดังกล่าว

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ทหารสหรัฐฯ ทั้ง 2 นาย กับล่ามพลเรือนถูกสังหารในเมืองพัลไมรา ตอนกลางของซีเรียในวันเสาร์ หลังจากมือปืนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสมาชิกกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม เปิดฉากยิงปืนเข้าใส่ชุดลาดตระเวนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ กับซีเรีย

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (เซนต์คอม – CENTCOM) ซึ่งดูแลกองทัพสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ประกาศข่าวการเสียชีวิตดังกล่าวผ่าน X หลังจากสื่อของซีเรียรายงานก่อนหน้านั้นว่า การโจมตีที่เมืองพัลไมราทำให้ทหารอเมริกันและซีเรียได้รับบาดเจ็บ

“การซุ่มโจมตีโดยมือปืน ISIS ซึ่งมีเพียงคนเดียว ส่งผลให้ชาวอเมริกัน 3 คนเสียชีวิต และมีทหารบาดเจ็บเพิ่มเติมอีก 3 นาย” เซนต์คอมระบุ และเสริมว่า “มือปืนรายนั้นถูกยิงและเสียชีวิตแล้ว”

ด้านนาย ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่า การโจมตีเกิดขึ้นขณะที่ทหารให้การสนับสนุนปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ส่วนนาย ทอม บาร์รัก ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำซีเรีย กล่าวว่า การซุ่มโจมตีมุ่งเป้าไปที่ ชุดลาดตระเวนร่วมของรัฐบาลสหรัฐฯ กับซีเรีย

อนึ่ง นี้นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปีที่ทหารสหรัฐฯ ถูกสังหารในซีเรีย นับตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธอิสลามิสต์ โค่นล้มรัฐบาลของนาย บาชาร์ อัล-อัสซาด ที่ปกครองซีเรียมาอย่างยาวนาน เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน และรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของซีเรียกับสหรัฐฯ ใหม่อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้นาย อันวาร์ อัล-บาบา โฆษกกระทรวงมหาดไทยซีเรีย กล่าวว่า มีการเตือนล่วงหน้าจากกองบัญชาการความมั่นคงภายในไปยังกองกำลังพันธมิตรในซีเรีย ว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่มไอซิสจะแทรกซึมเข้ามา และว่า “กองกำลังพันธมิตรนานาชาติใส่ใจคำเตือนของซีเรียเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีการแทรกซึมของกลุ่มไอซิส”

ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ถูกไอซิสลอบโจมตีในซีเรีย

สถานการณ์ในซีเรียยังคงมีความตึงเครียดสูง และเหตุการณ์ ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของทหารสหรัฐฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในภูมิภาคดังกล่าว

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ

เหตุการณ์นี้อาจนำไปสู่การเพิ่มกำลังทหารสหรัฐฯ ในซีเรีย หรือการโจมตีตอบโต้กลุ่มไอซิสที่รุนแรงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับซีเรีย รวมถึงชาติพันธมิตรอื่นๆ ในภูมิภาค สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า สหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

  • การเพิ่มกำลังทหาร: สหรัฐฯ อาจตัดสินใจเพิ่มจำนวนทหารในซีเรียเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและป้องกันการโจมตีเพิ่มเติม
  • การโจมตีตอบโต้: มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะตอบโต้กลุ่มไอซิสด้วยการโจมตีทางอากาศหรือปฏิบัติการภาคพื้นดิน
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: เหตุการณ์นี้อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับซีเรียตึงเครียดมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือกับชาติพันธมิตรอื่นๆ ในการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้าย

เหตุการณ์ ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ เป็นเครื่องเตือนใจว่า ภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายยังคงมีอยู่ และความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการต่อสู้กับภัยคุกคามเหล่านี้

ถึงแม้ว่ากลุ่มไอซิสจะสูญเสียดินแดนส่วนใหญ่ที่เคยยึดครองไว้ แต่พวกเขายังคงสามารถก่อเหตุโจมตีได้ และการลอบโจมตีในซีเรียครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปฏิบัติการที่ยังคงมีอยู่

สถานการณ์ในซีเรียยังคงซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และคาดการณ์ถึงแนวโน้มในอนาคตได้

ที่มา – ทรัมป์ลั่นตอบโต้แน่ หลังทหารสหรัฐฯ ดับ ถูกไอซิสลอบโจมตีในซีเรีย

Scroll to top