กลุ่มทุนพลังงาน

“ศุภโชติ” จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ

สถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศไทย ทำให้ ศุภโชติ จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ สส.ศุภโชติ ไชยสัจ จากพรรคประชาชน ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน เรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อคลายข้อกังวลเรื่องการกักตุนและเก็งกำไร โดยเฉพาะในช่วงที่สถานีบริการน้ำมันหลายแห่งขาดแคลน ส่งผลกระทบต่อการขนส่งและค่าครองชีพของประชาชน

ศุภโชติ จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ

วันที่ 19 มีนาคม 2569 นายศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้ความเห็นถึงพฤติกรรมของรัฐบาลที่ดูเหมือนพูดไม่ตรงกันในประเด็นการจัดสรรพลังงานน้ำมัน วานนี้ (18 มีนาคม) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมายืนยันหลังสุ่มตรวจโรงกลั่นและคลังน้ำมันของผู้ค้ารายใหญ่ ว่าพบว่าทุกอย่างปกติ วาล์วปล่อยน้ำมันยังทำงานตามปกติ ไม่มีการกักตุน แต่ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กลับตั้งคำถามว่า “น้ำมันหายไปไหน” และขู่จะเรียกทุกฝ่ายมาจับผิดทีละราย

ตัดเข้าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า “ไม่มีไอ้โม่งที่ไหนกักตุนน้ำมัน” พร้อมโยนความผิดให้ประชาชนที่ตื่นตระหนกจนแห่ไปเติมน้ำมัน ขณะที่นายพิพัฒน์ซึ่งรับผิดชอบประเด็นนี้ ก็เปลี่ยนท่าทีจากขึงขังเป็นสงบเสงี่ยม ยืนยันว่าไม่มีน้ำมันหาย สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพ ขาดความโปร่งใส และล้มเหลวในการบริหารวิกฤตน้ำมันครั้งนี้

เหตุใดศุภโชติ จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ

สส.ศุภโชติ เน้นย้ำว่ารัฐบาลควรเปิดข้อมูลทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางตั้งแต่สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคม เพื่อให้สังคมตรวจสอบได้ชัดเจน ข้อมูลที่จำเป็น ได้แก่:

  • โรงกลั่นผลิตน้ำมันออกมาเท่าไหร่
  • คลังน้ำมันรับเข้า-จ่ายออกเท่าไหร่
  • พ่อค้าคนกลางหรือจ็อบเบอร์ และผู้ค้าส่งกระจายไปที่ไหน
  • มีการขนส่งน้ำมันออกนอกประเทศมากกว่าปกติหรือไม่

เมื่อเปิดข้อมูล รัฐบาลจะตอบคำถามได้ทันทีว่าน้ำมันหายไปตรงไหน มีการกักตุนหรือชะลอขายเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ รัฐมีเครื่องมือครบถ้วน เช่น กฎหมายแก้ไขภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และระบบใบอนุญาตที่บังคับให้ผู้ประกอบการเปิดเผยข้อมูล

รัฐบาลกำลังปกป้องใคร? คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ทำไมรัฐบาลยังบ่ายเบี่ยงไม่เปิดข้อมูลทั้งที่ทำได้? สิ่งนี้ทำให้ประชาชนสงสัยว่ารัฐกำลังปกป้องกลุ่มทุนพลังงานหรือไม่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ คำถามสำคัญคือ มีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเพื่อถอนทุนคืนผ่านการเลือกตั้งหรือเปล่า? วิกฤตนี้ไม่เพียงกระทบราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม การขนส่งหยุดชะงัก อาหารและสินค้าจำเป็นราคาแพงขึ้น สร้างความไม่พอใจในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากประชาชนที่ต้องต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน สถานีบริการบางแห่งปิดตัว ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ดูเงียบงัน การขาดความโปร่งใสยิ่งทำให้เกิดทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ หากรัฐบาลจริงจัง ควรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลติดตามระบบน้ำมันแบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

สุดท้าย ศุภโชติ จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ ถือเป็นเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่อยากเห็นการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง คุณคิดว่ารัฐบาลควรเปิดข้อมูลทันทีหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดความโปร่งใสในระบบพลังงานไทย

ที่มา – “ศุภโชติ” จี้เปิดข้อมูลน้ำมันทั้งระบบ เหน็บรัฐบาลพูดกลับไปกลับมา กำลังปกป้องใครหรือไม่

ปชช. จับตา! รัฐบาลอนุทินเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้าจริงหรือ?

พรรคประชาชน ถามตรง “รัฐบาลอนุทิน” เร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนไปเลือกตั้งหรือไม่ ชี้ ไฟฟ้าสำรองล้นระบบ ซื้อเพิ่มยิ่งผลักประชาชนแบกค่าไฟแพง เรียกร้องชะลอเซ็นโครงการใหม่ทั้งหมด

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ที่รัฐสภา นายวรภพ วิริยะโรจน์ และ นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคำถามต่อรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กรณีมีมติเร่งรัดการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนทั้งในโครงการ RE Big Lot และโซลาร์ฟาร์มชุมชน รวมกว่า 3,600 เมกะวัตต์ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทั้งที่ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองล้นระบบอยู่แล้ว การเดินหน้ารับซื้อไฟเพิ่มโดยไม่มีความจำเป็นทางเทคนิค ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าแท้จริงแล้วรัฐบาลทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและกลุ่มการเมืองกันแน่

นายศุภโชติ ระบุว่า โครงการ RE Big Lot ขนาด 2,100 เมกะวัตต์ เป็นปัญหาที่คาราคาซังมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน ซึ่งเคยมีมติชะลอการรับซื้อไฟฟ้าเพราะราคารับซื้อสูงเกินไปและควรเจรจาใหม่ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาลอนุทิน มติที่ออกมากลับเป็นการ “เดินหน้าต่อในราคาเดิม” ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย โดยไม่ยอมลดราคาแม้แต่สตางค์เดียว ทั้งที่ต้นทุนโซลาร์เซลล์ทั่วโลกวันนี้ลดลงมากแล้ว การเดินหน้าตามราคานี้เท่ากับล็อกภาระต้นทุนให้ประเทศไปอีกกว่า 25 ปี และจะถูกส่งกลับมาในรูปแบบค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายแพงขึ้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

นายศุภโชติ ระบุอีกว่า รัฐบาลยังเปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 1,500 เมกะวัตต์ ในนาม “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” ทั้งที่โครงสร้างของโครงการยังเป็นการลงทุนโดยทุนใหญ่เหมือนเดิม ส่วนชุมชนยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีบทบาทในการบริหารหรือขายไฟฟ้าจริงอย่างไร และที่สำคัญคือราคารับซื้อไฟฟ้าถูกกำหนดไว้สูงถึง 2.25 บาทต่อหน่วย แพงกว่าโครงการ RE Big Lot ความต่างเพียง 8 สตางค์นี้ เมื่อกระจายไปในระบบไฟฟ้าทั้งประเทศ จะกลายเป็นภาระที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งที่ไฟฟ้าของประเทศมีมากเกินพออยู่แล้ว

ด้านนายวรภพ มองว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองพลังงานไทย เพราะในเดือนมกราคม 2562 ก่อนการเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562 มีการอนุมัติโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ 1,940 เมกะวัตต์ ให้กับเอกชนโดยไม่มีการเปิดประมูล และต่อมาในเดือนเมษายน 2566 ก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 ก็มีการประกาศรายชื่อเอกชนที่ได้รับคัดเลือกรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ (RE Big Lot) และ โครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งมาอนุมัติในเดือนตุลาคม 2568

นายวรภพ ตั้งข้อสังเกตว่า ทั้งหมดเหมือนเป็นหนังม้วนเดิม แทบทุกครั้งก่อนมีการเลือกตั้ง รัฐบาลในเวลานั้นมักมีนโยบายอนุมัติ “ซื้อไฟฟ้าเพิ่ม” ตามออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นธรรมเนียมทางการเมือง มากกว่าการวางแผนพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนรูปแบบการ “แจกโรงไฟฟ้า” ให้กลุ่มทุนที่มีบทบาทในการสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งทำกันมาทุกยุคทุกสมัย แต่ประชาชนคือผู้ที่ต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นเป็นสิบๆ ปี ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา ทำให้ต้องตั้งคำถามต่อรัฐบาลอนุทิน ว่าการเร่งรับซื้อไฟฟ้าเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความจำเป็นทางพลังงาน หรือเพราะความจำเป็นทางการเมืองกันแน่ การเดินหน้าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนในราคาสูง ทั้งที่ระบบไฟฟ้าล้นเหลือ จะทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟในอัตราที่สูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้ประเทศเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้ในราคาถูกกว่าและมีความโปร่งใสกว่า

พรรคประชาชนย้ำว่าหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าเช่นนี้ “Quick Big Win” ที่ประกาศไว้ จะไม่ใช่ชัยชนะของประชาชน แต่จะเป็น “Quick Big Win ของกลุ่มทุนพลังงาน” ขณะที่ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟแพงขึ้นโดยไม่สามารถเลือกอะไรได้เลย ดังนั้น พรรคประชาชนเสนอให้รัฐบาลชะลอการลงนามสัญญาโครงการใหม่ทั้งหมดจนกว่าจะมีการทบทวนแผนพลังงาน PDP ฉบับใหม่อย่างโปร่งใส พร้อมปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าให้เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน ไม่ใช่กลุ่มทุนเพียงไม่กี่ราย พร้อมตั้งคำถามที่พรรคประชาชนอยากให้รัฐบาลตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า การรับซื้อไฟในครั้งนี้ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนจริง หรือเป็นการเตรียมทุนสำหรับการเมืองในอนาคต

ปชช. จับพิรุธ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนรอเลือกตั้งหรือไม่

ทำไมต้องตั้งคำถามเรื่องการเร่งรัดรับซื้อไฟฟ้าในตอนนี้?

การรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมในช่วงที่ไฟฟ้าสำรองของประเทศมีอยู่มากแล้ว ก่อให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว การเปิดประมูลหรือการเจรจาต่อรองราคาที่เป็นธรรมควรเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายพลังงานของรัฐ

  • การพิจารณาและการตัดสินใจในเรื่องนโยบายพลังงานควรเป็นไปอย่างโปร่งใส
  • ควรมีการเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลในการตัดสินใจให้ประชาชนได้รับทราบ
  • ควรมีการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนะ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาณเตือนให้ประชาชนต้องจับตาดูการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในนโยบายพลังงาน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวมและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนต้องร่วมกันตรวจสอบและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในนโยบายพลังงานของรัฐบาล เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – ปชน. จับพิรุธ “รัฐบาลอนุทิน” เร่งรัดรับซื้อไฟฟ้า หวังเติมกระสุนรอเลือกตั้งหรือไม่

เท้งและสส.ถูกฟ้อง 300 ล้าน ปมโครงสร้างค่าไฟแพง

“เท้ง ณัฐพงษ์” พา “ศุภโชติ -วรภพ” แถลงข่าวถูกกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ ฟ้องอาญา-แพ่ง รวม 3 คดี 300 ล้าน หลังแถลงข่าว-อภิปรายเรื่องโครงสร้างค่าไฟแพง ยันไม่หวั่นไหว-เดินหน้าทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้ประชาชนต่อ 25 ส.ค. พร้อมเดินทางไปแจงศาล

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าว กรณีพรรคประชาชนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ จากการเรียกร้องกรณีค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมในประเทศไทย ที่เกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของรัฐบาลหลายสมัยที่ผ่านมา

โดยนายณัฐพงษ์ระบุว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพลังไฟฟ้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง พรรคประชาชนเล็งเห็นว่าค่าไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขที่มองเห็น แต่เป็นต้นทุนในการดำเนินชีวิตและการประกอบธุรกิจของประชาชนคนไทยและผู้ประกอบการทุกคนในประเทศนี้

ที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้สะท้อนปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกิน แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่แผนพลังงานแห่งชาติฉบับใหม่ก็ยังไม่ได้แก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง อีกทั้งยังมีการเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถรับซื้อพลังงานไฟฟ้าที่ล้นเกินเพิ่มขึ้นต่อไปได้อีก และยังมีการเปิดช่องให้มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมที่เกินความจำเป็นเหมือนที่ผ่านมา พรรคประชาชนที่ผ่านมาได้ใช้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการแถลงข่าว การตั้งกระทู้ถาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เช่นการผลักดันที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2567 ที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดการยกเลิกโครงการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 5,200 เมกะวัตต์ และ 3,600 เมกะวัตต์ ซึ่งช่วงต้นดูเหมือนมีแนวโน้มที่ดีหลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ชะลอการรับซื้อในรอบ 3,600 เมกะวัตต์ แต่ก็เป็นที่น่าผิดหวังที่รัฐบาลอาศัยจังหวะที่ข่าวเงียบลง เดินหน้าการรับซื้อพลังงานไฟฟ้าในส่วนนี้ต่อ โดยเปลี่ยนวิธีเป็นการเจรจาลดราคารับซื้อจากเอกชนแทน ทั้งที่โครงการดังกล่าวมีปัญหา 4 ประการด้วยกัน คือ

  1. เป็นกระบวนการที่ไม่เปิดประมูลในการรับซื้อ ใช้ราคารับซื้อเดิมทั้งที่ราคาพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนมีแนวโน้มลดลงทุกปี แต่รัฐบาลกำลังจะรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่แพงเกินจริง
  2. ไม่มีการเปิดเผยเกณฑ์การให้คะแนนก่อนการเริ่มกระบวนการคัดเลือก ซึ่งที่ผ่านมาศาลก็เคยมีแนววินิจฉัยแล้วว่ากระบวนการเช่นนี้ไม่ถูกต้องไม่โปร่งใส
  3. ไม่มีเหตุผลรับรองใดว่าประเทศไทยมีความจำเป็นต้องสำรองไฟฟ้าเพิ่มเติม เพราะทุกวันนี้ประเทศไทยมีไฟฟ้าสำรองที่ล้นเกินอยู่แล้ว
  4. กระบวนการนี้เป็นการกีดกันการแข่งขัน เนื่องจากล็อกสิทธิให้เฉพาะกลุ่มทุนเดิมที่เคยเข้าร่วมหรือยื่นไว้ในปี 2565 เท่านั้น ที่มีสิทธิ์เข้าสู่กระบวนการคัดเลือก

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ตนและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาชนได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งล่าสุดที่มีการยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อตรวจสอบกระบวนการในการรับซื้อพลังงานไฟฟ้า หรือนโยบายพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จนมาถึงสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจากการทำหน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้แทนราษฎร ตนเองและเพื่อน ส.ส. อีกสองคนกำลังถูกบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ฟ้องร้องดำเนินคดี สำหรับตนเองถูกฟ้องในคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาท พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 100 ล้านบาท จากกรณีที่ตนเองได้แถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ ส่วนนายวรภพและนายศุภโชติ ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในลักษณะเดียวกัน พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่งคนละ 100 ล้านบาทเช่นเดียวกัน จากกรณีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง 3 คน 3 คดี มูลค่าความเสียหายทางแพ่ง 300 ล้านบาท

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าพรรคประชาชนยืนยันว่าการแถลงข่าวและการอภิปรายของพวกเราทั้งหมดที่ผ่านมา ในการเรียกร้องเพื่อทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรมให้กับประชาชนทุกคน เป็นการทำหน้าที่โดยสุจริตในฐานะผู้แทนราษฎรเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน การฟ้องร้องดำเนินคดีพวกเราในครั้งนี้ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มทุนพลังงานหรือกลุ่มใด จะไม่ทำให้พวกเราหวั่นไหวหรือหยุดการทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎรต่อไป

โดยในส่วนคดีของตนเอง ศาลจะนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งตนจะเดินทางเข้าสู่กระบวนการด้วยตนเอง และขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนทุกคนได้ร่วมติดตามการทำหน้าที่ของพวกเราในการทวงคืนค่าไฟที่เป็นธรรม รวมถึงติดตามความคืบหน้าคดีที่พวกเราทั้งสามคนถูกดำเนินคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อทวงคืนค่าไฟที่โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับประชาชนทุกคน

เท้งและสส.ถูกฟ้อง 300 ล้าน ปมโครงสร้างค่าไฟแพง

ทำไมโครงสร้างค่าไฟแพงถึงต้องได้รับการแก้ไข?

ปัญหาโครงสร้างค่าไฟแพงในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการอย่างมาก การแก้ไขปัญหานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ความเป็นธรรมและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การที่ ส.ส. ออกมาเรียกร้องและถูกฟ้องร้องแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ

ต้องจับตาดูว่าการดำเนินการทางกฎหมายต่อ ส.ส. เหล่านี้จะส่งผลต่อการตรวจสอบโครงสร้างค่าไฟแพงอย่างไร และประชาชนจะมีบทบาทในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรมได้อย่างไร

ที่มา – “เท้ง- 2 สส.ประชาชน” ถูกฟ้อง 3 คดี 300 ล้าน ปมอภิปรายเรื่องโครงสร้างค่าไฟแพง

Scroll to top